- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 255 เบื้องลึกเบื้องหลัง
ตอนที่ 255 เบื้องลึกเบื้องหลัง
ตอนที่ 255 เบื้องลึกเบื้องหลัง
เสิ่นซีก้าวลงจากเรือ ถูกลมหนาวพัดปะทะจนอดไม่ได้ที่จะหนาวสั่นสะท้าน เขารีบกระชับคอเสื้อให้แน่นขึ้น กระทืบเท้าสองสามทีเพื่อไล่ความหนาวและเตรียมตัวเดินกลับจวน
ในบรรดาผู้คนที่อยู่บนเรือ มีเพียงเสิ่นซีคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ดื่มสุรา แม้แต่อู๋เสิ่งอวี๋ในวัยสิบสี่ปีก็ยังต้องฝืนใจดื่มไปหลายจอก แม้ว่าสุราจะมีฤทธิ์ค่อนข้างอ่อน แต่พอดื่มเข้าไปเป็นสิบจอกหรือหลายสิบจอก ครั้นเดินออกมาจากห้องโดยสารเรือ คนเหล่านี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเดินโงนเงนโซเซไปมา
"พื้นดินนี่ มันไม่เหมือนกับบนเรือจริง ๆ ด้วยแฮะ"
บัณฑิตบางคนดื่มหนักไปหน่อย พอลงมาเหยียบพื้นดินที่ท่าเรือ ก็ยังหลงนึกว่าตัวเองอยู่บนเรือ ร่างกายจึงโอนเอนไปซ้ายทีขวาที เจิ้งเชียนเดินเข้าไปช่วยพยุง ทว่าผลลัพธ์คือตัวเขาเองก็เดินไม่ตรงเช่นกัน ทั้งสองคนจึงชนกันจนล้มลุกคลุกคลาน กางไม้กางมือตะเกียกตะกายอยู่บนพื้น แต่ทำอย่างไรก็ลุกไม่ขึ้น ช่างอับอายขายหน้ายิ่งนัก
เสิ่นซีเห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าไปมา เดิมทีซูทงบอกว่าจะเดินไปส่งเขากลับจวน แต่ยามนี้เจ้าตัวกลับถูกคนพยุงไปอาเจียนโอ้กอ้ากอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจเขาเล่า?
เสิ่นซีตัดสินใจจะเดินกลับจวนด้วยตนเอง ทว่าเพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่ไกลนัก ก็ได้ยินเสียงคนร้องทักมาจากด้านหลัง "สหายตัวน้อย มาคุยกันหน่อยดีหรือไม่?"
เสิ่นซีหันกลับไปมอง ก็เห็นตาเฒ่าสวี่กำลังประคองป้ายผ้าเดินเหยาะ ๆ เข้ามาหา ในช่วงกลางฤดูหนาวเหน็บเช่นนี้ เขากลับสวมเพียงชุดจื๋อตัวบาง ๆ ซุกมือทั้งสองข้างไว้ในแขนเสื้อ ใบหน้านั้นไม่รู้ว่าไม่ได้ล้างมาแล้วกี่วัน เต็มไปด้วยคราบสกปรกมอมแมม
(เชิงอรรถผู้แปล: ชุดจื๋อตัว (直裰) ชุดคลุมยาวบุรุษ คอตรง ทรงหลวม)
พอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสิ่นซี ตาเฒ่าสวี่ก็ฝืนเค้นรอยยิ้มออกมาบนใบหน้าที่ดำทะมึน ทว่าดูฝืนใจเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าสภาพอากาศจะไม่ได้หนาวเหน็บถึงขั้นสุด แต่การสวมเสื้อผ้าบางเบาแล้วยืนตากลมอยู่ข้างนอกทั้งวัน คาดว่าใบหน้าของเขาคงจะชาหนึบจนแข็งทื่อไปตั้งนานแล้ว
"เป็นท่านนี่เอง มีเรื่องอันใดน่าคุยกันนักหรือ?"
เสิ่นซีไม่อยากจะสนทนาพาทีกับซินแสพเนจรที่ชอบต้มตุ๋นหลอกลวงให้มากความ จึงจงใจรักษาระยะห่างเอาไว้
ตาเฒ่าสวี่ทอดถอนใจแผ่วเบา "สหายตัวน้อย คราวก่อนเจ้ามาตามหาคนกับข้าไม่ใช่หรือ? ข้ากลับไปคำนวณดูแล้ว พอจะได้เบาะแสราง ๆ มาบ้าง อยากจะหาโอกาสบอกกล่าวกับสหายตัวน้อยอยู่ตลอด ทว่ากลับไม่ได้พบหน้าเจ้าเลย"
เสิ่นซีคิดในใจ 'นี่คงไม่มีเงินกินข้าว เลยกะจะมาหลอกเอาเงินจากข้าเพื่อประทังชีวิตสินะ ท่านคิดว่าเรื่องที่ท่านปั้นน้ำเป็นตัวพูดส่งเดชออกมา ข้าจะเชื่ออย่างนั้นหรือ?'
เสิ่นซีส่ายหน้าพลางเอ่ย "ข้าจะกลับจวนแล้ว ไม่มีเวลามาคุยกับท่านหรอกนะ"
ตาเฒ่าสวี่ดูมีท่าทีร้อนรนเป็นอย่างมาก คาดว่ามื้อนี้คงยังไม่มีข้าวตกถึงท้องเป็นแน่ เขาจึงฮึดสู้ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อหวังจะได้เงินรางวัลจากเสิ่นซีให้จงได้ "สหายตัวน้อย ครอบครัวที่เจ้าสอบถาม แซ่หลินใช่หรือไม่? และเคยรับราชการอยู่ในสำนักฮั่นหลินที่เมืองหลวง..."
เสิ่นซีที่ก้าวเดินออกไปได้สองสามก้าวแล้ว พอได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักฝีเท้าลงทันที ก่อนจะหันขวับกลับมา เขาไม่เคยคิดเลยว่าตาเฒ่าสวี่จะมีวิชาความรู้ถึงเพียงนี้ ถึงขั้นสามารถเดาสุ่มจนรู้ว่าคนที่เขากำลังตามหาอยู่แซ่ "หลิน" แม้ว่าจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะคนที่เสิ่นซีต้องการตามหาคือมารดาของหลินไต้ ซึ่งไม่มีใครล่วงรู้ว่าแซ่เดิมของมารดานางคือแซ่อะไร ทว่าเมื่อแต่งเข้าตระกูลหลินแล้ว ก็ย่อมต้องเปลี่ยนมาใช้แซ่ตามสามี การบอกว่าแซ่ "หลิน" จึงไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด
พอลองคิดทบทวนดูให้ดี หรือว่าตาเฒ่าคนนี้จะไปแอบสืบเรื่องโครงสร้างคนในครอบครัวของข้า จนรู้ว่าหลินไต้ "มีที่มาไม่ชัดเจน" เลยเดาเอาว่าข้ากำลังช่วยหลินไต้ตามหาญาติอยู่?
"คนแซ่หลินในใต้หล้ามีมากมายถมไป ท่านรู้หรือว่าข้ากำลังตามหาคนไหนกันแน่?"
การที่เสิ่นซีพูดเช่นนี้ เท่ากับเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่าตาเฒ่าสวี่พูดถูก นี่ถือว่าเสิ่นซีกำลังหยิบยื่นโอกาสให้ตาเฒ่าสวี่ เขาแสร้งทำเป็นว่าเก็บความลับไม่อยู่ แต่แท้จริงแล้วมันคือการให้รางวัลตอบแทนความ "เอาใจใส่" ของตาเฒ่าสวี่ หากชายชราผู้นี้ไม่ตกอับจนถึงขีดสุดจริง ๆ มีหรือจะยอมบากหน้าหน้าด้านหน้าทนมาหาเงินเพียงไม่กี่เหวินกลับไป? เสิ่นซีรู้สึกว่า ในเมื่อมีความเกี่ยวดองกันอยู่บ้าง กอปรกับอีกฝ่ายก็อุตส่าห์ไปสืบเสาะเรื่องราวมาตั้งมากมาย การช่วยเหลือเขาสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใด
ตาเฒ่าสวี่ได้ยินเช่นนั้น ในที่สุดก็วางใจลงได้ เขาจ้องมองเสิ่นซีพลางลดเสียงเบาลง "สหายตัวน้อย เจ้ายังจำคุณหนูตระกูลขุนนางที่เดินทางขึ้นเหนือไปตามหาคนก่อนช่วงน้ำท่วมใหญ่ได้หรือไม่?"
เสิ่นซีเอ่ยถาม "แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอันใดกับการตามหาคนของข้าเล่า?"
ตาเฒ่าสวี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "เกี่ยวพันกันอย่างใหญ่หลวงเลยล่ะ เจ้ารู้หรือไม่ว่าบิดาของนางไปล่วงเกินผู้ใดเข้า? โซ่วหนิงโหวอย่างไรเล่า..."
(เชิงอรรถผู้แปล: โซ่วหนิงโหว (寿宁侯) บรรดาศักดิ์ขุนนางชั้นโหว หมายถึงจางเฮ่อหลิงในประวัติศาสตร์)
เสิ่นซีพอได้ยินคำว่า "โซ่วหนิงโหว" สามพยางค์นี้ ภายในใจก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย
โซ่วหนิงโหวในยุคหงจื้อ หมายถึงจางเฮ่อหลิง ผู้เป็นน้องชายของจางฮองเฮา หรือพระปิตุลาขององค์รัชทายาทในปัจจุบัน ทว่าเมื่อกล่าวถึงจางเฮ่อหลิงผู้นี้ เขาก็มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไม่ต่างจากว่านทง น้องชายของว่านกุ้ยเฟยในยุคเฉิงฮว่าเลย ในหมู่ราษฎรต่างลือกันให้แซ่ดว่าเขาเป็นพวกเสเพลและทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าสารพัด
ตามประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า หลี่เมิ่งหยาง ผู้เป็นจิ้นซื่อในปีรัชศกหงจื้อปีที่หก ทั้งยังเป็นหลางจงแห่งกรมทะเบียนและการคลัง ผู้มีพรสวรรค์ด้านวรรณกรรมอันสูงส่ง ได้ยื่นฎีกาฟ้องร้องจางเฮ่อหลิง โดยถวายฎีกาชื่อ 'อิ้งเจาจื่อเฉินซู' เพื่อแฉความผิดของจางเฮ่อหลิง ไม่ว่าจะเป็นการซ่องสุมพวกอันธพาล กอบโกยผลประโยชน์จากเรื่องสกปรกโสมม แย่งชิงที่ดินทำกิน รื้อถอนทำลายบ้านเรือนราษฎร ลักพาตัวเด็ก ปล้นชิงสินค้าพ่อค้า ยึดครองที่นาเกลือของทางการ ทำตัวเป็นศาลเตี้ยคุมเส้นทางสัญจรทางน้ำ ชูธงเหลืองวางอำนาจบาตรใหญ่ ทำตัวกร่างราวกับพยัคฆ์ติดปีก และความผิดอื่น ๆ อีกมากมาย
(เชิงอรรถผู้แปล: หลางจงแห่งกรมทะเบียนและการคลัง (户部郎中) ขุนนางระดับกลาง ดูแลเรื่องการคลัง ภาษี และทะเบียนราษฎร)
ทว่าจักรพรรดิหงจื้อทรงรักและปกป้องน้องภรรยาผู้นี้เป็นอย่างมาก จึงมิได้เอาผิดแต่ประการใด หลี่เมิ่งหยางจึงถูกจางเฮ่อหลิงแก้แค้น โดยถูกปรักปรำว่าลบหลู่เบื้องสูงต่อองค์ฮองเฮา ยอดกวีแห่งยุคผู้นี้ถูกทรมานอย่างหนักและเกือบจะตายเปล่าในคุก เรื่องนี้ก่อให้เกิดความฮือฮาและสร้างความสั่นสะเทือนในราชสำนักเป็นอย่างมาก
ทว่าด้วยความคุ้มครองจากจักรพรรดิหงจื้อ เจี้ยหยวนแห่งมณฑลส่านซีในปีรัชศกหงจื้อปีที่ห้าผู้นี้ถึงได้รอดพ้นจากเคราะห์กรรมมาได้ แต่ทว่าขุนนางบางคนกลับไม่โชคดีเช่นนั้น ผู้ใดที่ไปล่วงเกินจางเฮ่อหลิงเข้า ส่วนใหญ่ล้วนถูกปลดออกจากตำแหน่งและจับขังคุก แม้ในเวลาต่อมาจางเฮ่อหลิงจะมีความดีความชอบในการสนับสนุนจักรพรรดิเจียจิ้งขึ้นครองราชย์ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังคงเป็นที่รังเกียจของจักรพรรดิเจียจิ้งอยู่ดี หลังจากจางฮองเฮาสิ้นพระชนม์ จางเฮ่อหลิงก็สูญเสียที่พึ่งพิง ถูกถอดถอนบรรดาศักดิ์และตำแหน่งขุนนาง ต้องโทษจำคุก และตายอย่างอนาถในท้ายที่สุด
(เชิงอรรถผู้แปล:
เจี้ยหยวน (解元) ผู้สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑล
เจียจิ้ง (嘉靖) ชื่อรัชศกของจักรพรรดิหมิงซื่อจงในอนาคต)
แม้เสิ่นซีจะรู้เรื่องราวของโซ่วหนิงโหวเป็นอย่างดี แต่เขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว เอ่ยถามออกไปว่า "โซ่วหนิงโหวคือผู้ใดหรือ?"
ตาเฒ่าสวี่ยิ้มบาง ๆ "สรุปง่าย ๆ ก็คือบุคคลผู้มีอำนาจล้นฟ้าในราชสำนักก็แล้วกัน สหายตัวน้อย คนแซ่หลินและครอบครัวที่เจ้ากำลังตามหาอยู่นี้ ก็คือคนที่ไปล่วงเกินโซ่วหนิงโหวเข้านี่แหละ... ในตอนนั้นเขายังมีบรรดาศักดิ์เป็นโซ่วหนิงปั๋วอยู่ ขุนนางสำนักฮั่นหลินผู้นี้ถูกลดขั้นขับไล่จากเมืองหลวงให้ไปประจำการที่กว่างตง ก่อนจะถูกจับกุมตัวส่งกลับมายังเมืองหลวงอีกครั้ง ทว่าได้ยินมาว่า... เขายังไม่ตาย และถูกคุมขังอยู่ในคุกของหน่วยเจิ้นฝู่ซือ ใต้เท้าโหมวผู้นั้นจัดว่าเป็นคนดีมีคุณธรรมเลยเชียวล่ะ"
(เชิงอรรถผู้แปล:
เจิ้นฝู่ซือ (镇抚司) หน่วยงานคุมขังและไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับขุนนางหรือคดีสำคัญ ขึ้นตรงต่อองครักษ์เสื้อแพร
ใต้เท้าโหมว (牟大人) น่าจะหมายถึง โหมวปิน (牟斌) ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรในยุคหงจื้อ ซึ่งเป็นขุนนางตงฉินที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์)
เสิ่นซีชะงักงันไปชั่วขณะ พลันกระจ่างแก่ใจในทันทีว่า "ใต้เท้าโหมว" ที่ตาเฒ่าสวี่กล่าวถึง ก็คือผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรคนปัจจุบัน โหมวปินนั่นเอง ในบรรดาผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรมากมายในราชวงศ์หมิง โหมวปินนับว่าเป็นคนที่ยึดถือทางสายกลางและมีชื่อเสียงด้านคุณธรรม ในคดีของหลี่เมิ่งหยาง ก็ได้เขาผู้นี้นี่แหละที่คอยไกล่เกลี่ยอยู่เบื้องหลัง จึงช่วยให้หลี่เมิ่งหยางรอดพ้นจากความตายมาได้ หากเปลี่ยนเป็นขุนนางคนอื่นที่ประจบสอพลอผู้มีอำนาจล่ะก็ ต่อให้จักรพรรดิหงจื้อจะทรงมีพระประสงค์ละเว้นชีวิตหลี่เมิ่งหยาง แต่หลี่เมิ่งหยางก็คงถูกทรมานอย่างหนักจนขาดใจตายในคุกไปแล้ว
ท้ายที่สุดแล้วตลอดประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง ขุนนางที่ต้องตายอย่างอยุติธรรมจากการถูกจับขังในคุกหลวงนั้นมีนับไม่ถ้วน ที่นั่นนับเป็นประตูผีอย่างแท้จริง เข้าไปนั้นง่ายดาย แต่การจะได้กลับออกมานั้นยากเย็นแสนเข็ญ
"แล้วเรื่องราวเหล่านี้ ท่านไปล่วงรู้มาได้อย่างไรกัน?" เสิ่นซีจ้องมองตาเฒ่าสวี่ แววตาแฝงความเคลือบแคลงสงสัย
แม้ตาเฒ่าสวี่จะหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นซินแสพเนจร อาจจะมีช่องทางรับฟังข่าวลือมาบ้าง ทว่านี่มันคือความลับของราชสำนักเชียวนะ เขาจะไปล่วงรู้มาได้อย่างไร? หรือว่าเขาแค่เอาข่าวลือต่าง ๆ นานามาประติดประต่อจนเป็นเรื่องราวมีเงื่อนงำคลุมเครือ แล้วจงใจนำมาใช้หลอกลวงผู้คนกันแน่
ทว่าเรื่องนี้ต่อให้ไม่อาจเชื่อได้ทั้งหมด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย อย่างเช่นคดีที่เกี่ยวข้องกับจางเฮ่อหลิงนั้น มีผู้คนมากมายต้องรับเคราะห์ และด้วยอำนาจอันล้นฟ้าของฉ่างเว่ยในการจับกุมและไต่สวนลับ หลายคนถูกทรมานบีบบังคับให้รับสารภาพในคุก หรือแม้กระทั่งถูกทรมานจนตาย คนภายนอกย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย
(เชิงอรรถผู้แปล: ฉ่างเว่ย (厂卫) คำเรียกรวมของสำนักบูรพา (ตงฉ่าง) และองครักษ์เสื้อแพร (จิ่นอีเว่ย) ซึ่งเป็นหน่วยสืบราชการลับและรักษาความมั่นคงในยุคราชวงศ์หมิง)
คนที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ กลับสามารถคาดเดาสถานการณ์ในราชสำนักได้จากร่องรอยเพียงเล็กน้อย ต้องยอมรับเลยว่าตาเฒ่าสวี่ผู้นี้ก็มีฝีมือไม่เบา
ตาเฒ่าสวี่ชะงักไปเล็กน้อย บนใบหน้าเผยรอยยิ้มลึกล้ำยากจะหยั่งถึง "ย่อมต้องเป็นข้าเฒ่าที่หยั่งรู้ฟ้าดินคำนวณออกมาได้อย่างไรเล่า"
คำโกหกพกลมเช่นนี้ เสิ่นซีไม่มีทางเชื่ออย่างเด็ดขาด แต่เขาก็ยังคงเอ่ยถาม "เช่นนั้นท่านลองบอกมาสิ ว่าคนที่ข้าตามหา ยามนี้อยู่ที่ใด?"
ตาเฒ่าสวี่ตอบ "อันที่จริงคราวก่อนข้าก็บอกไปแล้ว ว่าคนที่สหายตัวน้อยตามหาอยู่ น่าจะอยู่ไม่ไกลนัก ส่วนจะอยู่ที่ใดกันแน่... ความลับสวรรค์ไม่อาจแพร่งพรายได้ ทว่าวันนี้ข้าอุตส่าห์บอกเล่าไปตั้งมากมาย สหายตัวน้อยพอจะ..." พูดมาถึงตรงนี้ ตาเฒ่าสวี่ก็แบมือยื่นออกมา ความหมายก็คือต้องการรางวัลตอบแทนนั่นเอง
แม้เสิ่นซีจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ตาเฒ่าสวี่พูดเป็นความจริงหรือเท็จ ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายตั้งใจอุตสาหะถึงเพียงนี้ การจะไม่ให้เงินรางวัลสักหน่อยก็ดูจะใจจืดใจดำเกินไป เขาจึงล้วงเหรียญทองแดงเจ็ดแปดเหรียญออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้ไป
ตาเฒ่าสวี่รับมา ใบหน้าฉายแววผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะทอดถอนใจด้วยความจนใจ เขาอุตส่าห์หน้าด้านหน้าทนมาพูดคุยกับเสิ่นซีถึงเพียงนี้ รู้อยู่เต็มอกว่าคงไม่ได้เงินสักเท่าไร แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะได้น้อยถึงเพียงนี้
"ท่านยังรู้อะไรอีกหรือไม่?" เสิ่นซีเอ่ยถามอีก
ตาเฒ่าสวี่ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า "เรื่องในราชสำนัก ข้ายังพอรู้เรื่องอยู่อีกบ้าง หากสหายตัวน้อยคิดว่าจะเป็นประโยชน์..."
เสิ่นซีส่ายหน้า "เรื่องอื่นข้าไม่อยากรู้ ในเมื่อท่านไม่มีเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องที่ทำนายดวงชะตาในวันนั้นแล้ว เช่นนั้นข้าก็ขอตัวลา"
เสิ่นซีประสานมือคารวะก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ตาเฒ่าสวี่โค้งคำนับปะหลก ๆ ส่งเขาจากไป รอจนเสิ่นซีเดินไปไกลแล้วหันกลับมามอง ก็ยังเห็นตาเฒ่าสวี่ยืนโยนเหรียญทองแดงในมือเล่นอยู่ตรงนั้น คาดว่าคงกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะเอาเงินก้อนนี้ไปซื้ออะไรมาประทังความหิวดี
ก่อนหน้านี้แม้เสิ่นซีจะเคยคิดว่า บิดาของหลินไต้อาจจะไปล่วงเกินขุนนางผู้มีอิทธิพลคนใดในราชสำนักเข้า ทว่าก็คาดไม่ถึงเลยว่าจะเกี่ยวข้องกับจางเฮ่อหลิง
เรื่องนี้เกี่ยวพันยิ่งใหญ่นัก พระปิตุลาผู้หนึ่ง มีองค์ฮองเฮาผู้เป็นพี่สาวคอยหนุนหลัง เรียกได้ว่ามีอำนาจล้นฟ้าชี้เป็นชี้ตายในราชสำนัก หากไปล่วงเกินคนผู้นี้เข้าจริง ๆ อย่างน้อยในช่วงสองรัชศกของหงจื้อและเจิ้งเต๋อ ก็ไม่มีทางต่อกรกับจางเฮ่อหลิงได้เลย แม้แต่ผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าอย่างหลิวจิ่นหรือหลี่ตงหยาง ก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้าขัดแย้งกับจางเฮ่อหลิงตรง ๆ
แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงมากเช่นกัน ที่ "บัณฑิตฮั่นหลินแซ่หลิน" จะเป็นเพียงบุคคลที่ตาเฒ่าสวี่ปั้นน้ำเป็นตัวแต่งขึ้นมาเองโดยอิงจากแซ่ของหลินไต้ เพียงเพื่อหลอกเอาเงินไม่กี่เหวินจากเขาไปต่อชีวิต
ยามนี้เมื่อมีเบาะแสคำว่า "บัณฑิตฮั่นหลินแซ่หลิน" แล้ว สิ่งที่เสิ่นซีต้องทำก็คือสืบหาตัวตนที่แท้จริงของบัณฑิตฮั่นหลินผู้นี้ให้กระจ่าง ด้วยอายุและเส้นสายของเขาในปัจจุบัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะสืบหาข้อมูลเชิงลึกได้มากนัก ทว่าเขาสามารถโยนเผือกร้อนเรื่องนี้ให้ฮุ่ยเหนียงช่วยจัดการได้อย่างแน่นอน ท้ายที่สุดแล้วสมาคมการค้าเมืองถิงโจวในปัจจุบัน ก็ได้ขยายสาขาไปถึงเมืองหนานจิงแล้ว สมาคมไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางการติดต่อเจรจาการค้าเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นเครือข่ายสืบข่าวคราวต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวคราวเหตุการณ์สำคัญในราชสำนัก
เมื่อกลับถึงบ้าน เสิ่นซีก็รีบนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวแก่ฮุ่ยเหนียง อย่างไรเสียก่อนหน้านี้เสิ่นซีก็เคยไหว้วานให้ฮุ่ยเหนียงช่วยสืบข่าวคราวเรื่องนี้ให้อยู่แล้ว
"เสี่ยวหลาง เจ้านี่ช่างเก่งกาจจริงเชียว น้าไปสอบถามผู้คนมาตั้งมากมาย ยังไม่เคยได้ยินเลยว่าในราชสำนักมีขุนนางแซ่หลินคนใดต้องคดีความ แต่เจ้ากลับสืบรู้มาได้ว่าเป็นถึงขุนนางสำนักฮั่นหลินเชียวหรือ"
จุดสนใจของฮุ่ยเหนียงกับเสิ่นซีนั้นแตกต่างกัน สิ่งที่นางมองเห็นคือความสามารถของเสิ่นซี เสิ่นซียิ้มขื่น "ยามนี้ข้าก็ไม่อาจฟันธงได้ว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ อาจจะเป็นแค่เรื่องที่คนอื่นแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกเอาเงินก็เป็นได้ ท่านน้า หากสามารถช่วยสืบข่าวคราวเรื่องบิดาของไต้เอ๋อร์ได้บ้าง ก็ย่อมเป็นเรื่องดีขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะเบา ๆ "เจ้าอายุเพียงแค่นี้ ก็รู้จักคิดเผื่อแผ่ถึงคนรอบข้างแล้ว ไต้เอ๋อร์ที่ได้มาอยู่กับเจ้า นับเป็นวาสนาของนางจริง ๆ เจ้าช่วยเหลือน้ามาก็ตั้งมากมาย น้าจะช่วยเจ้าสืบข่าวคราวเรื่องนี้บ้างก็เป็นสิ่งที่สมควรทำอยู่แล้ว เจ้าวางใจเถิด ประเดี๋ยวข้าจะเขียนจดหมายไปหาหานอู่เหยีย ให้เขาช่วยคอยสอดส่องดูแลเรื่องนี้ที่เมืองหนานจิงให้"
เสิ่นซีพยักหน้ารับ "ท่านน้า เรื่องนี้ท่านจะบอกให้ท่านแม่รู้ไม่ได้เด็ดขาดนะขอรับ ท่านก็รู้ว่านางตอนนี้... อารมณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ตั้งแต่ตีไต้เอ๋อร์ไปคราวก่อน ท่านแม่ก็แทบจะไม่พูดไม่จากับนางเลย ไต้เอ๋อร์ตอนนี้ทุกวี่ทุกวันเอาแต่หวาดผวาอกสั่นขวัญแขวน หากท่านแม่รู้ว่าข้าแอบช่วยนางตามหาคนในครอบครัวล่ะก็ จะต้องพาลไปตำหนิดุด่าไต้เอ๋อร์อีกเป็นแน่"
"ได้สิ" ฮุ่ยเหนียงรับคำ
รอจนกระทั่งเสิ่นซีเดินย่องลงบันไดไป ฮุ่ยเหนียงมองตามแผ่นหลังของเขาพลางคลี่ยิ้มบาง รำพึงรำพันกับตนเองเสียงแผ่ว "อย่างไรก็ยังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่ดี อายุแค่นี้ก็รู้จักทะนุถนอมผู้คนแล้ว วันข้างหน้าผู้ใดได้ตบแต่งกับเขา ย่อมมีวาสนาเป็นแน่"