เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 261 แอบฟ้องร้อง

ตอนที่ 261 แอบฟ้องร้อง

ตอนที่ 261 แอบฟ้องร้อง


วันที่เก้าเดือนอ้าย หลังจากเสิ่นหมิงจวินพาภรรยาและบุตรกลับมาถึงตัวอำเภอหนิงฮว่าได้หกวัน ในที่สุดครอบครัวเสิ่นก็ออกเดินทางกลับไปยังเมืองถิงโจว

หนึ่งวันก่อนหน้านั้น หยางเหวินเจาถูกลุงซุน บ่าวรับใช้ของตระกูลหยางรับตัวกลับไป เพื่อเดินทางกลับเมืองถิงโจวพร้อมกับบิดามารดาของเขา

สองสามีภรรยาหยางหลิงเหอเดินทางมาพร้อมกับสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวิน ทว่ากลับไม่ได้เดินทางกลับไปด้วยกัน เสิ่นซีคาดเดาว่า การที่สองสามีภรรยาหยางหลิงเหอเดินทางกลับไปก่อนหนึ่งวัน ก็คงเพื่อเตรียมการบางอย่าง รอจนพ้นช่วงปีใหม่ที่ทางการเปิดรับคำฟ้อง พวกเขาก็คงจะไปฟ้องร้องฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ เพื่อชิงทรัพย์สมบัติของตระกูลหยางกลับคืนมาให้จงได้

แม้ว่าการกลับมาเยี่ยมตระกูลเสิ่นของสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินในครานี้จะมีเรื่องบาดหมางใจกันอยู่บ้าง ทว่าหลี่ซื่อกลับดูเหมือนจะเป็นคนลืมง่าย ตอนที่ต้องจากกัน บนใบหน้าของฮูหยินเฒ่ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม นางเป็นผู้นำคนในครอบครัวออกมาส่งถึงหน้าประตูด้วยตนเอง แม้แต่เสิ่นหย่งจั๋วที่ไม่ได้โผล่หน้ามาให้เห็นเลยตลอดหลายวัน ก็ยังปรากฏตัวอยู่ในกลุ่มคนที่มาส่งด้วย

เมื่อปีก่อน หลังจากเสิ่นหย่งจั๋วกลับมาถึงอำเภอหนิงฮว่า แล้วจู่ ๆ ก็ได้รับข่าวว่าเสิ่นซีคว้าตำแหน่งอั้นโส่วในการสอบระดับเมืองมาครองได้ เขาก็รู้สึกผิดหวังและหดหู่เป็นอย่างมาก

ในฐานะพี่ชายคนโตของเด็กรุ่นหลานตระกูลเสิ่น เดิมทีเขาคิดว่าตนเองจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้อง ๆ ได้ ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ไม่เพียงแต่จะสอบระดับเมืองไม่ผ่าน แม้แต่งานแต่งงานกับคุณหนูตระกูลหลวี่ ก็ยังถูกทางตระกูลหลวี่ขอเลื่อนออกไปอีก

เจตนาของตระกูลหลวี่ก็คือ ไม่ต้องการรบกวนการสอบแสวงหาความก้าวหน้าของเสิ่นหย่งจั๋ว จึงขอเลื่อนงานแต่งออกไปหนึ่งปี ทว่าแท้จริงแล้ว จุดประสงค์หลักก็เพื่อรอดูว่าในปีหน้าเสิ่นหย่งจั๋วจะสามารถสอบผ่านระดับเมืองได้อย่างราบรื่นหรือไม่นั่นเอง

แต่ด้วยแรงกดดันจากคำครหาของชาวบ้าน คนตระกูลหลวี่จึงไม่กล้าเอ่ยปากขอถอนหมั้นง่าย ๆ และถึงแม้เสิ่นหย่งจั๋วจะไม่ได้เรื่องได้ราว ทว่าในหมู่บัณฑิตหนุ่ม เขาก็ยังถือว่าเป็นคนที่มีความมุมานะคนหนึ่ง เสิ่นซีประเมินว่า ไม่ว่าปีนี้เสิ่นหย่งจั๋วจะสอบผ่านระดับเมืองหรือไม่ งานแต่งงานระหว่างเขากับคุณหนูตระกูลหลวี่ก็จะต้องถูกจัดขึ้นอย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว เสิ่นหย่งจั๋วก็อายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว ทางฝั่งคุณหนูตระกูลหลวี่เองก็คงไม่อาจปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปได้อีกเช่นกัน

หากเรื่องนี้พังไม่เป็นท่า ย่อมทำให้ตระกูลหลวี่ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถึงตอนนั้นหากตระกูลหลวี่คิดจะให้บุตรีแต่งเข้าครอบครัวที่ดี ก็คงเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก

ส่วนทางด้านซ่งเสี่ยวเฉิงนั้น เรียกได้ว่าฮึกเหิมลำพองใจยิ่งนัก

กลับมาอำเภอหนิงฮว่าได้เพียงไม่กี่วัน เขาไม่เพียงแต่ทาบทามสู่ขอจนสำเร็จ ทว่ายังจัดการเรื่องงานแต่งงานจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เดิมทีซ่งเสี่ยวเฉิงยังคิดจะเชิญคนตระกูลเสิ่นไปร่วมงานและเป็นพยาน ทว่าเมื่อได้ยินว่าทางครอบครัวเสิ่นมีเรื่องวุ่นวาย เขาก็เลยไม่กล้าเอ่ยปาก ทว่าเมื่อกลับไปถึงเมืองถิงโจว งานเลี้ยงขอบคุณแม่สื่ออย่างไรเขาก็ต้องจัด ถึงเวลานั้นไม่เพียงแต่ต้องเชิญครอบครัวของเสิ่นหมิงจวิน ทว่ายังต้องเชิญฮุ่ยเหนียงและบรรดาพี่น้องในพรรครถม้าของเขามาด้วย เขาตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงให้ใหญ่โตสักหน่อย

"หลงจู๊น้อย ไม่มีเรื่องอันใดใช่หรือไม่ขอรับ?"

ซ่งเสี่ยวเฉิงอาศัยจังหวะที่คนครอบครัวเสิ่นกำลังร่ำลากันอยู่ เรียกเสิ่นซีหลบไปด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เสิ่นซีปรายตามองเขาแวบหนึ่งพลางเอ่ย "พี่ลิ่วคิดว่าจะมีเรื่องอันใดหรือขอรับ?"

ซ่งเสี่ยวเฉิงรีบโบกมือเป็นพัลวัน "หลงจู๊น้อย ท่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิขอรับ ข้าเพียงแค่เป็นห่วงเรื่องในครอบครัวของท่านเท่านั้น ซวี่เหลียนบอกว่า ไม่ว่าจะขอบคุณผู้ใด ก็ต้องขอบคุณหลงจู๊น้อยของพวกเราให้จงหนัก หากกลับถึงเมืองถิงโจวแล้ว หลงจู๊น้อยช่วย..."

ที่แท้ซ่งเสี่ยวเฉิงก็มีเรื่องจะขอร้องนี่เอง

เรื่องที่ซ่งเสี่ยวเฉิงพูดถึง ก็คือปัญหาเรื่องที่พักอาศัยของเขาในวันข้างหน้า

แม้ว่ายามนี้ซ่งเสี่ยวเฉิงจะนับว่ามีความสามารถอยู่บ้าง ทว่าด้วยค่าจ้างอันน้อยนิดที่เขาหามาได้ การจะซื้อที่พักสักแห่งในเมืองถิงโจวนั้นเป็นเรื่องที่ยากเกินไป ทว่าหากจะเช่าบ้านอยู่ ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็ไม่ใช่น้อย ๆ แม้ว่าค่าจ้างของพวกเขาทั้งสองคนจะสามารถจ่ายไหว แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังรู้สึกเสียดายเงินอยู่ดี เมื่อก่อนเขากับซวี่เหลียนสามารถแยกกันพักในเรือนพักคนงานได้ ทว่ายามนี้เขาแต่งงานกับซวี่เหลียนแล้ว จะให้ไปพักรวมกับคนอื่นอีกก็ดูจะไม่งามนัก

ความหมายของซ่งเสี่ยวเฉิงก็คือ อยากให้เสิ่นซีช่วยไปพูดคุยกับสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวิน เพื่อขอให้เขาได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังเดิมของตระกูลเสิ่น หรือก็คือเรือนหลังเล็กในตรอกด้านหลังร้านขายยานั่นเอง

เสิ่นซีถาม "แล้วเหตุใดพี่ลิ่วถึงไม่ไปบอกท่านพ่อท่านแม่ของข้าด้วยตัวเองเล่าขอรับ?"

ซ่งเสี่ยวเฉิงตีหน้าเศร้าพลางเอ่ย "ก็ข้าได้ยินมาว่าครอบครัวท่านมีเรื่องวุ่นวายน่ะสิขอรับ? ซวี่เหลียนกำชับนักกำชับหนา ว่าห้ามไปรบกวนพี่ใหญ่เสิ่นกับฮูหยินเสิ่นเด็ดขาด ดังนั้นเรื่องนี้ หลงจู๊น้อยช่วยไปพูดกับหลงจู๊ใหญ่ให้ทีเถิดขอรับ"

เพิ่งจะแต่งงาน ซ่งเสี่ยวเฉิงก็เอาแต่อ้างชื่อซวี่เหลียนไม่ขาดปาก เสิ่นซีลอบขำในใจ ทว่าก็ยังพยักหน้ารับคำ "เช่นนั้นตอนข้ากลับไปถึงเมืองถิงโจว ข้าจะแอบไปพูดคุยกับน้าซุนให้เป็นการส่วนตัวก็แล้วกัน"

ซ่งเสี่ยวเฉิงมีความหลักแหลมอยู่ไม่น้อย เขาอยู่ร่วมกับเสิ่นซีมานาน อีกทั้งยังได้รับมอบหมายให้ทำ "เรื่องใหญ่" จากเสิ่นซีมาหลายเรื่อง เขาย่อมมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่า เสิ่นซีก็คือกุนซือของฮุ่ยเหนียง สำหรับฮุ่ยเหนียงแล้ว คำพูดของเสิ่นซีนั้นมีน้ำหนักยิ่งกว่าผู้ใด และนี่ก็คือสาเหตุที่เขาข้ามหน้าข้ามตาสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวิน แล้วมาขอร้องเสิ่นซีโดยตรง

...

หลังจากออกเดินทางมาได้สามวัน ในช่วงยามเย็นของวันที่สิบเอ็ดเดือนอ้าย คณะเดินทางก็มาถึงเมืองถิงโจว

เรื่องแรกที่โจวซื่อทำเมื่อกลับมาถึงเมืองถิงโจว ก็คือการไปหาฮุ่ยเหนียงเพื่อร้องห่มร้องไห้ระบายความในใจ และเพื่อไม่ให้เสิ่นหมิงจวินรับรู้ โจวซื่อจึงสั่งให้ผู้เป็นสามีรีบไปช่วยงานที่โรงพิมพ์เสียแต่เนิ่น ๆ

"...น้องสาว เจ้าลองว่ามาสิ คนครอบครัวนั้นทำกับข้าเช่นนี้ มันยุติธรรมแล้วหรือ?"

โจวซื่อแทบจะไม่เคยมีช่วงเวลาที่อ่อนแอให้เห็น ทว่าสำหรับเรื่องนี้ นางกลับรู้สึกอึดอัดคับข้องใจเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่คนที่นอนร่วมเรียงเคียงหมอนก็ยังไม่อาจเปิดอกพูดคุยด้วยได้ มีเพียงฮุ่ยเหนียงเท่านั้นที่เข้าใจความลำบากใจของนาง

ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจแผ่วเบา "ตอนแรกที่พี่สาวเลือกจะปิดบังคนในครอบครัว พี่ไม่ได้คาดคิดถึงผลลัพธ์เช่นนี้ไว้แล้วหรือเจ้าคะ? ทว่าไม่รู้จริง ๆ ว่าคนตระกูลหยางล่วงรู้เรื่องของพี่สาวมาจากที่ใดกัน?"

เสิ่นซีเคี้ยวของกินเล่นพลางเอ่ย "ข้าคิดว่า น่าจะเป็นเพราะบัญชีของโรงเงินถูกคนนอกล่วงรู้เข้าแล้วกระมัง"

โจวซื่อปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง แม้ว่าปกติแล้วนางจะดุร้ายใส่เสิ่นซี ทว่าสำหรับบุตรชายคนนี้แล้ว นางย่อมไม่มีความลับอันใดให้ต้องปิดบัง วันนั้นตอนที่หยางเสิ่นซื่อมาซักไซ้ไล่เลียงนาง หากเสิ่นซีไม่ออกหน้าช่วย นางก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะรับมือเช่นไร

ฮุ่ยเหนียงตบหน้าขาฉาดใหญ่ พลางเอ่ยด้วยความกระจ่างแจ้งแก่ใจ "ดูความสะเพร่าของน้องสิ เหตุใดถึงได้ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท? ข้าหลงคิดไปว่าบัญชีของโรงเงินจะมีเพียงผู้ถือหุ้นภายในเท่านั้นที่สามารถดูได้ คนนอกไม่มีทางล่วงรู้ ข้าจึงลงบันทึกส่วนแบ่งของพี่สาวเอาไว้ในนั้นด้วย... เป็นความผิดของน้องสาวเอง ภายหลังน้องจะนำบัญชีไปแก้ไขเสียใหม่ จะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นซ้ำสองอีกแน่นอน"

โจวซื่อทอดถอนใจ "เรื่องนี้จะไปโทษน้องสาวได้อย่างไร หากจะโทษก็ต้องโทษที่ฮูหยินเฒ่าลำเอียง หากนางไม่ยึดเพิงน้ำชาของสามีพี่คืนไปจนสุดท้ายต้องปิดกิจการลง พี่สาวก็คงไม่ต้องปิดบังนางเช่นนี้หรอก? ทว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ในเมื่อพี่ไม่ยอมรับเสียอย่าง เช่นนั้นก็ปิดบังให้ถึงที่สุดไปเลย อย่างมากเงินพวกนั้นพี่สาวก็ไม่เอาแล้ว ยกให้น้องสาวเอาไปทำทุนค้าขาย วันข้างหน้าขอแค่น้องสาวยังนึกถึงพวกเรา แบ่งข้าวให้พวกเรากินสักคำก็พอแล้ว"

เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ยินเช่นนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันที "ทำเช่นนั้นได้อย่างไรกันเจ้าคะ? ส่วนที่เป็นของพี่สาว น้องจะไม่ขอฮุบไว้เกินมาแม้แต่แดงเดียว"

พูดจบฮุ่ยเหนียงก็ปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสริม "หากมิใช่เพราะน้องได้รู้จักกับครอบครัวของพี่สาว ป่านนี้ร้านขายยาของน้องคงไม่เหลือแล้ว ซ้ำยังไม่รู้ว่าจะต้องพาลู่ซีเอ๋อร์ไปตกระกำลำบากอยู่ที่ใด ตราบใดที่พี่สาวยังไม่อยากพูด ก็ฝากเอาไว้ที่น้องนี่แหละ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต น้องก็จะเก็บรักษาเงินของพี่สาวเอาไว้ให้ดีที่สุด"

ช่างเป็นความรักความผูกพันฉันพี่น้องที่ลึกซึ้งยิ่งนัก…

เสิ่นซีมองดูอยู่ด้านข้าง พลางคิดในใจว่า มิน่าเล่าภายนอกถึงได้มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว ความสัมพันธ์ระหว่างฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อนั้นเรียกได้ว่าดีเยี่ยมจนผิดปกติเลยทีเดียว

หากเป็นสตรีชาวบ้านทั่วไป เมื่อพบเห็นสตรีม่ายก็มักจะพากันหลบเลี่ยงแทบไม่ทัน ไม่เพียงแต่เกรงว่าจะนำพาดาวหายนะหรือดวงกินสามีมาติดตนเท่านั้น ทว่าหากใกล้ชิดกันมากเกินไปก็อาจทำให้สามีของตนเกิดความระแวงสงสัยได้ ทว่าโจวซื่อกลับคบหาด้วยความจริงใจ ส่วนฮุ่ยเหนียงเองก็เป็นคนรู้คุณคนและรู้จักตอบแทน สตรีสองคนนี้ช่างดูราวกับมีวาสนาผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน

เสิ่นซีอดคิดไม่ได้ว่า 'หรือว่าชาติที่แล้วท่านแม่กับน้าซุนจะเป็นสามีภรรยากัน ทว่าสวรรค์อิจฉาริษยา จึงจงใจกลั่นแกล้งให้พวกนางมาเกิดผิดเพศในชาตินี้?'

...

วันที่สิบสามเดือนอ้าย ซึ่งเป็นวันเปิดรับคำฟ้องของที่ว่าการ ทางฝั่งตระกูลหยางก็ได้ยื่นคำฟ้องต่อที่ว่าการอำเภอ ฟ้องร้องกล่าวหาว่าฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อร่วมมือกันฮุบสมบัติบรรพชนของตระกูลหยาง ไม่เพียงแต่ไม่คิดจะใช้เงินไถ่ถอนหุ้นคืน ทว่าพวกเขากลับแว้งกัดฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ โดยอ้างว่าพวกนางร่วมมือกับพ่อค้าหน้าเลือด จงใจปั่นราคาสมุนไพรให้สูงขึ้น จนทำให้ร้านขายยาตระกูลหยางต้องล้มละลายและต้องดิ้นรนขอความช่วยเหลือ ท้ายที่สุดก็ถูกฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อฉวยโอกาสฮุบกิจการไป

ในยุคต้าหมิง วันเปิดรับคำฟ้องถูกกำหนดให้เป็นวันที่ลงท้ายด้วยเลขสาม หก และเก้าของทุกเดือน เพื่ออนุญาตให้ราษฎรยื่นคำฟ้องต่อทางการ ทว่าหากเกิดคดีอาญาร้ายแรงอย่างการฆ่าคนวางเพลิง ก็จะไม่จำกัดเฉพาะวันเปิดรับคำฟ้องเหล่านี้

เนื่องจากในช่วงต้นปี ที่ว่าการเองก็ต้องหยุดพักผ่อน วันที่สิบสามเดือนอ้ายจึงเป็นวันเปิดรับคำฟ้องวันแรกหลังจากช่วงเทศกาลปีใหม่ ผลก็คือกลับมีคดีความใหญ่อย่าง "การฮุบสมบัติบรรพชนของผู้อื่น" เกิดขึ้น ซ้ำผู้ที่ถูกฟ้องร้องยังเป็นถึงประธานสมาคมการค้าอย่างลู่ซุนซื่อ ข่าวนี้จึงสร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งเมืองถิงโจวอย่างรวดเร็ว

การที่ตระกูลหยางต้องการจะชิงสมบัติบรรพชนคืนนั้น พวกเขาได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว เดิมทีภายในร้านขายยามีผู้ดูแลบัญชีที่ฮุ่ยเหนียงจ้างมาเป็นพิเศษคอยช่วยทำบัญชี ทว่าผู้ดูแลบัญชีคนนี้กลับถูกตระกูลหยางบีบให้หมดอำนาจไปตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน พอพ้นช่วงปีใหม่ ตระกูลหยางก็ไม่ยอมให้ผู้ดูแลบัญชีคนนั้นกลับมาทำงานอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าร้านขายยาตระกูลหยางจะหาเงินได้มากน้อยเพียงใด ก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งจ่ายให้ฮุ่ยเหนียงอีกต่อไป ทว่าในช่วงปลายปี ตระกูลหยางกลับอ้างว่า "ช่วงปลายปียาสำเร็จรูปขายดี" เพื่อนำยาสำเร็จรูปจำนวนมหาศาลออกจากโรงงานผลิตยาไป

และเนื่องจากการขายยาสำเร็จรูปของตระกูลหยางมักจะเป็นการจ่ายเงินภายหลัง เท่ากับว่าฮุ่ยเหนียงถูกตระกูลหยางโกงเงินไปก้อนหนึ่งเสียแล้ว

นี่แสดงให้เห็นว่าตระกูลหยางมีเจตนาร้ายแอบแฝงมาตั้งแต่ต้น

เดิมทีบางเรื่องสามารถพูดคุยและจากกันด้วยดีได้ การที่พวกเขาขายยาสำเร็จรูปจนได้กำไรแล้วคิดอยากจะทวงสมบัติบรรพชนของตระกูลหยางคืน ย่อมถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว ซึ่งเดิมทีฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อเองก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง หากทุกคนยอมมานั่งจับเข่าคุยกันด้วยเหตุผล ด้วยฐานะความมั่งคั่งของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อยามนี้ ก็อาจจะไม่ได้เก็บเอาเงินเพียงเล็กน้อยแค่นี้มาใส่ใจนัก

ทว่ายามนี้ตระกูลหยางกลับเล่นสกปรก ลอบทำร้ายโจวซื่อต่อหน้าฮูหยินเฒ่าตระกูลเสิ่นก่อน แล้วยามนี้ยังนำเรื่องไปฟ้องร้องถึงที่ว่าการอีก ต่อให้ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อไม่อยากจะต่อกร แต่ยามนี้พวกนางก็จำต้องสู้ให้ถึงที่สุด มิเช่นนั้นผู้อื่นจะหลงเชื่อไปจริง ๆ ว่าสองพี่น้องร่วมมือกันวางแผนฮุบสมบัติบรรพชนของตระกูลหยาง

ทางฝั่งตระกูลหยางได้ว่าจ้างผู้ที่มีความเชี่ยวชาญให้เป็นผู้เขียนและยื่นคำฟ้องให้ ฮุ่ยเหนียงนั้นไม่สันทัดเรื่องราวในที่ว่าการ จึงทำได้เพียงจ้างคนมาให้คำปรึกษา

ผู้คนที่รับจ้างเขียนคำฟ้องเป็นประจำ มักจะมีเส้นสายในที่ว่าการอยู่บ้าง ตามความเห็นของคนเหล่านี้ พวกเขาเสนอให้ "เปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก เปลี่ยนเรื่องเล็กให้กลายเป็นไม่มีอะไร" ในยุคสมัยนี้ การฮุบสมบัติบรรพชนของผู้อื่นถือเป็นความผิดมหันต์ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง แม้จะไม่ถึงขั้นต้องรับโทษจำคุก ทว่าก็อาจจะถูกปรับเงินและถูกโบยตีได้

ความหมายของคนเหล่านี้ก็คือ เจ้าที่เป็นสตรีอย่างลู่ซุนซื่อ ก็เป็นผู้มีหน้ามีตา ทั้งยังไม่ได้ขัดสนเงินทองแค่นี้ อย่างมากก็แค่เจรจากับอีกฝ่าย แล้วคืนหุ้นให้พวกเขาไปก็สิ้นเรื่อง

หรือบางทีทางฝั่งตระกูลหยางอาจจะเห็นว่าทางฝั่งฮุ่ยเหนียง "ไม่เป็นต่อในด้านเหตุผล" ในวันเปิดรับคำฟ้องวันที่สิบหกเดือนอ้าย ทางตระกูลหยางจึงได้เพิ่มข้อกล่าวหาฮุ่ยเหนียงขึ้นอีกหนึ่งข้อ นั่นคือ ฮุ่ยเหนียงได้ลักลอบนำสูตรยาบรรพชนของตระกูลหยางไปใช้ในการผลิตยาสำเร็จรูป และเรียกร้องให้ฮุ่ยเหนียงยุติการละเมิดลิขสิทธิ์สูตรยาลับของบรรพชนตระกูลหยางโดยทันที ซ้ำยังต้องคืนสูตรยาให้แก่ตระกูลหยางอีกด้วย

หากบอกว่าก่อนหน้านี้ตระกูลหยางเพียงแค่ใช้แผนการที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลในการแย่งชิงสมบัติ ทว่าในเรื่องของสูตรยานั้น ตระกูลหยางได้กลายเป็นพวกหน้าด้านหน้าทนที่ใช้วิธีสกปรกอย่างสิ้นเชิงแล้ว

เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ยินเรื่องนี้ จากที่ปกติมักจะเป็นคนใจเย็น นางถึงกับโกรธจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ เรื่องราวของนิทานตงกัวเซียนเซิงกับหมาป่า ก็คงไม่ต่างอันใดไปจากเหตุการณ์นี้

(เชิงอรรถผู้แปล: นิทานตงกัวเซียนเซิงกับหมาป่า (东郭先生与狼) นิทานสุภาษิตจีน ว่าด้วยบัณฑิตตงกัวที่ช่วยเหลือหมาป่าที่กำลังถูกล่า แต่เมื่อหมาป่ารอดพ้นอันตรายกลับคิดจะกินบัณฑิตตงกัวเป็นอาหาร เปรียบเปรยถึงการทำคุณบูชาโทษ ช่วยเหลือคนเนรคุณ)

กลับเป็นเสิ่นซีเสียอีกที่ส่งสายตาให้ฮุ่ยเหนียง เป็นความนัยว่าค่อยปรึกษากันในตอนกลางคืน

ในคดีนี้ ก่อนหน้านี้ฮุ่ยเหนียงเกรงว่าจะรบกวนการเรียนของเสิ่นซี จึงไม่เคยไปขอความเห็นจากเขาเลย นางคิดว่า ในเมื่อเรื่องมันแดงออกมาแล้ว และนางก็สามารถจ้างคนอื่นมาช่วยได้ เหตุใดจึงต้องไปรบกวนเสิ่นซีด้วยเล่า? ทว่ายามนี้ปัญหากลับบานปลายใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ หากคดีความยืดเยื้อต่อไป ไม่เพียงแต่จะต้องคืนหุ้นของร้านขายยาตระกูลหยางไปให้เปล่า ๆ ทว่ายังต้องมอบสูตรยาให้ ซ้ำยังอาจต้องถูกโบยอีก นางยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้จริง ๆ

ตกกลางคืน ฮุ่ยเหนียงจงใจอ้างว่าจะรั้งอยู่ตรวจสอบบัญชีที่ร้านขายยา แท้จริงแล้วนางกำลังรอให้เสิ่นซีแอบมาหาในตอนดึก

จวบจนกระทั่งเสียงกลองยามสามดังกังวานขึ้น สรรพสิ่งรอบกายเงียบสงัด เสิ่นซีถึงได้ลอบออกมาจากบ้านของตน เนื่องจากอยู่ห่างจากร้านขายยาพอสมควร ตลอดทางเขาจึงต้องรีบจ้ำอ้าว และเมื่อบังเอิญเจอคนตีกลองบอกยามหรือทหารยามเดินลาดตระเวน เขาก็ต้องคอยหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดเพื่อรอให้พวกเขาเดินผ่านไป ในที่สุดเมื่อถึงร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงก็รอคอยด้วยความกระวนกระวายใจอย่างหนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: เสียงกลองยามสาม (三更鼓响) ยามสาม หรือ "ซานเกิง" คือช่วงเวลาประมาณ 23.00 - 01.00 น. ซึ่งเป็นช่วงกลางดึกที่เงียบสงัด)

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบน เสิ่นซีก็ปลดเสื้อคลุมตัวนอกออก ประโยคแรกที่เขาเอ่ยขึ้นก็คือ "น้าซุน ท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าคิดหาทางรับมือกับคนตระกูลหยางไว้แล้ว พวกเขาฟ้องพวกเราไม่ใช่หรือ? เราก็ฟ้องกลับเลยสิ! พวกเขาฟ้องที่ที่ว่าการอำเภอ เช่นนั้นพวกเราก็จะไปฟ้องที่ที่ว่าการเมือง! ขุนนางยศใหญ่กว่าขั้นหนึ่งย่อมใช้อำนาจกดข่มได้"

(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางยศใหญ่กว่าขั้นหนึ่งย่อมใช้อำนาจกดข่มได้ (官大一级压死人) สำนวนหมายถึงผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าเพียงเล็กน้อย ก็สามารถใช้อำนาจข่มเหงหรือกดดันผู้น้อยได้อย่างเด็ดขาด ในที่นี้คือการข้ามขั้นไปฟ้องที่ว่าการเมือง (府衙) ซึ่งมีอำนาจเหนือที่ว่าการอำเภอ (县衙))

จบบทที่ ตอนที่ 261 แอบฟ้องร้อง

คัดลอกลิงก์แล้ว