เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 259 ปฏิเสธหัวชนฝา

ตอนที่ 259 ปฏิเสธหัวชนฝา

ตอนที่ 259 ปฏิเสธหัวชนฝา


หยางเสิ่นซื่อโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เป็นความจริงที่ข่าวลือไร้สาระข้างนอกมีไม่น้อย ซ้ำยังไม่เป็นความจริงสักนิด อย่างเช่นเรื่องของเสิ่นหมิงจวินกับฮุ่ยเหนียง หยางเสิ่นซื่อรู้จักน้องชายคนนี้ดี เขาจะมีความสามารถปีนเกลียวไปคว้าสตรีเก่งกาจอย่างฮุ่ยเหนียงได้อย่างไร?

หากข่าวลือภายนอกเป็นเรื่องจริง นั่นคงเป็นดั่งดอกไม้สดปักบนกองมูลโคอย่างแท้จริง!

(เชิงอรรถผู้แปล: ดอกไม้สดปักบนกองมูลโค (一朵鲜花插在牛粪上) สำนวนเปรียบเปรยถึงสตรีรูปงามที่ต้องมาลงเอยกับบุรุษที่ต่ำต้อยหรือไร้ความสามารถ)

ทว่าสำหรับเรื่องที่โจวซื่อมีหุ้นส่วนในกิจการหลายแห่งของฮุ่ยเหนียงในครั้งนี้นางกลับมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่ให้ข่าวกับนางล้วนยืนยันหนักแน่น ซ้ำยังไม่ได้มีแค่คนสองคน ทว่าทุกคนล้วนเป็นสมาชิกจากหอผู้อาวุโสของสมาคมการค้าทั้งสิ้น

“ไอ้เด็กเหม็น เจ้าเป็นคนแซ่เสิ่นหรือแซ่อะไรกันแน่? ข้าผู้เป็นอาหาใช่คนที่ชอบหาเรื่องเสียเมื่อไหร่...”

หยางเสิ่นซื่อรู้ดีว่ายามนี้สถานะของเสิ่นซีในตระกูลเสิ่นไม่เหมือนแต่ก่อน หลานชายตัวน้อยสอบผ่านการสอบระดับเมืองมาแล้ว ปีหน้าก็จะต้องเข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่น ในสายตาของฮูหยินเฒ่า เขาคือว่าที่ใต้เท้าจวี่เหรินในอนาคต ยามนี้แม้เสิ่นซีซึ่งเป็นเพียงเด็กน้อยจะออกหน้าพูดจาแทรกผู้ใหญ่ ฮูหยินเฒ่าก็ยังเอาแต่นั่งนิ่งเงียบไม่เอ่ยปากห้ามปราม

“ข้ามีหลักฐานนะเจ้าคะ! นังผู้หญิงคนนี้ ทุก ๆ ปีได้รับส่วนแบ่งเงินจากมือฮูหยินลู่ไม่ต่ำกว่าพันตำลึง ทว่ากลับนำเงินมาจุนเจือที่บ้านเพียงแค่ร้อยสองร้อยตำลึงเท่านั้น นางเอาเงินไปแอบซื้อจวนเอง... ท่านแม่ ท่านลองถามนางดูสิเจ้าคะ ว่ามีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”

หลี่ซื่อขมวดคิ้วแน่น จ้องมองลูกสะใภ้พลางเอ่ยถามเสียงขรึม “เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?”

โจวซื่ออาจจะปฏิเสธหัวชนฝาเรื่องมีหุ้นในกิจการของฮุ่ยเหนียงได้ ทว่าเรื่องที่ครอบครัวเสิ่นซื้อจวนในตัวเมืองนั้นไม่อาจปิดบังได้มิด ท้ายที่สุดแล้วทั้งครอบครัวก็เพิ่งจะย้ายเข้าจวนใหม่ไปเมื่อช่วงก่อนปีใหม่ เสิ่นหมิงจวินเองก็รู้เรื่องนี้ดี และเขาก็ไม่เคยมีความลับกับหลี่ซื่ออยู่แล้ว

ภายใต้สถานการณ์อันจนใจ โจวซื่อทำได้เพียงพยักหน้าพลางหลั่งน้ำตา ทว่าในจังหวะที่หลี่ซื่อกำลังรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงและเตรียมจะบันดาลโทสะนั้นเอง เสิ่นซีก็รีบเอ่ยแก้ต่างทันควัน “ท่านย่า จวนหลังนั้นน้าซุนเป็นคนซื้อให้ครอบครัวเราขอรับ นางยังบอกอีกว่า ต้องรอให้ในวันข้างหน้าข้าสอบได้เป็นซิ่วไฉเสียก่อน ถึงจะโอนจวนหลังนั้นมาเป็นชื่อของหลาน เพื่อเป็นของขวัญแสดงความยินดีที่หลานสอบผ่านขอรับ”

เวลานี้หยางเสิ่นซื่อรู้สึกราวกับกำชัยชนะไว้ในมือแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซี นางก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะหยันอีกครา “ไอ้เด็กทึ่ม ฮูหยินลู่ผู้นั้นเป็นแม่ค้าที่ปราดเปรื่องเฉียบขาด ในสมาคมการค้าถือเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดพูดคำไหนคำนั้น มีเหตุผลอันใดที่นางจะต้องมอบจวนให้ครอบครัวเจ้าให้เปล่าด้วยเล่า? จวนที่พวกเจ้าอาศัยอยู่ ข้าไปสืบถามมาแล้ว ต่อให้ปีนี้จะถูกน้ำท่วม ทว่าก็ยังมีมูลค่าถึงสามร้อยกว่าตำลึง เมื่อรวมกับค่าซ่อมแซมและซื้อของตกแต่งเข้าไป อย่างไรเสียก็ต้องตกราว ๆ สี่ห้าร้อยตำลึง ฮูหยินลู่จะใจดีมอบให้พวกเจ้าให้เปล่าอย่างนั้นหรือ?”

เสิ่นซีโต้กลับ “เช่นนั้นท่านอาหญิง ข้ากลับมีเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจ ในเมื่อท่านก็พูดเองว่าฮูหยินลู่เป็นแม่ค้าที่ปราดเปรื่องเฉียบขาด ตอนแรกที่ท่านแม่ของข้าตัวคนเดียวไร้ที่พึ่งระหกระเหินไปที่ตัวอำเภอ ก็เป็นเพียงแค่ลูกจ้างคอยช่วยฮูหยินลู่ขายยาอยู่หน้าโต๊ะบัญชีเท่านั้น ยามที่นางขยายกิจการ ทำการค้ารายใหญ่เหล่านั้น มีเหตุผลอันใดที่นางจะต้องแบ่งสัดส่วนหุ้นให้ท่านแม่ของข้าอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ เพื่อให้พวกเราได้รับผลประโยชน์ด้วยเล่าขอรับ?”

ต่อให้หยางเสิ่นซื่อจะเตรียมตัวมาดีเพียงใด ต่อให้นางจะมีฝีปากกล้า วาทศิลป์เป็นเลิศ ทว่าเมื่อเจอคำถามนี้เข้าไปก็ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออกเช่นกัน

นี่คือปมปัญหาหลักของเรื่องทั้งหมดนี้

ตอนที่หยางเสิ่นซื่อได้ยินว่าโจวซื่อมีหุ้นอยู่ในกิจการของฮุ่ยเหนียงในคราแรก นางเองก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินเป็นคนซื่อสัตย์หัวอ่อนเพียงใด นางย่อมรู้ดีที่สุด ทั้งสองคนล้วนไม่มีความสามารถอันใด ซ้ำยังไม่มีฝีมือช่าง แม้แต่ตัวอักษรก็ยังอ่านไม่ออกสักตัว ฮุ่ยเหนียงที่เป็นถึงสตรีเก่งกาจเพียงนั้น จะยอมปันเงินทองที่ตกถึงมือแล้วออกไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?

นางไม่ล่วงรู้เลยว่า ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ฮุ่ยเหนียงผงาดขึ้นมาได้ ล้วนเป็นเพราะเสิ่นซีช่วยปลูกฝีดาษวัวให้ หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งโรงพิมพ์ โรงเงิน หรือโรงงานผลิตยา ล้วนทำตามคำชี้แนะของเสิ่นซี โดยมีสองพี่น้องฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อร่วมมือกันก่อร่างสร้างขึ้นมา เพียงแต่ฮุ่ยเหนียงมักจะเป็นผู้ออกหน้าเสมอ ประกอบกับนางมีความสามารถโดดเด่น จึงทำให้ผู้คนต่างพากันคิดว่านางคือหลงจู๊ใหญ่ที่แท้จริง

ใบหน้าของหยางเสิ่นซื่อแดงก่ำด้วยความโกรธ นางไม่คาดคิดเลยว่าเสิ่นซีจะรับมือได้ยากเย็นถึงเพียงนี้ นางลอบคิดในใจว่า ‘พวกที่เรียนหนังสือมานี่มันต่างกันจริง ๆ ไอ้เด็กคนนี้อายุมากกว่าลูกชายข้าเพียงนิดเดียวแท้ ๆ เหตุใดถึงได้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้เล่า?’

หยางเสิ่นซื่อเอ่ยเสียงเย็น “เช่นนั้นเจ้าจะอธิบายเรื่องที่ฮูหยินลู่ตั้งใจจะมอบจวนให้ครอบครัวเจ้าว่าอย่างไร?”

เสิ่นซีอธิบายต่อ “ท่านอาหญิง หลานก็บอกไปแล้วว่า จวนหลังนั้นน้าซุนไม่ได้มอบให้ครอบครัวเรา แต่ตั้งใจมอบให้ข้าต่างหาก สามีของน้าซุนด่วนจากไปตั้งแต่หลายปีก่อน ยามนี้นางมีเพียงบุตรีอยู่เคียงข้าง และเนื่องจากทรัพย์สินของนางล้วนอยู่ในชื่อของบุตรี นางจึงไม่อาจแต่งงานใหม่เพื่อมีบุตรได้อีก น้าซุนอยากรับข้าเป็นบุตรบุญธรรมมาตั้งนานแล้ว เรื่องนี้ท่านพ่อข้าก็รับรู้ด้วย หากท่านย่ากับท่านอาหญิงไม่เชื่อ ก็ลองถามท่านพ่อดูสิขอรับ”

เมื่อเสิ่นหมิงจวินได้ยินคำพูดนี้ เขาก็รีบก้าวออกมายืนยัน “ท่านแม่ ท่านพี่ เรื่องนี้เป็นความจริงขอรับ ฮูหยินลู่อยากรับชีหลางเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนแล้ว ตอนนั้นเหอเอ๋อร์ยังเคยมาปรึกษาข้า ข้าเองก็ตอบตกลงไปแล้ว เพียงแต่คุณหนูของตระกูลลู่ไม่ค่อยยินยอม เรื่องนี้จึงต้องถูกพับเก็บไว้ก่อน ตอนนั้นพวกเราตกลงกันไว้ว่า รอให้เด็ก ๆ โตขึ้นอีกนิด ค่อยจัดพิธีรับมารดาบุญธรรมให้เป็นเรื่องเป็นราวขอรับ”

เนื่องจากเสิ่นหมิงจวินทำงานเป็นบ่าวรับใช้ในจวนตระกูลหวังมาโดยตลอด ดังนั้นต่อให้ยามนี้เขาจะกลายเป็นหลงจู๊ใหญ่ของโรงพิมพ์แล้ว แต่เขาก็ยังคงเคารพเทิดทูนฮุ่ยเหนียงประหนึ่งนายหญิงของตนอยู่ดี แม้แต่สรรพนามที่ใช้เรียกขานลู่ซีเอ๋อร์ก็ยังเรียกว่า “คุณหนู” ในตอนแรกหลี่ซื่อแอบคิดว่า ฮูหยินลู่ผู้นั้นคิดจะแบ่งสัดส่วนหุ้นของร้านค้าให้ครอบครัวข้า หรือว่านางจะนึกพิศวาสลูกชายข้ากันแน่? ทว่ายามนี้เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ลูกชายใช้เรียกขานคนตระกูลลู่อย่างให้ความเคารพถึงเพียงนี้ นั่นก็แสดงว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดอยู่ภายนอก ล้วนปั้นน้ำเป็นตัวทั้งสิ้น

หลี่ซื่อพยักหน้ารับ “ในจดหมายที่เจ้าเคยจ้างคนเขียนส่งกลับมาเมื่อก่อน ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ตอนนั้นข้าเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร”

หยางเสิ่นซื่อร้องอย่างร้อนใจ “ท่านแม่ ท่านเชื่อคำพูดเหลวไหลของสองสามีภรรยาคู่นี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

ในตอนแรกเป้าหมายที่หยางเสิ่นซื่อตั้งใจจะโจมตีมีเพียงโจวซื่อเท่านั้น ด้วยความที่นางคิดว่าตนเองรู้จักเสิ่นหมิงจวินดี นางจึงเชื่อว่าน้องชายจะต้องยืนอยู่ข้างผลประโยชน์ของตระกูลเสิ่นมากกว่า ทว่ายามนี้นางเริ่มรู้สึกแล้วว่าสถานการณ์พลิกผัน ไม่เพียงแต่เสิ่นหมิงจวินจะออกรับแทนภรรยา แม้แต่เสิ่นซีก็ยังออกโรงหนุนหลังมารดาของตน ครอบครัวสามพ่อแม่ลูกนี้ฟั่นเป็นเชือกเกลียวเดียวกันเหนียวแน่นเสียเหลือเกิน นางได้แต่ลอบคิดในใจว่า นังผู้หญิงคนนี้เอายาเสน่ห์อันใดให้สองพ่อลูกคู่นี้กินกันแน่?

น้ำเสียงและคำเรียกขานที่นางใช้จึงเปลี่ยนจาก “นังผู้หญิงคนนี้” มาเป็น “สองสามีภรรยาคู่นี้” แทน

หลี่ซื่อโกรธจนเบิกตากว้าง “หากไม่เชื่อสองผัวเมียนั่นแล้วจะให้ข้าไปเชื่อใคร? หากอยากให้ข้าเชื่อเจ้า เจ้าก็เอาหลักฐานออกมาสิ แค่ได้ยินข่าวลือโคมลอยจากข้างนอก เจ้าก็กลับมายุยงตะแคงรั่วให้คนในครอบครัวบาดหมางกันแล้วหรือ? ต่อให้สะใภ้คนเล็กจะหาเงินอยู่ข้างนอกได้จริงแล้วมันจะทำไม? นางหามาได้ก็ยังรู้จักจุนเจือครอบครัว แล้วเจ้าเล่า เป็นลูกสาวที่แต่งออกเรือนไปแล้ว ยังไม่คิดจะทำให้ข้าสบายใจขึ้นมาบ้างเลยหรือ?”

หยางเสิ่นซื่อบังเกิดความขัดเคืองใจขึ้นมา ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากโต้แย้ง หยางหลิงเหอที่เงียบมาตลอดก็ก้าวออกมากระตุกแขนเสื้อภรรยาเบา ๆ เพื่อห้ามปรามไม่ให้นางพูดต่อ

หยางหลิงเหอประสานมือคารวะพลางเอ่ย “ท่านแม่ ลูกเขยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ยังต้องไปเยี่ยมเยียนสหายเก่าที่อำเภอหนิงฮว่าอีกหลายคน คงต้องพาภรรยาไปที่นั่นก่อน เกรงว่าอาจจะล่าช้าจนดึกดื่น คืนนี้ลูกเขยขอตัวไปพักที่โรงเตี๊ยมก่อนนะขอรับ ส่วนเหวินเจาขอฝากไว้ที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ลูกเขยค่อยมารับเขากลับ”

หลี่ซื่อมีหรือจะฟังไม่ออกว่า ที่ลูกเขยพูดเช่นนี้เป็นเพราะสองสามีภรรยารู้สึกคับแค้นใจ จึงไม่อยากพักค้างแรมที่บ้าน? ทว่านางเองก็รู้สึกว่าสถานการณ์ในยามนี้ตึงเครียดจนต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย การแยกย้ายกันไปสงบสติอารมณ์ก่อนก็ถือเป็นเรื่องดี นางจึงพยักหน้ารับทันที “เอาเถอะ อย่าลืมรีบมารับเหวินเจาแต่เนิ่น ๆ ล่ะ... ข้าเองก็ไม่ได้เห็นหน้าหลานตามาเสียนาน ถือโอกาสนี้ข้าจะได้พูดคุยกับเขาสักหน่อย”

หลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเดินไปส่งสองสามีภรรยาหยางหลิงเหอที่หน้าประตู ปล่อยให้พวกเขาเดินจากไปเอง

รอจนคนเดินลับสายตาไปแล้ว หลี่ซื่อถึงค่อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบประโลมว่า "สะใภ้คนเล็กเอ๋ย เลิกร้องห่มร้องไห้ได้แล้ว ยามนี้พี่สามีของเจ้าก็กลับไปแล้ว ลองบอกแม่มาตามตรงสิว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงหรือไม่?"

เห็นได้ชัดว่าหลี่ซื่องัดกลยุทธ์ใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งมาใช้

ก่อนหน้านี้หยางเสิ่นซื่อเล่นบทบีบบังคับอย่างแข็งกร้าว เมื่อครู่หลี่ซื่อก็เพิ่งจะเอ่ยไปว่า ‘ต่อให้สะใภ้คนเล็กจะหาเงินอยู่ข้างนอกได้จริงแล้วมันจะทำไม’ ทว่ายามนี้กลับมาเล่นละครอีกฉาก เห็นได้ชัดว่ากำลังใช้น้ำเย็นเข้าลูบเพื่อหลอกถามความจริงจากโจวซื่อ

โจวซื่อเองก็ดูเหมือนจะรู้ทันเจตนานี้ นางเช็ดน้ำตา สูดจมูกสะอื้นไห้คราหนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยวว่า "แม้แต่ท่านแม่ก็ยังไม่เชื่อใจลูกสะใภ้หรือเจ้าคะ?"

หลี่ซื่อถึงกับอึ้งจนตอบไม่ถูกไปชั่วขณะ

เสิ่นซีลอบชมในใจ 'ประโยคย้อนถามของท่านแม่ประโยคนี้ ช่างใช้ได้งดงามยิ่งนัก!'

ตั้งแต่ต้นจนจบ มารดาของเขายังไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธเลยสักคำว่านางไม่ได้แอบซุกซ่อนเงินไว้ คำพูดโต้แย้งเหล่านั้นหากไม่ได้ออกมาจากปากเขาผู้เป็นลูกชาย ก็เป็นบิดาที่คอยตอบแทนให้ ล้วนไม่ได้หลุดออกมาจากปากของมารดาเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่แรกเริ่ม มารดาก็เอาแต่ทำสีหน้าราวกับผู้ถูกปรักปรำแล้วร้องห่มร้องไห้ชวนให้น่าเวทนา ซึ่งท่าทีเช่นนี้ก็ทำให้หลี่ซื่อเกิดใจอ่อนขึ้นมาจริง ๆ แม้ว่าบุตรีจะเป็นดั่งเลือดเนื้อเชื้อไขของตน ทว่ายามนี้บุตรีก็ใช้นามสกุลของผู้อื่นไปแล้ว การกระทำใด ๆ ก็ล้วนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของครอบครัวสามีเป็นหลัก ส่วนลูกสะใภ้นั้น ต่อให้จะดูขัดหูขัดตาเพียงใด แต่อย่างไรเสียก็ยังเป็นคนตระกูลเสิ่น หากหาเงินมาได้ก็ต้องนำกลับมาปูนบำเหน็จเลี้ยงดูนางผู้เป็นผู้นำครอบครัวอยู่ดี

หลี่ซื่อโบกมือปัด "เอาล่ะ ๆ เรื่องนี้ให้มันจบลงเพียงเท่านี้เถอะ เจ้าห้า ประคองภรรยาของเจ้ากลับไปพักผ่อนที่ห้องเสีย เพิ่งจะกลับมาถึงก็มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน บ้านช่องหมดความสงบสุขกันพอดี วันหลังพวกเจ้าก็แวะไปขอโทษขอโพยพี่สาวกับพี่เขยของเจ้าเสียหน่อย เรื่องราวจะได้จบ ๆ กันไป คนครอบครัวเดียวกันอย่างไรเสียก็ต้องอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง วันข้างหน้ายามพวกเจ้าอยู่ในตัวเมืองก็ต้องคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มากหน่อย"

เสิ่นซีคิดในใจ 'ท่านย่าของข้านี่ช่างลำเอียงเสียจริง เห็นอยู่ทนโท่ว่าบุตรีของท่านเป็นฝ่ายมาใส่ร้ายพวกเรา ทว่ายามนี้กลับจะให้พวกเราเป็นฝ่ายไปขอโทษสองสามีภรรยานั่นอย่างนั้นหรือ? นี่มันตรรกะวิบัติอันใดกัน? เพียงเพราะนางเป็นพี่ ส่วนท่านพ่อท่านแม่ของข้าเป็นน้องอย่างนั้นหรือ?'

ในใจของฮูหยินเฒ่านั้น จารีตประเพณีถือเป็นเรื่องใหญ่ล้นฟ้า และหนึ่งในกฎพื้นฐานที่สุดของจารีตประเพณีก็คือหลักลำดับอาวุโส

(เชิงอรรถผู้แปล: หลักลำดับอาวุโส (长幼有序) หนึ่งในหลักจริยธรรมของขงจื๊อ ว่าด้วยความมีระเบียบแบบแผนระหว่างผู้ใหญ่และผู้น้อย ผู้น้อยต้องให้ความเคารพและเชื่อฟังผู้อาวุโสกว่า)

และนี่ก็คือสาเหตุว่าเหตุใดสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินจึงมักจะถูกรังแกอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะเสิ่นหมิงจวินเป็นน้องคนสุดท้องของบ้าน ซ้ำบุตรชายที่เกิดมาก่อนหน้านี้ก็ยังเป็นหลานคนเล็กสุดอีกด้วย

เสิ่นซีเอ่ยแย้งว่า "ท่านย่า เห็นชัด ๆ ว่าท่านอาหญิงเป็นฝ่ายมาใส่ความท่านแม่ของข้า แล้วเหตุใดถึงต้องให้พวกเราเป็นฝ่ายไปขอโทษด้วยเล่าขอรับ?"

หลี่ซื่อปั้นหน้าตึงพลางเอ่ย "ชีหลาง เมื่อก่อนย่าเคยคิดว่าเจ้ารู้ความนัก ยามนี้ดูเหมือนว่าเจ้าจะโตขึ้นจริง ๆ รู้เรื่องราวมากมาย ทว่าบางครั้งเจ้ากลับไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย ไม่ว่าจะอย่างไร ท่านอาหญิงและท่านอาเขยก็เป็นผู้อาวุโสของเจ้า คำพูดเมื่อครู่นี้ ใช่คำพูดที่ผู้น้อยอย่างเจ้าสมควรเอ่ยออกมาอย่างนั้นหรือ?"

คำพูดนี้ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นการตำหนิติเตียน ทว่าความลำเอียงที่หลี่ซื่อมีต่อเสิ่นซีนั้น กลับมีมากกว่าความลำเอียงที่มีต่อบุตรชายและบุตรีอย่างเห็นได้ชัด

ตามมาตรฐานของหลี่ซื่อ ผู้ใดมีความสามารถ ผู้ใดสามารถทำให้ตระกูลเสิ่นกลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง ผู้นั้นก็ย่อมมีสิทธิ์มีเสียง และสิ่งนี้ก็อยู่เหนือกว่าจารีตประเพณีเรื่องลำดับอาวุโสเสียด้วยซ้ำ

แม้ว่านางจะฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เสิ่นหมิงเหวินบุตรชายคนโตมาโดยตลอด ทว่ายามนี้เสิ่นซีกลับกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าเกรงขาม ด้วยความสำเร็จระดับที่อายุเพียงสิบขวบปีก็สามารถสอบผ่านการสอบระดับเมืองคว้าตำแหน่งอั้นโส่วมาครองได้ อนาคตในวันข้างหน้าย่อมเจริญก้าวหน้าไม่ด้อยไปกว่าเสิ่นหมิงเหวินเป็นแน่ หลี่ซื่อจึงให้ความสำคัญกับหลานชายคนนี้เป็นพิเศษ ถึงขั้นที่เมื่อครู่เสิ่นซีออกหน้าพูดจาโต้แย้งผู้หลักผู้ใหญ่ นางก็ยังไม่เอ่ยปากห้ามปรามแม้แต่น้อย

หรือบางทีสองสามีภรรยาหยางหลิงเหออาจจะมองออกเช่นกันว่า ทางฝั่งครอบครัวเสิ่นหมิงจวินนั้น ประการแรกคือเป็นผู้ส่งเงินกลับมาจุนเจือที่บ้านมากที่สุดและสร้างคุณูปการมากที่สุด ประการที่สองคือยามนี้เสิ่นซีได้ดิบได้ดีและอาจจะได้เป็นใหญ่เป็นโตในวันข้างหน้า อีกทั้งพวกเขาทั้งสองสามีภรรยาก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่จะมาพิสูจน์ได้ว่าโจวซื่อแอบซุกซ่อนเงินทุนส่วนตัวไว้ข้างนอกจริง จึงทำได้เพียงเลิกราไปก่อน แล้วค่อยกลับไปปรึกษาหารือกันให้รอบคอบ มิเช่นนั้น ฮูหยินเฒ่าก็คงไม่ออกหน้าให้ความเป็นธรรมแก่พวกเขาเป็นแน่

เสิ่นซีประสานมือยอมรับผิดอย่างนอบน้อม "ท่านย่าสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วขอรับ หลานจะจดจำไว้"

หลี่ซื่อส่งยิ้มพยักหน้าพลางเอ่ยว่า "หลานรักที่แสนดี ไม่เสียแรงที่ย่ารักและเอ็นดูเจ้า ประเดี๋ยวพอลิ่วหลางเลิกเรียนกลับมา เจ้าก็พูดคุยเรื่องการเรียนกับเขาให้มากหน่อย คอยชี้แนะเขาสักหน่อยเถิด"

เป็นเพราะยามนี้เสิ่นซี "เก่งกาจ" กว่าลิ่วหลางหรือเสิ่นหยวน ทำให้สถานะของพี่น้องทั้งสองคนในบ้านกลับตาลปัตรกันไปหมด เมื่อก่อนฮูหยินเฒ่าโปรดปรานเสิ่นหยวนมากกว่าเสิ่นซี ทว่ายามนี้นางกลับมีท่าทีเย็นชาต่อเสิ่นหยวน แม้ว่าเสิ่นหยวนจะได้ชื่อว่าเป็นเด็กอัจฉริยะด้านการเรียนก็ตาม ด้วยเหตุนี้ แม้จะเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ เขาก็ยังถูกอาจารย์เรียกตัวไปเรียนเสริมที่บ้าน เพื่อเคี่ยวเข็ญให้เขาเป็นบัณฑิตที่เพียบพร้อม และสามารถเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอได้แต่เนิ่น ๆ

หรือหากพิจารณาเพียงแค่เรื่องการเรียน พรสวรรค์ของเสิ่นหยวนอาจจะสูงส่งกว่าเสิ่นซีเสียด้วยซ้ำ ท้ายที่สุดแล้วเสิ่นซีก็มีฐานความรู้ที่สั่งสมมานานกว่ายี่สิบปีติดตัวมาด้วย ในขณะที่เสิ่นหยวนนั้นต้องเริ่มต้นจากศูนย์

จบบทที่ ตอนที่ 259 ปฏิเสธหัวชนฝา

คัดลอกลิงก์แล้ว