- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 266 จวี๋ถานจวิ้นจู่
ตอนที่ 266 จวี๋ถานจวิ้นจู่
ตอนที่ 266 จวี๋ถานจวิ้นจู่
เสิ่นซีพบรถม้าของ "คุณชายจู" จอดอยู่หน้าตึกร้านขายยาจริง ๆ เมื่อเดินเข้าไปในร้าน ก็เห็นว่าโต๊ะตรวจโรคของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้นว่างเปล่า พอเอ่ยถามโจวซื่อ จึงได้ความว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กำลังสนทนากับแขกอยู่ด้านใน
ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำสองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องโถงด้านหลัง ไม่ยอมให้เสิ่นซีเดินเข้าไป โจวซื่อจึงเดินเข้ามาดึงตัวเขาไว้ "อย่าไปกวนน้าเซี่ยของเจ้าเลย กลับบ้านไปเถอะ"
เสิ่นซียังไม่รีบกลับ เขาหยิบตำราออกมานั่งลงด้านข้าง ทำทีเป็นท่องจำตำราอย่างตั้งใจ
ผ่านไปไม่นาน เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เดินออกมาพร้อมกับ "คุณชายจู" ผู้นั้น ทั้งสองคนเดินออกไปนอกประตูด้วยกัน เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยืนส่ง "คุณชายจู" ขึ้นรถม้าด้วยความนอบน้อม จากนั้นถึงค่อยเดินกลับมา
โจวซื่อรีบเดินเข้าไปหาพลางเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า "คุณชายท่านนี้ดูสง่างามมีราศี ฟังจากสำเนียงแล้วน่าจะมาจากทางเหนือ เป็นสหายเก่าสมัยอยู่เมืองหลวงของน้องสาวหรือ?"
เสิ่นซีคิดในใจ ท่านแม่ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะเป็นแม่สื่อแม่ชักให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อีกหรือนี่? หรือคิดว่าหากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แต่งงานออกเรือนไป นางจะต้องดูแลร้านขายยาเพียงลำพังแล้วจะสบายขึ้นอย่างนั้นหรือ?
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าเบา ๆ นางปรายตามองออกไปข้างนอกคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "ท่านนี้ไม่ใช่คุณชายจากตระกูลธรรมดาทั่วไปหรอกเจ้าค่ะ"
เสิ่นซีที่อยู่ด้านข้างเอ่ยแทรกขึ้นมา "เมื่อครู่ข้าเจอคนผู้นี้ที่หอน้ำชา นางยังคุยกับคุณชายซูอยู่เลย นางแซ่จู เป็นสตรีขอรับ"
โจวซื่อด่ากราด "พูดจาเหลวไหลอันใด เป็นบุรุษหรือสตรีมีหรือที่แม่จะมองไม่ออก?"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รีบเอ่ยอธิบาย "เสี่ยวหลางพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ คนที่เพิ่งมาเมื่อครู่... เป็นสตรีจริง ๆ นางแต่งงานมีสามีแล้ว ทว่าสามีก็ด่วนจากไป การเดินทางจากเมืองหลวงกลับเมืองหนานชางในครานี้ ก็ตั้งใจมาเพื่อดูอาการป่วยของบิดานาง ฐานะของนางไม่ธรรมดา... นางคือจวิ้นจู่เจ้าค่ะ"
(เชิงอรรถผู้แปล: จวิ้นจู่ หรือท่านหญิง (郡主) ตำแหน่งและบรรดาศักดิ์ของเชื้อพระวงศ์หญิงในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง มักเป็นตำแหน่งที่แต่งตั้งให้แก่พระธิดาของท่านอ๋อง)
เมื่อได้ยินคำว่า "จากเมืองหลวงกลับเมืองหนานชาง" เสิ่นซีถึงได้กระจ่างแจ้งแก่ใจ ที่แท้ก็คือพระธิดาของหนิงคังอ๋อง จูจิ้นจวิน นามว่า จูเยี่ย ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็น จวี๋ถานจวิ้นจู่ นี่เอง
จูจิ้นจวิน แรกเริ่มได้รับแต่งตั้งเป็นซ่างเกาอ๋องในฐานะซื่อจื่อ (ผู้สืบทอด) ของหนิงอ๋อง ภายหลังจึงได้สืบทอดตำแหน่งหนิงอ๋อง มีพระนามว่า หนิงคังอ๋อง
ในหน้าประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง หนิงคังอ๋องถือเป็นอ๋องศักดินาที่แสนจะธรรมดาและราบเรียบ ทว่าบุตรชายของเขา หรือก็คือจูเฉินหาว ผู้สืบทอดตำแหน่งหนิงอ๋องคนต่อมา กลับเป็นบุคคลที่มีชื่อจารึกไว้อย่างเด่นชัดในหน้าประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง
อ๋องศักดินาที่ก่อวิกฤตการณ์จิ้งหนานในสมัยราชวงศ์หมิงมีอยู่สององค์ องค์หนึ่งคือจูตี้ ส่วนอีกองค์หนึ่งก็คือจูเฉินหาว ทว่าจูตี้เป็นฝ่ายที่ทำสำเร็จและได้นั่งบัลลังก์มังกรอย่างมั่นคง ในขณะที่ "กบฏหนิงอ๋อง" ที่จูเฉินหาวเป็นผู้ก่อการนั้น กลับยืนหยัดอยู่ได้เพียงสี่สิบสามวัน กองทัพใหญ่ที่จูโฮ่วจ้าวนำทัพมาปราบปรามด้วยตนเองยังไม่ทันจะเดินทางมาถึง จูเฉินหาวก็พ่ายแพ้และถูกจับเป็นเชลยเสียแล้ว จูโฮ่วจ้าวรู้สึกว่ายังไม่หนำใจ จึงสั่งให้ปล่อยตัวแล้วจับกุมใหม่ ปั่นหัวจูเฉินหาวเล่นราวกับแมวหยอกหนูก็ไม่ปาน
(เชิงอรรถผู้แปล:
วิกฤตการณ์จิ้งหนาน (靖难) หมายถึงการก่อกบฏหรือสงครามชิงบัลลังก์ของเชื้อพระวงศ์ โดยอ้างความชอบธรรมในการปราบปรามขุนนางกังฉินข้างกายฮ่องเต้
จูตี้ (朱棣) จักรพรรดิหย่งเล่อ ฮ่องเต้องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง ผู้เคยก่อวิกฤตการณ์จิ้งหนานชิงบัลลังก์จากพระราชนัดดาของตนเอง
จูโฮ่วจ้าว (朱厚照) นามเดิมขององค์รัชทายาทในปัจจุบัน หรือจักรพรรดิเจิ้งเต๋อในอนาคต)
ท้ายที่สุด จูเฉินหาวก็ถูกถอดฐานันดรศักดิ์ให้เป็นสามัญชนและถูกประหารชีวิต แม้แต่รัฐศักดินาก็ถูกยกเลิกไปด้วย
ยามนี้จูจิ้นจวินล้มป่วยจนต้องลุกขึ้นไม่ไหว เสิ่นซีลองคำนวณเวลาดูแล้ว น่าจะเหลือเวลาอีกราว ๆ หนึ่งถึงสองปีกว่าที่จูเฉินหาวจะได้สืบทอดตำแหน่งหนิงอ๋อง ซึ่งนั่นก็หมายความว่า แม้จูจิ้นจวินจะยังไม่ถึงขั้นป่วยหนักจนเกินเยียวยา ทว่าก็คงอยู่ห่างจากความตายไม่ไกลแล้ว
การที่จวี๋ถานจวิ้นจู่ จูเยี่ย เดินทางจากเมืองหลวงกลับมายังเมืองหนานชางในครั้งนี้ ประการแรกคือเป็นเพราะนางเพิ่งจะตกพุ่มกลายเป็นหม่ายไร้ที่พึ่งพิง ประการที่สองคือกลับมาเยี่ยมเยียนบิดาที่ล้มป่วย และเป็นเพราะความเป็นห่วงอาการป่วยของบิดา จึงทำให้บังเอิญนึกถึงสหายรักวัยเยาว์อย่างเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่อาศัยอยู่ในเมืองถิงโจวขึ้นมาได้ จึงตั้งใจเดินทางอ้อมมายังเมืองถิงโจวเพื่อแวะมาเยี่ยมเยียน
เมื่อโจวซื่อได้ยินก็ถึงกับเดาะลิ้นด้วยความตกใจ "สวรรค์ช่วย จวิ้นจู่เชียวหรือ นั่นเป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่โตเพียงใดกัน? เหมือนกับไฉจวิ้นจู่ในเรื่องขุนศึกตระกูลหยาง ที่เป็นธิดาบุญธรรมของฮ่องเต้หรือไม่?"
โจวซื่อค่อนข้างแปลกหูกับคำเรียกขานว่า "จวิ้นจู่" นางรู้เพียงแค่ว่า ไฉจวิ้นจู่ ภรรยาของหยางลิ่วหลางในเรื่องขุนศึกตระกูลหยาง คือธิดาบุญธรรมของปฐมฮ่องเต้ซ่งไท่จู่ จ้าวควงอิ้น และมีศักดิ์เป็นน้องสาวของอ๋องแปด จ้าวเต๋อฟาง ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นนางไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะอธิบายรายละเอียดให้โจวซื่อฟังอย่างละเอียด โจวซื่อถึงได้กระจ่างแจ้ง "ที่แท้บิดาของนางก็เป็นถึงท่านอ๋อง มิน่าเล่าถึงได้จัดขบวนได้ใหญ่โตถึงเพียงนี้ ข้าดูรถม้าคันนั้นแล้ว กว้างขวางกว่ารถม้าที่พวกเราใช้ตั้งไม่รู้กี่เท่า"
ตกกลางคืน เมื่อฮุ่ยเหนียงกลับมา เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังไม่ได้กลับไป นางจึงเล่ารายละเอียดเรื่องที่ได้พบกับจวี๋ถานจวิ้นจู่เมื่อตอนบ่ายให้ฟัง ฮุ่ยเหนียงตกใจเป็นอย่างยิ่ง "น้องสาวยังไปมาหาสู่กับจวิ้นจู่ผู้มีชาติตระกูลสูงส่งถึงเพียงนี้ด้วยหรือ?"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ทอดถอนใจพลางเอ่ย "เมื่อก่อนตอนที่อยู่เมืองหลวง ท่านพ่อมักจะไปตรวจรักษาอาการป่วยให้กับบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่อยู่เสมอ ทว่าสตรีในจวนจะให้หมอผู้ชายมาตรวจโรคก็ดูจะไม่สะดวกนัก ตอนที่จวิ้นจู่อายุได้สิบสองปี นางได้รับแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ และเคยเรียกตัวข้าให้ไปตรวจชีพจรให้ จึงได้รู้จักกัน หลังจากนั้นก็ไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้ง ใครจะไปคิดว่านางเพิ่งจะออกเรือนไปได้ไม่นานก็ต้องมาเป็นม่าย ช่างน่าเวทนาและน่าเสียดายนัก"
จูเยี่ยแต่งงานออกเรือนตอนอายุสิบห้าปีในวัยจี๋จี สามีของนางคือหลี่ถิงยง ผู้ดำรงตำแหน่งจงเฟิ่งต้าฟูและอี้ปินแห่งสำนักจงเหรินฝู่ ทว่าเพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่ถึงปี หลี่ถิงยงก็ล้มป่วยและเสียชีวิต จูเยี่ยจึงต้องกลายเป็นแม่ม่าย การเดินทางลงใต้ระยะทางยาวไกลเพื่อมาเยี่ยมสหายเก่าในครั้งนี้ การเดินทางด้วยรูปลักษณ์ของสตรีคงไม่สะดวกนัก นางจึงปลอมตัวเป็นบุรุษมา
(เชิงอรรถผู้แปล:
วัยจี๋จี (及笄) วัยที่เด็กสาวอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์ ซึ่งถือเป็นวัยที่บรรลุนิติภาวะและสามารถปักปิ่นออกเรือนแต่งงานได้ตามประเพณีจีนโบราณ
อี้ปินแห่งสำนักจงเหรินฝู่ (宗人府仪宾) อี้ปินคือตำแหน่งที่แต่งตั้งให้แก่สามีของจวิ้นจู่ (ราชบุตรเขยของท่านอ๋อง) ส่วนสำนักจงเหรินฝู่คือหน่วยงานดูแลกิจการของเชื้อพระวงศ์)
จูเยี่ยมีเพียงชาติตระกูลที่สูงส่ง ทว่ารูปร่างหน้าตานั้นค่อนข้างธรรมดาทั่วไป ต่อให้ปลอมตัวเป็นบุรุษ ก็ไม่มีทางที่ใครจะจับสังเกตได้อย่างง่ายดาย
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม "แล้วหนิงอ๋องประชวรด้วยโรคอันใดหรือ?"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าพลางเอ่ย "การเดินทางกลับมาในครั้งนี้ จวิ้นจู่โดยสารเรือเดินสมุทรมา แล้วมาเปลี่ยนเป็นเรือแม่น้ำที่เมืองเฉาโจว ล่องขึ้นเหนือมาตามแม่น้ำหานเจียงและแม่น้ำถิงเจียง จนกระทั่งมาถึงเมืองถิงโจว นางยังไม่ได้ไปเยี่ยมอาการของหนิงอ๋องเลย ทว่าว่ากันว่า... เป็นโรคปอด เนื่องจากอาการป่วยยังไม่แน่ชัด ข้าก็ไม่กล้าด่วนสรุปไปเอง จึงทำได้เพียงจัดเทียบยาสำหรับปรับสมดุลไฟปอดไปให้สองสามชนิด ซึ่งล้วนเป็นยาทั่วไปที่ไม่ได้พิเศษอันใดเจ้าค่ะ"
หลังจากที่บิดาของนางวินิจฉัยโรคให้ผู้มีอำนาจผิดพลาด จนทำให้ตระกูลเซี่ยต้องล่มสลาย เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ซาบซึ้งถึงสัจธรรมในการตรวจรักษาโรคให้แก่ผู้มีอำนาจเป็นอย่างดี นั่นคือไม่หวังความดีความชอบ ขอเพียงไม่มีความผิด ในเมื่อมาถามข้าว่าจะรักษาอาการป่วยของหนิงอ๋องอย่างไร ข้าก็จะจัดเทียบยาที่หมอทุกคนรู้จักกันดีไปให้ ไม่มีอันใดพิเศษ
เทียบยาเหล่านี้มีฤทธิ์ยาอ่อน ผลข้างเคียงน้อย กินแล้วไม่ถึงตาย ต่อให้กินแล้วเกิดปัญหาขึ้นมา หมอทุกคนก็ล้วนจ่ายยาเช่นนี้เหมือนกัน ท่านจะมาป้ายความผิดให้ข้าก็ไม่ได้
ฮุ่ยเหนียงเองก็เข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี นางพยักหน้ารับ "น้องสาวทำถูกแล้ว ทว่าในร้านขายยาของพวกเราบังเอิญมียารักษาโรคปอดอยู่พอดี เกรงว่าจวิ้นจู่นางจะ..."
โจวซื่อชิงเอ่ยขึ้นมาว่า "นั่นคือจวิ้นจู่ผู้สูงส่งเลยนะ นางจะมาถามไถ่ได้อย่างไรว่าร้านขายยาของพวกเรามียาอันใดบ้าง? หากไม่บอกแล้วนางจะรู้ได้อย่างไร?"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าดูเหมือนจะไม่เห็นด้วย นางคุ้นเคยกับนิสัยใจคอของจูเยี่ยเป็นอย่างดี "จวิ้นจู่เป็นคนรอบคอบ การที่นางอุตส่าห์เดินทางอ้อมมาเพื่อขอยาในครานี้ นางย่อมไม่จากไปง่าย ๆ เป็นแน่ อาจจะรั้งอยู่ในเมืองถิงโจวอีกสักสองสามวัน เกรงว่าจะปิดบังไว้ไม่อยู่หรอกเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "หากปิดบังไม่อยู่ก็ปล่อยไปเถิด... พวกเราขายยาออกไป ต่อให้รักษาไม่หาย ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่เคยปริปากบ่นพวกเรา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ จะใจแคบยิ่งกว่าราษฎรธรรมดาสามัญ"
บนใบหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ปรากฏแววหม่นหมอง หากคำพูดของฮุ่ยเหนียงเป็นความจริง ตระกูลเซี่ยก็คงไม่ต้องประสบกับเคราะห์กรรมหรอก
……
……
วันรุ่งขึ้น จูเยี่ยก็พาคนกลับมาอีกครั้งตามคาด ทว่าในครานี้นางไม่ได้มาเพื่อขอรับการตรวจรักษา แต่มาเพื่อ "ซื้อยา" โดยตรง
หูตาของจูเยี่ยนั้นกว้างไกลและว่องไวยิ่งนัก นางสืบทราบมาว่าร้านขายยาตระกูลลู่มียาสำเร็จรูปสำหรับรักษาโรคปอดวางขายอยู่ ซ้ำยาสำเร็จรูปเหล่านี้ยังมีสรรพคุณที่เห็นผลยอดเยี่ยมกว่าเทียบยาของหมอทั่วไปตามท้องตลาดอย่างเห็นได้ชัด การมาเยือนในครานี้นางไม่ได้แม้แต่จะเอ่ยทักทายเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ทว่าพุ่งตรงไปที่โต๊ะบัญชีเพื่อขอซื้อยาในทันที
ทว่าโจวซื่อที่จดจำจูเยี่ยได้ตั้งแต่เมื่อวาน นางตกใจจนร่างสั่นสะท้าน รีบให้เสี่ยวอวี้ไปตามเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่กำลังง่วนอยู่กับการตรวจรักษาคนไข้ให้มาหาทันที
“คุณชายจูทำเช่นนี้ ไม่เป็นการสร้างความลำบากใจให้พวกเราหรอกหรือเจ้าคะ?” เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีสีหน้าลำบากใจยิ่งนัก
จูเยี่ยยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยว่า “ข้าได้ยินมาว่า หมอผู้รักษาย่อมมีจิตเมตตาดั่งบิดามารดา ยามนี้บิดาของข้าป่วยหนัก เหล่าหมอผู้ชำนาญการต่างก็หมดหนทางเยียวยา ข้าอุตส่าห์รอนแรมแสนไกลเดินทางมาเพื่อดิ้นรนหาหนทางเยียวยา ทว่ากลับได้รับการปฏิบัติแบบทำส่งเดชขอไปที ข้าต้องไปสืบเสาะสอบถามไปทั่วถึงได้รู้ว่าทางร้านของท่านก็มียาสำเร็จรูปวางขายอยู่ ข้าก็แค่มาขอยาในฐานะญาติของผู้ป่วยธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แม่นางเซี่ยมีเรื่องอันใดให้ต้องลำบากใจอย่างนั้นหรือ?”
หรือบางทีอาจเป็นเพราะการรักษาแบบทำส่งเดชขอไปทีของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เมื่อวานนี้ ที่ทำให้จูเยี่ยรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ อย่างไรเสียพวกนางก็เคยเป็นสหายสนิทกันในวันวาน แม้ว่านางจะล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ที่ตระกูลเซี่ยต้องประสบเคราะห์กรรมก็ตาม ทว่าในสายตาของนาง อาการป่วยของบิดาย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อีกครั้ง นางจึงไม่หลงเหลือความเกรงใจใด ๆ ให้อีก
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันกรอด “สูตรยาของยาสำเร็จรูปเหล่านี้ ล้วนเป็นสูตรยาลับที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษตระกูลเซี่ยของข้า หากไม่สามารถรักษาอาการป่วยของบิดาท่านให้หายขาดได้ ท่านก็จงโยนความรับผิดชอบทั้งหมดมาที่ข้าเพียงผู้เดียวเถิด” การที่นางกล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อต้องการดึงความรับผิดชอบทั้งหมดมาไว้ที่ตนเอง ทว่าในความเป็นจริงแล้ว สูตรยารักษาโรคปอดทั้งสามขนานที่วางขายอยู่ในร้านขายยา ล้วนมาจากฝีมือของเสิ่นซีทั้งสิ้น นางเพียงแค่ไม่อยากชักนำเภทภัยมาสู่ร้านขายยาเพราะตัวนางเองก็เท่านั้น
จูเยี่ยยิ้มบาง ๆ นางให้โจวซื่อนำยาสำเร็จรูปสำหรับรักษาโรคปอดพร้อมกับใบระบุสรรพคุณมาให้ นางซักไซ้ไล่เลียงถึงอาการของโรค สรรพคุณของยา ระยะเวลาในการรักษา และรายละเอียดต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน จากนั้นก็ให้โจวซื่อหยิบยาสำเร็จรูปแบบกระปุกมาเพิ่มอีกหลายโหล ก่อนจะส่งต่อให้บรรดาองครักษ์ที่ติดตามมานำไปบรรจุลงในหีบไม้ใบใหญ่หลายใบ หลังจากจัดการเรื่องชำระค่าใช้จ่ายเรียบร้อยแล้ว นางก็ไม่ได้กล่าวคำอำลาใด ๆ แม้แต่ครึ่งคำ หันหลังนำยาสำเร็จรูปเหล่านั้นเดินออกจากร้านขายยาไปในทันที
กว่าฮุ่ยเหนียงจะได้รับทราบข่าวและตั้งใจจะพาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไปกล่าวคำขอโทษถึงที่พัก จูเยี่ยก็เดินทางออกจากเมืองถิงโจวไปอย่างเร่งรีบเสียแล้ว เห็นได้ชัดว่าจูเยี่ยนั้นเป็นห่วงอาการป่วยของบิดาเป็นอย่างยิ่ง ทันทีที่ได้ยามาก็รีบออกเดินทางในทันที
เมื่อกลับมาถึงร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงก็บ่นอุบ “น้องสาว เจ้าทำเช่นนี้มิใช่การชักนำเภทภัยมาสู่ตระกูลเซี่ยหรอกหรือ? หรือว่าเคราะห์กรรมที่ตระกูลเซี่ยของพวกเจ้าต้องเผชิญมายังไม่มากพออีกหรือ?”
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จนน้ำตาเอ่อคลอเบ้า นางไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา นางเพียงแค่รู้สึกว่า ในเมื่อจูเยี่ยเป็นคนที่นางดึงดูดมา ความรับผิดชอบในครั้งนี้นางก็สมควรจะต้องแบกรับเอาไว้เพียงผู้เดียว
โจวซื่อที่อยู่ด้านข้างอยากจะเอ่ยปากปลอบโยน ทว่าก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี
เสิ่นซีกลับหัวเราะร่วนพลางเอ่ยว่า “ฟังจากน้ำเสียงของน้าซุน ราวกับว่ายาที่ข้าจ่ายไปจะต้องกินแล้วถึงตายอย่างนั้นแหละขอรับ? ทั้งที่ปกติแล้วข้าก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดกินยาของพวกเราเข้าไปแล้วเกิดปัญหาเลยนะขอรับ”
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ “เสี่ยวหลาง เหตุใดเจ้าถึงไม่เข้าใจหลักการตื้น ๆ เพียงเท่านี้เล่า? พวกเรายังไม่เคยเห็นหน้าคนไข้เลยด้วยซ้ำ ซ้ำยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นโรคอันใด จู่ ๆ ก็ขายยาออกไปเช่นนี้ มันจะเกิดปัญหาเอาได้ง่าย ๆ นะ”
ที่เสิ่นซีกล่าวเช่นนี้ แท้จริงแล้วก็เพียงแค่อยากจะปลอบใจเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่กำลังโศกเศร้าเสียใจอยู่เท่านั้น ใครจะไปคิดว่าเมื่อฮุ่ยเหนียงพูดสวนขึ้นมาเช่นนี้ จะยิ่งทำให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกเป็นกังวลหนักกว่าเดิม
รอจนกระทั่งเสิ่นซีส่งสายตาเป็นสัญญาณ ฮุ่ยเหนียงถึงได้สติ นางหันกลับมาพลางเอ่ยว่า “น้องสาวอย่าได้คิดมากไปเลย ยาสำเร็จรูปของพวกเราปกติก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอยู่แล้ว แม้แต่พ่อค้าต่างถิ่นยังมารับยาจากโรงงานของพวกเราไปโก่งราคาขายต่อตั้งมากมาย นั่นก็เป็นเพราะยาของพวกเราครอบคลุมอาการของโรคได้กว้างขวาง อีกทั้งยังมีสรรพคุณดีเยี่ยม ท่านอ๋องเป็นถึงบุคคลผู้สูงส่งเทียมฟ้า ย่อมต้องมีสวรรค์คอยคุ้มครอง คนดีฟ้าย่อมคุ้มครองอย่างแน่นอน”
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้าใจดีว่าฮุ่ยเหนียงกำลังปลอบใจนาง ทว่าภายในใจก็ยังคงอดเป็นห่วงคนในครอบครัวไม่ได้ ชั่วขณะนั้นนางรู้สึกอึดอัดคับข้องใจยิ่งนัก จึงซบหน้าลงกับอกของฮุ่ยเหนียงแล้วสะอื้นไห้ออกมาเบา ๆ
อันที่จริงแล้วเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็นับว่าเป็นสตรีที่เข้มแข็งคนหนึ่ง นับตั้งแต่ตระกูลเซี่ยต้องประสบเคราะห์กรรมเป็นต้นมา ทุกสิ่งที่นางทุ่มเทลงมือทำล้วนไม่ด้อยไปกว่าบุรุษอกสามศอกเลยแม้แต่น้อย ยามนี้นางจะยอมหลั่งน้ำตาออกมาก็ต่อหน้าฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อผู้เป็นคนที่นางไว้วางใจที่สุดเท่านั้น ต่อให้ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับคนในครอบครัวที่บ้าน นางก็ทำได้เพียงฝืนยิ้มและแสดงความเข้มแข็งออกมา เพื่อให้คนในบ้านรู้สึกสบายใจ
แม้ว่าฮุ่ยเหนียงจะบ่นว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ดึงเอาความรับผิดชอบทั้งหมดไปแบกไว้คนเดียว ทว่าจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ กลับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และครอบครัวของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
และเรื่องนี้ก็กลายเป็นข้ออ้างให้ฮุ่ยเหนียงสามารถส่งของกำนัลไปที่บ้านตระกูลเซี่ยได้ 'ในเมื่อเจ้าลงทุนเปิดโรงเตี๊ยมไปตั้งหลายสิบตำลึงแล้ว ทว่ายามนี้กลับยังไม่ได้ผลกำไรอันใด เมื่อก่อนข้าส่งของอันใดให้ เจ้าก็ดึงดันไม่ยอมรับ ยามนี้ข้าจะส่งของไปให้อีก โดยอ้างว่าน้องสาวทำเพื่อร้านขายยาของพวกเรามามากเกินไปแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ'
ฮุ่ยเหนียงส่งของกำนัลไปให้ตระกูลเซี่ยด้วยความเบิกบานใจ มีทั้งห่อเล็กห่อใหญ่ หีบเล็กหีบใหญ่ ในช่วงแรก ๆ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังนำของกลับมาคืน ซ้ำยังกำชับคนในบ้านว่าห้ามรับไว้เด็ดขาด ทว่าในตอนหลังเมื่อไม่อาจทัดทานความดื้อดึงของฮุ่ยเหนียงได้ นางจึงปล่อยเลยตามเลย
การสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นฉันพี่น้องนั้น ไม่ได้อาศัยเพียงแค่การจับเข่าคุยความลับกันไม่กี่ประโยค หรือการพบปะพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันแบบเช้าเย็น ทว่าต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนความจริงใจให้แก่กันต่างหากเล่า
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เริ่มพึ่งพาอาศัยฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ในใจของนางนั้น การแต่งงานออกเรือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใดอีกต่อไป การหาสามีสักคน ก็เพื่อเป็นที่พึ่งพิงในชีวิตของตนเอง ทว่านั่นกลับจะทำให้คนในตระกูลเซี่ยต้องไร้ที่พึ่งพิง ยามนี้เมื่อมีฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อคอยดูแล ไม่เพียงแต่ตัวนางเอง ทว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนในตระกูลเซี่ยก็ยังสุขสบายดีอีกด้วย
ในเมื่อชีวิตความเป็นอยู่ก็สุขสบายดีอยู่แล้ว แล้วเหตุใดนางถึงจะต้องดิ้นรนแต่งงานออกเรือนไปด้วยเล่า?