- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 268 แวะเยือน
ตอนที่ 268 แวะเยือน
ตอนที่ 268 แวะเยือน
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นำอาการป่วยของหนิงคังอ๋องตามที่จูเยี่ยบรรยายมาบอกกล่าวให้เสิ่นซีฟัง เสิ่นซีก็พอจะวินิจฉัยได้ว่ามันคือโรควัณโรคปอด หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าโรคเฟ่ยเหลา
(เชิงอรรถผู้แปล: โรคเฟ่ยเหลา (肺痨) คือโรควัณโรคปอด ในยุคโบราณถือเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาให้หายขาดได้ยากยิ่ง)
โรคนี้ในยุคสมัยนี้เรียกได้ว่าแทบจะไร้หนทางเยียวยา ในมุมมองของเสิ่นซี อย่างน้อยก่อนที่ยาสเตรปโตมัยซินจะถูกคิดค้นขึ้น วัณโรคปอดเป็นโรคที่รักษาได้ยากยิ่งนัก ในบรรดาตำรับยารักษาโรคปอดที่เขารู้จัก มีอยู่ขนานหนึ่งคือ ‘ตำรับยาเชียนจินซา’ ซึ่งสหายร่วมมหาวิทยาลัยของเขาเคยใช้เมื่อตอนเป็นเด็ก ตำรับยานี้ประกอบด้วยสมุนไพรอย่างถิงลี่จื่อ ไป๋เสา อวิ๋นหลิง หมู่ลี่ ซาเซิน และม่ายตง มันทำให้สหายของเขาที่ป่วยเป็นวัณโรคตอนอายุแปดขวบ สามารถหายจากโรคได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาแผนปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้เขาจึงเคยให้ความสนใจตำรับยานี้เป็นพิเศษ
ทว่าผลการพิสูจน์ทางคลินิกในภายหลังกลับพบว่า การที่ตำรับยานี้รักษาผู้ป่วยให้หายขาดได้นั้นเป็นเพียงกรณีศึกษาเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่หากให้ผู้ป่วยรับประทานติดต่อกันสักสิบวันครึ่งเดือน ก็สามารถทำให้อาการอ่อนเพลีย ไอ และมีไข้ หายไปหรือทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งยาสำเร็จรูปที่จูเยี่ยซื้อกลับไปแล้วได้ผลอย่างดีเยี่ยม ก็คือยาขนานนี้นี่เอง
เสิ่นซียอมรับว่าความรู้ทางการแพทย์ของตน ย่อมเทียบไม่ได้กับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่คลุกคลีอยู่กับตำราแพทย์มาตั้งแต่เด็ก จึงไม่อยากจะร่ายขวานต่อหน้าหลู่ปัน แต่เมื่อถูกเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ซักไซ้ไล่เลียงอย่างหนัก เขาก็จำต้องอธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นวิธีทำและปริมาณวัตถุดิบของอาหารบำรุงสุขภาพอย่างแกงไขกระดูกแกะต้มเซิงตี้ แกงเห็ดหูหนูขาวต้มไข่นกพิราบ น้ำแกงตะพาบน้ำบำรุงหยิน น้ำแกงสาลี่รากปวยเล้ง ไปจนถึงวิธีดูแลร่างกายในยามปกติ ซึ่งเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็จดบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างไว้อย่างจริงจัง
(เชิงอรรถผู้แปล: ร่ายขวานต่อหน้าหลู่ปัน หมายถึงการอวดรู้หรือแสดงฝีมือต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญ)
แม้ว่าสิ่งที่เสิ่นซีพูดมา เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะพอรู้มาบ้างแล้วหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน นางเป็นคนถ่อมตนใฝ่รู้เพื่อพัฒนาตนเองมาโดยตลอด ครานี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น นางจดจำความรู้ใหม่ทั้งหมดไว้ในใจอย่างแม่นยำ
ตกค่ำ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงกลับไปปรึกษากับครอบครัวเรื่องการเดินทางไปรักษาโรคที่เมืองหนานชาง ท้ายที่สุด ทางฝั่งตระกูลเซี่ยก็ตัดสินใจให้เซี่ยป๋อเหลียน ผู้เป็นบิดา ร่วมเดินทางขึ้นเหนือไปยังหนานชางพร้อมกับบุตรี แม้ว่าตอนนี้เซี่ยป๋อเหลียนจะสูญเสียความสามารถในการตรวจรักษาคนไข้ไปแล้ว แต่ด้วยความรู้ทางการแพทย์และประสบการณ์ในการรักษาโรคอันโชกโชน เขาย่อมสามารถให้คำแนะนำและข้อคิดเห็นแก่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้เป็นอย่างดี
ในตอนที่ไปส่งพวกเขาออกเดินทาง ในที่สุดเสิ่นซีก็ได้เห็นหน้าจูเฉินหาว ผู้ซึ่งในอีกยี่สิบกว่าปีให้หลังจะลุกขึ้นมาก่อกบฏแย่งชิงราชบัลลังก์กับจูโฮ่วจ้าว ทว่าในยามนี้เขายังคงถือสถานะซื่อจื่อแห่งจวนหนิงคังอ๋อง และได้รับบรรดาศักดิ์ชั่วคราวเป็นซ่างเกาอ๋อง นอกจากนี้ยังมีพระชายาที่เขาเพิ่งตบแต่งเข้ามา สตรีแซ่โหลวแห่งเมืองซ่างเหรา มณฑลเจียงซี ผู้เป็นหญิงงามมากความสามารถนามว่า โหลวซู่เจิน ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวพันกับบัณฑิตเจ้าสำราญอย่างถังหยิน หรือถังปั๋วหู่ โหลวซื่อผู้นี้ก็คือพระชายาเอกของจูเฉินหาวนั่นเอง
โหลวซู่เจินมีกิริยาอ่อนโยนนุ่มนวล นางถือกำเนิดในกุลสตรีจากตระกูลใหญ่ ปู่ของนางคือโหลวเลี่ยง มหาปราชญ์นักคิดแห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งโหลวเลี่ยงผู้นี้ก็คืออาจารย์ผู้เบิกเนตรปรัชญาซินเสวียให้กับหวังหยางหมิง มหาปราชญ์ผู้โด่งดังแห่งยุค บิดาของโหลวซู่เจินคือโหลวเฉิน ขุนนางตำแหน่งหลางจงแห่งกรมกลาโหม โหลวเฉินเป็นบุตรชายคนโตของโหลวเลี่ยง ส่วนโหลวซู่เจินก็คือหลานสาวคนโตของตระกูลโหลว
(เชิงอรรถผู้แปล: ปรัชญาซินเสวีย (心学) หรือสำนักจิตวิทยาขงจื๊อ เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาขงจื๊อใหม่ที่เน้นว่า "จิตคือสรรพสิ่ง" และ "รู้และกระทำเป็นหนึ่งเดียวกัน")
โหลวซู่เจินเกิดในชาติตระกูลสูงส่ง เป็นกุลสตรีจากตระกูลใหญ่ที่มีเพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและสติปัญญามาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่ออายุได้สิบหกปีก็ตบแต่งให้กับซื่อจื่อแห่งจวนหนิงคังอ๋อง จูเฉินหาว เสิ่นซีมองดูแล้วก็อดรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง สตรีผู้ปราดเปรื่องและมีคุณธรรมอันโด่งดังในประวัติศาสตร์ กลับต้องมาแต่งงานกับผู้สืบทอดจวนหนิงอ๋องที่เป็นเพียงคนหูหนวกตาบอด มีแต่ความทะเยอทะยานทว่าไร้ซึ่งความสามารถในการปกครองแผ่นดิน จนสุดท้ายต้องจบชีวิตลงด้วยการกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตายเพื่อสังเวยชีวิตพร้อมสามี
"น้องสาวจงวางใจเถิด เรื่องในบ้านพวกเราจะคอยดูแลให้เอง เจ้ากับท่านพ่อเดินทางระมัดระวังด้วย หากมีเรื่องอันใดก็อย่าลืมส่งจดหมายมา มีสมาคมการค้าคอยดูแลอยู่ ไม่ว่าจะขาดแคลนเงินทองหรือสมุนไพร พี่สาวก็จะหาทางจัดการให้..."
ฮุ่ยเหนียงพาเสิ่นซีออกไปส่งพวกเขา ส่วนโจวซื่อนั้นต้องอยู่เฝ้าร้านขายยา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินทางไกล คราวก่อนที่นางไปเมืองหวยอันเพื่อรับตัวท่านปู่และท่านพ่อที่เพิ่งออกจากคุก ก็ทำให้โจวซื่อบ่นคิดถึงอยู่หลายวัน เสิ่นซีคิดในใจว่า คราวนี้ท่านแม่คงต้อง นอนเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย อยู่ในร้านขายยาอีกแล้ว หากไม่มีอะไรทำ นางต้องเอาเรื่องเคี่ยวเข็ญให้เขาอ่านตำรามาเป็นที่พึ่งพิงทางใจเป็นแน่
ชีวิตเขาต่อจากนี้คงอยู่ไม่เป็นสุขอย่างแน่นอน…
เมื่อส่งเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เสร็จ ฮุ่ยเหนียงตั้งใจจะพาเสิ่นซีกลับ ทว่าจู่ ๆ นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงยิ้มพลางกล่าวว่า "เสี่ยวหลาง เที่ยงวันนี้น้าเป็นเจ้ามือ เลี้ยงสุราคุณชายซูและพวกพ้องที่โรงเตี๊ยม เจ้าก็ตามไปดูด้วยกันเถิด นาน ๆ ทีแม่ของเจ้าจะยอมผ่อนปรนให้ เจ้าก็ควรออกไปเปิดหูเปิดตาให้มากหน่อย หากได้ผ่อนคลายจิตใจบ้าง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นผลดีต่อการศึกษาเล่าเรียนของเจ้าในวันหน้า"
เสิ่นซีฝืนยิ้มอย่างขมขื่น "ฟังจากความหมายของท่านน้า ท่านเองก็ไม่เชื่อว่าคราวนี้ข้าจะสอบได้ซิ่วไฉอย่างนั้นหรือขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงกล่าวอย่างอ่อนใจ "น้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นสักหน่อย น้าแค่หมายถึงการศึกษาเล่าเรียนของเจ้าในภายภาคหน้าต่างหาก หรือว่าเจ้าจะไม่สอบจวี่เหริน ไม่สอบจิ้นซื่อแล้ว? น้าล่ะอยากจะให้เจ้าสอบได้จอหงวนเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยด้วยซ้ำ จะได้พาแม่ของเจ้าไปเสวยสุขที่เมืองหลวงอย่างมีหน้ามีตา ให้นางได้เป็นฮูหยินตราตั้งอย่างไรเล่า"
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ แอบบ่นในใจว่า 'ท่านน้าต่างหากที่อยากเป็นฮูหยินตราตั้งใช่หรือไม่?'
ทว่าคำพูดนี้เขาไม่ได้เอ่ยออกมาต่อหน้าฮุ่ยเหนียง ระยะเวลาจนกว่าจะถึงการสอบระดับท้องถิ่นก็เหลืออีกแค่ครึ่งเดือนกว่า ๆ เดิมทีเขาก็ไม่อยากไปเที่ยวเตร่เสเพลคลุกคลีกับซูทงและพวกพ้องสักเท่าไร แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าซูทงก็ไม่เลวเหมือนกัน อย่างน้อยในเวลานี้ก็สามารถช่วยชีวิตเขาให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือมารของโจวซื่อได้ชั่วคราว โจวซื่อรู้ว่าวันนี้เสิ่นซีออกมางานชุมนุมบทกวี เมื่อคิดว่าสิ่งนี้ไม่เพียงทำให้เสิ่นซีได้ผ่อนคลาย แต่ยังไม่กระทบกระเทือนถึงการเรียน นางจึงยอมตบปากรับคำ มิเช่นนั้นอย่างมากที่สุดเสิ่นซีก็คงได้รับอนุญาตให้เดินเล่นสูดอากาศภายในลานเรือนสักสองรอบเท่านั้น
ตอนที่เสิ่นซีเดินทางมาถึง 'จ้วงหยวนจู' ยังไม่ทันจะถึงยามอู่ ภายในหอสุราบนชั้นสองก็มีแขกเหรื่อเต็มร้านแล้ว เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง เดิมทีฮุ่ยเหนียงยังกังวลว่ากิจการจะไม่ดี แต่นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่สองเดือนกว่า กิจการของหอสุราแห่งนี้ก็เจริญรุ่งเรืองแบบสุด ๆ ไม่เพียงแต่จะมีปัญญาชนแวะเวียนมาอุดหนุน แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ยังแห่แหนกันมาดั่งฝูงเป็ด
หม้อไฟของจ้วงหยวนจูนั้นราคาเป็นธรรมและให้ปริมาณมาก วิธีการกินก็แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เพิ่งจะเปิดตัวมาได้ไม่ถึงสองเดือน ช่วงนี้ในเมืองก็เริ่มมีคนเลียนแบบแล้ว ทว่าผู้ที่ลอกเลียนแบบก็ยังไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของรสชาติได้ในเร็ววัน
"หลงจู๊ใหญ่ตระกูลเสิ่นของเรามาแล้ว ฮ่า ๆ มา ๆ น้องเสิ่น เข้ามาดื่มด้วยกันสักสองสามจอกเร็ว"
ซูทงดึงตัวเสิ่นซีไปที่ห้องรับรองพิเศษบนชั้นสองด้วยความตื่นเต้นดีใจ ห้องรับรองนี้เป็นสิ่งที่เสิ่นซีเสนอให้จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษ สาเหตุหลักก็เพื่อพิจารณาถึงแขกเหรื่อที่เป็นชนชั้นสูงผู้มั่งคั่งที่มาทานอาหาร พวกเขาคงไม่อยากร่วมโต๊ะกับพวกพ่อค้าหาบเร่หรือผู้ใช้แรงงาน ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นแนวคิดที่เสิ่นซีได้รับแรงบันดาลใจมาจากการตั้งโต๊ะรับรองพิเศษเมื่อครั้งที่เขาบริหารเพิงน้ำชานั่นเอง
ซูทงเชิญให้เสิ่นซีนั่งลงตรงที่นั่งริมหน้าต่าง เพราะตรงนี้จะเย็นสบายกว่าสักหน่อย "หากไม่ได้อาศัยเส้นสายของน้องเสิ่น พวกเราจะจองห้องรับรองของจ้วงหยวนจูแห่งนี้ก็คงไม่ง่ายนัก วันนี้ข้าจะแนะนำสหายให้เจ้ารู้จักเพิ่มอีกสักสองสามคนก็แล้วกัน"
ทุกครั้งซูทงมักจะพาสหายใหม่ ๆ ออกมาด้วยเสมอ คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เข้าสอบเสมอไป แต่อายุอานามมักจะไล่เลี่ยกับซูทง อีกทั้งความรู้ความสามารถก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ใช่พวกที่นำของไม่มีคุณภาพมาปะปนหลอกขายแต่อย่างใด
(เชิงอรรถผู้แปล: นำของไม่มีคุณภาพมาปะปนหลอกขาย (滥竽充数) สำนวนมีความหมายตรงตัวว่า "เป่าอวี๋ (เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง) ไม่เป็น แต่แกล้งทำเป็นเป่าเพื่อปะปนให้ครบจำนวน" ใช้เปรียบเปรยถึงคนที่ไม่มีความสามารถแต่เข้ามาปะปนอยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพียงให้ครบจำนวน)
คนเหล่านี้มีท่วงทีและวาจาการพูดคุยที่ถือว่าพอใช้ได้ แต่ทว่านั่นคือสิ่งที่มีให้ผู้อื่นเท่านั้น สำหรับเสิ่นซี คนเหล่านี้มักจะทำตัวส่งเดชขอไปที เสิ่นซีเองก็รู้ตัวดี เขากลายเป็นเด็กวัยสิบขวบปีที่คว้าตำแหน่งอั้นโส่วประจำเมือง กลายเป็นลูกบ้านอื่นที่คอยกดดันผู้คน เท่ากับว่าเขาล่วงเกินบัณฑิตทั่วทั้งเมืองถิงโจวไปจนหมดสิ้น และถูกบัณฑิตเหล่านี้มองว่าเป็น 'ศัตรูคู่อาฆาต' ไปเสียแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: ลูกบ้านอื่น (别人家的孩子) เป็นคำศัพท์ยุคใหม่ในหัวของเสิ่นซี หมายถึงเด็กสมบูรณ์แบบที่พ่อแม่มักนำมาเปรียบเทียบกับลูกของตนเอง เพื่อกดดันให้ลูกเอาเป็นแบบอย่าง)
บนใบหน้าของซูทงเจือไว้ด้วยความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน "ทุกท่าน ปล่อยกระเพาะให้ว่างแล้วทานกันให้เต็มที่เลย วันนี้เถ้าแก่ใหญ่ของสมาคมการค้าเป็นเจ้ามือเลี้ยงเชียวนะ นี่ก็เพราะเห็นแก่หน้าของพี่น้องเสิ่นของเราทั้งสิ้น..."
บัณฑิตเหล่านี้เมื่อครู่ต่างก็รอจนเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว เสิ่นซีไม่มา งานเลี้ยงก็ไม่อาจเริ่มได้ หลายคนเพียงแค่เคยได้ยินชื่อเสียงของงานเลี้ยงหม้อไฟ แต่ยังไม่เคยลิ้มลองด้วยตนเอง การมาในครานี้จึงเตรียมตัวจะสวาปามกันอย่างเอร็ดอร่อย
พอได้ยินว่าไม่ต้องเสียเงิน ซ้ำยังกินได้ไม่อั้น แน่นอนว่าทุกคนย่อมสั่งแต่เมนูเนื้อสัตว์ ส่วนเมนูผักกลับไม่ค่อยได้รับความสนใจสักเท่าไร การเอาผักใบเขียวไปแกว่งลวกในน้ำเปล่ามันจะมีอะไรอร่อยกันเล่า ในเมื่อมาถึงหอสุราทั้งที ย่อมต้องกินเนื้อสัตว์ชิ้นโต ๆ ให้เต็มคราบ น่าเสียดายที่เมนูเนื้อสัตว์ของจ้วงหยวนจูมีให้เลือกไม่มากนัก อีกทั้งยังถูกหั่นมาเป็นแผ่นบาง ๆ หรือชิ้นเล็กชิ้นน้อย พอจุ่มลงไปแกว่งในน้ำเดือดก็ดูราวกับจะละลายหายไปเสียอย่างนั้น
เนื้อปลา เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด และเนื้อแกะถูกยกขึ้นโต๊ะจานแล้วจานเล่า สุรารินรดไม่ขาดสาย ระหว่างงานเลี้ยง คนกลุ่มหนึ่งเอาแต่เล่นทายสุราดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน ไม่หลงเหลือเค้าโครงของการสนทนาเรื่องวิชาความรู้เลยแม้แต่น้อย เสิ่นซีกินไปพลางคิดในใจ 'โชคดีที่ท่านแม่ไม่ได้ตามมาด้วย มิเช่นนั้นหากมาเห็นสภาพเช่นนี้ คราวหน้าคงไม่มีทางยอมให้ข้าออกจากบ้านเป็นแน่'
เมื่อกินดื่มจนอิ่มหนำสำราญ ซูทงกลับรู้สึกว่ายังไม่หนำใจ ทว่าในเวลานี้เขาเมามายจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว เจิ้งเชียนเดินเข้ามาประคองเขาพลางเอ่ยถาม "คุณชายเสิ่น ข้ากำลังจะประคองพี่ซูกลับไปพักผ่อน เจ้าจะเดินทางไปด้วยกันหรือไม่?"
"ข้าหรือ?"
เสิ่นซีลองตรึกตรองดู หากกลับบ้านไปตอนนี้ก็คงต้องถูกขังให้อ่านตำราอีก สู้รั้งอยู่ข้างนอกใชัชีวิตอิสระเสรีตามใจปรารถนาดีกว่า
เวลานี้ซูทงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเมามายว่า "น้องเสิ่น กลับบ้านไปกับข้าเถิด ที่บ้านข้ามีวัตถุโบราณและภาพวาดอักษรพู่กันมากมาย เจ้าเลือกดูตามสบาย ชอบชิ้นไหนก็หยิบเอาไปได้เลย ตกค่ำพวกเราค่อยไปหาซีเอ๋อร์ ดื่มกันต่ออีกสักสองสามจอก นางรับปากข้าแล้ว ว่าช่วงสองสามวันนี้จะให้ข้าไปนั่งคุยสัพเพเหระในห้องของนางได้..."
กล่าวจบ ศีรษะก็คอพับคออ่อน หมดสติไปในทันที
เสิ่นซีคิดในใจ นิสัยตอนเมาของซูทงผู้นี้ยังพอรับได้ เสียแต่ว่าเป็นคนมีนิสัยโอหังไปเสียหน่อย คราวก่อนก็อาศัยความเมามายไปมีเรื่องวิวาทกับพวกของเกาฉงจนถึงขั้นถูกทุบตี ลองคิดดูให้ดี การแวะไปดูที่จวนตระกูลซูก็ไม่เลวเหมือนกัน อย่างไรเสียเขาก็ยังไม่เคยไปเยือนจวนตระกูลซูมาก่อน กิจการของตระกูลซูใหญ่โตมั่งคั่ง สภาพแวดล้อมภายในจวนก็น่าจะดูดีไม่น้อย
เจิ้งเชียนประคองซูทงขึ้นรถม้า ก่อนจะกระโดดตามขึ้นไปทำหน้าที่บังคับรถม้าด้วยตนเอง ว่ากันตามตรง แม้เจิ้งเชียนจะถือกำเนิดในฐานะคุณชายตระกูลเศรษฐี แต่คนประเภทเดียวกันย่อมคบค้าสมาคมกัน เขาจึงไม่ค่อยวางมาดถือตัวมากนัก
เสิ่นซีนั่งอยู่ข้างที่นั่งคนขับ คอยเพ่งมองหนทางเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง ด้วยเกรงว่าหากเจิ้งเชียนดื่มมากไปสักสองสามจอก อาจจะเกิดอาการ 'เมาแล้วขับ' จนพารถม้าพุ่งตกลงไปในคูน้ำข้างทางเอาได้
เมื่อมาถึงหน้าจวนตระกูลซู เสิ่นซีเงยหน้าขึ้นมอง เพียงแค่ซุ้มประตูก็ทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจแล้ว
ตระกูลซูมิใช่จวนของขุนนาง ประตูใหญ่จึงจำเป็นต้องสร้างติดพื้นราบ ทว่าบริเวณหน้าประตูกลับกว้างขวางยิ่งนัก แม้จะเป็นจวนเก่าแต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมจนดูใหม่เอี่ยม เมื่อเดินเข้าไปด้านใน จะเห็นศาลาและระเบียงทางเดินทอดยาวสลับซับซ้อน ลานเรือนถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ จวนแห่งนี้อย่างน้อยต้องมีลานเรือนห้าหกชั้น กว้างขวางกว่าเรือนหลังใหม่ของตระกูลเสิ่นไม่รู้ตั้งเท่าไร
(เชิงอรรถผู้แปล: สร้างติดพื้นราบ (平地而起) ตามกฎหมายสถาปัตยกรรมและลำดับชนชั้นของราชวงศ์หมิง บ้านเรือนของสามัญชนห้ามสร้างบันไดหรือยกฐานพื้นให้สูงเหนือพื้นดินบริเวณประตูใหญ่เพื่อยกระดับฐานะ มีเพียงจวนขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่สามารถสร้างขั้นบันไดหน้าประตูได้)
"นายท่านของพวกเจ้าดื่มหนักไปหน่อย ข้าจึงจงใจประคองเขากลับมาพักผ่อน" เจิ้งเชียนกล่าวพลางประคองซูทงเดินเข้าไปด้านในด้วยตนเอง พ่อบ้านที่อยู่ด้านข้างคิดจะเข้ามาช่วยพยุง ทว่าเจิ้งเชียนกลับโบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้อง
เมื่อมาถึงหน้าประตูเรือนชั้นใน พ่อบ้านก็หยุดฝีเท้าลงโดยธรรมชาติ เรือนชั้นในของตระกูลใหญ่โตเช่นนี้ มีเพียงนายท่านและสตรีในครอบครัวเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ แน่นอนว่ารวมถึงแขกเหรื่อที่นายท่านเชิญมาด้วย
ในตอนนั้นเอง ก็มีสตรีในชุดแต่งกายแบบสตรีที่ออกเรือนแล้วสองคนเดินออกมาจากประตูวงพระจันทร์ของเรือนชั้นใน คนที่เดินนำหน้าดูอายุมากกว่าเล็กน้อย ราว ๆ ยี่สิบปี หน้าท้องนูนป่อง เห็นได้ชัดว่ากำลังตั้งครรภ์ ส่วนสตรีที่เดินตามหลังมาดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นสาวใช้ ทว่าแท้จริงแล้วนางกลับสวมใส่เครื่องประดับทองเงินเต็มตัว มือข้างหนึ่งประคองสตรีผู้เป็นนาย ส่วนมืออีกข้างถือผ้าเช็ดหน้า
"ฮูหยิน ข้าพาสามีของท่านกลับมาส่งแล้ว" บนใบหน้าของเจิ้งเชียนประดับด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย
ฮูหยินผู้นั้นย่อกายคารวะก่อน จากนั้นจึงสังเกตเห็นเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้าง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม "ท่านนี้คงจะเป็นคุณชายเสิ่นที่สามีของข้ามักจะพูดถึงบ่อย ๆ ใช่หรือไม่?"
เสิ่นซีรีบประสานมือคารวะ ท่าทีของเขานอบน้อมกว่าเจิ้งเชียนมากนัก เจิ้งเชียนพยักหน้าพลางเอ่ย "ถูกต้องแล้ว"
ฮูหยินผู้นั้นดีใจยิ่งนัก "ไม่คิดเลยว่าข้าน้อยจะมีวาสนาได้พบหน้าคุณชายเสิ่น สามีของข้ามักจะกล่าวถึงท่านอยู่เสมอ และมักจะทอดถอนใจที่คุณชายเสิ่นไม่ยอมมาเป็นแขกที่บ้าน เสี่ยวอัน รีบเชิญคุณชายทั้งสองเข้าไปนั่งด้านในเร็วเข้า..."
สตรีที่ถูกเรียกว่า 'เสี่ยวอัน' รีบเดินนำทางไปด้านหน้า
เสิ่นซีเดินตามหลัง ทว่าในใจกลับกำลังครุ่นคิด ปีก่อนที่ซูทงเพิ่งจะสอบผ่านการสอบระดับเมือง เขาเคยบอกว่าเตรียมจะรับอนุภรรยา หรือว่า 'เสี่ยวอัน' ผู้นี้ก็คืออนุภรรยาที่เขาเพิ่งรับเข้ามาใหม่?
หน้าตาถือว่าพอจะดูได้ คงเป็นหญิงสาวจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดา จึงไม่ค่อยรู้ธรรมเนียม ท่าทางการเดินดูเกร็ง ๆ หรืออาจจะเป็นเพราะนางเป็นสตรีรัดเท้า เวลาเดินจึงดูเดินกะย่องกะแย่งเล็กน้อย
ฮุ่ยเหนียงเองก็เป็นสตรีรัดเท้า ทว่าท่าทางการเดินของนางกลับดูมั่นคงกว่าสตรีผู้นี้มากนัก
เมื่อเข้ามาถึงด้านใน ซูฮูหยินก็ช่วยเจิ้งเชียนประคองซูทงไปนอนพักในห้องชั้นใน จากนั้นก็ออกมาต้อนรับแขกทั้งสอง ทว่าอย่างไรเสียนางก็เป็นสตรี เอ่ยทักทายได้ไม่กี่ประโยคก็เดินกลับเข้าไปด้านใน หลังจากนั้นก็มีสาวใช้ยกชาหอมกรุ่นเข้ามา เสี่ยวอันรับช่วงต่อ นางคุกเข่าลงแล้ววางถ้วยชาลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็กที่ตั้งอยู่บนเสื่อปูพื้น จากนั้นจึงหยัดกายลุกขึ้น แล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าเบา ๆ เดินออกไป
ยามอยู่ข้างนอก เสี่ยวอันมีท่าทีการเดินที่ดูขัดหูขัดตา ทว่ายามอยู่ภายในห้อง กิริยาท่าทางกลับดูคล้ายกับได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี
ตลอดทางเจิ้งเชียนร้อนจนแทบทนไม่ไหว พอได้นั่งลงเขาก็หยิบพัดใบกล้วยบนโต๊ะขึ้นมาพัดแรง ๆ สองสามที ทว่าสายตากลับจับจ้องไปที่เสี่ยวอันซึ่งเพิ่งจะเดินไปถึงหน้าประตูไม่วางตา
"คุณชายเสิ่น เจ้าคงจะแปลกใจสินะว่าเหตุใดนางถึงเดินไม่ค่อยมั่นคง นั่นก็เพราะเท้าของนางถูกรัดจนเล็กมาก เจ้าคงไม่รู้กระมังว่าเท้าเล็ก ๆ คู่นั้นอาจจะยาวไม่ถึงสองชุ่นด้วยซ้ำ... จึ๊ ๆ..."
(เชิงอรรถผู้แปล: รัดจนเล็ก (缠得小) ประเพณีโบราณของสตรีจีนที่รัดเท้าตั้งแต่เด็กเพื่อให้มีขนาดเล็กเรียวแหลมคล้ายดอกบัว เรียกว่า 'ดอกบัวทองสามนิ้ว' (三寸金莲) ซึ่งถือเป็นค่านิยมความงามและเสน่ห์ดึงดูดบุรุษในยุคนั้น โดย 1 ชุ่น มีความยาวประมาณ 1 นิ้ว)
เสิ่นซีใช้สายตาซับซ้อนจ้องมองเจิ้งเชียนแวบหนึ่ง "คุณชายเจิ้งล่วงรู้ได้อย่างไร?"
เจิ้งเชียนหัวเราะอย่างเก้อเขิน "แน่นอนว่าย่อมต้องฟังมาจากพี่ซูน่ะสิ เขามักจะชอบโอ้อวดอนุภรรยาที่เพิ่งตบแต่งเข้าประตูมาต่อหน้าผู้คนอยู่เสมอ"