- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 262 ชัยชนะอย่างงดงาม
ตอนที่ 262 ชัยชนะอย่างงดงาม
ตอนที่ 262 ชัยชนะอย่างงดงาม
ในระบบการฟ้องร้องคดีความของราชวงศ์หมิง จะใช้รูปแบบการร้องเรียนตามลำดับขั้นเพื่อไปสู่การตัดสินชี้ขาดในท้ายที่สุด
ตามหลักการแล้ว หากราษฎรมีข้อพิพาทกัน อันดับแรกจะต้องให้หลี่เจี่ยเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย หากเป็นในตัวเมืองก็จะเป็นหน้าที่ของฝางเจี่ย ส่วนพื้นที่ชานเมืองก็จะเป็นหน้าที่ของเซียงเจี่ยในการไกล่เกลี่ยประนีประนอม
(เชิงอรรถผู้แปล:
หลี่เจี่ย (里甲) แม้จะเป็นชื่อระบบการปกครองท้องถิ่นของราชวงศ์หมิง ทว่าในบริบทนี้ใช้เรียกแทนตัวบุคคล หมายถึงกลุ่มผู้นำชุมชนหรือหัวหน้าหมู่บ้านที่มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
ฝางเจี่ย (坊甲) ผู้นำชุมชนหรือหัวหน้าเขตแขวงที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตเมือง
เซียงเจี่ย (厢甲) ผู้นำชุมชนหรือหัวหน้าเขตแขวงที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตชานเมืองเขตนอกกำแพงเมือง)
หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ ถึงจะสามารถใช้รูปแบบการฟ้องร้องทางปกครอง ยื่นฟ้องต่อที่ว่าการอำเภอได้
อีกทั้งราชวงศ์หมิงยังไม่มีระบบการพิจารณาคดีสองศาลเป็นที่สิ้นสุด ขอเพียงฝ่ายที่แพ้คดีรู้สึกว่าคำตัดสินนั้นไม่เป็นธรรม ก็สามารถ "อุทธรณ์" ร้องเรียนตามลำดับขั้นขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ตามหลักเหตุผลแล้ว คดีความสามารถส่งไปถึงเบื้องบน ให้ฮ่องเต้เป็นผู้ตัดสินชี้ขาดได้
ทว่าคดีความของราษฎรส่วนใหญ่มักจะจบลงในขั้นตอนการไกล่เกลี่ย พวกที่ไปถึงขั้นขึ้นที่ว่าการนั้นถือเป็นส่วนน้อย เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการถูกปรักปรำในคดีอุกฉกรรจ์ หรือคนในครอบครัวถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต รวมถึงถูกขุนนางกังฉินกดขี่ข่มเหงในชนบท ผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรมถึงจะตื๊อไม่ปล่อย
ในสมัยของจักรพรรดิหมิงไท่จู่ มีราษฎรธรรมดาแห่งอำเภอฉางสูนามว่าเฉินโส่วลิ่วและพวก เนื่องจากถูกขุนนางท้องถิ่นนามว่ากู้อิงกดขี่ข่มเหง จึงบันดาลโทสะจับกู้อิงมัดไว้ แล้วทูนคัมภีร์ต้าเก้าไว้บนศีรษะ คุมตัวกู้อิงไปรับโทษถึงเมืองหนานจิง จูหยวนจางทรงออกรับและพิจารณาคดีด้วยพระองค์เอง ซ้ำยังใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการปฏิรูประบบขุนนาง ท้ายที่สุดเฉินโส่วลิ่วและพวกไม่เพียงแต่ได้รับพระราชทานรางวัลเป็นเงินตรา ทว่ายังได้รับการยกเว้นเหยาอี้ถึงสามปี
(เชิงอรรถผู้แปล:
จักรพรรดิหมิงไท่จู่ (明太祖) พระนามเดิมคือจูหยวนจาง ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิง
คัมภีร์ต้าเก้า (大诰) ประมวลกฎหมายและข้อบังคับทางอาญาที่จูหยวนจางทรงตราขึ้นอย่างเข้มงวด
เหยาอี้ (徭役) การเกณฑ์แรงงานราษฎรเพื่อทำงานให้รัฐในยุคโบราณ)
แม้ว่าตามหลักการแล้ว คดีแย่งชิงทรัพย์สมบัติในครั้งนี้ ควรจะเริ่มฟ้องร้องจากที่ว่าการอำเภอก่อน ทว่าโดยเนื้อแท้แล้ว สมาคมการค้ากับที่ว่าการเมืองก็มีสายสัมพันธ์อันดีต่อกันมาก ซ้ำร้ายอันหรู่เซิงผู้เป็นเจ้าเมือง ก็ยังหวังจะอาศัยสมาคมการค้าเพื่อกอบโกยเงินทองและสร้างผลงาน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การที่สมาคมการค้ายื่นฟ้องต่อที่ว่าการเมือง แท้จริงแล้วก็คือการใช้ทางลัด
ในยุคนี้สมัยนี้ มีเส้นสายในที่ว่าการ ทำสิ่งใดย่อมง่ายดาย ลำพังแค่เห็นแก่เงินในกระเป๋าของตนเอง อันหรู่เซิงก็ไม่มีทางล่วงเกินฮุ่ยเหนียงแล้ว ท้ายที่สุดฮุ่ยเหนียงก็มักจะส่งคนนำเงินทองไปกำนัลเพื่อเป็นค่าเบิกทางอยู่เสมอ
เมื่อเสิ่นซีอธิบายแผนการอย่างละเอียดออกมา ฮุ่ยเหนียงก็ยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง "เสี่ยวหลาง พวกเราเป็นเพียงแค่ราษฎรตัวเล็ก ๆ ที่ว่าการเมืองนั้นสูงส่งเกินเอื้อม พวกเราอย่าไปหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ร้านขายยาตระกูลหยางก็เป็นสมบัติบรรพชนของตระกูลหยาง ต่อให้สุดท้ายแล้วพวกเราจะชนะคดี ทว่าวันข้างหน้าก็ยังคงถูกชาวบ้านชี้หน้าด่าทอลับหลังอยู่ดี"
เสิ่นซีพยักหน้ารับ ในยุคสมัยนี้ เรื่องราวมากมายมิอาจแก้ไขได้ด้วยหลักกฎหมาย ทว่าต้องพึ่งพาเส้นสายน้ำใจ การปกครองด้วยคนจึงอยู่เหนือการปกครองด้วยกฎหมาย
ก็เหมือนกับคดีความในครั้งนี้ กฎหมายต้าหมิงคุ้มครองสัญญาอันชอบธรรมที่ราษฎรทำขึ้นระหว่างกันอย่างแท้จริง ทว่าเมื่อเรื่องนี้เข้าไปพัวพันกับสมบัติของบรรพชน ปัญหามากมายก็จะตามมา สิ่งที่ฮุ่ยเหนียงกังวลก็คือ เป็นอย่างที่พวกผู้เชี่ยวชาญหัวหมอเหล่านั้นบอก ไม่เพียงแต่สุดท้ายจะแพ้คดี นางอาจจะต้องถูกตัดสินลงโทษโบยอีกด้วย
ทว่าแท้จริงแล้วเสิ่นซีกลับรู้ดีว่า ในคดีที่มีการทำสัญญากันไว้ทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ทางการมักจะใช้วิธีไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน ท้ายที่สุดก็แค่สั่งให้ตระกูลหยางควักเงินออกมาเพื่อไถ่ถอนสมบัติบรรพชนคืนไป ยามนี้ปัญหาสำคัญที่สุดก็คือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า สูตรยาของโรงงานผลิตยา ไม่ใช่สูตรยาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของตระกูลหยาง
"น้าซุน ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องแพ้คดีเลยสักนิด ในคดีนี้แต่แรกเริ่มพวกเราก็อยู่ในจุดที่ไม่มีวันพ่ายแพ้อยู่แล้ว หากใช้เส้นทางของที่ว่าการเมือง กลับจะยิ่งสะดวกง่ายดายกว่า เพื่อให้ได้สูตรยาสำเร็จรูปมา ตระกูลหยางย่อมต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อกดดันพวกเรา หวังจะให้ท่านน้าพ่ายแพ้ไปเองโดยไม่ต้องออกแรงสู้ หากท่านน้ายืนกราน และมีท่าทีเด็ดเดี่ยวที่จะฟ้องร้องขึ้นไปยังที่ว่าการเมือง ทางฝั่งตระกูลหยางก็จะต้องเกิดความหวาดหวั่น และจะเป็นฝ่ายมาขอเจรจากับพวกเราเองขอรับ"
เสิ่นซีต้องการให้ฮุ่ยเหนียงแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่า 'เดิมทีข้าอยากจะให้เรื่องยุติลงด้วยดี ทว่าคนตระกูลหยางของพวกเจ้ากลับบีบคั้นกันเกินไป ข้าก็จะขอสู้ตายกับพวกเจ้าให้ถึงที่สุด'
ยามนี้ตระกูลหยางกำลังได้ทีขี่แพะไล่ หลงคิดว่าเมื่อมีกระแสสังคมคอยหนุนหลังก็จะสามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้ ถึงขั้นคิดอยากจะได้สูตรยาสำเร็จรูปมาเพื่อเสวยผลประโยชน์โดยไม่ต้องลงแรง
ขอเพียงฮุ่ยเหนียงมีท่าทีแข็งกร้าว ตระกูลหยางจะต้องร้อนรนลนลานเป็นแน่ เป็นเรื่องที่เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่า หากพูดถึงอำนาจบารมีแล้ว ตระกูลหยางจะไปเทียบเคียงฮุ่ยเหนียงที่เป็นถึงประธานสมาคมการค้าได้อย่างไร?
อีกทั้งสมาคมการค้ายังมีเส้นสายอยู่ในที่ว่าการเมือง ขอเพียงคดีความนี้เข้าไปถึงที่ว่าการเมือง ตระกูลหยางก็จะต้องแพ้คดีอย่างไม่ต้องสงสัย
วันรุ่งขึ้น ฮุ่ยเหนียงก็ทำตามคำแนะนำของเสิ่นซี นางตีฆ้องร้องป่าวไปจ้างคนมาเขียนคำฟ้องอย่างเอิกเกริก พร้อมกับประกาศก้องออกไปภายนอกว่า จะใช้เส้นสายในที่ว่าการเมืองเพื่อดำเนินการฟ้องกลับ
หากเป็นคดีความเดียวกัน ย่อมต้องได้รับการพิจารณาคดีในที่ว่าการเดียวกัน ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ ฟ้องกลับตระกูลหยางในข้อหาเห็นแก่ผลประโยชน์จนลืมคุณธรรม หลังจากหาเงินได้แล้ว ไม่เพียงแต่ใช้กำลังบีบบังคับชิงยาสำเร็จรูปจากโรงงานผลิตยาไป ทว่ายังทำผิดสัญญาโดยการติดค้างส่วนแบ่งกำไรอีกกว่าหนึ่งร้อยหกสิบตำลึง
เดิมทีผู้คนภายนอกล้วนคิดว่าในคดีนี้ ฮุ่ยเหนียงจะต้องยอมกลืนเลือดลงคอ และยอมประนีประนอมกับทางตระกูลหยางแต่โดยดีเป็นแน่ ทว่าใครจะคาดคิดว่าฮุ่ยเหนียงกลับทำสวนทางกัน ถึงขั้นทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โตไปอีกขั้น
ในยุคสมัยนี้ ผู้ใดมีท่าทีดุดันแข็งกร้าว ผู้นั้นก็คือเจ้านาย ก่อนหน้านี้กระแสสังคมล้วนเทใจสนับสนุนตระกูลหยางอย่างล้นหลาม ทว่าหลังจากเรื่องที่ฮุ่ยเหนียงจะยื่นฟ้องกลับตระกูลหยางที่ที่ว่าการเมืองถูกเปิดเผยออกไป เมื่อบวกกับการสร้างกระแสสังคมตีกลับที่เสิ่นซีวางแผนไว้ ตระกูลหยางจึงเปลี่ยนจากฝ่ายธรรมะที่พยายามทวงคืนสมบัติบรรพชน กลายเป็นคนพาลที่เห็นแก่ผลประโยชน์จนลืมคุณธรรมไปในทันที
เพียงไม่กี่วัน ภายใต้กระแสสังคมที่กดดัน ร้านขายยาตระกูลหยางก็จำต้องปิดกิจการลงชั่วคราว เพราะผู้คนที่ไปเยือนร้านขายยาตระกูลหยางในแต่ละวัน ไม่ใช่ผู้ป่วยหรือญาติมิตรที่ดิ้นรนหาหนทางเยียวยาอีกต่อไป ทว่ากลับมีผู้คนที่จงใจไปก่อกวนความวุ่นวายมากมาย ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีพวกอันธพาลที่เสิ่นซีให้ซ่งเสี่ยวเฉิงส่งไปปะปนอยู่ด้วย
เมื่อก่อนสมาคมการค้ายังไม่มีอำนาจอิทธิพลใด ๆ ในเมือง ยามถูกรังแกก็ทำได้เพียงกลืนเลือดลงคอ ทว่ายามนี้ทั้งพรรคทางน้ำและพรรคทางบกล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของสมาคมการค้า ตระกูลหยางเล็ก ๆ อย่างพวกเจ้ายังกล้ามางัดข้อกับสมาคมการค้าอีกหรือ ในเมื่อสามารถใช้หมัดคุยกับเจ้าได้ แล้วเหตุใดจะต้องไปคุยด้วยเหตุผลเล่า?
ทว่าเสิ่นซีก็กังวลว่าฮุ่ยเหนียงมีจิตใจเมตตาอารี อาจจะไม่เห็นด้วยกับการใช้วิธีสกปรกเหล่านี้ เสิ่นซีจึงทำได้เพียงแอบหารือกับซ่งเสี่ยวเฉิงอย่างลับ ๆ ให้เขาส่งคนไป อีกทั้งคนที่หามาก็ต้องแสร้งทำเป็นฝูงชนที่เกิดความโกรธแค้นและมาสนับสนุนสมาคมการค้าด้วย
ยามนี้ด้วยความช่วยเหลือของเสิ่นซี ซ่งเสี่ยวเฉิงและซวี่เหลียนจึงได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนหลังเล็กของตระกูลเสิ่นตามเดิม โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้าน อยากจะอยู่นานเท่าใดก็ได้ วันข้างหน้าหากมีบุตรชายก็ยังสามารถส่งเข้าสถานศึกษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เขาจึงรู้สึกราวกับว่าตนเองได้เลื่อนขั้นจากคนต่ำต้อยกลายเป็นผู้มีอันจะกินในชั่วพริบตา เมื่อเสิ่นซีสั่งให้เขาทำอะไร เขาจะไม่มีทางเอ่ยคำว่า "ไม่" แม้แต่ครึ่งคำ การทำงานก็เด็ดขาดไร้ข้อบกพร่อง
ในฐานะประธานสมาคมการค้า เดิมทีฮุ่ยเหนียงสามารถขับไล่ร้านขายยาตระกูลหยางออกจากสมาคมได้อย่างเปิดเผย ทว่าสำหรับเรื่องนี้ฮุ่ยเหนียงกลับใจกว้างเป็นอย่างยิ่ง 'ข้าก็แค่ไม่ไล่เจ้าไป รอดูสิว่าเจ้าจะยังมีหน้าอยู่ต่อไปได้อย่างไร'
และก็เป็นไปตามคาด ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาล ตระกูลหยางจึงจำต้องเลือกที่จะประนีประนอมอย่างเสียไม่ได้
สองสามีภรรยาหยางหลิงเหอเป็นผู้ออกหน้าด้วยตนเอง พวกเขาเดินทางมายังสมาคมการค้าเพื่อขอขมาและกล่าวคำขอโทษต่อฮุ่ยเหนียง พร้อมกับแสดงจุดยืนว่าจะไม่กล่าวถึงเรื่องการขอซื้อทรัพย์สินคืนอีก ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับรู้ดีว่า นางไม่อาจร่วมงานกับตระกูลหยางต่อไปได้อีกแล้ว ตระกูลหยางผิดคำสาบานเนรคุณคน ได้ละเมิดหลักการพื้นฐานที่สุดของพ่อค้า นั่นคือความซื่อสัตย์สุจริตและการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันไปเสียแล้ว
ผลสรุปก็คือ ฮุ่ยเหนียงไม่ได้กำไรเพิ่มมาแม้แต่แดงเดียว ตอนแรกซื้อหุ้นมาในราคาเท่าใด ยามนี้ก็ขายคืนกลับไปในราคาเท่านั้น นับแต่นี้ไป ร้านขายยาตระกูลลู่และร้านขายยาตระกูลหยางถือว่าขาดท่อนไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก ทว่าหากวันข้างหน้าร้านขายยาตระกูลหยางยังคิดจะทำกิจการยาสำเร็จรูปต่อไป พวกเขาก็ทำได้เพียงศึกษาสูตรยาเอาเอง หรือไม่ก็ต้องสั่งซื้อยาจากโรงงานผลิตยา ทว่าราคาก็จะเทียบเท่ากับราคาส่งของร้านขายยาแห่งอื่น ๆ ในเมือง โดยไม่ได้รับสิทธิพิเศษใด ๆ อีกเลย
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงประนีประนอมกันแล้ว ร้านขายยาตระกูลหยางก็ยังคงหน้าด้านหน้าทนรั้งอยู่ในสมาคมการค้าต่อไป ท้ายที่สุดแล้ว ราคาสมุนไพรที่รับมาจากสมาคมการค้าย่อมถูกกว่าช่องทางปกติตามท้องตลาดถึงเกือบสองส่วน หากถอนตัวออกจากสมาคมการค้า ต้นทุนย่อมพุ่งสูงลิ่ว ร้านขายยาตระกูลหยางก็คงทำได้เพียงรอวันปิดกิจการเท่านั้น
……
……
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่สิบสามเดือนอ้าย แม้ว่าคดีความจะถูกฟ้องร้องถึงที่ว่าการ ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่ได้มีการเปิดศาลพิจารณาคดี ทั้งสองฝ่ายได้ไกล่เกลี่ยตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย จวบจนถึงช่วงสิ้นเดือนอ้าย ปัญหาเรื่องหุ้นของร้านขายยาตระกูลหยางก็ได้รับการแก้ไขจนเสร็จสิ้นไปพร้อมกัน
แม้ดูเผิน ๆ ฮุ่ยเหนียงจะสูญเสียเงินทองไปในคดีนี้ ทว่าแท้จริงแล้วรายได้หลักของร้านขายยาตระกูลหยางล้วนมาจากการขายยาสำเร็จรูป ยามนี้ชื่อเสียงของร้านขายยาตระกูลลู่ในเมืองถิงโจวนั้นโด่งดังกว่าร้านขายยาตระกูลหยางมากนัก การที่ร้านขายยาทั้งสองแห่งยุติการร่วมมือกัน กลับส่งผลให้ผลกำไรของร้านขายยาตระกูลลู่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ยาเฉพาะทางที่ผลิตจากโรงงานผลิตยาเพื่อใช้รักษาโรคที่รักษายากเหล่านั้น มีทั้งยาที่เสิ่นซีค้นคว้ามาจากตำรับยาโบราณรวมถึงตำรับยาในยุคราชวงศ์หมิงและชิง และยังมียาที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คัดสรรมาจากตำรับยาลับที่สืบทอดกันมาในตระกูลเซี่ย ล้วนมีสรรพคุณรักษาโรคได้อย่างยอดเยี่ยม ยามนี้ได้กลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของเหล่าผู้ป่วยไปแล้ว ซ้ำยังจัดจำหน่ายไปทั่วทั้งมณฑลฝูเจี้ยนตลอดจนทั่วทุกสารทิศทางเหนือและใต้ของแม่น้ำฉางเจียง
เมื่อก่อนตอนที่ร้านขายยาตระกูลหยางขายยาสำเร็จรูป ล้วนรับสินค้าไปในราคาทุน ซึ่งเท่ากับเป็นการแย่งชิงผลกำไรไปจากโรงงานผลิตยา ทว่ายามนี้หากตระกูลหยางรับยาสำเร็จรูปเหล่านี้กลับไปขาย โรงงานผลิตยาก็จะสามารถฟันกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
แท้จริงแล้ว หลังจากสะบัดภาระอย่างร้านขายยาตระกูลหยางทิ้งไป ผลกำไรของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อกลับเพิ่มพูนขึ้นเสียด้วยซ้ำ
วันที่ยี่สิบเก้าเดือนอ้าย วิกฤตการณ์ที่ร้านขายยาตระกูลหยางก่อขึ้นได้รับการแก้ไขอย่างราบรื่น ฮุ่ยเหนียงรู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก ภายในวันนั้นนางจึงตั้งใจจัดเตรียมหม้อไฟขึ้นที่บ้านเพื่อเป็นงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ ไม่เพียงแต่โจวซื่อจะพาเสิ่นซีและหลินไต้มาด้วยเท่านั้น แม้แต่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังรั้งอยู่ร่วมด้วย นี่นับเป็นครั้งแรกหลังพ้นช่วงปีใหม่ที่สตรีและเด็กจากทั้งสามครอบครัวได้มาร่วมโต๊ะทานข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
"หม้อไฟ" ที่เสิ่นซีเคยเป็นคนเสนอให้ทำกินในตอนแรกนั้น ผ่านการปรับปรุงมาตลอดสองปี ไม่ว่าจะเป็นตัวเตาหม้อไฟ น้ำซุป หรือวัตถุดิบ ล้วนพัฒนาไปจนถึงมาตรฐานของงานเลี้ยงหม้อไฟที่แท้จริงแล้ว ฮุ่ยเหนียงไม่ใช่คนตระหนี่ถี่เหนียวขี้งก นางไม่เคยตระหนี่กับตัวเองในเรื่องอาหารการกินและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเลยแม้แต่น้อย บนโต๊ะอาหารที่บ้านของนางจึงมักจะมีเนื้อมีปลาวางอยู่เสมอ
เฉกเช่นงานเลี้ยงหม้อไฟบนโต๊ะในยามนี้ น้ำซุปคือซุปกระดูกขาวรสชาติหอมหวานที่เคี่ยวรวมกันระหว่างปลาหลีฮื้อชั้นดีและกระดูกหน้าแข้งแกะ ส่วนวัตถุดิบนั้นไม่เพียงแต่มีเนื้อแกะที่ต้มจนเปื่อยแล้วฉีกเป็นชิ้น ๆ และเนื้อไก่ที่สับเป็นท่อน ๆ เตรียมไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ทว่ายังมีเนื้อหมูสดใหม่ที่หั่นเป็นแผ่นบาง ๆ อีกด้วย ขณะที่หม้อไฟยังไม่ทันเดือดพล่าน สาวใช้และบรรดาเด็ก ๆ หลายคนก็พากันแทะกระดูกไก่จนปากมันแผล็บกันไปหมดแล้ว
"กินช้า ๆ หน่อย ไม่มีใครแย่งพวกเจ้าหรอก"
เมื่อฮุ่ยเหนียงเห็นท่าทางสวาปามดั่งหมาป่าตะกรุมตะกรามของซิ่วเอ๋อร์ ก็อดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มพลางเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
ปากก็บอกว่าไม่มีใครแย่ง ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็มีไก่เพียงตัวเดียว บนโต๊ะมีคนอยู่ตั้งมากมาย เมื่อแบ่งกันแล้วก็ตกถึงชามของแต่ละคนเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ซิ่วเอ๋อร์นั้นมีหน้าที่รับผิดชอบงานใช้แรงงานในบ้านเป็นหลัก นางกับเสี่ยวอวี้ คนหนึ่งเก่งบู๊ คนหนึ่งเก่งบุ๋น ล้วนได้รับความไว้วางใจจากฮุ่ยเหนียง ในทางกลับกัน สาวใช้อีกสามคนที่เหลือนั้น เนื่องจากทำได้เพียงช่วยงานจิปาถะเล็ก ๆ น้อย ๆ สถานะในบ้านจึงนับว่าธรรมดาทั่วไป
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ใช้ตะเกียบคีบเนื้อแกะชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากในหม้อซุป พลางเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม "หากพูดถึงหม้อไฟนี่ รสชาติดีเยี่ยมจริง ๆ ต่อให้เป็นขุนนางใหญ่โตและผู้มีอันจะกินในเมืองหลวงก็ยังไม่เคยกินเช่นนี้มาก่อน วิธีการนี้เสี่ยวหลางเป็นคนคิดขึ้นมาจริง ๆ หรือนี่?"
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะร่วน "ก็ใช่น่ะสิ เสี่ยวหลางของพวกเราฉลาดเฉลียวจะตายไป ทุกครั้งที่นึกถึง ข้าล่ะอิจฉาในวาสนาของพี่สาวเสียจริง"
โจวซื่อเบะปาก "ไอ้เด็กเหม็นนี่ วัน ๆ ไม่รู้จักเอาดีให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่รู้ว่าไปเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวพวกนี้มาจากที่ใด... ไอ้เด็กทึ่ม... พูดถึงเจ้าอยู่นะ กินให้มันมากหน่อยสิ เจ้าดูปริมาณข้าวที่เจ้ากินในแต่ละวันสิ ยังไม่เท่าที่ไต้เอ๋อร์กินเลย หากเจ้าตัวสูงขึ้นได้ก็แปลกแล้ว หรือว่าในวันข้างหน้าเจ้าอยากจะตัวเตี้ยกว่าไต้เอ๋อร์กัน?"
เสิ่นซีลอบถอนหายใจ เขาอยากจะอธิบายให้มารดาเข้าใจถึงเรื่องความตื้นลึกหนาบางของช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่แตกต่างกันระหว่างเด็กหนุ่มและเด็กสาวเสียเหลือเกิน ทว่าเมื่อคิดดูอีกที ข้าจะพูดเรื่องนี้ไปเพื่ออันใดกัน การไปต่อล้อต่อเถียงกับมารดาผู้แสนดุดันเกรี้ยวกราด ก็เท่ากับเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนหาเรื่องใส่ตัวมิใช่หรือ?
"อ้อ เข้าใจแล้วขอรับ" เสิ่นซีตอบกลับขณะที่ปากยังคงแทะเนื้อไก่อยู่
จู่ ๆ ฮุ่ยเหนียงก็เอ่ยขึ้นว่า "พี่สาว ก่อนหน้านี้ข้ามีความคิดหนึ่ง หม้อไฟของพวกเรามีแต่พวกเราที่ทำกินกันเองในบ้าน ผู้อื่นล้วนไม่เคยล่วงรู้ มิสู้พวกเราไปเปิดโรงเตี๊ยมสักแห่ง เพื่อขายหม้อไฟนี่โดยเฉพาะดีหรือไม่เจ้าคะ?"
โจวซื่อมีความกังวลอยู่บ้าง "ดีน่ะมันก็ดีอยู่หรอก เปิดโรงเตี๊ยมสักแห่ง... ทว่าพวกเราจะดูแลไหวหรือ?"
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะ "พวกเราดูแลไม่ไหว ก็จ้างคนมาดูแลแทนไม่ได้หรือเจ้าคะ? หากบิดาของน้องเซี่ยสามารถมาเป็นหลงจู๊ให้ได้ นั่นย่อมประเสริฐที่สุด เช่นนี้น้องเซี่ยก็จะสามารถแต่งงานออกเรือนได้เสียที"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รีบโบกมือเป็นพัลวัน "เหตุใดหลงจู๊ใหญ่ถึงได้เอาแต่คิดจะให้ข้าแต่งงานออกเรือนอยู่เรื่อยเลยเล่าเจ้าคะ? ยามนี้ข้าก็ใช้ชีวิตได้สุขสบายดีอยู่แล้ว คุณชายลูกผู้ดีเหล่านั้น ข้ายังไม่ชายตามองเลยด้วยซ้ำ ทว่าเรื่องที่หลงจู๊ใหญ่จะเปิดโรงเตี๊ยมขายหม้อไฟนั้น ข้าขอชูสองมือเห็นด้วยเลยเจ้าค่ะ หากเป็นไปได้ ข้าก็อยากจะขอร่วมลงทุนด้วยสักก้อน เพื่อขอร่วมถือหุ้นด้วยคน"
"เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง ในเมื่อพี่สาวและน้องเซี่ยต่างก็ไม่มีข้อขัดข้อง เช่นนั้นประเดี๋ยวข้าจะไปจัดการเตรียมการก็แล้วกัน พวกเราจะปล่อยให้ความคิดบรรเจิดของเสี่ยวหลางต้องถูกฝังกลบไปเฉย ๆ ไม่ได้"
เมื่อฮุ่ยเหนียงพูดมาถึงตรงนี้ นางก็ปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง สีหน้าแววตาแฝงไว้ด้วยเสน่ห์เย้ายวนของอิสตรีอยู่หลายส่วน