- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 257 กลับบ้านเกิดเยี่ยมเยียนญาติมิตร
ตอนที่ 257 กลับบ้านเกิดเยี่ยมเยียนญาติมิตร
ตอนที่ 257 กลับบ้านเกิดเยี่ยมเยียนญาติมิตร
เนื่องจากการสอบประจำเดือนรอบส่งท้ายปีของเสิ่นซีทำคะแนนได้ไม่ดีนัก ทำให้ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่นี้เสิ่นซีถูกกักบริเวณ โจวซื่อเกรงว่าเขาจะแอบหนีเที่ยว จึงไม่เพียงแต่ให้หลินไต้คอยเฝ้าอยู่ด้านนอกทุกวัน ทว่านางยังกลับมาสุ่มตรวจดูเป็นระยะอีกด้วย
ท้ายที่สุด หลินไต้ก็ตัดสินใจยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูเสียเลย ประหนึ่งเป็นเทพทวารบาลองค์น้อย หากข้างนอกมีลมพัดหญ้าไหวใด ๆ นางก็จะรีบเคาะประตูเตือนเสิ่นซีทันที เพื่อให้เขาเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
ยามที่โจวซื่อจะเข้ามาตรวจดู นางมักจะไล่ให้หลินไต้หลบไปพ้น ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยไขกุญแจเปิดประตู ซึ่งช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ก็เพียงพอที่จะให้เสิ่นซีซุกซ่อนข้าวของที่เขากำลังง่วนทำอยู่ได้ทัน
บางคราเสิ่นซีก็แอบปีนหน้าต่างออกไปเดินเล่นบ้าง ข้อดีที่สุดของห้องหนังสือแห่งนี้ก็คือมีหน้าต่างทั้งทางทิศเหนือและทิศใต้ ทำให้แสงและลมผ่านได้ตลอด แม้ว่าประตูหลักและประตูเชื่อมห้องนอนจะถูกลงกลอนแน่นหนาไว้ ทว่าเขาก็ยังสามารถปีนเข้าออกทางหน้าต่างได้อยู่ดี
ต่างจากหน้าต่างบานหน้าที่หันเข้าหาเรือนชั้นกลาง หน้าต่างบานหลังนั้นทะลุออกไปยังลานเรือนด้านหลัง ในตอนกลางวัน นอกจากเขาและหลินไต้แล้ว ในจวนก็แทบไม่มีใครอยู่ การแอบเข้าแอบออกจึงไร้ซึ่งอุปสรรคใด ๆ
สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปจนถึงช่วงสองวันก่อนวันขึ้นปีใหม่ ท้ายที่สุดแล้วโจวซื่อก็ใช่ว่าจะมีจิตใจเย็นชาราวกับเหล็กหิน พอถึงวันที่ยี่สิบแปดเดือนล่าเยวี่ย ในที่สุดนางก็ยอมปล่อยให้เสิ่นซีเป็นอิสระ อนุญาตให้เขาออกมาเดินเล่นข้างนอกได้ ทว่าในแต่ละวันก็ยังคงต้องใช้เวลาสองชั่วยามในการทบทวนตำราอยู่ดี
(ตั้งแต่นี้ขอใช้ วันขึ้นปีใหม่ แทน วันตรุษจีน เพื่อให้เข้ากับบริบทนิยายโบราณมากขึ้นนะครับ)
ช่วงปลายปีสมาคมการค้ายุ่งวุ่นวายเป็นอย่างมาก เพื่อเตรียมการเปิดสาขาย่อยของสมาคมการค้าและโรงเงินตามอำเภอและเมืองรอบนอกไปจนถึงเมืองเอกของมณฑล ฮุ่ยเหนียงจำเป็นต้องติดสินบนบนล่าง ทั้งยังใกล้จะถึงช่วงสิ้นปี นางยังต้องตระเวนส่งของขวัญปีใหม่ให้แก่ที่ว่าการทั้งระดับเมืองและระดับอำเภอ รวมถึงบรรดาสมาชิกสมาคมการค้าอีกด้วย นางจึงต้องออกเรือนตั้งแต่เช้าตรู่และกลับมาในยามดึกดื่น ส่วนซีเอ๋อร์นั้น นางก็ฝากฝังให้โจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ช่วยดูแลแทนเสียเลย
ทว่าร้านขายยาก็ยุ่งวุ่นวายไม่แพ้กัน ลู่ซีเอ๋อร์จึงทำได้เพียงเล่นกับหนิงเอ๋อร์ ทว่าหนิงเอ๋อร์กลับไม่มีความอดทนในการดูแลเจ้านายตัวน้อยสักเท่าใดนัก ลับหลังผู้คนนางถึงขั้นชักสีหน้าใส่ลู่ซีเอ๋อร์เสียด้วยซ้ำ
ลู่ซีเอ๋อร์ไม่ชอบหนิงเอ๋อร์เอาเสียเลย ส่วนสาวใช้คนอื่น ๆ ต่างก็ต้องไปช่วยงานในร้านขายยา อีกทั้งยังต้องช่วยแม่นมหูดูแลเสิ่นอวิ้นและเสิ่นอี้เอ๋อร์ จึงไม่มีใครมีเวลาว่างมาคอยดูแลนางเลยสักคน
เมื่อเสิ่นซีได้รับอิสรภาพ คนที่ดีใจที่สุดย่อมหนีไม่พ้นลู่ซีเอ๋อร์ เดิมทีนางตั้งใจว่าจะอาศัยช่วงหยุดยาวนี้มาเล่นสนุกกับเสิ่นซีให้หนำใจ ทว่าก่อนหน้านี้เสิ่นซีกลับถูกกักบริเวณ ซ้ำร้ายโจวซื่อยังสั่งห้ามนางเข้ามาวิ่งเล่นในจวนตระกูลเสิ่น ส่วนหลินไต้ก็ต้องคอยทำหน้าที่เป็นเทพทวารบาลเฝ้าหน้าประตู ทุก ๆ วันเมื่อตื่นนอนในยามเช้า ลู่ซีเอ๋อร์จึงต้องเดินตามหนิงเอ๋อร์ไปยังลานเรือนด้านหลังของร้านขายยา ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างไร้ที่พึ่งอยู่เพียงลำพัง
ห้องหับในลานเรือนด้านหลังของร้านขายยา นอกจากห้องครัว ห้องน้ำ และห้องสำหรับคนเฝ้ายามแล้ว ห้องอื่น ๆ ล้วนถูกดัดแปลงเป็นโกดังเก็บสมุนไพรจนหมด นางจึงขาดแคลนพื้นที่วิ่งเล่น ทำได้เพียงเดินขึ้นไปบนห้องนอนเดิมของนาง เพื่อเปิดอ่านหนังสือภาพ หรือไม่ก็นั่งเล่นของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เสิ่นซีเคยประดิษฐ์ไว้ให้แต่ก่อนเก่า
“...อย่ามัวแต่ห่วงเล่น หัดสอนซีเอ๋อร์คัดอักษรให้มากหน่อย!”
การที่โจวซื่อยอมปล่อยให้เสิ่นซีออกมา ใช่ว่าจะยอมให้เขาเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว หากแต่ต้องการให้เขาสอนเด็กหญิงทั้งสองคนอ่านตำราและคัดอักษร หรือบางทีโจวซื่ออาจจะยังคงโกรธเคืองหลินไต้ นางปักใจเชื่อว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เสิ่นซีทำข้อสอบได้ไม่ดี เป็นเพราะถูกหลินไต้ชักนำไปในทางที่ผิด ท่าทีที่นางมีต่อหลินไต้จึงดูเย็นชาลงกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อหลินไต้เห็นว่าเสิ่นซีกำลังจะ ‘สอนหนังสือ’ ให้ลู่ซีเอ๋อร์ นางก็รีบยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งข้าง ๆ เตรียมตัวจะร่วมเรียนด้วย ทว่าโจวซื่อกลับวางตระกร้าใส่สมุนไพรในมือลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “คัดแยกสมุนไพรให้เสร็จก่อน!”
หลินไต้ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาคัดแยกสมุนไพรต่อไป ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นบิดเบี้ยวด้วยความขมขื่น ทว่านางก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย เกรงว่าหากโจวซื่อเห็นเข้า จะถูกดุด่าเอาอีก
เสิ่นซีลอบมองอยู่ด้านข้าง พลางคิดในใจว่า ‘อารมณ์ร้อนของท่านแม่ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เพียงแค่เปลี่ยนเป้าหมายไปลงที่อื่นเท่านั้นเอง น่าสงสารแม่หนูน้อยคนนี้เสียจริง...’
ในที่สุดก็มาถึงวันสิ้นปี นาน ๆ ทีครอบครัวของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน นางจึงไม่ได้รั้งอยู่ฉลองเทศกาลที่ร้านขายยา ครอบครัวเสิ่นเองก็อยู่รวมตัวกันพร้อมหน้าทั้งหกชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น หลังพ้นช่วงปีใหม่ สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินก็จะพาเสิ่นซีและหลินไต้เดินทางกลับไปเยี่ยมญาติที่อำเภอหนิงฮว่า บรรยากาศทางฝั่งฮุ่ยเหนียงจึงดูเงียบเหงาลงไปบ้าง ทว่าถึงอย่างไรฮุ่ยเหนียงก็ยังมีบุตรีคอยอยู่เคียงข้าง ซ้ำยังมีสาวใช้อีกห้าคนคอยปรนนิบัติรับใช้ จึงไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไปนัก
วันขึ้นปีใหม่ ครอบครัวเสิ่นก็ออกเดินทาง ท้ายที่สุดแล้วการเดินทางไปกลับก็ต้องใช้เวลาถึงห้าหกวัน เมื่อรวมกับเวลาที่ตั้งใจจะพักอาศัยอยู่ในตัวอำเภอหนิงฮว่าอีกราวสามถึงห้าวัน กว่าจะกลับมาถึงก็คงต้องเป็นช่วงหลังวันที่สิบเดือนอ้ายไปแล้ว
ฮุ่ยเหนียงได้ตระเตรียมของขวัญจำนวนหนึ่งไว้เป็นพิเศษ เพื่อใช้เป็นตัวแทนน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นางมีต่อหลี่ซื่อและคนในตระกูลเสิ่น
“พี่สาวรีบกลับมานะเจ้าคะ”
ยามที่ต้องเอ่ยคำอำลา ฮุ่ยเหนียงก็ส่งตัวเสิ่นอวิ้นที่ตนอุ้มอยู่ให้กับโจวซื่อ ใบหน้างามฉายแววอาลัยอาวรณ์ สองพี่น้องอยู่ร่วมกันมาเนิ่นนาน ความผูกพันยิ่งกว่าพี่น้องร่วมสายเลือดเสียอีก นอกจากจะห่วงใยโจวซื่อแล้ว แท้จริงแล้วนางยิ่งอาลัยอาวรณ์ไม่อยากแยกจากเสิ่นซีมากกว่า
โจวซื่อทอดถอนใจ “หลายปีแล้วที่ไม่ได้กลับไป ทางบ้านเกิดก็เร่งรัดมานักหนา พี่สาวคงอยู่เป็นเพื่อนเจ้าไม่ได้แล้ว วันที่หกเปิดร้านค้าและมีพิธีส่งความยากจนพี่ก็คงไม่ได้อยู่ร่วมด้วย ทว่าก่อนจะถึงเทศกาลซ่างหยวนพี่สาวจะต้องรีบกลับมาให้ทัน เพื่อมาร่วมฉลองเทศกาลหยวนเซียวกับเจ้าให้จงได้ ส่วนทางด้านอี้เอ๋อร์ คงต้องรบกวนให้น้องสาวช่วยดูแลให้มากหน่อยนะ”
(เชิงอรรถผู้แปล:
ส่งความยากจน (送穷) ประเพณีโบราณที่มักจัดทำในช่วงต้นปีใหม่ เพื่อปัดเป่าและขับไล่ความยากจนรวมถึงสิ่งอัปมงคลออกไปจากบ้านเรือน
เทศกาลซ่างหยวน (上元节) หรือเทศกาลหยวนเซียว ตรงกับวันที่ 15 ค่ำเดือน 1 ของปฏิทินจันทรคติจีน เป็นเทศกาลที่มีการประดับโคมไฟอย่างสวยงาม)
การเดินทางกลับอำเภอหนิงฮว่าของโจวซื่อในครานี้ เนื่องจากมีน้ำนมไม่เพียงพอ นางจึงตัดสินใจทิ้งเสิ่นอี้เอ๋อร์ผู้เป็นบุตรีไว้ที่เมืองถิงโจว ทว่าสำหรับสือหลางอย่างเสิ่นอวิ้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพากลับไปให้ฮูหยินเฒ่าได้ยลโฉมหน้าสักครา
ถึงอย่างไรก็เป็นถึงหลานชายของตระกูลเสิ่น ตั้งแต่ลืมตาดูโลก ฮูหยินเฒ่าก็ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหลานคนนี้เลย โจวซื่อเองก็จำต้องทำหน้าที่ของลูกสะใภ้บ้าง จะใช้ข้ออ้างว่ากิจการยุ่งเหยิงเพื่อรั้งตัวอยู่ในเมืองถิงโจวโดยไม่ยอมกลับบ้านเกิดเลยก็คงดูไม่งามนัก
เดิมทีฮุ่ยเหนียงอยากจะให้แม่นมหูเดินทางกลับไปยังอำเภอหนิงฮว่าด้วย ทว่าแม่นมหูกลับตั้งครรภ์ขึ้นมาอีกครั้ง จึงไม่อาจเดินทางไกลได้ ด้วยเหตุนี้ ตลอดการเดินทาง โจวซื่อจึงต้องเป็นผู้ให้นมบุตรด้วยตนเอง
หลังจากการร่ำลาอันแสนอาลัยอาวรณ์ คนตระกูลเสิ่นก็พากันขึ้นรถม้า ลู่ซีเอ๋อร์นั้นแอบซุกตัวซบอยู่ในอ้อมอกของฮุ่ยเหนียง ร้องห่มร้องไห้จนน้ำหูน้ำตาไหลอาบแก้มไปหมดแล้ว
คณะเดินทางมีรถม้าทั้งหมดสองคัน คันแรกเป็นของครอบครัวเสิ่น มีเสิ่นหมิงจวินเป็นผู้บังคับรถม้า เสิ่นซีนั่งอยู่ด้านนอกเพื่อชมทิวทัศน์ริมทาง ส่วนโจวซื่ออุ้มบุตรชายและมีหลินไต้อยู่เป็นเพื่อนด้านในห้องโดยสาร
สำหรับรถม้าคันหลัง มีซ่งเสี่ยวเฉิงเป็นคนขับ ภายในห้องโดยสารคือซวี่เหลียน การเดินทางในครั้งนี้ ซ่งเสี่ยวเฉิงก็ตั้งใจจะอาศัยช่วงปีใหม่กลับไปทาบทามสู่ขอซวี่เหลียนกับทางครอบครัวของนางด้วยเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วทั้งคู่ต่างก็อายุไม่ใช่น้อย ๆ การที่พวกเขาหนีออกมาด้วยกันเช่นนี้ถือเป็นเรื่อง ‘แอบหนีตามกัน’ ทว่ายามนี้ซ่งเสี่ยวเฉิงก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว จึงนับเป็นช่วงเวลาแห่งความเบิกบานลำพองใจอย่างแท้จริง
การเดินทางกลับอำเภอหนิงฮว่าของซ่งเสี่ยวเฉิงในครานี้ ยังมีอีกจุดประสงค์หนึ่ง นั่นคือการรวบรวมกลุ่มอิทธิพลย่อยในพื้นที่อำเภอหนิงฮว่าที่เคยติดต่อไว้ก่อนหน้านี้ให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อจัดตั้งสาขาย่อยของพรรครถม้าขึ้นในอำเภอหนิงฮว่า การกลับมาครานี้ ซ่งเสี่ยวเฉิงจึงมาในฐานะหัวหน้าใหญ่แห่งพรรครถม้า
เมื่อรถม้าทั้งสองคันแล่นมาถึงประตูเมือง ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เดิมทีในช่วงเทศกาลปีใหม่ การคุ้มกันที่ประตูเมืองควรจะหละหลวมลงบ้าง ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง กว่าประตูเมืองจะเปิดก็รอจนดวงตะวันลอยโด่งสามไม้ไผ่ และพอตกบ่ายก็รีบปิดประตูเสียแต่เนิ่น ๆ ผู้คนที่สัญจรไปมาก็มีเพียงผู้ที่เดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติมิตรเท่านั้น ทว่าในวันขึ้นปีใหม่ปีนี้ ประตูเมืองกลับมีทหารยามยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา ผู้คนที่ผ่านไปมาไม่เพียงแต่ต้องยื่นหนังสือเบิกทางให้ตรวจสอบ ทว่ายังต้องถูกค้นตัวอีกด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: ดวงตะวันลอยโด่งสามไม้ไผ่ (日上三竿) สำนวนเปรียบเปรยถึงเวลาที่สายมากแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงมาก)
“...ใต้เท้า ดูพวกเราสิขอรับ บนรถคันนี้ล้วนมีแต่สตรี รบกวนท่านช่วยอำนวยความสะดวกให้สักหน่อยเถิดขอรับ” เสิ่นหมิงจวินรู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง ภรรยาของเขาและว่าที่ลูกสะใภ้ต่างก็นั่งอยู่บนรถม้า ส่วนคันหลังก็ยังมีซวี่เหลียนคู่หมั้นของซ่งเสี่ยวเฉิงอีก
ทหารยามผู้นั้นกลับวางท่ากร่าง “ที่ค้นก็เพราะเป็นสตรีนี่แหละ ลงมาให้หมด!”
สิ้นเสียงตวาดลั่น ผู้คนที่อยู่ในรถม้าทั้งสองคันก็จำต้องลงมารับการตรวจค้น ทว่าโชคดีที่ข้างประตูเมืองมีเพิงหญ้าชั่วคราวถูกสร้างขึ้นไว้ และมีกลุ่มสามชียายหกแม่สื่อคอยทำหน้าที่ตรวจค้นอยู่ด้านใน ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่ที่ว่าการเหล่านี้ล้วนรู้จักมักจี่กับซ่งเสี่ยวเฉิงเป็นอย่างดี ทันทีที่รู้ว่านี่คือรถม้าของสมาคมการค้า ทั้งยังรู้ว่าชายท่าทางซื่อ ๆ ที่อยู่ตรงหน้าคือคนตระกูลเสิ่นผู้อยู่เบื้องหลังสมาคมการค้า ท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นสุภาพนอบน้อมขึ้นมาทันตาเห็น
บรรดาเจ้าหน้าที่เหล่านี้ล้วนเคยวิ่งวุ่นช่วยงานฮุ่ยเหนียงในช่วงที่เกิดอุทกภัย หลังจากนั้นก็ยังได้รับผลประโยชน์จากสมาคมการค้าไปไม่น้อย ต่อให้ปกติจะชอบเอะอะวางอำนาจเพียงใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนของสมาคมการค้า พวกเขาก็ต้องต้อนรับขับสู้ด้วยความเกรงใจ
“ไอหยา ที่แท้ก็พี่ลิ่วนี่เอง ดูสายตาข้าสิขอรับ ท่านเดินทางมาถึงที่แท้ ๆ ข้ากลับจำท่านไม่ได้ ช่วงนี้กิจการรุ่งเรืองดีหรือไม่ขอรับ?” เจ้าหน้าที่ที่ว่าการก่อนหยิ่งหลังนอบน้อม ปฏิบัติต่อซ่งเสี่ยวเฉิงราวกับกำลังประคับประคองเจ้านายก็ไม่ปาน
(เชิงอรรถผู้แปล: ก่อนหยิ่งหลังนอบน้อม (前倨后恭) สำนวนหมายถึงท่าทีที่เปลี่ยนจากหยิ่งยโสในตอนแรก กลายมาเป็นอ่อนน้อมถ่อมตนในภายหลังเมื่อรู้ฐานะที่แท้จริงของอีกฝ่าย)
ซ่งเสี่ยวเฉิงหัวเราะร่วน “หากกิจการข้ารุ่งเรือง กิจการของพวกเจ้าก็คงทำมาหากินลำบากแล้วล่ะ นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาสมทบอีกสองสามคน ซ่งเสี่ยวเฉิงจึงยื่นเงินค่าน้ำชาให้ไปเล็กน้อย เจ้าหน้าที่เหล่านั้นต่างพากันโค้งคำนับขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า การตรวจค้นจึงกลายเป็นเพียงการทำตามหน้าที่พอเป็นพิธี โจวซื่อพาหลินไต้และซวี่เหลียนเข้าไปในเพิงหญ้าเพียงชั่วครู่ก็เดินกลับออกมา คาดว่ายายเฒ่าเหล่านั้นคงไม่ได้แตะต้องตัวพวกนางเลยด้วยซ้ำ
เจ้าหน้าที่ที่ว่าการสบถด่าอย่างหัวเสีย “สองวันก่อน มีโจรบุกเข้าไปในที่ว่าการ ของล้ำค่าประจำตระกูลของใต้เท้าเจ้าเมืองอันหายไปหลายชิ้น นี่มันช่วงเทศกาลปีใหม่แท้ ๆ กลับไม่ยอมปล่อยให้พวกเราได้พักผ่อนอย่างสงบ วันนั้นมีพี่น้องคนหนึ่งถูกโจรทำร้ายจนสลบ พอฟื้นขึ้นมาก็ให้การว่าคนที่ลงมือเป็นอิสตรี เรื่องนี้มันถึงได้แปลกประหลาดนัก สตรีอ่อนแอที่ไหนจะริอ่านมาเป็นโจร? ซ้ำยังกล้ามาขโมยของถึงในที่ว่าการทางการ ช่างรนหาที่ตายเสียจริง!”
ซ่งเสี่ยวเฉิงเพียงแค่ถามไถ่ไปอย่างนั้น ตอนนี้เขาเป็นถึงหัวหน้าใหญ่แห่งพรรครถม้า จัดอยู่ในกลุ่ม ‘โจร’ แต่เป็นโจรที่ถูกฟอกขาวแล้ว ขุนนางและโจรย่อมเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน ซ่งเสี่ยวเฉิงผู้นี้ไม่ใช่เพียงหัวหน้าคนงานและอันธพาลปลายแถวเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป หากแต่เป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในเมือง การผูกมิตรกับทางการ ไม่เพียงแต่เป็นผลดีต่อสมาคมการค้าเท่านั้น ทว่ากับพรรครถม้าก็เช่นเดียวกัน
“หากมีเรื่องอันใด ก็เรียกใช้พี่น้องในพรรคของพวกเราได้เลยนะ หากมีข่าวคราว ข้าจะต้องส่งคนมาแจ้งพวกท่านอย่างแน่นอน” ซ่งเสี่ยวเฉิงตบหน้าอกรับคำอย่างหนักแน่น
ซ่งเสี่ยวเฉิงกระตุกสายบังเหียนม้า พูดคุยหยอกล้อกับเจ้าหน้าที่อย่างอารมณ์ดีพลางเดินนำรถม้าผ่านประตูเมืองออกมา จากนั้นถึงค่อยกลับขึ้นไปนั่งบนรถม้า รถม้าทั้งสองคันจึงได้เดินทางร่วมกันต่อไป
เมื่อเดินทางออกมาได้ระยะหนึ่ง โจวซื่อที่นั่งอยู่ในห้องโดยสารก็พึมพำขึ้นมาว่า “เจ้าเด็กคนนี้ พอได้ดีแล้วก็ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างนะ”
เสิ่นซีหัวเราะร่วน “ท่านแม่ยังไม่เคยเห็นมาดของพี่ลิ่วตอนอยู่ในพรรครถม้าน่ะสิขอรับ ยิ่งใหญ่กว่าฝางเจี่ยและหัวหน้าตลาดเสียอีก”
โจวซื่อมือหนึ่งอุ้มบุตรชายให้นม อีกมือหนึ่งก็ยื่นออกไปเขกหัวเสิ่นซีเบา ๆ หนึ่งที “อย่ามัวแต่พูดจาไร้สาระ ระหว่างทางก็ทบทวนตำราให้มากหน่อย ต่อให้เสี่ยวเฉิงจะเก่งกาจเพียงใด เขาก็ยังทำงานให้น้าซุนของเจ้าอยู่ดี ไม่ว่าเรื่องอันใดท้ายที่สุดแล้วก็ต้องฟังน้าซุนของเจ้าไม่ใช่หรือ?”
เสิ่นซีหยิบตำราขึ้นมา รถม้าโคลงเคลงไปมา เขาจึงมองเห็นตัวอักษรไม่ชัดเจนเอาเสียเลย ทำได้เพียงอ่านออกเสียงดัง ๆ โชคดีที่โจวซื่อไม่รู้หนังสือ นางจึงไม่รู้ว่าตำราในมือของเขาคือตำราอะไร ขอเพียงเขาทำท่าทีราวกับกำลังอ่านตำราอย่างตั้งใจ โจวซื่อก็ถือว่าเขากำลังขยันขันแข็งแล้ว
ออกจากเมืองมาได้ไม่ไกลนัก เมื่อถึงทางแยก ก็มีรถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่ก่อนแล้ว นั่นคือรถม้าของตระกูลหยาง ครอบครัวท่านอาเขยของเสิ่นซีนั่นเอง ครอบครัวของเสิ่นหมิงจวินจะกลับไปเยี่ยมญาติที่อำเภอหนิงฮว่า ทางด้านสองสามีภรรยาตระกูลหยางเมื่อปรึกษาหารือกันแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะเดินทางกลับไปด้วยกัน เพียงแต่บ้านของสองครอบครัวอยู่ห่างกัน ตอนออกเดินทางจึงไม่ได้มาพร้อมกัน แต่ได้นัดแนะกันไว้ว่าจะมารออยู่ที่ทางแยกทิศเหนือของเมือง
หยางเสิ่นซื่อ ท่านอาหญิงของเสิ่นซี เมื่อเห็นโจวซื่ออุ้มบุตรชายลงมาจากรถม้า ก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง นางรีบปรี่เข้ามาดูหลานชายตัวน้อยด้วยความเบิกบานใจ ผู้เป็นอาหญิงย่อมรักและเอ็นดูหลานชายเป็นธรรมดา ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็คือสายเลือดของตระกูลเสิ่น นางเองก็ถือเป็นคนตระกูลเสิ่นเช่นกัน
“ข้าจะนั่งไปกับน้องสะใภ้เอง เหวินเจา เจ้าไปนั่งรถม้าคันเดียวกับท่านพ่อและท่านลุงซุนของเจ้านะ”
ทันทีที่หยางเหวินเจาเห็นเสิ่นซี เขาก็ทำท่าจะวิ่งน้ำมูกยืดเข้ามาหาเสิ่นซีเพื่อขอเล่นด้วย ทว่าเมื่อได้ยินคำสั่งของผู้เป็นมารดา เขาก็ทำได้เพียงตอบรับ “อ้อ” อย่างเสียไม่ได้ แล้วหันหลังเดินคอตกกลับไป
หยางเสิ่นซื่อก้าวขึ้นไปบนรถม้าด้วยความเบิกบานใจ แม้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่โจวซื่อคลอดทารกแฝดชายหญิง นางจะเคยมาเยี่ยมเยียนแล้วหนหนึ่ง ทว่าเด็กทารกนั้นเติบโตขึ้นทุกวัน รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปไม่ซ้ำวัน คราวก่อนนางจึงยังเห็นหน้าหลานไม่ค่อยชัดเจนนัก สตรีที่แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ย่อมไม่สามารถกลับมาเยี่ยมเยียนบ้านเดิมได้บ่อย ๆ แม้จะอาศัยอยู่ในตัวเมืองเดียวกัน แต่ทั้งสองครอบครัวก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กันบ่อยนัก สาเหตุหลักก็เป็นเพราะฮุ่ยเหนียงถือครองหุ้นของร้านขายยาตระกูลหยางอยู่ถึงหกส่วน ทำให้กำไรส่วนใหญ่ตกเป็นของนาง เรื่องนี้ทำให้คนตระกูลหยางรู้สึกคับข้องใจมาโดยตลอด
เมื่อทุกคนขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้ว เสิ่นซียังคงนั่งอยู่ด้านนอกเป็นเพื่อนบิดาขับรถม้า จากด้านในห้องโดยสารก็มีเสียงบทสนทนาระหว่างท่านอาหญิงและมารดาดังแว่วออกมา
หยางเสิ่นซื่อเริ่มต้นด้วยการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ทว่าหลังจากนั้นหัวข้อสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่องธุรกิจการค้า หยางเสิ่นซื่อกับโจวซื่อกำลังคุยกันเรื่องหุ้นของร้านขายยาตระกูลหยาง
เนื่องจากในช่วงหลายปีมานี้ ร้านขายยาตระกูลหยางสามารถทำกำไรจากการขายยาสำเร็จรูปได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ คนตระกูลหยางจึงหวังจะอาศัยความสัมพันธ์ที่มีกับโจวซื่อ ให้นางช่วยพูดไกล่เกลี่ยเพื่อขอซื้อหุ้นของร้านขายยาตระกูลหยางคืน เรื่องนี้เคยมีการพูดคุยกันมาแล้วหลายครั้ง แม้ว่าฮุ่ยเหนียงจะมีท่าทีโอนอ่อนผ่อนปรนลงบ้าง ทว่าในเรื่องของราคาและรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับการจัดจำหน่ายยาสำเร็จรูปนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ยังตกลงกันไม่ได้เสียที