เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 267 มาเยือนถึงเรือนเพื่อเชื้อเชิญ

ตอนที่ 267 มาเยือนถึงเรือนเพื่อเชื้อเชิญ

ตอนที่ 267 มาเยือนถึงเรือนเพื่อเชื้อเชิญ


ยามที่ซุนฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อกลับมาเป็นธุระจัดการเรื่องแต่งงานให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อีกครั้ง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็นำหลักเหตุผลที่ตนเองเพิ่งตระหนักรู้ได้ออกมากล่าว จนทำให้ซุนฮุ่ยเหนียงและโจวซื่ออดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและหลุดหัวเราะออกมา

ในฐานะสตรีที่ผ่านการออกเรือนมาแล้ว พวกนางย่อมรู้ดีว่า สำหรับอิสตรีแล้ว การมีชีวิตที่กินดีอยู่ดี กับการมีชีวิตที่อิ่มเอมชุ่มชื่นหัวใจนั้น มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เสิ่นซีที่อยู่ด้านข้างก็แอบบ่นพึมพำในใจ สมกับเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน ไม่ประสีประสาเรื่องความรักเอาเสียเลย หากผ่านไปอีกสักสองสามปี เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็น่าจะเข้าใจถึงความสำคัญของการมีบุรุษอยู่ข้างกายแล้ว มิเช่นนั้นในยามดึกดื่นค่อนคืนที่นอนไม่หลับ ต้องมานั่งคัดแยกถั่วแดงถั่วเขียวทั้งคืน ก็คงเหนื่อยยากลำบากแย่ แม้แต่ฮุ่ยเหนียงที่เป็นสตรีเหล็ก ทุกค่ำคืนยังต้องคอยทุ่มเทจิตใจไปกับเรื่องจุกจิกทางการค้าเพื่อคลายความโดดเดี่ยวอ้างว้างเลย

หรือข้าควรจะหาทางช่วยพวกนางดี? เสิ่นซีแอบคิดในใจ

หลังจากจวี๋ถานจวิ้นจู่ จูเยี่ยจากไป ก็ไม่มีข่าวคราวส่งมาอีกพักใหญ่ ทว่าพอเสิ่นซีลองตรึกตรองดูก็เห็นว่าสมเหตุสมผล ต่อให้นางจะนำยาสำเร็จรูปกลับไป แต่โรควัณปอดก็จำเป็นต้องค่อย ๆ ฟื้นฟูบำรุง ห้ามโดนความเย็น ห้ามรับสิ่งกระตุ้น อีกทั้งยังต้องรักษาสมดุลของสารอาหาร สำหรับครอบครัวชาวบ้านทั่วไป การเลี้ยงดูผู้ป่วยวัณโรคปอดสักคนนั้นยากแสนยาก ทว่าสำหรับเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชนชั้นสูง กลับเป็นเรื่องที่ง่ายดายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ

พริบตาเดียวก็เข้าสู่เดือนห้า การสอบระดับท้องถิ่นในเมืองฝูโจวอันเป็นเมืองเอกของมณฑลรวมถึงเมืองโดยรอบได้ทยอยสิ้นสุดลง ข่าวคราวที่ถูกส่งมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เหล่าบัณฑิตที่กำลังเตรียมตัวสอบระดับท้องถิ่นต่างรู้สึกว่าแรงกดดันบนบ่าหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ

ประกอบกับปีนี้บังเอิญมีการจัดการสอบระดับอำเภอ สอบระดับเมือง และสอบระดับท้องถิ่นติดต่อกันสามรอบ ภายในตัวเมืองจึงเต็มไปด้วยผู้เข้าสอบเดินกันขวักไขว่

ตำราในร้านหนังสือขายดิบขายดี โรงพิมพ์จึงฉวยจังหวะนี้เพิ่มประเภทหนังสือและตีพิมพ์ออกวางจำหน่ายให้ทันเวลา หนังสือทุกเล่มที่เสิ่นซีเคยอ่าน นอกจากรวมบทความสอบที่ทางการมีคำสั่งห้ามตีพิมพ์อย่างชัดเจนแล้ว ส่วนที่เหลือล้วนถูกนำมาจัดพิมพ์ทั้งสิ้น ตำราหลายเล่มที่สูญหายไปในยุคราชวงศ์หยวนและราชวงศ์หมิง ซึ่งในอนาคตเพิ่งถูกขุดพบจากสุสานโบราณหลังยุคราชวงศ์ชิง และถูกจัดให้เป็นหนังสือฉบับหายาก ล้วนถูกนำมาตีพิมพ์ใหม่ สิ่งนี้ไม่เพียงทำให้โรงพิมพ์ทำกำไรก้อนโต แต่ยังสร้างความฮือฮาที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ในวงการปัญญาชนอีกด้วย

นายอำเภอหนิงฮว่า เยี่ยหมิงซู่ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี เนื่องจากมีผลงานความดีความชอบในการอบรมสั่งสอนราษฎร จึงถูกเลื่อนขั้นให้ไปรับตำแหน่งสำคัญในกรมพิธีการ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง เขาจึงจงใจเดินทางอ้อมมายังตัวเมือง ล่องเรือไปตามแม่น้ำก้านเจียงเพื่อเข้าสู่แม่น้ำฉางเจียง ก่อนจะล่องขึ้นเหนือผ่านคลองขุดหลวงมุ่งสู่เมืองหลวง

เมื่อได้ยินมาว่าในตลาดตัวเมืองมีตำราชั้นดีปรากฏขึ้นจำนวนหนึ่ง เขาจึงแวะไปดูที่ร้านหนังสือด้วยตนเอง แล้วก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่งกับตำราโบราณบางเล่มที่วางจำหน่ายในร้าน ผลก็คือในสัมภาระเดินทางกลับขึ้นเหนือของเขา จึงมีตำราที่เขาคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพิ่มมาอีกสิบกว่าเล่ม หลายเล่มเป็นคัมภีร์ที่เขาเคยได้ยินเพียงชื่อแต่ไม่เคยได้อ่านละเอียด บางเล่มถึงขั้นถูกตัดสินว่าเป็นหนังสือฉบับหายากที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าเป็นของแท้หรือของปลอม

เสิ่นซีในยามนี้ ถูกโจวซื่อนำวิธีสั่งสอนบุตรหลานของฮูหยินเฒ่ามาเลียนแบบ โดยการจับเขาขังไว้ในห้องหนังสือเพื่อให้ท่องตำรา

ช่วงเช้าท่องตำรา ช่วงบ่ายเขียนเรียงความแปดขา โจวซื่อสั่งให้สาวใช้สองสามคนสลับกะกันมาเฝ้าที่หน้าประตู หากช่วงเช้าเสียงท่องตำราด้านในเบาลง ก็ให้เคาะประตูตักเตือน เมื่อถึงช่วงบ่ายคล้อยไปจนถึงพลบค่ำ โจวซื่อจะกลับมาตรวจสอบบทความที่เสิ่นซีเขียน แม้ว่านางจะอ่านไม่ออกเลยก็ตามว่าเสิ่นซีเขียนอะไรลงไป

ช่วงต้นเดือนหก ขณะที่เสิ่นซีกำลังเตรียมตัวสอบอย่างเคร่งเครียด ที่ร้านขายยาก็มีแขกคนพิเศษกลุ่มหนึ่งมาเยือน

คนผู้นั้นก็คือจวี๋ถานจวิ้นจู่ จูเยี่ย ที่เคยมาขอซื้อยาก่อนหน้านี้ ผู้ที่มาพร้อมกับนางยังมีคุณชายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกผู้หนึ่ง รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา สง่างามเหนือธรรมดา

จูเยี่ยเปลี่ยนท่าทีดุดันเอาแต่ใจเหมือนคราวก่อนที่มาซื้อยาจนหมดสิ้น นางไม่เพียงประสานมือคารวะขอขมาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ แต่ยังมอบ 'ของกำนัลแทนคำขอบคุณ' มาให้ด้วย นอกจากก้อนเงินที่บรรจุในซองอั่งเปาแล้ว ยังมีสมุนไพรล้ำค่าอย่างโสมขุนเขาอายุมากและเห็ดหลินจืออีกจำนวนหนึ่ง ทำให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้รับเกียรติจนทำตัวไม่ถูก

"หลังจากท่านพ่อรับประทานยาสำเร็จรูปของร้านอันทรงเกียรติแห่งนี้ อาการป่วยก็ทุเลาลงอย่างมาก การมาครานี้ข้าจึงตั้งใจมาขอซื้อยาด้วยตนเอง และถือโอกาสมาเยี่ยมเยียนแม่นางเซี่ยด้วย"

จูเยี่ยกล่าววาจาอย่างสุภาพเกรงใจยิ่ง ทว่ายามที่นางนั่งลง คุณชายที่อยู่ด้านข้างกลับอ้างว่ามีธุระ แล้วขอตัวออกไปรอที่ด้านนอกก่อน เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่ได้รู้จักมักจี่กับคนผู้นี้ จึงคิดว่าเป็นเพียงสหายของจูเยี่ย ทว่าพอนางหันไปมองกลับเห็นว่าหลังจากคุณชายผู้นั้นเดินออกจากประตูไป ก็ได้ยืนกระซิบกระซาบกับสตรีผู้หนึ่งบนรถม้า เมื่อเห็นว่าท่าทางของเขาสนิทสนมกับจูเยี่ย นางก็อดคาดเดาในใจไม่ได้ว่า หรือหนิงอ๋องจะเริ่มจัดการเรื่องแต่งงานให้บุตรีอีกแล้ว? แต่สตรีผู้นั้นคือใครกัน?

หลังจากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ตอบรับการคารวะ นางก็ให้โจวซื่อนำยาที่จูเยี่ยต้องการมาให้ทั้งหมด พร้อมกำชับปริมาณการใช้ยาด้วยตนเอง ก่อนจะกล่าวว่า "หากคุณชายจูต้องการยา เพียงแค่ส่งคนมารับก็พอเจ้าค่ะ หนทางยาวไกลข้ามภูเขาข้ามแม่น้ำเช่นนี้ เดินทางมาด้วยตนเองคงไม่สะดวกนัก"

จูเยี่ยยิ้มตอบ "มิใช่เช่นนั้นหรอก ครานี้ข้าเดินทางมาพร้อมกับพี่ชายและพี่สะใภ้ต่างหาก"

ประโยคเดียวนี้ ทำให้ในใจของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เกิดความตื่นตะลึงอย่างยิ่ง

เมื่อตกค่ำยามที่ทุกคนมารวมตัวกันกินข้าว เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เอ่ยถึงเรื่องราวในตอนกลางวันให้ฮุ่ยเหนียงฟัง ฮุ่ยเหนียงถามด้วยความประหลาดใจว่า "ข้าเคยสอบถามพ่อค้าเร่จากมณฑลเจียงซี ได้ยินมาว่าจวี๋ถานจวิ้นจู่กับซื่อจื่อแห่งจวนหนิงคังอ๋องเป็นพี่น้องร่วมอุทรกัน หรือว่าคนที่เดินทางมาพร้อมกับนางก็คือซื่อจื่อแห่งจวนหนิงคังอ๋อง?"

(เชิงอรรถผู้แปล: ซื่อจื่อ (世子) คือ ตำแหน่งองค์รัชทายาทของ "อ๋อง" หรือบุตรชายคนโตผู้มีสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์ของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีบรรดาศักดิ์สืบตระกูล โดยจะใช้เรียกแตกต่างจากตำแหน่ง "ไท่จื่อ" (太子) ที่หมายถึงรัชทายาทขององค์ฮ่องเต้) 

เสิ่นซีพอจะมีความเข้าใจเรื่องราวภายในครอบครัวของหนิงคังอ๋องอยู่บ้าง ถึงขั้นล่วงรู้ 'ความลับ' บางอย่างที่คนทั่วไปไม่รู้อีกด้วย

หนิงคังอ๋อง จูจิ้นจวิน ไม่มีบุตรภรรยาเอก ทั้งจวี๋ถานจวิ้นจู่ จูเยี่ย และซื่อจื่อ จูเฉินหาว ล้วนเป็นบุตรอนุภรรยา

ตามที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อธิบาย บุรุษที่เดินทางมาพร้อมกับจูเยี่ยมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับนาง ในบันทึกประวัติศาสตร์ ซื่อจื่อแห่งจวนหนิงคังอ๋อง จูเฉินหาว เกิดในรัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบห้า เดือนหก วันอี่ไฮ่ เมื่อผนวกกับรายละเอียดการแต่งตั้งจวี๋ถานจวิ้นจู่ที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เคยเล่าให้ฟัง คาดเดาอายุและวันเกิดของนางแล้ว สองพี่น้องนี้น่าจะเกิดในปีเดียวกัน นั่นหมายความว่า จูเยี่ยและจูเฉินหาวควรจะเป็นพี่น้องต่างมารดากัน

ดังนั้นข่าวลือเรื่อง 'พี่น้องร่วมอุทร' ของคนทั้งสองที่ฮุ่ยเหนียงได้ยินมาจึงไม่ค่อยถูกต้องนัก ทว่าคนที่มามีอายุพอ ๆ กับจูเยี่ย อีกทั้งจูเยี่ยยังเรียกขานว่า 'พี่ชายและพี่สะใภ้' ก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวว่าจะเป็นจูเฉินหาวตัวจริง

เสิ่นซีทะลุมิติมาอยู่ในโลกใบนี้ได้พักใหญ่แล้ว สำหรับบุคคลที่มีชื่อบันทึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ ก่อนหน้านี้เขาเคยพบเพียงเซี่ยตั๋วผู้เดียว ส่วนหลิวปิ่งนั้นก็ถือว่าคลาดกันไปอย่างน่าเสียดาย

ชื่อเสียงของจูเฉินหาวโด่งดังกว่าเซี่ยตั๋วและหลิวปิ่งอยู่ไม่น้อย เสิ่นซีเองก็อยากจะเห็นเป็นบุญตาสักครั้งว่าคนหนุ่มที่มีอนาคตไกลในยามนี้ ผู้ซึ่งเป็นจอมทะเยอทะยานและเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นต่ออนาคต แท้จริงแล้วมีรูปลักษณ์หน้าตาเป็นเช่นไร

เมื่อเผชิญกับคำถามของฮุ่ยเหนียง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ส่ายหน้า แม้ตอนที่นางอยู่ในเมืองหลวงจะเรียกได้ว่าเป็น 'สหายพี่น้องร่วมเรือน' กับจวี๋ถานจวิ้นจู่ ทว่าตอนนั้นจวี๋ถานจวิ้นจู่เพิ่งจะเป็นเด็กหญิงตัวน้อยวัยสิบสองสิบสามปีที่ไร้เดียงสาบริสุทธิ์ เวลาผ่านไปสี่ห้าปี สองคนก็ขาดการติดต่อกันไปนานแล้ว นางจะไปรู้เรื่องราวภายในครอบครัวของจูเยี่ยมากมายได้อย่างไร

ฮุ่ยเหนียงกล่าวว่า "พวกเจ้าว่า พวกเราควรจะส่งของขวัญไปให้ทางนั้นสักหน่อยดีหรือไม่?"

โจวซื่อส่ายหน้า "ข้าว่าไม่จำเป็นหรอกกระมัง... พวกเขากำเนิดในจวนอ๋อง ฐานะสูงส่งเหนือผู้คน ไม่ได้ขาดแคลนของเล็กน้อยจากพวกเราเสียหน่อย หากนางมาซื้อยาอีก พวกเราก็แค่ไม่คิดค่ายานางก็พอแล้ว"

บนใบหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เจือแวววิตกกังวลอยู่บ้าง "ข้าเกรงว่าเรื่องราวจะไม่ได้จัดการง่ายดายถึงเพียงนั้นน่ะสิเจ้าคะ"

และก็เป็นไปตามคาด วันต่อมาจูเยี่ยก็เดินทางมาอีกครั้งโดยมีพี่ชายคอยเป็นเพื่อน ครานี้คำขอของจูเยี่ยตรงไปตรงมายิ่งขึ้น นางเชื้อเชิญให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ติดตามพวกเขากลับไปยังเมืองหนานชางด้วยตนเอง เพื่อไปตรวจรักษาอาการป่วยให้แก่หนิงคังอ๋อง จูจิ้นจวิน

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกลังเลใจ ในมณฑลเจียงซีมีหมอเลื่องชื่อตั้งมากมาย ทว่าจวนหนิงอ๋องกลับไม่ไปตามหาคนอื่น แต่ดึงดันจะมาหานางให้ได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะตำรายาที่นางอ้างว่าเป็นสูตรลับประจำตระกูลนั้นใช้ได้ผลจริง

หนิงอ๋องนั้นร่างกายอ่อนแออมโรค ซ้ำยังมีสถานะเป็นฟานอ๋อง จึงไม่อาจออกนอกอาณาเขตปกครองของตนได้ เพื่อแสดงความจริงใจ จึงได้ให้บุตรชายและลูกสะใภ้เดินทางมาเป็นเพื่อนบุตรีเพื่อทำการเชื้อเชิญ

(เชิงอรรถผู้แปล: ฟานอ๋อง (藩王) อ๋องผู้ครองแคว้นหรือผู้ครองดินแดนที่ได้รับบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ ตามกฎมณเฑียรบาลราชวงศ์หมิง ฟานอ๋องห้ามเดินทางออกนอกเขตปกครองของตนเองโดยไม่ได้รับพระราชทานอนุญาต เพื่อป้องกันการซ่องสุมกำลังก่อกบฏ)

"เรื่องนี้... เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมนักเจ้าค่ะ"

สีหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกลำบากใจยิ่งนัก ที่สำคัญที่สุดคือเทียบยานั้นไม่ได้มาจากตระกูลเซี่ย และสำหรับอาการป่วยของหนิงคังอ๋อง นางเองก็ไม่ได้ล่วงรู้แน่ชัด ต่อให้นางสามารถเดินทางไปตรวจรักษาได้ แต่ในฐานะสตรี ในบ้านยังมีเครือญาติที่ต้องคอยดูแล จะด่วนจากไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?

บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ บุตรมิพึงเดินทางไกล

(เชิงอรรถผู้แปล: บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ บุตรมิพึงเดินทางไกล (家有高堂,子不远行) วรรคทองในคัมภีร์หลุนอวี่ที่สื่อถึงหน้าที่ความกตัญญูที่ต้องคอยปรนนิบัติดูแลบุพการีอย่างใกล้ชิด)

จูเยี่ยยิ้มพลางกล่าวว่า "หากแม่นางเซี่ยเกรงว่าหนทางจะไม่สะดวก ก็จงกลับไปปรึกษาหารือกับสามีเถิด ขอให้สามีภรรยาร่วมเดินทางไปด้วยกันก็ย่อมได้ ระหว่างทางจะได้คอยดูแลกันและกัน"

ใบหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พลันแดงซ่าน "ข้าน้อย... ยังมิได้ออกเรือนเจ้าค่ะ"

จูเยี่ยได้ยินก็สะดุ้งตกใจ ก่อนจะได้สติและนึกขึ้นได้ว่า เป็นเพราะตระกูลเซี่ยต้องโทษภัย จึงทำให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยังไม่ได้แต่งงานจนถึงบัดนี้ จูเยี่ยพยักหน้า สีหน้าเจือแววขออภัย "ข้านึกว่าแม่นางเซี่ยแต่งงานมีครอบครัวแล้วเสียอีก... เป็นข้าที่เสียมารยาทแล้ว"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กล่าวว่า "คุณชายจูจะอนุญาตให้ข้าน้อยกลับไปปรึกษากับครอบครัวก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ? เรื่องนี้... ค่อนข้างกะทันหันเกินไป ข้าน้อยยังไม่ทันได้เตรียมตัว"

จูเยี่ยพยักหน้ารับคำ ก่อนจะลุกขึ้นและจากไปพร้อมกับพี่ชาย ตั้งแต่ต้นจนจบ พี่ชายที่มาพร้อมกับจูเยี่ยไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพูดไม่เก่ง หรือรู้สึกไม่คู่ควรแก่การลดตัวลงมาเสวนาด้วยกับสตรีเพศ เพียงเพราะขัดคำสั่งบิดาไม่ได้ จึงจำต้องยอมลดเกียรติเดินทางไกลมาถึงที่นี่หรือเปล่า

ตกค่ำ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่ได้รีบร้อนกลับไปปรึกษาครอบครัว แต่นางรู้สึกว่าเรื่องนี้ควรนำไปปรึกษากับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อจะเหมาะสมกว่า

การเดินทางไปเมืองหนานชางแห่งมณฑลเจียงซีในครานี้ แม้ระยะทางจะไม่ได้ไกลมากนัก ทว่าอย่างไรเสียเมืองถิงโจวกับมณฑลเจียงซีก็มีอาณาเขตติดต่อกัน เมื่อถึงเมืองก้านโจวก็เพียงแค่ล่องเรือตามแม่น้ำลงไป ใช้เวลาประมาณสิบวันก็ถึงเมืองหนานชาง ขอเพียงจัดการเรื่องราวในบ้านให้เรียบร้อย การเดินทางไปสักคราก็ไม่ได้เป็นปัญหาอันใด ทว่านางกลับไม่มีประสบการณ์ในการรักษาโรควัณโรคปอดมากนัก เทียบยาเหล่านั้นก็ไม่ใช่สูตรลับดั้งเดิมของตระกูลเซี่ย สำหรับสรรพคุณและหลักการออกฤทธิ์ของสมุนไพรหลายตัว นางเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกระจ่างแจ้งนัก

เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ยินความกังวลของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ก็อดไม่ได้ที่จะเม้มปากยิ้ม "ตอนนี้น้องสาวได้รับความชื่นชมจากท่านอ๋องและจวิ้นจู่ การไปสักคราก็มิใช่เรื่องเสียหายอันใด ยามนี้ในสองมณฑลหมิ่นก้านได้ทยอยเปิดสาขาย่อยสมาคมการค้าแล้ว ถึงเวลานั้นก็เพียงแค่หาคนให้ร่วมเดินทางไปกับน้องสาว คอยดูแลกันไปตลอดทางก็พอ น้องสาวจิตใจมีเมตตา เดิมทีที่บอกว่าเทียบยาเป็นสูตรลับประจำตระกูลก็เพื่อไม่ให้พวกเราต้องเดือดร้อน แต่ยามนี้กลับกลายเป็นว่าผิดพลาดแต่กลับกลายเป็นดีเสียแล้ว หากตอนนี้เปลี่ยนคำพูดไปบอกว่าเทียบยามาจากเสี่ยวหลาง เกรงว่าจะอธิบายได้ยากยิ่งนัก"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง "ฝีมือของน้องด้อยกว่าผู้อื่น ทำให้หลงจู๊ต้องมาหัวเราะเยาะเสียแล้ว"

โจวซื่อเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "ใครบอกว่าเจ้าฝีมือด้อยกว่าผู้อื่นกัน? ก็แค่ไอ้เด็กทึ่ม... ไม่รู้ว่าไอ้เด็กเหม็นนั่นไปเห็นสูตรยาโบราณมาจากที่ใดกันแน่ อาจเป็นท่านอาจารย์เฒ่าที่เคยสอนเขาอ่านเขียนตัวหนังสือเป็นคนบอกมาก็เป็นได้ แท้จริงแล้วเขาไม่รู้เรื่องหลักการแพทย์เลยสักนิด"

ทว่าบนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงกลับปรากฏร่องรอยของความระแวดระวัง

ย้อนกลับไปตอนที่ขายยาอยู่ในอำเภอหนิงฮว่า เคยมีญาติผู้ป่วยไปก่อความวุ่นวายที่ร้านขายยา นางเคยเห็นกับตาว่าเสิ่นซีฝังเข็มให้คนที่ใกล้ตาย จนกระทั่งช่วยชีวิตคนผู้นั้นกลับมาได้ ในตอนนั้นนางไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ทุกครั้งที่นางนึกย้อนกลับไป ในใจก็เกิดความสงสัยขึ้นมา "ในเวลานั้นเขายังเป็นเพียงเด็กน้อย แต่กลับรู้เรื่องราวมากมายถึงเพียงนั้น ใครเป็นคนสอนเขากันแน่?"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กล่าวว่า "ข้าไปก็ย่อมได้เจ้าค่ะ แต่เรียกเสี่ยวหลางออกมาให้ข้าซักถามเขาเพิ่มอีกสักหน่อยจะดีกว่า ข้ากลัวว่า... การไปครานี้หากรักษาจนท่านอ๋องเกิดอาการผิดปกติอันใดขึ้นมา ถึงตอนนั้นถูกตำหนิเอาผิด เกรงว่าคงได้ไปแต่ไม่มีวันได้กลับ"

ฮุ่ยเหนียงเพิ่งจะได้สติกลับมา นางยิ้มพลางสั่งให้ซิ่วเอ๋อร์เดินไปที่เรือนตระกูลเสิ่นเพื่อเรียกตัวเสิ่นซีมา

ยามที่สตรีทั้งสามเห็นเสิ่นซี ขอบตาทั้งสองข้างของเสิ่นซีดำคล้ำ ราวกับคนป่วยหนักจนเกินเยียวยา แทบจะต้องให้ซิ่วเอ๋อร์ช่วยพยุงจึงจะฝืนก้าวเดินมาได้

ทว่านี่คือสิ่งที่เสิ่นซีจงใจแกล้งทำ เพื่อให้ท่านแม่สงสารและปล่อยให้เขาได้ออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง

ฮุ่ยเหนียงเห็นแล้วก็อดปวดใจไม่ได้ "ไอหยา เสี่ยวหลาง เหตุใดเจ้าถึงกลายเป็นสภาพเช่นนี้ไปได้? นี่มัน... นี่มัน... เฮ้อ... รีบนั่งลงพักผ่อนเร็วเข้า"

เสิ่นซีนั่งลงอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เงยหน้ามองสตรีทั้งหลาย แล้วเอ่ยถาม "ตามข้ามามีเรื่องอันใดหรือ?"

หัวใจของฮุ่ยเหนียงบีบรัดแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากตัดพ้อ "พี่สาวก็ช่างกระไร เสี่ยวหลางเพิ่งจะอายุเท่าไรกัน ก็แค่การสอบระดับท้องถิ่นหนเดียว หากทำให้เขาเหนื่อยจนล้มหมอนนอนเสื่อไป เกรงว่าวันหน้ามีวาสนาก็คงไม่ได้อยู่เสวยสุขแล้ว"

พูดพลาง นางก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาปาดน้ำตา

โจวซื่อเห็นแล้วก็รู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง นางไม่คิดเลยว่าการที่เสิ่นซีต้องทนตรากตรำร่ำเรียน จะทำให้ใบหน้าเล็ก ๆ ซูบซีดลงทุกวัน ๆ จนถึงตอนนี้ยิ่งดูราวกับซากศพเดินได้เข้าไปทุกที

"งั้นก็ได้ ต่อไป... ในช่วงสองสามวันนี้ ก็พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ ออกไปเดินเล่นข้างนอกให้มากหน่อย... แต่ว่า อย่ามัวแต่เล่นจนใจแตกเตลิดไปล่ะ อีกแค่ครึ่งเดือนกว่า ๆ ก็จะสอบแล้ว หากเจ้าสอบได้ไม่ดี..." นางเพิ่งจะคิดเอ่ยปากข่มขู่ไปสองประโยค แต่เมื่อเห็นขอบตาดำคล้ำของเสิ่นซี ตัวนางเองก็รู้สึกปวดใจ จึงรีบกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไปทันที

ฮุ่ยเหนียงรีบรินน้ำชาให้เสิ่นซีหนึ่งถ้วย แล้วยื่นส่งให้ด้วยตนเอง รอจนเสิ่นซีดื่มหมด นางถึงได้เอ่ยด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูว่า "เสี่ยวหลาง ท่านน้าเซี่ยของเจ้ามีเรื่องเกี่ยวกับโรควัณโรคปอดจะถามเจ้า เจ้าช่วยอธิบายให้นางฟังอย่างละเอียดหน่อยเถิด... จวนหนิงอ๋องเชิญท่านน้าเซี่ยของเจ้าไปที่เมืองหนานชาง เพื่อตรวจรักษาอาการป่วยให้หนิงอ๋องน่ะ"

จบบทที่ ตอนที่ 267 มาเยือนถึงเรือนเพื่อเชื้อเชิญ

คัดลอกลิงก์แล้ว