เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 260 ดูตัวและการสอบบู๊

ตอนที่ 260 ดูตัวและการสอบบู๊

ตอนที่ 260 ดูตัวและการสอบบู๊


ครอบครัวเสิ่นหมิงจวินทั้งห้าคนกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ท้ายที่สุดแล้วก็คงพักอยู่ไม่ได้นานนัก ต่อให้มีความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ้าง แต่รอจนสองสามีภรรยาพาบุตรชายและสะใภ้เลี้ยงจากไป เรื่องราวทุกอย่างก็จะจบลง

ทว่ายามนี้ปัญหาได้ลุกลามไปถึงเรื่องหุ้นของร้านขายยาตระกูลหยางแล้ว หลังจากการอาละวาดของสองสามีภรรยาหยางหลิงเหอในครานี้ สองฝ่ายก็เท่ากับฉีกหน้ากันอย่างสิ้นเชิง การจะหวังให้แก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาประนีประนอมนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

เสิ่นซีคาดเดาว่า ก้าวต่อไปอาจจะถึงขั้นต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล ตระกูลหยางยอมทุ่มสุดตัว แม้จะไม่ได้ทำกิจการยาสำเร็จรูปต่อ ก็จะต้องชิงทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุษที่เป็นของพวกเขากลับคืนมาให้จงได้

ช่วงสองสามวันถัดมา เสิ่นซีใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายยิ่งนัก

เมื่อกลับมายังสถานที่ที่คุ้นเคยอย่างอำเภอหนิงฮว่า ข้างกายก็มีหยางเหวินเจาที่ทำตัวเป็นเงาตามตัวคอยเดินตามต้อย ๆ ไม่ว่าญาติผู้น้องคนนี้จะถูกกลั่นแกล้งอย่างไร เขาก็ยังเอาแต่ยิ้มแป้นอยู่เสมอ หรือในใจของหยางเหวินเจา การได้ถูกญาติผู้พี่และพี่สะใภ้ตัวน้อยรังแก ถือเป็นเรื่องที่มีความสุขอย่างหนึ่งกระมัง เพราะปกติตอนอยู่สำนักศึกษาเสิ่นซีมักจะไม่ค่อยสนใจเขา ยามนี้ในที่สุดก็สบโอกาส เขาจึงต้องเล่นกับเสิ่นซีให้หนำใจ

ในเมื่อหยางเหวินเจาไม่รังเกียจที่จะถูกรังแก หลินไต้ก็ "ไม่เกรงใจ" แล้วเช่นกัน หลินไต้รู้ดีว่าครอบครัวของนางถูกบิดามารดาของหยางเหวินเจารังแก นางจึงตัดสินใจจะระบายแค้นแทนคนในครอบครัว โดยการใช้หมึกดำละเลงบนใบหน้าของหยางเหวินเจาจนดำปิ๊ดปี๋ ทำให้หยางเหวินเจาต้องเดินหน้าดำเข้า ๆ ออก ๆ โดยมีข้ออ้างอันไพเราะว่ากำลัง "เล่นเป็นเปาบุ้นจิ้น"

ในลานเรือนยังมีเด็กรุ่นหลานของตระกูลเสิ่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกหลายคน จึงสามารถเล่นด้วยกันได้อย่างง่ายดาย

ทว่าทางด้านเสิ่นซีนั้นไม่อาจมัวแต่ห่วงเล่นได้ การกลับมายังอำเภอหนิงฮว่า นอกจากการทบทวนตำราทุกวันแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งรอให้เขาทำ นั่นก็คือ การดูตัว

เมื่อปีก่อน การที่เสิ่นซีคว้าตำแหน่งอั้นโส่วในการสอบระดับเมืองของเมืองถิงโจวมาได้นั้น ได้สร้างความฮือฮาในอำเภอหนิงฮว่าเป็นอย่างมาก บรรดาแม่สื่อแม่ชักต่างก็เริ่มเคลื่อนไหวกันตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อน ผู้ที่เดินทางมายังตระกูลเสิ่นเพื่อทาบทามเรื่องคู่ครองให้เสิ่นซีนั้นมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

และผู้ที่บรรดาแม่สื่อแนะนำมา ล้วนเป็นคุณหนูจากตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียงในพื้นที่อำเภอหนิงฮว่าทั้งสิ้น อายุอานามมีตั้งแต่เจ็ดแปดขวบไปจนถึงสิบสามสิบสี่ปี ฐานะทางบ้านล้วนร่ำรวยมั่งคั่ง สามารถจัดเตรียมสินสอดทองหมั้นจำนวนไม่น้อย พวกเขาเพียงแค่ต้องการหมั้นหมายเอาไว้ก่อน เพื่อจับจองการแต่งงานไว้ รอจนเสิ่นซีเติบใหญ่ในวันข้างหน้าค่อยจัดพิธีแต่งงาน

ทางตระกูลเสิ่นมีบทเรียนจากเรื่องการเลื่อนงานแต่งงานของเสิ่นหย่งจั๋วกับคุณหนูตระกูลหลวี่มาแล้ว หลี่ซื่อจึงมีท่าทีระมัดระวังในเรื่องการแต่งงานของเสิ่นซีเป็นอย่างมาก

ข้ออ้างที่หลี่ซื่อเคยใช้ก่อนหน้านี้ก็คือ เด็กยังเล็กยังไม่รู้ความ อีกทั้งยามนี้เพิ่งจะสอบผ่านระดับเมืองเท่านั้น ยังไม่ได้มีวุฒิขุนนางใด ๆ รอให้เด็กกลับมาในวันข้างหน้าค่อยมาปรึกษาหารือกันใหม่... ทว่าบรรดาแม่สื่อเหล่านั้นรอไม่ไหว หากในวันข้างหน้าเสิ่นซีสอบได้เป็นซิ่วไฉ กลายเป็นใต้เท้าจวี่เหริน หรือถึงขั้นสอบได้จิ้นซื่อจริง เขาจะยังชายตามองสตรีในสถานที่เล็ก ๆ อย่างอำเภอหนิงฮว่าอีกหรือ?

ยามนี้ถือโอกาสที่เสิ่นซีกลับมาเยี่ยมญาติ ประกอบกับบิดามารดาของเสิ่นซีก็กลับมาด้วย ซ้ำยังเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ทุกบ้านล้วนมีเวลาว่างมากที่สุด บรรดาแม่สื่อจึงแห่แหนกันมาจนแทบจะเหยียบธรณีประตูจวนตระกูลเสิ่นพัง

แตกต่างจากการทำหน้าที่แม่สื่อให้ผู้ใหญ่ หากเป็นเด็กสาวที่อายุมากหน่อยราวสิบห้าสิบหกปี แต่ละครอบครัวก็มักจะเก็บซ่อนบุตรีไว้ในเรือนเป็นอย่างดี ต่อให้จะมีการทาบทามสู่ขอ ก็ทำได้เพียงจ้างคนวาดภาพเหมือน แล้วให้แม่สื่อนำภาพวาดนั้นไปใช้ในการเจรจา ทว่าทางด้านเสิ่นซีนั้นเป็นเพียงการหมั้นหมาย เด็กบางคนอายุเพิ่งจะเจ็ดแปดขวบ ก็ถูกครอบครัวจัดการให้เตรียมตัวแต่งงานกับเสิ่นซีในวันข้างหน้าเสียแล้ว จึงไม่ต้องเก็บซ่อนตัวอันใด หากคนตระกูลเสิ่นต้องการเจอหน้า ก็สามารถส่งเกี้ยวหลังเล็กไปรับตัวมาให้ดูตัวได้ทุกเมื่อ

คำพูดของแม่สื่อนั้นช่างลื่นไหลพลิกแพลงได้สารพัด หากอายุมากกว่าหน่อย ก็มีข้อดีของคนอายุมาก ภรรยาอายุมากกว่าสามปีดุจกอดก้อนทองคำ รู้จักรักและทะนุถนอมสามี หากอายุน้อย ก็มีข้อดีของคนอายุน้อย แม่หนูน้อยอ่อนเยาว์ผุดผ่อง ว่านอนสอนง่าย น่ารักน่าเอ็นดู จะไม่ไปเจ๊าะแจ๊ะกวนใจยามสามีร่ำเรียนตำรา สามีสามารถปราบให้อยู่หมัดได้ เท้าใหญ่ก็มีข้อดีของเท้าใหญ่ เท้าใหญ่เดินเหินมั่นคง วันข้างหน้าสามารถช่วยทำงานบ้านได้มาก เท้าเล็กก็มีข้อดีของเท้าเล็ก สามีชอบหยอกล้อจับเล่น ไม่หนีออกไปคบชู้สู่ชายนอกบ้าน คอยอยู่ปรนนิบัติสามีและให้กำเนิดบุตรอยู่แต่ในห้องหอ

(เชิงอรรถผู้แปล: ภรรยาอายุมากกว่าสามปีดุจกอดก้อนทองคำ (女大三抱金砖) สำนวนเปรียบเปรยถึงการที่บุรุษแต่งงานกับสตรีที่อายุมากกว่าตนสามปี จะนำพาความโชคดีและร่ำรวยมาให้ เพราะสตรีวัยนี้จะมีความเป็นผู้ใหญ่ รู้จักดูแลปรนนิบัติสามีและจัดการเรื่องในครอบครัวได้ดี)

ยิ่งไปกว่านั้น คุณชายเจ็ดตระกูลเสิ่นในวันข้างหน้าจะต้องได้เป็นขุนนางใหญ่โต ภรรยาก็อาจจะได้เป็นถึงฮูหยินตราตั้ง จะต้องออกมาทำงานงก ๆ ได้อย่างไร?

(เชิงอรรถผู้แปล: ฮูหยินตราตั้ง (诰命夫人) บรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานแก่ภรรยาหรือมารดาของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีความดีความชอบ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของสตรีในยุคโบราณ)

เด็กหญิงหน้าตาดีก็มีข้อดีของคนหน้าตาดี สามีมองแล้วเจริญหูเจริญตา วันข้างหน้าไม่ต้องไปรับอนุภรรยาก็มีสตรีรูปงามอยู่คู่บ้าน; เด็กหญิงหน้าตาขี้เหร่หน่อยก็มีข้อดีของคนขี้เหร่ แต่งภรรยาต้องแต่งสตรีผู้มีคุณธรรม หากภรรยารูปโฉมด้อยไปสักนิด ก็จะไม่ทำให้สามีลุ่มหลงในกามารมณ์จนเสียการเรียน เด็กหญิงเมื่อโตขึ้นย่อมแปรเปลี่ยนไปสิบแปดประการ วันข้างหน้าก็ยังสามารถเติบโตเป็นสาวงามได้ หากวันข้างหน้าสามีมีอำนาจวาสนา ค่อยรับอนุภรรยารูปงามเพิ่มอีกสักสองสามคนก็ย่อมได้…

ไม่ว่าจะเป็นคำพูดอันใด เมื่อออกจากปากแม่สื่อแล้ว ล้วนกลายเป็นคำพูดที่ฟังดูดีไปเสียหมด

หลี่ซื่อให้การต้อนรับบรรดาแม่สื่ออย่างกระตือรือร้น นางดูภาพเหมือนไปหลายภาพ ซ้ำยังนำมาพูดคุยกับโจวซื่ออีกด้วย

โจวซื่อยังคงมีปมในใจเรื่องที่ถูกหยางเสิ่นซื่อตำหนิ นางจึงตอบรับหลี่ซื่อแบบส่งเดชขอไปที นางมักจะเอาเรื่อง "ไอ้เด็กทึ่มมีภรรยาอยู่แล้ว" มาอ้างเสมอ ทว่าทุกครั้งที่นางพูดเรื่องนี้ ก็มักจะถูกฮูหยินเฒ่าต่อว่ากลับมาว่า "ก็แค่สะใภ้เลี้ยงคนหนึ่ง ซ้ำยังไม่มีหัวนอนปลายเท้าอันใด หากชีหลางชอบ วันข้างหน้าก็ให้นางเป็นอนุภรรยาเสียสิ"

หลินไต้ไม่มีทางคาดคิดเลยว่า ตำแหน่ง "ภรรยาหลวง" ของนางจะถูกฮูหยินเฒ่าลดขั้นให้กลายเป็น "อนุภรรยา" ในชั่วพริบตา แม่หนูน้อยรู้สึกอึดอัดคับข้องใจยิ่งนัก โดยเฉพาะในวัยที่นางเริ่มรู้ความแล้ว ทว่าต่อให้เป็นโจวซื่อก็ยังไม่กล้าโต้เถียงกับฮูหยินเฒ่า แล้วประสาอะไรกับเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีสถานะใด ๆ ในตระกูลเสิ่นอย่างนางเล่า

หลินไต้เองก็มีวิกฤตการณ์ระแวดระวังตัวเช่นกัน ช่วงไม่กี่วันที่กลับมานี้ ไม่ว่าเสิ่นซีจะเดินไปที่ใด นางก็จะคอยเดินตามต้อย ๆ ไปด้วยเสมอ

เมื่อก่อนต่อให้หลินไต้จะได้นอนร่วมเตียงเดียวกับเสิ่นซี นางก็จะหันหลังให้ ทว่าการกลับมาตระกูลเสิ่นแล้วต้องนอนร่วมเตียงกันในครานี้ ก่อนนอนนางจะคอยจ้องมองเสิ่นซีอยู่เสมอ จวบจนกระทั่งหนังตาหนักอึ้งทนไม่ไหวถึงจะยอมหลับตาลง และเมื่อหลับสนิท นางก็จะขยับตัวเข้าไปซุกในอ้อมอกของเสิ่นซีอย่างเป็นธรรมชาติ

หลินไต้เป็นเด็กสาวที่ขาดความรู้สึกปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีนางควรจะเป็นเด็กที่ใสซื่อบริสุทธิ์ มีบิดามารดาและพี่ชายคอยทะนุถนอม นางสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไร้กังวล ซ้ำอาจจะมีชีวิตวัยเด็กที่สดใสกว่าลู่ซีเอ๋อร์ด้วยซ้ำ ทว่าน่าเสียดายที่ครอบครัวต้องมาประสบกับเหตุการณ์พลิกผัน ทำให้นางได้ลิ้มรสความยากลำบากของโลกใบนี้ นางจึงมีเล่ห์เหลี่ยมบางอย่างที่ไม่ควรมีในเด็กวัยเดียวกัน

ทว่าเสิ่นซีก็สัมผัสได้ถึงความพึ่งพิงอันแสนบริสุทธิ์ใจที่หลินไต้มีต่อเขา ในใจของหลินไต้ เสิ่นซีไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนเล่นในวัยเด็ก แต่ยังเป็นอาจารย์ที่ดีที่สุด เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เป็นสามีของนางในวันข้างหน้า และเป็นครอบครัวที่สนิทสนมที่สุดของนาง

...

ในช่วงหลายวันนี้ เสิ่นซียังได้ไปพบกับหวังหลิงจือสหายเก่าของเขาด้วย

ไม่ได้พบกันเพียงหนึ่งปี เมื่อเสิ่นซีได้พบกับหวังหลิงจืออีกครั้ง เขาก็ถึงกับต้องแหงนหน้ามองเสียแล้ว

ความสูงของเจ้าเด็กคนนี้พุ่งพรวดอย่างรวดเร็วเกินไป ไม่เพียงแต่ร่างกายจะกำยำล่ำสัน แต่พละกำลังก็มหาศาลเช่นกัน ยามตวัดแส้ม้าก็เกิดเสียงลมพัดขวับ ๆ ดุดันน่าเกรงขาม บนบ่ายังแบกกระบองเหล็กเล่มหนาหนักเพื่อใช้แทนกระบี่ในการฝึกฝนอีกด้วย

"ศิษย์พี่ ท่านดูข้าสิ... เก่งกาจหรือไม่?"

ทันทีที่หวังหลิงจือพบหน้าเสิ่นซี เรื่องแรกที่เขาทำก็คือรายงานผลการฝึกฝนวิทยายุทธ์ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาให้เสิ่นซีฟัง กระบองเหล็กท่อนยักษ์ถูกหวังหลิงจือใช้เป็นทั้งกระบี่หนักและใช้เป็นกระบองสั้น ท่าทางการร่ายรำนั้นทำเอาเสิ่นซีถึงกับร้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ

ช่างเป็นอัจฉริยะด้านการฝึกยุทธ์โดยแท้!

หลังจากร่ายรำจบไปหนึ่งกระบวนท่า สีหน้าของหวังหลิงจือกลับเรียบเฉยเป็นปกติ

เสิ่นซีทำหน้ามุ่ย พลางปรบมือเบา ๆ แล้วเอ่ยถาม "วัน ๆ เจ้าไม่มีเรื่องอื่นให้ทำ เอาแต่ฝึกวิทยายุทธ์อย่างเดียวเลยหรือ?"

หวังหลิงจือสะบัดศีรษะตอบ "ก็ต้องเป็นเช่นนั้นสิ มิฉะนั้นจะให้ข้าทำอันใดเล่า? เมื่อปีก่อนท่านพ่อยังเอาแต่บีบบังคับให้ข้าอ่านตำราอยู่เลย ทว่าหลังจากนั้นข้าก็บอกท่านว่า ศิษย์พี่สนับสนุนให้ข้าไปสอบอู่จวี่ เพื่อชิงตำแหน่งจอหงวนบู๊ ท่านพ่อเพียงแค่หัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วจากนั้นก็ไม่เคยเข้ามาจู้จี้เรื่องการเรียนของข้าอีกเลย เฮะ ๆ ศิษย์พี่ ท่านนี่ช่างเก่งกาจจริง ๆ ข้าหยิบยกคำพูดของท่านมาอ้างประโยคเดียว ก็ทำให้ท่านพ่อเลิกยุ่งกับข้าได้แล้ว"

(เชิงอรรถผู้แปล: 

อู่จวี่ (武举) การสอบคัดเลือกขุนนางฝ่ายบู๊

จอหงวนบู๊ (武状元) ผู้สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบคัดเลือกขุนนางฝ่ายบู๊หน้าพระพักตร์ฮ่องเต้)

เสิ่นซีคิดในใจว่า 'นี่มันตรรกะประหลาดล้ำอันใดกันเนี่ย' หรือบางทีหวังชางเนี่ยผู้เป็นบิดาของหวังหลิงจือ อาจจะแค่คิดว่าในเมื่อบุตรชายไม่ได้มีหัวทางด้านบุ๋น เช่นนั้นก็ให้ฝึกบู๊ไปเสียเลย การสอบอู่จวี่ก็ถือเป็นทางออกอย่างหนึ่ง แม้ว่าราชวงศ์หมิงจะเชิดชูบุ๋นกดข่มบู๊ ทว่าอย่างน้อยหากสอบผ่านอู่จวี่ก็ยังสามารถเข้ารับราชการเป็นขุนนางได้ ถือเป็นเส้นทางแห่งความก้าวหน้าเส้นทางหนึ่งเช่นกัน

"ศิษย์พี่ ท่านให้ข้าไปหัดขี่ม้า เฮะ ช่างง่ายดายยิ่งนัก ข้าใช้เวลาเรียนไม่ถึงครึ่งเดือนก็เป็นแล้ว ยามนี้ข้ากำลังฝึกวิธีตวัดดาบง้าวบนหลังม้า ท่านช่วยชี้แนะข้าเพิ่มอีกสักหน่อยเถิด?"

เสิ่นซีรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ไม่ต้องหรอก ข้าเองก็ยังขี่ม้าไม่เป็นเลย"

หวังหลิงจือประหลาดใจยิ่งนัก "หา? ศิษย์พี่ขี่ม้าไม่เป็นหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร ศิษย์พี่เก่งกาจถึงเพียงนี้ สมควรจะต้องเชี่ยวชาญทั้งการขี่ม้ายิงธนู กระบี่ ทวน ง้าว และทวนวงเดือนสิ หรือว่าท่านอาจารย์ไม่เคยเคี่ยวเข็ญให้ศิษย์พี่ฝึกฝนให้มากงั้นหรือ?"

เสิ่นซีไม่คาดคิดเลยว่าหวังหลิงจือจะถลำลึกกับเรื่องนี้จนถอนตัวไม่ขึ้นถึงเพียงนี้

เรื่องท่านอาจารย์หรือวิทยายุทธ์อะไรนั่น เป็นเพียงเรื่องที่เสิ่นซีปั้นน้ำเป็นตัวแต่งขึ้นมามั่ว ๆ ในวัยเด็ก จุดประสงค์ก็เพื่อให้หวังหลิงจือยอมเป็นลูกน้องที่ว่านอนสอนง่ายของเขา และถือโอกาสหลอกให้เจ้าตัว "แอบขโมย" พู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกออกมาให้ตนด้วย นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว หวังหลิงจือก็ยังคงปักใจเชื่อเรื่องท่านอาจารย์ที่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาแม้แต่ครั้งเดียวอย่างสนิทใจ

เสิ่นซีเอ่ยว่า "ศิษย์น้องเอ๋ย เจ้าดูนะ... หากเจ้าอยากจะสอบอู่จวี่ เจ้าก็ต้องเข้าใจก่อนว่าการสอบอู่จวี่คือสิ่งใด มีแค่พละกำลังมหาศาลนั้นยังไม่พอ การขี่ม้ายิงธนูก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือเจ้าจะต้องเรียนรู้เช่อลวี่ มิเช่นนั้น เจ้าจะไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะเข้าร่วมการสอบขี่ม้ายิงธนูด้วยซ้ำ"

(เชิงอรรถผู้แปล: เช่อลวี่ (策略) กลยุทธ์ / นโยบายการทหาร ในบริบทการสอบหมายถึงการเขียนตอบข้อสอบภาคทฤษฎีว่าด้วยกลยุทธ์การศึกและนโยบายทางการทหาร)

หวังหลิงจือขมวดคิ้วแน่น "คำพูดของศิษย์พี่ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก อะไรคือเช่อลวี่หรือ?"

"ก็คือกลศึกทฤษฎีการรบอย่างไรเล่า เจ้าเคยได้ยินเรื่องกลยุทธ์สามสิบหกประการหรือไม่?" เสิ่นซีเอ่ยถาม

(เชิงอรรถผู้แปล: กลยุทธ์สามสิบหกประการ (三十六计) ตำราพิชัยสงครามที่รวบรวมสุดยอดกลยุทธ์การรบของจีนโบราณ)

หวังหลิงจือส่ายหน้าอย่างซื่อสัตย์

"แล้วตำราลิ่วเทาเล่า?"

(เชิงอรรถผู้แปล: ตำราลิ่วเทา (六韬) หรือ หกกลยุทธ์ หนึ่งในเจ็ดตำราพิชัยสงครามที่สำคัญที่สุดของจีนโบราณ เชื่อกันว่าเขียนโดยเจียงจื่อหยา)

หวังหลิงจือยังคงส่ายหน้าต่อไป

เสิ่นซีทอดถอนใจ "การสอบอู่จวี่ จุดประสงค์ก็เพื่อมุ่งสู่การเป็นแม่ทัพบัญชาการรบในสมรภูมิ เพื่อรับใช้ชาติบ้านเมือง ยามสองกองทัพเผชิญหน้ากัน ไม่อาจอาศัยเพียงพละกำลังมาตัดสินแพ้ชนะได้ หากสงครามเป็นเพียงการวัดว่าฝ่ายใดมีคนมากกว่า หรือฝ่ายใดมีพละกำลังมากกว่า เช่นนั้นก็สู้จับคนมางัดข้อกันทีละคนไปเลยไม่ดีกว่าหรือ แล้วจะมีแม่ทัพไปเพื่ออันใดกัน?"

"หน้าที่ของแม่ทัพ ก็คือการวางกำลังทัพบัญชาการรบ ควบคุมสั่งการทัพม้านับหมื่นให้เป็นไปตามแผนการ ดังนั้นผู้ที่จะเป็นแม่ทัพจึงต้องแตกฉานในกลยุทธ์ ต้องเข้าใจค่ายกลและกระบวนทัพรูปแบบต่าง ๆ ในสมรภูมิ แท้จริงแล้ว... มันก็คือการบังคับให้เจ้าต้องตั้งใจร่ำเรียนตำรานั่นแหละ"

ตั้งแต่การก่อตั้งราชวงศ์หมิง การสอบอู่จวี่ก็มีมาโดยตลอด จวบจนกระทั่งรัชศกเทียนซุ่นปีที่แปด จักรพรรดิหมิงอิงจง ได้ทรงบัญญัติกฎหมายการสอบอู่จวี่ขึ้นอย่างเป็นทางการ มีใจความว่า: 'การคัดเลือกขุนนางฝ่ายบู๊ทั่วหล้า ให้เสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้ โดยให้กรมกลาโหมร่วมกับแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังรักษาเมืองหลวง จัดการสอบกลยุทธ์ขึ้นภายในจวนแม่ทัพ และจัดการสอบขี่ม้ายิงธนูขึ้นที่ลานฝึกลานทัพ ผู้ใดสามารถเขียนตอบกลยุทธ์ได้สองข้อ ยิงธนูบนหลังม้าเข้าเป้าสี่ดอกขึ้นไป และยิงธนูภาคพื้นดินเข้าเป้าสองดอกขึ้นไป หากเป็นขุนนางให้เลื่อนขั้นจากตำแหน่งเดิมขึ้นอีกสองระดับ; หากเป็นทหารกองธงหรือทายาทสายรองให้แต่งตั้งเป็นเจิ้นฝู่ประจำกองกำลัง; หากเป็นราษฎรทั่วไปให้แต่งตั้งเป็นนายทะเบียนประจำกองกำลังเว่ย รับเบี้ยหวัดข้าวสารเดือนละสามตั้น ผู้ใดตอบกลยุทธ์ได้สองข้อ ยิงธนูบนหลังม้าเข้าเป้าสองดอกขึ้นไป และยิงธนูภาคพื้นดินเข้าเป้าหนึ่งดอกขึ้นไป หากเป็นขุนนางให้เลื่อนขั้นขึ้นหนึ่งระดับ หากเป็นทหารกองธงหรือทายาทสายรองให้ประทานหมวกและสายรัดเอว หากเป็นนายกองธงหรือราษฎรทั่วไปให้แต่งตั้งเป็นผู้ช่วยนายทะเบียนประจำกองกำลังเว่ย รับเบี้ยหวัดข้าวสารเดือนละสองตั้น'

ในรัชศกเฉิงฮว่าปีที่หกแห่งสมัยจักรพรรดิหมิงเสี้ยนจง มีการจัดการสอบระดับเมืองหลวงฝ่ายบู๊ขึ้น โดยมีผู้สอบผ่านได้เป็นจิ้นซื่อฝ่ายบู๊จำนวนหกคน ได้แก่ หลิวเหลียง, หลู่กว่าง และคนอื่น ๆ ซึ่งหลิวเหลียงถือเป็นจอหงวนบู๊คนแรก ต่อมาในรัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ ตามคำกราบทูลเสนอแนะของขันทีวั่งจือ จึงได้ยึดรูปแบบการสอบฝ่ายบุ๋นเป็นบรรทัดฐาน โดยจัดให้มีการสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) และการสอบระดับเมืองหลวง (ฮุ่ยซื่อ) สำหรับฝ่ายบู๊ขึ้นอย่างเป็นระบบ

(เชิงอรรถผู้แปล: จักรพรรดิหมิงเสี้ยนจง (明宪宗) ฮ่องเต้องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์หมิง บิดาของจักรพรรดิหงจื้อองค์ปัจจุบัน)

ครั้นถึงรัชศกหงจื้อปีที่หก มีกำหนดให้จัดสอบฝ่ายบู๊ขึ้นในทุก ๆ หกปี โดยจัดสอบภาคทฤษฎีกลยุทธ์ก่อน แล้วจึงค่อยสอบขี่ม้ายิงธนูตามทีหลัง หากผู้ใดสอบภาคทฤษฎีไม่ผ่าน ก็จะไม่อนุญาตให้เข้าร่วมการสอบขี่ม้ายิงธนู ภายหลังจึงได้ปรับเปลี่ยนเป็นจัดสอบในทุก ๆ สามปี เนื้อหาการสอบหลัก ๆ คือการยิงธนูทั้งบนหลังม้าและภาคพื้นดิน ควบคู่กับการสอบข้อเขียนกลยุทธ์การทหาร

หวังหลิงจือโยนกระบองเหล็กทิ้งลงพื้นดังเคร้ง พลางโอดครวญ "ศิษย์พี่ ท่านหลอกลวงข้าเกินไปแล้วกระมัง? เมื่อก่อนท่านเคยบอกข้าว่าการสอบอู่จวี่ขอแค่วิทยายุทธ์ล้ำเลิศก็พอแล้วมิใช่หรือ เหตุใดยามนี้ถึงต้องให้อ่านตำราด้วยเล่า? นี่... นี่มันจงใจกลั่นแกล้งข้าชัด ๆ!"

เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ศิษย์น้องอย่าเพิ่งหงุดหงิดร้อนใจไปเลย กลยุทธ์ที่ใช้สอบอู่จวี่นั้น แตกต่างจากตำราที่ปัญญาชนทั่วไปร่ำเรียนกัน ภายในสองสามวันนี้ ข้าจะนำตำราพิชัยสงคราม... เอ้อ คัมภีร์วิทยายุทธ์ลับที่ข้ารู้ทั้งหมดเขียนออกมาให้เจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเคล็ดวิชาที่ท่านอาจารย์สืบทอดมาให้ หากเจ้าเรียนรู้จนแตกฉานแล้ว วันข้างหน้าเจ้าจะไม่ใช่ยอดฝีมือที่หนึ่งสู้สิบอีกต่อไป ทว่าจะเป็นถึงขั้นหนึ่งสู้หมื่นเลยทีเดียว"

ดวงตาของหวังหลิงจือเบิกโพลงจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า "ร้ายกาจถึงเพียงนั้นเชียว?"

เสิ่นซีเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางภาคภูมิใจ "แน่นอนอยู่แล้ว มีคำกล่าวไว้ว่า ทหารเลวพันนายหาได้ง่ายดาย แม่ทัพยอดฝีมือหนึ่งคนหาได้ยากยิ่ง แม่ทัพที่เก่งกาจยามอยู่ในสมรภูมิก็เปรียบดั่งเทพเจ้าจุติ ผู้คนทั้งปวงล้วนหมอบกราบราบคาบ ต่อให้เป็นฮ่องเต้ผู้สูงส่งเหนือผู้คน เมื่อเผชิญหน้ากับแม่ทัพใหญ่เยี่ยงนี้ก็ยังต้องต้อนรับขับสู้ด้วยความเกรงใจ เจ้าว่าร้ายกาจหรือไม่เล่า?"

หวังหลิงจือส่งเสียงหัวเราะแหะ ๆ อย่างซื่อบื้อ ราวกับว่ายามนี้ตนเองได้หลุดเข้าไปอยู่ในภาพอนาคตอันสวยหรูที่เสิ่นซีวาดฝันไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

"ร้ายกาจ ร้ายกาจยิ่งนัก! ศิษย์พี่ เช่นนั้นท่านรีบนำ... คัมภีร์ลับที่ท่านอาจารย์สืบทอดให้ท่าน ถ่ายทอดให้ข้าเร็วเข้าเถิด"

เสิ่นซีลอบคิดในใจ 'นอกจากเรื่องวิทยายุทธ์แล้ว เจ้าเด็กนี่ก็ดูเหมือนจะไม่สนเรื่องอื่นเลยจริง ๆ หากข้าบอกว่าเป็นตำราพิชัยสงคราม เขาจะต้องไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนเป็นแน่ ทว่าหากข้าบอกว่าเป็นคัมภีร์วิทยายุทธ์ลับแล้วล่ะก็ รับรองว่าเจ้าเด็กนี่จะต้องเรียนรู้ได้ไวกว่าผู้ใดเป็นแน่'

เสิ่นซีพยักหน้ารับ "ตกลง ไปหยิบกระดาษกับพู่กันมาสิ ยามนี้ข้าจะเขียนให้เจ้าก่อนสักสองสามบท บทแรกมีชื่อว่า... พิชัยสงครามซุนวู..."

(เชิงอรรถผู้แปล: พิชัยสงครามซุนวู (孙子兵法) ตำราพิชัยสงครามของซุนวูที่โด่งดังและเก่าแก่ที่สุดของจีน)

จบบทที่ ตอนที่ 260 ดูตัวและการสอบบู๊

คัดลอกลิงก์แล้ว