- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 263 หวังดีประสงค์ร้าย
ตอนที่ 263 หวังดีประสงค์ร้าย
ตอนที่ 263 หวังดีประสงค์ร้าย
ฮุ่ยเหนียงเป็นคนอยู่นิ่งไม่เป็น เมื่อสมาคมการค้าและโรงเงินเริ่มเข้าที่เข้าทาง งานของนางก็เบาบางลงบ้าง นางจึงเริ่มลงมือจัดการเรื่องเปิดโรงเตี๊ยมทันที
นางมีพื้นเพมาจากการทำกิจการร้านขายยา ไม่มีประสบการณ์ด้านร้านอาหารมาก่อน ประกอบกับโรงเตี๊ยมแห่งนี้นางทำได้เพียงเป็นเถ้าแก่เนี้ยอยู่เบื้องหลัง ไม่เพียงแต่ต้องจ้างลูกจ้างและพ่อครัว ทว่ายังต้องจ้างหลงจู๊ที่สามารถควบตำแหน่งผู้ดูแลบัญชีมาช่วยงานด้วย
ในขณะที่ฮุ่ยเหนียงกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมเปิดโรงเตี๊ยม เสิ่นซีกลับกำลังก้มหน้าก้มตาตั้งใจร่ำเรียนอย่างหนักหน่วง ในครั้งนี้เขาตั้งใจเรียนอย่างแท้จริง
ปีนี้เป็นปีที่มีการสอบระดับท้องถิ่น หากสอบได้เป็นซิ่วไฉ เสิ่นซีก็จะสามารถอาศัยสิ่งนี้ยกระดับตนเองขึ้นสู่ชนชั้นปัญญาชนได้ เขาจึงไม่อาจไม่ให้ความสำคัญกับการสอบครั้งนี้เป็นพิเศษ เมื่อก่อนยามที่เขาอ่านตำราก็มักจะทำส่งเดชขอไปที ทว่าครานี้ใกล้จะถึงกำหนดสอบ เขาจำเป็นต้องท่องจำและทำความเข้าใจตำราจำนวนมหาศาล สี่ตำราห้าคัมภีร์นั้นขาดไม่ได้ ตำราอรรถาธิบายสี่ตำรา และ ตำราอรรถาธิบายห้าคัมภีร์ ก็ต้องท่องจำจนขึ้นใจ ตำราเสี่ยวเสวีย คัมภีร์เซี่ยวจิง คัมภีร์ซิ่งหลี่ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็น แม้แต่บทความเฉิงเหวินก็ยังต้องท่องจำอีกมากมาย
(เชิงอรรถผู้แปล:
เสี่ยวเสวีย (小学): ตำราสำหรับผู้เริ่มเรียน แต่งโดยจูซี เนื้อหาเกี่ยวกับการปลูกฝังจริยธรรมและพื้นฐานการเป็นปัญญาชน
คัมภีร์เซี่ยวจิง (孝经): คัมภีร์ว่าด้วยความกตัญญู หนึ่งในคัมภีร์สำคัญของลัทธิขงจื๊อ
คัมภีร์ซิ่งหลี่ (性理): คัมภีร์ว่าด้วยทฤษฎีธรรมชาติและหลักการของสรรพสิ่ง (ซิ่งหลี่เสวีย) ซึ่งเป็นแก่นคำสอนของลัทธิขงจื๊อใหม่ )
เฝิงฮว่าฉีไม่เพียงแต่นำตำราจิงฮว่ารื่อเชาและหนังสือรวบรวมบทความสือเหวินชั้นเลิศที่เก็บสะสมไว้ในบ้านมาให้เสิ่นซีอ่าน ทว่ายังไปหยิบยืมตำราสือเหวินเล่มใหม่ล่าสุดจากข้างนอก เช่น ตำราเหวินสุ่ย ตำราหมัวฟ่าน และตำราจิ่นหนาง ซึ่งเป็นหนังสือต้องห้ามกลับมาให้อีกด้วย หลายเล่มล้วนเป็นฉบับหายากที่สูญหายไปในยุคหลัง และอีกหลายเล่มก็ถึงขั้นเป็นฉบับกำพร้าที่หลงเหลือเพียงเล่มเดียว เสิ่นซีไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ในครานี้จึงถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: จิงฮว่ารื่อเชา (京华日抄), เหวินสุ่ย (文髓), หมัวฟ่าน (模范), จิ่นหนาง (锦囊): ล้วนเป็นชื่อของหนังสือรวบรวมบทความร่วมสมัย (สือเหวิน) และบทความตัวอย่างที่โดดเด่นสำหรับการสอบจอหงวน ซึ่งบางเล่มอาจถูกจัดเป็นหนังสือต้องห้ามหรือสูญหายไปตามกาลเวลา)
เสิ่นซีแหวกว่ายอยู่ในทะเลโจทย์ข้อสอบทุกวัน ในช่วงแรกเฝิงฮว่าฉีสั่งการบ้านให้เขาเขียนบทความสือเหวินเพียงแค่วันละหนึ่งบท ทว่าในตอนหลัง เสิ่นซีต้องเขียนบทความจากสี่ตำราและบทความจากห้าคัมภีร์อย่างละหนึ่งบททุกวัน
บวกกับการท่องตำรา เสิ่นซีจึงมักจะต้องอยู่โยงอ่านหนังสือจนดึกดื่นค่อนคืนอยู่เสมอ
"...ไอ้เด็กทึ่ม แม่ได้ยินมาว่าพวกคนที่มีความสามารถ ล้วนต้องผูกผมแขวนขื่อ ใช้เหล็กหมาดแทงต้นขา มิสู้ให้แม่ลองหาเชือกสักเส้นมาผูกผมเจ้าแขวนไว้กับขื่อบ้าน แล้วเอาเหล็กหมาดมารองไว้ใต้ก้นเจ้า ดีหรือไม่เล่า?"
(เชิงอรรถผู้แปล: ผูกผมแขวนขื่อ เหล็กหมาดแทงต้นขา (头悬梁锥刺股) สำนวนเปรียบเปรยถึงความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวดในการเล่าเรียน โดยมาจากตำนานที่ซุนจิ้งผูกผมตัวเองกับขื่อบ้านเพื่อไม่ให้สัปหงก และซูฉินใช้เหล็กแหลมทิ่มแทงต้นขาตัวเองเพื่อเรียกสติยามง่วงนอน)
โจวซื่อไม่มีเรื่องอันใดก็มาคอยสร้างเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็น ดึงดันจะให้เสิ่นซีเลียนแบบคนโบราณให้จงได้ แม้จะถูกเสิ่นซีปฏิเสธ ทว่านั่นก็บีบบังคับให้เขายังคงต้องอดหลับอดนอนจนดึกดื่นถึงจะได้พักผ่อน วันรุ่งขึ้นก็ต้องรีบตื่นแต่เช้าไปสถานศึกษา ทำได้เพียงอาศัยจังหวะที่อาจารย์เผลอแอบงีบหลับสักหนึ่งชั่วยาม
เสิ่นซีรู้สึกว่านี่มันช่างเป็นการทำบาปทำกรรมแท้ ๆ หากได้นอนหลับจนตื่นเองตามธรรมชาติ พอตกกลางวันก็ตั้งใจอ่านหนังสือให้ดีก็พอแล้ว เหตุใดจึงต้องผูกผมแขวนขื่อ ใช้เหล็กหมาดแทงต้นขาเพื่ออดหลับอดนอนด้วยเล่า? หรือว่าคนโบราณจะไม่รู้ว่า การพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้อ่านตำราได้แบบลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก?
ปลายเดือนสอง เป็นการสอบประเมินผลตามปกติครั้งสุดท้ายก่อนการสอบระดับท้องถิ่น
โจวซื่อคอยเคี่ยวเข็ญอย่างหนักหน่วงอีกครา เพราะเกรงว่าเสิ่นซีจะหอกหักจมพสุธาในการสอบประเมินผลครั้งนี้
(เชิงอรรถผู้แปล: หอกหักจมพสุธา (折戟沉沙) ปรับจากต้นฉบับที่แปลตรงตัวว่า หอกง้าวหักจมอยู่ใต้ผืนทราย สำนวนเปรียบเปรยถึงความพ่ายแพ้ย่อยยับ หรือความล้มเหลวในการสอบอย่างสิ้นเชิง)
ในขณะที่เสิ่นซีกำลังเตรียมตัวสอบอย่างตึงเครียด วันหนึ่งฮุ่ยเหนียงก็นำข่าวหนึ่งกลับมา บอกว่าช่วงเวลานี้ใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยนจะเดินทางมาตรวจความพร้อมของสนามสอบระดับท้องถิ่นตามที่ว่าการเมืองและอำเภอต่าง ๆ นางอยากให้เสิ่นซีหาโอกาสติดตามซูทงไปคารวะผู้คุมสอบระดับท้องถิ่นท่านนี้
เริ่มตั้งแต่รัชศกเจิ้งถ่งแห่งจักรพรรดิหมิงอิงจง ตำแหน่งผู้ตรวจการการศึกษา หรือ 'ตูเสวียเต้า' เป็นตำแหน่งที่รับผิดชอบกำกับดูแลการสอบเคอจวี่ระดับท้องถิ่นภายในสำนักงานข้าหลวงปกครองมณฑลทั้งสิบสามแห่ง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 'ถีเสวียเต้า' ซึ่งเทียบเท่ากับตำแหน่งขุนนาง 'ถีตูเสวียเจิ้ง' ในสมัยราชวงศ์ชิง
ถีเสวียเต้าสังกัดอยู่ใต้สำนักผู้ตรวจการ โดยปกติแล้วใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษามักจะแต่งตั้งจากผู้ตรวจการ รองผู้ตรวจการ หรือผู้ช่วยผู้ตรวจการแห่งสำนักผู้ตรวจการ สำหรับการสอบระดับท้องถิ่นของเมืองถิงโจวในครั้งนี้ จะมีถีเสวียเต้าแห่งมณฑลฝูเจี้ยนมาเป็นผู้คุมสอบหลัก โดยจะเริ่มเป็นประธานจัดการสอบระดับท้องถิ่นตามเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่เดือนสี่เป็นต้นไป
เนื่องจากเมืองถิงโจวตั้งอยู่ทางตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองฝูโจวอันเป็นเมืองเอกของมณฑลมากที่สุด ดังนั้นการสอบระดับท้องถิ่นของเมืองถิงโจวก็มักจะล่าช้ากว่าเมืองอื่น ๆ อยู่บ้าง ระหว่างการสอบระดับท้องถิ่นยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบและการประกาศผล อีกทั้งผู้ตรวจการการศึกษาก็อาจจะเผชิญกับอุปสรรคในการเดินทางข้ามเมือง การสอบระดับท้องถิ่นของเมืองถิงโจวจึงกำหนดไว้คร่าว ๆ ว่าจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนหก ส่วนเวลาที่แน่ชัดนั้นยังไม่อาจกำหนดได้
ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสี่เป็นต้นไป บรรดาผู้เข้าสอบจากอำเภอต่าง ๆ ในสังกัดเมืองถิงโจวก็จะมารวมตัวกันที่อำเภอฉางถิงอันเป็นอำเภอเอกเพื่อเตรียมตัวสอบ เมื่อถึงเวลานั้น ภายในตัวเมืองก็จะคึกคักเป็นพิเศษ บรรยากาศของบรรดาบัณฑิตจะพุ่งสูงปรี๊ด ถึงขั้นมีงานชุมนุมบัณฑิตจัดขึ้นทุกวัน โรงเตี๊ยมและหอสุรามักจะถูกบัณฑิตที่มีเงินเหมาร้านอยู่เป็นประจำ
วันที่ยี่สิบสี่เดือนสอง ตามเวลาที่นัดหมาย เสิ่นซีได้พบกับซูทงและเจิ้งเชียนที่หอน้ำชาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหน้าประตูบ้านนัก ในครานี้ทั้งสองคนไม่ได้มีบริวารห้อมล้อมหน้าหลัง การกระทำล้วนถ่อมตัวเก็บงำประกายเป็นอย่างยิ่ง เพราะในวันนี้พวกเขาจะไปคารวะรองผู้ตรวจการตุลาการแห่งมณฑลฝูเจี้ยน และผู้ตรวจการการศึกษานามว่า หลิวปิ่ง
หลิวปิ่ง มีนามรองว่า เหวินฮว่าน เป็นชาวอำเภออันฝู มณฑลเจียงซี เป็นจิ้นซื่อในการสอบรอบติงเว่ยปีเฉิงฮว่าที่ยี่สิบสาม
หลิวปิ่งเป็นทายาทขุนนาง หลิวสือผู้เป็นปู่ของเขาเคยดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองหนานสยง และตัวหลิวปิ่งเองก็มีฐานะเป็นจิ้นซื่อผู้สอบผ่านระดับเจี่ยเคอ มีชื่อเสียงด้านคุณธรรมในการรับราชการไม่น้อย ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่หลิวปิ่งจะดำรงตำแหน่งรองผู้ตรวจการแห่งมณฑลฝูเจี้ยน หลังจากเสร็จสิ้นการคุมสอบระดับท้องถิ่นในครั้งนี้ วาระการดำรงตำแหน่งของเขาก็จะสิ้นสุดลง ดังนั้นเขาจึงให้ความสำคัญและระมัดระวังกับการสอบระดับท้องถิ่นครั้งนี้เป็นพิเศษ
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี่ยเคอ (甲科) คือคำเรียกขุนนางที่ก้าวเข้าสู่ราชสำนักด้วยการสอบผ่านระดับสูง (เช่น ระดับจิ้นซื่อ) ตามระบบคัดเลือก ถือเป็นเส้นทางที่ทรงเกียรติและได้รับการยอมรับสูงสุด แตกต่างจากผู้ที่ได้ตำแหน่งมาด้วยเส้นสาย การแนะนำ หรือการอาศัยบารมีบรรพบุรุษ)
การเดินทางมายังเมืองถิงโจวของหลิวปิ่ง เป็นเพียงการตรวจตราความพร้อมของสนามสอบตามปกติ พร้อมกันนั้นก็จะปรึกษาหารือกับเจ้าเมือง นายอำเภอ และเจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาในท้องถิ่น เพื่อเตรียมการสำหรับการสอบระดับท้องถิ่นในเดือนหก
ในฐานะผู้เข้าสอบในปีนี้ เดิมทีเสิ่นซีไม่ควรจะไปคารวะผู้ตรวจการการศึกษาอันมีฐานะเป็นผู้คุมสอบ ทว่าทางฝั่งซูทงกลับมีเส้นสายกับอันหรู่เซิงผู้เป็นเจ้าเมือง ประกอบกับการที่ผู้เข้าสอบไปคารวะผู้คุมสอบนั้นถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเสื่อมทรามอย่างหนึ่งของการสอบเคอจวี่ แม้แต่ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็ยังคอยยุยงส่งเสริมเสิ่นซีอย่างสุดกำลัง เพื่อให้เขาไปแสดงความสามารถต่อหน้าใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาให้ดีสักหน่อย หากทำเช่นนี้ โอกาสที่จะสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้ในรอบเดียวก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล
"...น้องเสิ่น ประเดี๋ยวตอนเข้าพบใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษา เจ้าจงพยายามสงบปากสงบคำให้มากหน่อย ข้าได้ยินมาว่าใต้เท้าหลิวท่านนี้เคร่งครัดในการรับราชการยิ่งนัก ในดวงตาไม่อาจเจือปนทรายได้แม้แต่เม็ดเดียว หากเจ้าเผลอพลั้งปากล่วงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อการสอบระดับท้องถิ่นของเจ้าในปีนี้ได้นะ" เมื่อใกล้จะถึงสถานีม้าเร็วทางทิศเหนือของเมือง ซูทงก็เอ่ยเตือนเสิ่นซีด้วยความหวังดี
(เชิงอรรถผู้แปล: ในดวงตาไม่อาจเจือปนทรายได้แม้แต่เม็ดเดียว (眼睛里揉不得沙子) สำนวนหมายถึง เป็นคนที่เคร่งครัด ซื่อตรงอย่างมาก ไม่ยอมทนต่อสิ่งผิดปกติ ความอยุติธรรม หรือการทุจริตใด ๆ ทั้งสิ้น)
การไปคารวะหลิวปิ่งในครั้งนี้ดำเนินไปอย่างลับ ๆ ทว่าพวกเขาจะไม่มีการมอบของกำนัลหรือติดสินบนใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกครหาว่าติดสินบนผู้คุมสอบ
ทว่าหากการเข้าคารวะในครั้งนี้สำเร็จลุล่วง วันข้างหน้าเมื่อทั้งสามคนสามารถสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้สำเร็จ ของขวัญที่สมควรมอบให้ก็ยังต้องหาทางพลิกแพลงมอบให้อยู่ดี นี่ก็เป็นกฎที่ไม่ได้ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรของแวดวงขุนนางเช่นกัน ในเมื่อเจ้ามาขอร้องให้คนช่วยทำงานให้ ตอนแรกอาจจะยังไม่ต้องมอบของกำนัลเพื่อหลีกเลี่ยงขี้ปากชาวบ้าน ทว่าเมื่อธุระสำเร็จลุล่วง มารยาทที่พึงมีก็ห้ามขาดตกบกพร่องเด็ดขาด มิเช่นนั้นในภายหลังอาจจะถูกแก้แค้นเอาได้
เมื่อไปถึงสถานีม้าเร็วของทางการ ซูทงก็ยื่นเทียบเชิญเข้าไป จากนั้นทั้งสามคนก็ยืนรออยู่ด้านนอก
จวนจะพลบค่ำ ภายนอกสถานีม้าเร็วของทางการไม่มีผู้คนสัญจรไปมา ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าการทำเช่นนี้ไม่ค่อยเหมาะสมเอาเสียเลย ต่อให้การเข้าคารวะในวันนี้จะไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น ทว่าหากเขาสามารถสอบผ่านการสอบระดับท้องถิ่นจนได้เป็นซิ่วไฉขึ้นมาจริง ๆ ผู้อื่นก็จะต้องคิดไปในทางอกุศล ว่าเขาได้เป็นซิ่วไฉเพราะติดสินบนผู้คุมสอบเป็นแน่
จะว่าไปแล้ว อีกหลายปีให้หลัง ถังหยินที่จะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อสอบจิ้นซื่อ ก็ต้องมาตกม้าตายเพราะเรื่องการสนิทสนมกับผู้คุมสอบมากเกินไปมิใช่หรือ?
เมื่อเสิ่นซีเห็นว่าผู้รับแขกยังคงไม่ออกมาเสียที จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า "พี่ซู พี่เจิ้ง ข้าดูแล้ววันนี้ใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาคงจะมีงานราชการรัดตัว พวกเราล่วงหน้ากลับไปก่อน วันหลังค่อยมาคารวะใหม่ดีหรือไม่ขอรับ?"
ทว่าซูทงกลับหัวเราะร่วน "น้องเสิ่น เหตุใดเจ้าถึงได้หัวโบราณเช่นนี้เล่า หากสามารถพบหน้าใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาได้ ย่อมเป็นผลดีต่อการสอบของพวกเราทั้งสามคนอย่างมหาศาล มีประโยชน์ยิ่งกว่าการที่เจ้ากลับไปอ่านหนังสืออีกหลายหน้านัก เหตุใดถึงไม่อดทนรออีกสักหน่อยเล่า?"
ภายในใจของเสิ่นซีเต้นระรัวราวกับตีกลอง หากหลิวปิ่งยินยอมให้เข้าพบ ป่านนี้ก็คงจะส่งคนออกมาส่งข่าวแล้ว การที่รั้งรอไม่ยอมพบหน้าเสียที นั่นก็แสดงให้เห็นว่าหลิวปิ่งไม่อยากจะแปดเปื้อนกับธรรมเนียมอันเสื่อมทรามของแวดวงขุนนางเหล่านี้ต่างหากเล่า
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ผู้รับแขกถึงได้เดินออกมาจากด้านใน พร้อมกับรายงานว่าผู้ตรวจการการศึกษาหลิวไม่ได้อยู่ข้างใน
"ผู้ตรวจการการศึกษาหลิวเพิ่งจะกลับมาถึงสถานีม้าเร็ว หรือว่าออกไปอีกแล้วหรือ?" เจิ้งเชียนมองหน้าซูทงกับเสิ่นซีด้วยความงุนงงไม่เข้าใจ
เสิ่นซีทอดถอนใจแผ่วเบา ผู้รับแขกผู้นี้เข้าไปตั้งนานกว่าจะเดินออกมาบอกว่าคนไม่อยู่ เห็นได้ชัดว่าหลิวปิ่งไม่อยากพบหน้าผู้คน หากยามนี้ยังคงหน้าหนารั้งอยู่ต่อ ก็รังแต่จะทำให้ตนเองต้องอับอายขายหน้าเปล่า ๆ
ทั้งสามคนจึงทำได้เพียงเดินทางกลับไปด้วยความผิดหวัง
ระหว่างทางเดินกลับ ซูทงก็ถามไถ่ถึงการเตรียมตัวสอบของเสิ่นซีในช่วงนี้ เสิ่นซีส่ายหน้าพลางเอ่ย "ข้าอ่านตำรามากเกินไปจนสมองเริ่มสับสนมึนงงไปหมดแล้ว จำเนื้อหาคัมภีร์และบันทึกประวัติศาสตร์เหล่านั้นแทบไม่ได้เลยขอรับ"
ซูทงหัวเราะร่วน "ก็บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าให้น้องเสิ่นออกมาเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง เจ้าดูข้ากับพี่เจิ้งสิ พวกเราออกไปมาหาสู่กันอยู่เป็นประจำ หากเจ้ามีโอกาส ก็ควรออกมาเดินเล่นกับพวกเราบ้างนะ เจ้าวางใจเถิด วันข้างหน้าข้าจะไปขอร้องให้ใต้เท้าเจ้าเมืองช่วยเป็นธุระให้อีกแรง ครั้งหน้าย่อมต้องได้พบใต้เท้าหลิวตัวเป็น ๆ อย่างแน่นอน"
เสิ่นซีไม่ได้กล่าวอันใดอีก เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อก็กำลังรอคอยด้วยความร้อนใจ เมื่อพวกนางได้รับรู้สถานการณ์จริงจากปากของเสิ่นซี ฮุ่ยเหนียงก็ขมวดคิ้วมุ่น นางสัมผัสได้ว่าสถานการณ์อาจจะไม่สู้ดีนัก
"ท่านแม่ น้าซุน ความรู้สึกที่พวกท่านปรารถนาให้ข้าสอบได้เป็นซิ่วไฉนั้น ข้าเข้าใจดีขอรับ ทว่าการไปคารวะผู้คุมสอบถึงที่เช่นนี้ ต่อให้ข้าสอบได้เป็นซิ่วไฉ ผู้อื่นก็จะต้องคอยนินทาชี้หน้าด่าทอลับหลัง พวกเขาจะครหาว่าข้าไม่ได้สอบผ่านด้วยความรู้ความสามารถที่แท้จริง อีกทั้งการกระทำเช่นนี้ยังอาจไปกระตุกหนวดเสือทำให้ใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาเกิดความรังเกียจ ต่อให้เดิมทีข้าสอบผ่าน ก็อาจจะถูกลบชื่อทิ้งได้นะขอรับ"
โจวซื่อด่ากราด "ไอ้เด็กเหม็น! ผู้อื่นต่างก็พากันไปเข้าพบใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษากันทั้งนั้น หากเจ้าไม่ไปก็เท่ากับเสียเปรียบไม่ใช่หรือ? ช่างเห็นความหวังดีเป็นตับปอดลาเสียจริง!"
(เชิงอรรถผู้แปล: เห็นความหวังดีเป็นตับปอดลา (好心当成驴肝肺) สำนวนเปรียบเปรยถึงการมองข้ามหรือเข้าใจผิดในเจตนาดีของผู้อื่น กลับมองว่าเป็นเจตนาร้าย)
ฮุ่ยเหนียงรีบดึงแขนโจวซื่อไว้ พลางเอ่ย "พี่สาว อย่าเพิ่งดุด่าเสี่ยวหลางเลยเจ้าค่ะ เรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะน้องพิจารณาได้ไม่รอบคอบเอง แม้ว่าทุก ๆ ปีจะมีผู้เข้าสอบไปคารวะผู้คุมสอบ ซ้ำผู้คุมสอบยังคอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าสอบเหล่านี้ก็ตาม ทว่าบางทีใต้เท้าหลิวผู้นี้ อาจจะไม่โปรดปรานธรรมเนียมเช่นนี้ก็เป็นได้ หากเรื่องนี้กลายมาเป็นอุปสรรคต่อการสอบของเสี่ยวหลางจริง ๆ นั่นย่อมเป็นความผิดบาปอันใหญ่หลวงของน้องแล้ว"
บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงฉายแวววิตกกังวล ด้วยประสบการณ์ในการใช้ชีวิตของนาง ย่อมมองออกทะลุปรุโปร่งว่าการไปเข้าคารวะของเสิ่นซีในครานี้จะต้องไปเจอตอชิ้นใหญ่เข้าเป็นแน่ ทว่าในยามนี้นางก็สุดจะหาหนทางแก้ไขได้ ทำได้เพียงหวังว่าใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาจะเป็นผู้ใหญ่ไม่ถือสาผู้น้อย ไม่เก็บเอาเรื่องนี้มาใส่ใจ
หลังจากนั้น เมื่อซูทงและเจิ้งเชียนเดินทางไปคารวะหลิวปิ่งอีกครั้ง ฮุ่ยเหนียงก็ไม่ได้คะยั้นคะยอให้เสิ่นซีติดตามไปด้วยอีก สองวันต่อมา หลิวปิ่งก็เดินทางออกจากเมืองถิงโจว ขึ้นเหนือไปยังเมืองเซ่าอู่เพื่อตรวจตราสนามสอบต่อไป
ฮุ่ยเหนียงสืบทราบข่าวคราวบางอย่างมาจากทางที่ว่าการ ซึ่งช่วยให้นางรู้สึกเบาใจลงได้บ้าง... ด้วยความช่วยเหลือของอันหรู่เซิงผู้เป็นเจ้าเมือง ซูทงและเจิ้งเชียนจึงมีโอกาสได้เข้าพบหลิวปิ่งก่อนที่เขาจะออกเดินทาง ซึ่งดูเหมือนว่าหลิวปิ่งจะค่อนข้างชื่นชมในตัวบัณฑิตหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ทั้งสองคนนี้อยู่ไม่น้อย
การที่เสิ่นซีไม่ได้ติดตามไปขอเข้าพบในครั้งที่สอง ประกอบกับท่าทีของหลิวปิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นคนที่พูดคุยง่าย ท้ายที่สุดแล้วก็ทำให้ฮุ่ยเหนียงพรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
"ก็บอกแล้วว่าให้ไอ้เด็กคนนี้ไป ทว่าเขาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมไปเสียอย่างนั้น เอาล่ะสิ ยามนี้ใต้เท้าผู้ตรวจการการศึกษาก็เดินทางไปแล้ว แม้แต่โอกาสจะสร้างความประทับใจดี ๆ ไว้ก็ยังไม่มีเลย" โจวซื่อรู้สึกนึกเสียใจอยู่บ้าง อันที่จริงหลังจากได้ฟังคำพูดเหล่านั้นของเสิ่นซี นางก็เกิดความหวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ จึงไม่กล้าดึงดันบังคับให้เสิ่นซีตามไปอีก
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะร่วน "ไม่มีเรื่องอันใดก็ดีแล้ว เสี่ยวหลางนั้นมีความรู้ความสามารถที่แท้จริง เขาสามารถอาศัยความสามารถของตนเองไปสอบแสวงหาความก้าวหน้าในเส้นทางขุนนางได้"
โจวซื่อเพียงแค่ยิ้มรับ ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ
พอตกบ่าย อาศัยจังหวะที่โจวซื่อกำลังวุ่นอยู่กับการดูแลเด็ก ฮุ่ยเหนียงก็เดินเข้ามาหาเสิ่นซีด้วยสีหน้ารู้สึกผิดพลางเอ่ย "เสี่ยวหลาง ต้องโทษที่น้าพิจารณาเรื่องนี้ได้ไม่รอบคอบ หากเรื่องนี้ทำให้เจ้าต้องหมดโอกาสก้าวหน้าในการเรียน ต่อให้น้าตายก็คงชดใช้ความผิดนี้ไม่หมด เจ้าคงไม่โกรธเคืองน้าใช่หรือไม่?"
เสิ่นซีเอ่ยปลอบใจ "น้าซุน ที่ท่านทำไปทั้งหมดก็ล้วนทำเพื่อข้าทั้งนั้น ข้าจะไปกล่าวโทษท่านได้อย่างไรกันขอรับ?"
"เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี... น้าเกรงว่าพอลับหลังไปแล้วเจ้าจะโกรธเกลียดน้า คิดว่าน้าเป็นคนชอบแส่ไม่เข้าเรื่องเสียอีก"
ฮุ่ยเหนียงลูบหน้าอกแผ่วเบา น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว "น้าคิดทบทวนดูแล้ว หากเจ้าต้องมาเสียอนาคตการเรียนเพราะเรื่องนี้จริง ๆ ต่อให้น้าต้องทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดที่มี น้าก็จะไปซื้อตำแหน่งเจี้ยนเซิงกลับมาให้เจ้า จะไม่ยอมให้เจ้าพลาดโอกาสในการสอบเป็นจวี่เหรินและจิ้นซื่ออย่างเด็ดขาด"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นซีก็ทำได้เพียงหัวเราะแห้ง ๆ ออกมา
ในช่วงกลางราชวงศ์หมิง เนื่องจากการทำสงครามกับเผ่าวาลา ตำแหน่งเจี้ยนเซิงจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสืบทอดบรรดาศักดิ์จากบุพการี หรือการคัดเลือกจากท้องถิ่นอีกต่อไป ทว่าสามารถใช้เงินทองเพื่อซื้อหาตำแหน่งมาได้เช่นกัน
ขอเพียงมีสถานะเป็นเจี้ยนเซิง ย่อมสามารถเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลได้เช่นเดียวกัน
แม้ว่าเสิ่นซีจะไม่ล่วงรู้ว่าตำแหน่งเจี้ยนเซิงหนึ่งตำแหน่งนั้นมีมูลค่าสักเท่าใด ทว่าก็พอจะคาดเดาได้ว่าอย่างต่ำ ๆ ก็คงหลายร้อยก้วน หรือหากมากหน่อยก็อาจจะทะลุหลักพันก้วน นั่นก็หมายความว่า ความพยายามอย่างหนักหน่วงของเสิ่นซีในยามนี้ แท้จริงแล้วสามารถใช้เงินทองแลกเปลี่ยนมาได้อย่างสมบูรณ์ การได้เป็นซิ่วไฉคนหนึ่ง ซึ่งเทียบเท่ากับความเพียรพยายามบากบั่นร่ำเรียนอยู่ริมหน้าต่างอันหนาวเหน็บนานนับสิบปีของปัญญาชน ก็สามารถเทียบเท่ากับการบริจาคเงินเพียงไม่กี่ร้อยตำลึงเพื่อแลกกับสถานะเจี้ยนเซิงได้เช่นกัน