เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 265 คุณชายจู

ตอนที่ 265 คุณชายจู

ตอนที่ 265 คุณชายจู


ผลการสอบประจำเดือนรอบเดือนสองถูกประกาศออกมาอย่างรวดเร็ว

เป็นที่น่าเสียดายที่เสิ่นซียังคงไม่ติดหนึ่งในสามสิบอันดับแรกอีกเช่นเคย การที่เสิ่นซีคว้าตำแหน่งอั้นโส่วในการสอบระดับเมืองมาได้นั้น เปรียบเสมือนการโยนก้อนหินลงไปในผืนน้ำ หลังจากเกิดระลอกคลื่นแผ่กระจายออกไป ผิวน้ำก็กลับมาสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว แม้แต่หัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหารของบรรดาบัณฑิต ก็ยังเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของซูทง อู๋เสิ่งอวี๋ และตัวเต็งคนอื่น ๆ ที่มีลุ้นสอบได้เป็นซิ่วไฉ โดยไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเสิ่นซีอีกเลย

แม้ว่าในการสอบประจำเดือนครั้งแรก ผลคะแนนของซูทงจะไม่สู้ดีนัก ทว่าในการสอบประจำเดือนสองครั้งหลัง บทความของเขากลับถูกคัดเลือกให้เป็นบทความตัวอย่าง และถูกบรรดาบัณฑิตนำไปคัดลอกส่งต่อกันอ่านอย่างแพร่หลาย

ทางด้านอู๋เสิ่งอวี๋เองก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการสอบประจำเดือนของอำเภอชิงหลิวหลายครั้งติดต่อกัน เมื่อประกอบกับยังมีบรรดา "ปัญญาชนผู้มีพรสวรรค์" อีกหลายคนที่พลาดการสอบระดับท้องถิ่นในสองรอบก่อนหน้านี้ด้วยเหตุผลทางครอบครัวกลับมาร่วมสอบด้วย การสอบระดับท้องถิ่นในรอบนี้จึงได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้เข้าสอบว่า เป็นการสอบที่มีการแข่งขันดุเดือดเลือดพล่านที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เดิมทีการสอบระดับท้องถิ่นจะรับผู้สอบผ่านเป็นซิ่วไฉเพียงห้าสิบคนเท่านั้น ซ้ำยังต้องหักจำนวนพิเศษของอั้นโส่วประจำอำเภอต่าง ๆ ในสังกัดเมืองถิงโจวช่วงสองปีมานี้ออกไปอีกสิบหกคน เท่ากับว่าจำนวนที่เหลือรับได้จริง ๆ มีเพียงสามสิบสี่คนเท่านั้น ทว่าจำนวนผู้เข้าสอบกลับมีมากถึงเจ็ดร้อยกว่าคน อัตราการสอบผ่านจึงมีไม่ถึงห้าในร้อยส่วนด้วยซ้ำ

ยังไม่ทันถึงวันเปิดรับสมัครสอบ บรรดาผู้เข้าสอบก็พากันนับนิ้วคำนวณกันแล้ว ว่ามีผู้ใดบ้างที่จะสามารถสอบผ่านระดับท้องถิ่นได้อย่างแน่นอน และจะเหลือที่นั่งให้พวกเขาได้แย่งชิงกันอีกสักกี่ที่นั่ง

ท้ายที่สุดเมื่อคำนวณไปคำนวณมา ก็มีบัณฑิตผู้มีความรู้ความสามารถโดดเด่นราว ๆ ยี่สิบกว่าคน ที่มักจะทำคะแนนติดอันดับต้น ๆ ในการสอบประจำเดือนแทบทุกครั้ง คนกลุ่มนี้ย่อมสอบผ่านการสอบระดับท้องถิ่นอย่างแน่นอน ส่วนพวกที่นาน ๆ ครั้งจะทำคะแนนติดอันดับต้น ๆ ได้สักที ก็ต้องมาต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ราวสิบกว่าที่นั่งที่เหลือกันอย่างดุเดือด ส่วนพวกที่พอสอบผ่านระดับเมืองมาได้ก็แทบจะไร้ชื่อเสียงเรียงนามไปเลยนั้น ในสายตาของพวกเขาก็มองว่าคนกลุ่มนี้มีชะตากรรมเป็นได้แค่ตัวประกอบร่วมสอบเท่านั้น ท้ายที่สุดก็ต้องกลับบ้านมือเปล่าเพื่อไปบากบั่นร่ำเรียนอยู่ริมหน้าต่างอันหนาวเหน็บต่อไป

คนที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่สุดเรื่องที่เสิ่นซีทำข้อสอบได้ไม่ดี ย่อมหนีไม่พ้นโจวซื่อ

ในตอนแรกโจวซื่อด่าทอเสิ่นซีเปิงไปชุดใหญ่ สรรหาถ้อยคำผรุสวาทสารพัดมาด่ากราด ทว่าเมื่อได้รับการเกลี้ยกล่อมจากฮุ่ยเหนียง โจวซื่อก็เริ่มตระหนักได้ว่า การตั้งความหวังกับบุตรชายถึงเพียงนี้ออกจะเข้มงวดและบีบคั้นเกินไปจริง ๆ

ในยุคสมัยนี้ อายุสิบห้าสิบหกปีแล้วสอบได้เป็นซิ่วไฉก็ถูกยกย่องว่าเป็นเด็กอัจฉริยะแล้ว ทว่าการที่เสิ่นซีจะสอบให้ได้ซิ่วไฉในวัยเพียงสิบเอ็ดขวบปี ดูเหมือนจะเป็นการเพ้อฝันเกินตัวไปสักหน่อย

"หากสอบครั้งนี้ไม่ผ่าน ปีหน้าก็ไม่มีการสอบระดับท้องถิ่น เจ้าจะต้องตั้งใจอ่านตำราให้ดี พยายามสอบคว้าตำแหน่งซิ่วไฉกลับมาให้ได้ในอีกสองปีข้างหน้านี้!"

ในท้ายที่สุด โจวซื่อก็เลิกตั้งความหวังกับการสอบในครานี้มากจนเกินไป นางได้เปลี่ยนไปฝากความหวังไว้กับการสอบระดับท้องถิ่นในอีกสองปีข้างหน้า ซึ่งเป็นตอนที่เสิ่นซีอายุได้สิบสามปีแทน

การรับสมัครเข้าสอบระดับท้องถิ่นเริ่มต้นขึ้นในเดือนสี่

ขั้นตอนการรับสมัครสอบระดับท้องถิ่นนั้น โดยพื้นฐานแล้วก็คล้ายคลึงกับการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมือง จำต้องหาหลิ่นเซิงและชาวบ้านมาเป็นผู้ค้ำประกัน ซ้ำยังต้องหาผู้เข้าสอบมาทำหู้เจี๋ยรับรองซึ่งกันและกันอีกด้วย เมื่อถึงเวลาไปสมัครอย่างเป็นทางการ เสิ่นซีต้องเดินทางไปที่ว่าการเพื่อกรอกเอกสารรับรองประวัติ เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนของผู้เข้าสอบ

(เชิงอรรถผู้แปล: 

หลิ่นเซิง (廪生) นักเรียนหลวงหรือซิ่วไฉระดับหัวกะทิ ที่ได้รับเบี้ยหวัดจากทางการ

หู้เจี๋ย (互结) การผูกพันรับรองซึ่งกันและกันของผู้เข้าสอบ หากมีผู้ใดทุจริต ผู้ที่ร่วมรับรองจะต้องรับโทษไปด้วย)

หากเป็นผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ เจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาประจำเมือง รวมถึงเสมียนและเจ้าหน้าที่ที่ว่าการเมือง จะต้องตรวจสอบเทียบเคียงทะเบียนสำมะโนครัวอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบว่ามีการสวมรอยเข้าสอบแทนกันหรือไม่ ทว่าเมื่อเสิ่นซีไปถึง อย่าว่าแต่บรรดาผู้เข้าสอบเลย แม้แต่บรรดาเสมียนและเจ้าหน้าที่ที่ว่าการก็ล้วนคุ้นหน้าคุ้นตาเขากันทั้งสิ้น พวกเขาต้อนรับเสิ่นซีด้วยรอยยิ้มแย้มเบิกบาน ปล่อยให้เสิ่นซีกรอกเอกสารจนเสร็จสรรพ ซ้ำยังมีบางคนเอ่ยหยอกล้อขำขันว่า "อั้นโส่วน้อย วันข้างหน้าหากท่านได้เป็นขุนนางใหญ่โตแล้ว ก็อย่าได้ลืมเลือนพวกเราเสียล่ะ"

ผู้เข้าสอบที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างพากันส่งเสียงหัวเราะครืนขึ้นมา

เมื่อก่อนยังมีคนรู้สึกว่าบทความของเสิ่นซีเขียนได้ไม่เลว เมื่อประกอบกับบทกวีพาไปที่แต่งขึ้นแบบด้นสดบทนั้น ถึงทำให้เขาคว้าตำแหน่งอั้นโส่วระดับเมืองมาครองได้ ทว่าเพียงเพราะเสิ่นซีทำคะแนนสอบประจำเดือนได้ไม่ดีติดกันสองครั้ง ยามนี้ขอเพียงผู้เข้าสอบพูดถึงเสิ่นซี ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาอาศัยโชคช่วยแต่งบทกวีไร้สาระขึ้นมาบทหนึ่ง ประกอบกับทางท่านเจ้าเมืองได้รับสินบน จึงได้รับคัดเลือกมาก็เท่านั้น

ในสายตาของคนทั่วไป เสิ่นซีได้ถูกตีจนกลับคืนสู่ร่างเดิมแล้ว การคิดจะก้าวหน้าสร้างชื่อเสียงภายในเวลาหนึ่งถึงสองปีนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

ในบรรดาผู้เข้าสอบทั้งหมดที่มาสมัคร มีบางคนที่เดินทางมาด้วยท่าทียโสโอหัง คนกลุ่มนี้ก็คือเหล่า "อั้นโส่ว" ของการสอบระดับอำเภอจากแต่ละอำเภอนั่นเอง แม้ว่าพวกเขาจะต้องเข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่นเช่นเดียวกัน ทว่าขอเพียงพวกเขาไม่ทำข้อสอบผิดพลาดไปจากมาตรฐานเดิมจนเกินไป ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ย่อมต้องได้รับคัดเลือกอย่างแน่นอน ซึ่งนี่ก็ถือเป็นกฎธรรมเนียมอย่างหนึ่ง คนกลุ่มนี้จึงได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง จะกล่าวอย่างไรดี คนกลุ่มนี้ก็ก้าวเท้าข้างหนึ่งข้ามธรณีประตูสู่การเป็นใต้เท้าซิ่วไฉไปแล้ว ยามนี้ก็เพียงแค่รอการยืนยันในขั้นตอนสุดท้ายก็เท่านั้น

หลังจากเสิ่นซีสมัครสอบเสร็จและเดินออกจากสำนักศึกษาประจำเมืองมา เขาก็แหงนมองดูท้องฟ้าพบว่ายังค่อนข้างเช้าอยู่ จึงไม่ได้รีบร้อนจะกลับบ้าน เขาเดินทอดน่องทอดอารมณ์ไปตามทางเรื่อยเปื่อย ช่วงนี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ต้นฤดูคิมหันต์ (ฤดูร้อน) อากาศยังไม่ร้อนจัด แสงแดดส่องกระทบให้ความรู้สึกอบอุ่น สายลมเย็นที่พัดโชยมากระทบร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายตัวและผ่อนคลายยิ่งนัก

ทว่าตลอดทางที่เดินกลับ เขากลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าจะเดินไปที่ใด ก็มักจะพบเห็นบัณฑิตชี้ไม้ชี้มือมาที่เขา ไม่เพียงแต่เฉพาะคนที่ต้องสอบระดับท้องถิ่นพร้อมกับเขาเท่านั้น แม้แต่พวกที่มาสอบระดับอำเภอและสอบระดับเมือง ก็ล้วนเคยได้ยินเรื่องราวของเด็กอัจฉริยะที่ร่วงหล่นจากแท่นบูชาผู้นี้ด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อพบเจอตัวจริงก็อดไม่ได้ที่จะถูกนินทาว่าร้ายลับหลัง

"เป็นน้องเสิ่นจริง ๆ ด้วย ข้ามองมาจากที่ไกล ๆ ก็เห็นว่าดูคล้าย" ซูทงและเจิ้งเชียน พร้อมด้วยสหายเสเพลอีกสองสามคนเดินเข้ามาหา พลางเอ่ยทักทายเสิ่นซีด้วยรอยยิ้ม

(เชิงอรรถผู้แปล: สหายเสเพล (狐朋狗友) สำนวนเปรียบเปรยถึงกลุ่มเพื่อนที่คบหากันเพื่อกินดื่มเที่ยวเล่น หรือทำเรื่องไม่เป็นแก่นสาร)

หากจะบอกว่าผู้อื่นมีท่าทีหน้าเงินเห็นแก่ผลประโยชน์เมื่อปฏิบัติต่อเสิ่นซี ทว่าซูทงกลับไม่เหมือนคนเหล่านั้น แม้ซูทงจะมองคนที่ฐานะผลประโยชน์อยู่บ้าง ทว่าหากได้รับใครเป็นสหายแล้ว เขากลับสามารถปฏิบัติต่อสหายด้วยความจริงใจ

เสิ่นซีประสานมือคารวะก่อน "พี่ซู ช่างบังเอิญจริง ๆ นะขอรับ"

เจิ้งเชียนหัวเราะร่วน "นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก เป็นพี่ซูตั้งใจมารอเจ้าที่นี่ต่างหาก ปกติก็รู้ว่าคุณชายเสิ่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก ไม่มีเวลาออกมาเดินเล่นข้างนอก ทว่าวันนี้เป็นวันสมัครสอบเจ้าย่อมต้องปรากฏตัวอย่างแน่นอน จึงได้นัดแนะกันมาดักรอเจ้าในเส้นทางที่เจ้าต้องใช้เดินทางกลับ... พวกเราไม่ได้รวมตัวสังสรรค์กันมาพักใหญ่แล้วนะ"

ซูทงเอ่ยสมทบ "นั่นสิ หลังจากเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเป็นต้นมา ข้าก็คอยหาโอกาสอยากจะพาน้องเสิ่นออกไปเดินเหยียบหญ้าเที่ยวนอกเมืองอยู่ตลอดเลย"

เสิ่นซีลอบคิดในใจ สมแล้วที่เป็นตัวเต็งของการสอบระดับท้องถิ่น สภาพจิตใจช่างแตกต่างจากผู้อื่นยิ่งนัก ผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ ยามนี้ยังคงเอาแต่ลนลานอ่านหนังสือฝนหอกฝนดาบ ทว่าซูทงและเจิ้งเชียนกลับมีเวลามาเดินเล่นชมภูเขาท่องสายน้ำอย่างสบายใจเฉิบเสียแล้ว หรือว่าซูทงจะคิดว่าเมื่อได้เข้าพบหลิวปิ่งแล้ว การสอบครั้งนี้ก็ย่อมต้องมั่นใจว่าไม่มีทางผิดพลาด ถึงขั้นไม่จำเป็นต้องทบทวนตำราขั้นพื้นฐานแล้วกระมัง?

เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น "พี่ซู เมื่อสองวันก่อนเมืองถิงโจวเพิ่งจะมีฝนตกลงมา นอกเมืองมีแต่ป่าเขาลำเนาไพร เส้นทางก็เฉอะแฉะไปด้วยโคลนตม คงไม่มีอันใดให้น่าออกไปเดินหรอกกระมังขอรับ?"

ซูทงหัวเราะฮ่า ๆ "ก็ต้องออกไปเที่ยวหลังฝนตกสิถึงจะได้บรรยากาศ หลังจากฝนตกติดต่อกันหลายครั้ง ทั่วทั้งหุบเขาและท้องทุ่งก็เต็มไปด้วยดอกตู้เจวียน ผสมผสานกับดอกหลู่ปิงฮวาและดอกชงโค ทิวทัศน์งดงามเช่นนี้ใช่ว่าจะหาชมได้ในยามปกติเสียเมื่อไหร่เล่า? ข้าไม่ปิดบังน้องเสิ่นหรอก ประเดี๋ยวพวกเรายังต้องไปเชิญสหายอีกท่านหนึ่ง แม้เขาจะไม่ใช่คนเมืองถิงโจวโดยกำเนิด ทว่าทั่วทั้งร่างกลับแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายสูงศักดิ์ การพูดจาหารือก็ไม่ธรรมดา บางทีอาจจะคบหาเป็นสหายได้นะ"

เสิ่นซีคิดในใจ ปกติแล้วซูทงเป็นคนทะนงตนยิ่งนัก โดยพื้นฐานแล้วแทบจะไม่เคยยอมลงให้ผู้ใด ทว่าในครานี้เขากลับยกย่องบุคคลผู้นี้เป็นอย่างมาก ไม่รู้จริง ๆ ว่าคนผู้นี้มีที่มาที่ไปเช่นไรกัน

ยังไม่ทันได้คิดให้กระจ่าง คนกลุ่มนั้นก็เดินเข้าไปในหอน้ำชาบริเวณหัวมุมถนน ทันทีที่เดินมาถึงหน้าบันได ก็ได้ยินเสียงพิณอันเลื่อนลอยแว่วมาจากชั้นสอง ซูทงหยุดฝีเท้าลง พลางอมยิ้มลิ้มรสอรรถรสที่แฝงอยู่ในเสียงพิณนั้น

เสียงพิณนั้นลากยาวต่อเนื่อง ทรงพลังดุดัน ฟังดูไม่เหมือนเสียงดนตรีอันเย้ายวนใจที่เคยได้ยินในเจี้ยวฟางซือเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับให้ความรู้สึกถึงความฮึกเหิมราวกับมีใต้หล้าอยู่ในอ้อมอก และยังแฝงความรู้สึกโศกเศร้าอาลัยต่อชะตาชีวิตของตนเองอีกด้วย

เมื่อบทเพลงบรรเลงจบลง เสียงพิณก็ราวกับยังคงไหลวนเวียนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ ซูทงหัวเราะร่วนพลางเอ่ย "น้องเสิ่นแตกฉานในเรื่องท่วงทำนองดนตรี เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง?"

เสิ่นซีไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะสรรหาคำพูดใดมาบรรยาย สรุปสั้น ๆ ก็คือ... ธรรมดามาก ทว่าในยามนี้เขาย่อมไม่อาจพูดความจริงออกไปได้ ทำได้เพียงตอบทำส่งเดชขอไปทีประโยคหนึ่งว่า "ดีมากขอรับ"

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง แขกเหรื่อมีไม่มากนัก ทว่ากลับเห็นคุณชายหนุ่มรูปงามสง่าสง่าผู้หนึ่งนั่งอยู่ในมุมเงียบ ๆ กำลังปรับเทียบสายพิณอยู่ เห็นได้ชัดว่าเสียงพิณอันไพเราะเมื่อครู่นี้ล้วนถูกบรรเลงออกมาจากมือของเขา

เสิ่นซีสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่างบนร่างของ "คุณชายหนุ่ม" ผู้นี้อย่างรวดเร็ว เขาพบว่าคนผู้นี้แตกต่างจากบุรุษทั่วไป แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายบัณฑิตที่ดูบอบบาง และเมื่อเพ่งมองให้ดีก็พบว่าไม่มีลูกกระเดือก ซ้ำบนติ่งหูที่ถูกปอยผมปิดบังไว้ครึ่งหนึ่งนั้น ยังมีรอยรูเล็ก ๆ อยู่ ซึ่งนั่นก็คือรูเจาะหูสำหรับใส่ต่างหูของอิสตรี

แม้ว่าในอีกหลายร้อยปีให้หลัง บุรุษเจาะหูจะไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด ทว่าในยุคสมัยนี้ ดังคำกล่าวที่ว่า 'ร่างกาย เส้นผม ผิวหนัง ล้วนได้รับมาจากบิดามารดา' ย่อมไม่มีบุรุษใดมาทำลายร่างกายของตนเองอย่างแน่นอน

ซูทงกำลังจะก้าวเข้าไปทักทาย ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำสองคนก็เดินออกมาจากข้างกายของสตรีผู้นั้นเพื่อขวางซูทงเอาไว้ ในตอนนั้นเอง สตรีผู้นั้นก็หันกลับมา พลางยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม "ไม่เป็นไร"

จากการกระทำง่าย ๆ เพียงเท่านี้ เสิ่นซีก็รับรู้ได้ทันทีว่าสตรีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษผู้นี้มีที่มาไม่ธรรมดา เพราะชายฉกรรจ์สองคนที่อยู่ข้างกายนางล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ซ้ำยังเป็นประเภทที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนจนรังสีสังหารแผ่ซ่านออกมา กลิ่นอายแตกต่างจากผู้คุ้มกันหรือยามเฝ้าจวนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

"พี่ซู"

สตรีผู้นั้นลุกขึ้น ก่อนจะประสานมือคารวะทักทายซูทง

ซูทงแย้มยิ้มตอบรับคารวะ โดยไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้ปกปิดอำพรางตนเองได้ดีมาก ประกอบกับนางปราศจากความอ่อนช้อยและมีชีวิตชีวาแบบสตรีทั่วไป กลับดูซื่อตรงและหนักแน่น นี่คือสตรีที่มีกลิ่นอายแบบบุรุษ หากมองเพียงแค่รูปร่างหน้าตา ย่อมยากที่จะแยกแยะเพศสภาพออกได้จริง ๆ

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นางไม่ใช่หญิงงามนั่นเอง

เมื่อประกอบกับการที่นางน่าจะใช้ผ้ารัดหน้าอกเอาไว้ เพื่อปกปิดลักษณะเด่นพื้นฐานที่สุดของสตรี หากไม่สังเกตพินิจพิเคราะห์ให้ดี คนทั่วไปก็คงยากจะจับสังเกตได้อย่างแท้จริง

ซูทงเองก็ไม่เกรงใจ เขาทรุดตัวนั่งลงทันที ก่อนจะแนะนำเสิ่นซีให้สตรีผู้นั้นรู้จัก เสิ่นซีประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้ม สตรีผู้นั้นก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า "อายุสิบเอ็ดปีก็สามารถสอบระดับท้องถิ่นได้แล้วหรือ?"

ซูทงทำท่าทางประหนึ่งว่าตนพลอยได้รับเกียรติไปด้วย "คุณชายจูอาจจะยังไม่ทราบ น้องเสิ่นผู้นี้เมื่อปีก่อนสามารถสอบผ่านทั้งการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองได้รวดเดียว ซ้ำยังคว้าตำแหน่งอั้นโส่วในการสอบระดับเมืองมาครองได้อีก บทกวีที่ถูกขับขานกันอย่างแพร่หลายในช่วงนี้ที่ว่า 'ความคมกริบของกระบี่วิเศษ ล้วนเกิดจากการขัดฝน กลิ่นหอมของดอกเหมย ล้วนผลิบานผ่านความหนาวเหน็บ' ก็เป็นผลงานที่ออกมาจากปลายพู่กันของเขาผู้นี้แหละ"

สตรีผู้นั้นประสานมือพลางเอ่ย "เลื่อมใส เลื่อมใส"

ทว่าคำว่าเลื่อมใสประโยคนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงคำกล่าวตามมารยาทเท่านั้น

ทว่าเสิ่นซีกลับลอบเดาะลิ้นอยู่ในใจ แซ่จู นั่นมันแซ่ของราชวงศ์เชียวนะ! แม้ว่าผู้คนในใต้หล้าที่ใช้แซ่จูจะมีไม่น้อย ทว่าสตรีแซ่จูที่มีองครักษ์ติดตามอยู่ข้างกาย ซ้ำยังดูเหมือนจะมีคนคอยอารักขาอยู่อย่างลับ ๆ ทั้งในระยะใกล้และไกล ไม่ว่าจะมองอย่างไร คนผู้นี้ก็สมควรเป็นพระประยูรญาติของราชวงศ์อย่างแน่นอน

ราชวงศ์หมิงมีการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์อ๋อง ทว่าหลังจากวิกฤตการณ์จิ้งหนาน อ๋องจากจวนต่าง ๆ ก็ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในอาณาเขตศักดินาของตน ห้ามก้าวล่วงออกจากพื้นที่แม้แต่ก้าวเดียว ทว่าสำหรับสตรีกลับไม่ได้มีข้อห้ามที่เข้มงวดมากมายถึงเพียงนั้น เสิ่นซีลอบใคร่ครวญอยู่ในใจ สตรีผู้นี้มีฐานะและเบื้องลึกเบื้องหลังเช่นไรกันแน่?

(เชิงอรรถผู้แปล: วิกฤตการณ์จิ้งหนาน (靖难之役) สงครามกลางเมืองในต้นราชวงศ์หมิง เกิดจากเยียนอ๋องจูตี้ (ต่อมาคือจักรพรรดิหย่งเล่อ) ยกทัพชิงบัลลังก์จากหลานชาย (จักรพรรดิเจี้ยนเหวิน) หลังเหตุการณ์นี้ ราชสำนักจึงหวาดระแวงและจำกัดอำนาจตลอดจนพื้นที่ของบรรดาอ๋องอย่างเข้มงวด)

เสิ่นซีพยายามเชื่อมโยงตัวนางกับบรรดาอ๋องที่ได้รับศักดินาอยู่รอบ ๆ เมืองถิงโจว ทว่าก็ไม่อาจคาดเดาอันใดได้ ท้ายที่สุดแล้ว บันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับสตรีในราชวงศ์ก็มีอยู่น้อยนิดนัก

ซูทงมีท่าทีราวกับได้พบสหายรู้ใจ เขาพูดคุยอยู่พักใหญ่ ก่อนจะออกปากเชิญชวน "คุณชายจู" ผู้นี้ให้ออกไปเดินเหยียบหญ้านอกเมืองด้วยกันอย่างเป็นทางการ

สตรีผู้นั้นส่ายหน้าแผ่วเบา "น้ำใจของคุณชายซู ข้าขอรับไว้ด้วยใจ ทว่าประเดี๋ยวข้ายังมีนัดต้องไปเยี่ยมเยียนสหายเก่าท่านหนึ่ง ขออภัยที่ไม่อาจรั้งอยู่เป็นเพื่อนต่อได้"

ซูทงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "คุณชายจูมิใช่เพิ่งบอกว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหลวง และกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้านเกิดหรอกหรือ?"

สตรีผู้นั้นยิ้มตอบ "อันที่จริงบ้านเกิดของข้าไม่ได้อยู่ทางผ่านเส้นนี้ ข้าจงใจเดินทางอ้อมมาที่เมืองถิงโจว ก็เพื่อมาเยี่ยมเยียนสหายเก่าท่านหนึ่ง คุณชายซูอย่าได้คิดว่าข้าไม่ปรารถนาจะร่วมทาง จึงพูดจาทำส่งเดชขอไปทีเลย เวลาก็ล่วงเลยมามากแล้ว ขอลาตัวตรงนี้เลยก็แล้วกัน"

กล่าวจบ นางก็อุ้มพิณขึ้นมาเตรียมตัวจะจากไป เสิ่นซีสังเกตเห็นว่าที่เอวของนางห้อยหยกพกชิ้นหนึ่งเอาไว้ บนหยกลวดลายสลักคำว่า "จวี๋ถาน" ไว้อย่างเลือนราง ดูเหมือนว่าจะเป็นชื่อของสถานที่

นอกจากชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำสองคนเมื่อครู่แล้ว ที่โต๊ะข้าง ๆ ก็ยังมีชายอีกสองคนลุกขึ้นเดินตามนางไป พอลงไปถึงชั้นล่าง ก็มีคนเดินมาสมทบอีกสี่คน เมื่อออกไปถึงด้านนอกก็มีรถม้าจอดเทียบรออยู่ สตรีผู้นั้นก้าวขึ้นรถม้า ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังทิศตะวันตกของเมือง

เสิ่นซีลอบคิดในใจ 'มาจากเมืองหลวง... หรือว่าตั้งใจจะมาหาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กันนะ?'

ซูทงมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย "คุณชายจูท่านนี้ มีความรู้อย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง ฝีมือการดีดพิณก็ยิ่งสูงส่ง เดิมทีตั้งใจว่าหลังจากออกไปเดินเหยียบหญ้าด้วยกันแล้ว จะเชิญเขาไปดื่มสุราสักสองสามจอกกับแม่นางซีเอ๋อร์ที่เจี้ยวฟางซือเสียหน่อย..."

เมื่อเสิ่นซีได้ยินชื่อ "ซีเอ๋อร์" เขาก็รู้สึกปวดขมับขึ้นมาตงิด ๆ

ตอนปลายปีเกิดเหตุของล้ำค่าในที่ว่าการถูกขโมย ทว่าจนบัดนี้ก็ยังจับตัวการไม่ได้ เสิ่นซีกลับรู้สึกว่าแม่นางซีเอ๋อร์ผู้นี้เก้าในสิบส่วนจะต้องเป็นโจรสาวที่ทางการกำลังตามล่าตัวอยู่อย่างแน่นอน ประกอบกับก่อนหน้านี้เขาเคยไป "ล่วงเกิน" นางเข้า หากต้องเผชิญหน้ากันอีกรังแต่จะเกิดเรื่องบาดหมางขึ้นเปล่า ๆ

เสิ่นซีจึงถือโอกาสนี้ลุกขึ้นขอตัวลา "คุณชายซู ดังคำกล่าวที่ว่านกที่รู้ตัวว่าโง่เขลาย่อมต้องออกบินก่อน ข้าคงต้องขอตัวกลับไปขยันหมั่นเพียรแล้ว ขออภัยที่ไม่อาจรั้งอยู่เป็นเพื่อนต่อได้ ขอลาล่ะขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: นกที่รู้ตัวว่าโง่เขลาย่อมต้องออกบินก่อน (笨鸟先飞) สำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่รู้ตัวว่าตนเองมีสติปัญญาหรือความสามารถด้อยกว่าผู้อื่น จึงต้องใช้ความขยันหมั่นเพียรและเริ่มต้นลงมือทำให้เร็วกว่าเพื่อชดเชยข้อด้อย)

จบบทที่ ตอนที่ 265 คุณชายจู

คัดลอกลิงก์แล้ว