เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 254 ซ่อนตะขอ

ตอนที่ 254 ซ่อนตะขอ

ตอนที่ 254 ซ่อนตะขอ


ในขณะที่ซีเอ๋อร์กำลังโกรธจัดจนแทบจะระงับอารมณ์ไม่อยู่ ก็ยังคงเป็นอวิ๋นหลิ่วที่เดินเข้ามา นางกดไหล่ของซีเอ๋อร์ไว้พลางเอ่ย "เอาล่ะ น้องสาว ก็แค่การละเล่นครั้งหนึ่งเท่านั้น ในเมื่อคุณชายเสิ่นทายถูก เจ้าก็แค่เดินไปรินสุราคารวะสักจอกก็พอแล้ว"

ซีเอ๋อร์กัดฟันกรอด "ฟังจากความหมายของพี่สาว ข้าถูกเขาใส่ร้ายปรักปรำ ก็ยังต้องกลืนเลือดลงคออีกหรือเจ้าคะ?"

เป็นเพราะซีเอ๋อร์โกรธจัดขึ้นมาจริง ๆ นางจึงลืมที่จะเสแสร้งทำตัวอ่อนหวานเย้ายวน น้ำเสียงที่ใช้พูดจาดูราวกับเม่นตัวน้อยที่กำลังพองขนขู่เกรี้ยวโกรธ ไม่หลงเหลือเค้าโครงความอ่อนหวานเย้ายวนของยอดคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเจี้ยวฟางซือ ที่อวี้เหนียงอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจอบรมสั่งสอนมาเลยแม้แต่น้อย

ซูทงเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี จึงรีบเอ่ยไกล่เกลี่ย "น้องเสิ่น ในมือเจ้ามีเหรียญทองแดงอยู่หนึ่งเหรียญ แต่ที่เอวของแม่นางซีเอ๋อร์ก็มีอยู่หนึ่งเหรียญจริง ๆ ไม่มีใครรู้ว่าเหรียญใดกันแน่ที่เป็นของจริง ไม่สู้พวกเรามาเริ่มกันใหม่ดีหรือไม่?"

"ใช่แล้วเจ้าค่ะ หากท่านเก่งจริงก็พิสูจน์ให้ได้สิว่าเหรียญในมือท่านคือเหรียญที่ข้าน้อยซ่อนไว้เมื่อครู่นี้ มิเช่นนั้น... ข้าน้อยไม่ยอมจริง ๆ ด้วย" ซีเอ๋อร์พลันนึกข้ออ้างในการเล่นตุกติกลักไก่ขึ้นมาได้ อารมณ์จึงดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เรื่องมันก็เห็น ๆ กันอยู่ เจ้าบอกว่าเหรียญของเจ้าเป็นของจริง ข้าก็บอกว่าเหรียญของข้าเป็นของจริงเช่นกัน หากจะเล่นตุกติกลักไก่ ก็ถือว่าผีเน่ากับโลงผุพอกันนั่นแหละ

เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "เช่นนั้นหากข้าน้อยพิสูจน์ได้ว่าเหรียญของตนเป็นของจริง จะว่าอย่างไรเล่า?"

คราวนี้ซีเอ๋อร์มีความมั่นใจขึ้นมาก นางคิดในใจว่า 'ขนาดข้าเองยังจำไม่ได้เลยว่าในบรรดาเหรียญมากมายบนตัวข้า เหรียญไหนคือของจริงกันแน่ แล้วเจ้าจะมีปัญญาอะไรมาพิสูจน์ได้?' นางแค่นเสียงหัวเราะหยัน "หากท่านพิสูจน์ได้ ข้าน้อยก็สุดแท้แต่ท่านจะจัดการ จะให้บุกป่าฝ่าดง... หรือจะให้ปรนนิบัติในห้องหอ ก็สุดแท้แต่ท่านจะบัญชาเลยเจ้าค่ะ"

เสิ่นซีคิดในใจ 'ขอเพียงแม่นางอย่างเจ้าเลิกจับผิดหาเรื่องข้าก็พอแล้ว แต่หากข้า "พิสูจน์" ได้จริง ๆ นางก็คงจะยิ่งเคียดแค้นชิงชังข้ามากขึ้นไปอีก ทว่าในขณะเดียวกันนางก็จะคอยระแวดระวังตัว และไม่กล้ามาหาเรื่องข้าซี้ซั้วอีกต่อไป'

เมื่อคิดได้ดังนั้น เสิ่นซีก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องรบกวนคุณชายหลานนำเหรียญทองแดงที่แจกจ่ายให้แก่แม่นางทั้งเจ็ดเมื่อครู่นี้ ออกมาให้ชมดูสักหน่อยเถิด"

ผู้คนที่อยู่ในงานต่างพากันประหลาดใจ เหรียญทองแดงล้วนมีหน้าตาคล้ายคลึงกันไปหมด แล้วมันจะมีปัญหาอันใดแอบแฝงอยู่ได้เล่า? รอจนกระทั่งบัณฑิตแซ่หลานหยิบถุงเงินออกมา แล้วเทเหรียญทองแดงทั้งหมดลงบนโต๊ะ กลับพบว่ามันคือเหรียญเซวียนเต๋อทงเป่า แบบเหรียญเล็กด้านหลังเรียบไม่มีลวดลาย ซึ่งมีรูปแบบลักษณะเหมือนกับเหรียญทองแดงในมือของเสิ่นซีไม่ผิดเพี้ยน

(เชิงอรรถผู้แปล: เหรียญเซวียนเต๋อทงเป่า (宣德通宝) เหรียญกษาปณ์ทองแดงที่หล่อขึ้นในรัชศกเซวียนเต๋อแห่งราชวงศ์หมิง)

ราชวงศ์หมิงนับตั้งแต่หล่อเหรียญ 'เซวียนเต๋อทงเป่า' ในปีรัชศกเซวียนเต๋อปีที่เก้า จนกระทั่งถึงปีรัชศกหงจื้อปีที่สิบหกที่เริ่มหล่อเหรียญหงจื้อทงเป่า ในช่วงระยะเวลาหกสิบแปดปีคั่นกลางนี้ ราชสำนักไม่ได้มีการหล่อเหรียญกษาปณ์ออกมาอีกเลย ทว่าเนื่องจากในช่วงกลางราชวงศ์หมิง ตั๋วเงินต้าหมิงเป่าเชาเกิดภาวะเสื่อมค่าอย่างรุนแรง การลักลอบหล่อเหรียญของชาวบ้านในระดับราษฎรจึงยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย และเหรียญทองแดงในมือของซีเอ๋อร์นั้น ก็คือ เหรียญหงอู่ทงเป่า ที่ชาวบ้านลักลอบหล่อขึ้นมา ซึ่งในด้านความบริสุทธิ์ของเนื้อทองแดงนั้น ย่อมมีความแตกต่างจาก 'เหรียญเซวียนเต๋อทงเป่า' ที่เป็นของแท้จากทางการอยู่บ้าง

"ยามนี้ทุกท่านคงเชื่อแล้วกระมัง ว่าเหรียญในมือของผู้ใดคือของจริง?"

เสิ่นซีหัวเราะพลางวาง 'เหรียญเซวียนเต๋อทงเป่า' ในมือของตนลงบนโต๊ะ เมื่อคนอื่น ๆ ลองนำมาเปรียบเทียบดู แม้จะไม่อาจฟันธงได้ว่าเหรียญของเสิ่นซีจะต้องเป็นเหรียญจริงที่แจกไปเมื่อครู่ แต่ก็สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนว่า เหรียญในมือของซีเอ๋อร์นั้นเป็นของปลอมที่นางพกมาเองอย่างแน่นอน

ซีเอ๋อร์ก้มมองเหรียญทองแดงในมือของตน เนื่องจากนางแทบไม่มีโอกาสได้ออกจากเจี้ยวฟางซือ กอปรกับไม่ได้เป็นคนใช้จ่ายเงินทองอย่างระมัดระวัง นางจึงไม่เคยสังเกตเรื่องรูปแบบของเหรียญทองแดงมาก่อนเลยแม้แต่น้อย การเล่นตุกติกลักไก่ในครั้งนี้ นางก็แค่สุ่มหยิบยืมเหรียญทองแดงมาจากถุงเงินของพี่น้องที่มาด้วยกัน แล้วยัดซ่อนไว้ตามตัวก็เท่านั้น นางจะไปสนใจได้อย่างไรว่าเป็นเหรียญรุ่นไหน ขอเพียงประเดี๋ยวหยิบออกมา แล้วสามารถตบตาเอาตัวรอดไปได้ก็พอแล้ว

ทว่ายามนี้ เสิ่นซีกลับใช้ประโยชน์จากจุดนี้ ทำให้นางต้องกล้ำกลืนเลือด ต่อให้นางอยากจะปฏิเสธว่าไม่ได้เล่นตุกติกโกง ก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไปแล้ว

บรรดาบัณฑิตในงานต่างพากันฮือฮา เสิ่นซีผู้นี้ไม่เพียงแต่จะหยั่งรู้ฟ้าดินได้เท่านั้น ทว่ายังมีสายตาเฉียบแหลมดุจคบเพลิง ถึงขั้นสามารถสังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าซีเอ๋อร์เล่นตุกติกได้อีกด้วย

ใบหน้าของซีเอ๋อร์พลันแดงก่ำขึ้นมาในทันที การถูกผู้คนพากันจับจ้องเช่นนี้ ทำเอานางอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้พ้น ๆ

ในบรรดาคนทั้งหมด ผู้ที่ประหลาดใจที่สุดย่อมหนีไม่พ้นอู๋เสิ่งอวี๋

ในตอนแรก อู๋เสิ่งอวี๋ยังไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ทว่าพอลองคิดทบทวนดู เขาก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ การที่ซีเอ๋อร์ปล่อยให้คนอื่นทาย ไม่ว่าจะทายอย่างไรก็ไม่มีทางทายถูก เพราะนางได้ใช้ลูกไม้เล่นตุกติกเอาไว้แล้ว ทว่าเสิ่นซีไม่เพียงแต่มองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่งในปราดเดียว แต่ยังใช้แผนการซ้อนแผน ทำให้ซีเอ๋อร์จนด้วยเกล้าไม่อาจแก้ตัวได้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเพิ่งจะมาเข้าใจต้นสายปลายเหตุเอาในภายหลัง ซ้ำยังนึกหาวิธีดี ๆ ที่จะมาแฉกลอุบายของซีเอ๋อร์ไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

ซูทงหัวเราะร่วน "น้องเสิ่น ไม่เพียงแต่จะเชี่ยวชาญวิชาดูทำเลและทิศทางลม ทว่ายังมีสายตาอันแหลมคมอีกด้วย แม่นางซีเอ๋อร์ คราวนี้เจ้ายอมจำนนแล้วใช่หรือไม่?"

ซีเอ๋อร์รีบแก้ตัว "ข้าน้อย... ข้าน้อยคงจะหยิบสลับกับเหรียญทองแดงที่แอบซ่อนไว้ในสาบเสื้อแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะ ข้าน้อยขอยอมรับการลงโทษ"

ปากกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจกลับกำลังเต้นระส่ำไม่เป็นส่ำ เมื่อครู่นี้นางพลั้งปากกล่าววาจาจนเต็มสิบส่วน ลั่นวาจาออกไปว่า ขอเพียงเสิ่นซีพิสูจน์ได้ว่าเหรียญในมือเขาเป็นของจริง นางก็จะยอมให้เขาจัดการตามใจชอบ นางปลอบใจตัวเองว่า ต่อให้ไอ้เด็กนี่จะหยาบคายไร้มารยาทสักเพียงใด ก็คงไม่กล้าทำอะไรข้าหรอกกระมัง?

ทุกคนในงานต่างก็จ้องมองไปที่เสิ่นซี อยากจะรู้ว่าเขาจะเรียกร้องเงื่อนไขที่เกินเลยเพียงใด

เสิ่นซีเพียงแค่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เช่นนั้นก็เป็นไปตามข้อตกลงก่อนหน้านี้ รบกวนแม่นางซีเอ๋อร์รินชาให้ข้าน้อยสักจอกก็พอแล้ว วันข้างหน้า พวกเราต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ก็แล้วกัน"

ซีเอ๋อร์คิดในใจ 'ต่อให้เจ้าอยากให้ข้าไปยุ่ง ข้าก็ขี้เกียจจะสนใจเจ้าเหมือนกันนั่นแหละ' ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคับแค้นขุ่นเคืองขึ้นมาอีกระลอก หมายจะโต้กลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟันสักสองประโยค ทว่าอวิ๋นหลิ่วที่อยู่อีกด้านกลับส่งสายตาห้ามปรามและส่ายหน้าเบา ๆ นางจึงทำได้เพียงกลืนความขุ่นเคืองลงคอและยอมเลิกราไป

"ข้าน้อยรินชาคารวะคุณชายเสิ่นก็ได้เจ้าค่ะ"

ผู้คนในงานต่างรู้สึกหมดสนุกอยู่บ้าง พวกเขาเดินกลับไปนั่งที่ของตน พลางทอดสายตามองมาทางเสิ่นซี เมื่อเห็นซีเอ๋อร์ค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปหา ภายในใจของพวกเขาก็ยิ่งริษยาตาร้อนจนแทบคลุ้มคลั่ง

การได้สตรีที่งดงามเย้ายวนอย่างซีเอ๋อร์มานั่งรินชาให้บนตัก ช่างเป็นเรื่องที่แสนจะชวนเพ้อฝันและเลิศเลอเพียงใด ทว่าคนที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้กลับเป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง แล้วพวกเขาจะไปทำอันใดได้เล่า?

ซีเอ๋อร์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสิ่นซี นางลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งบนตักของเขา ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะรินชานั้นเอง เสิ่นซีก็พลันยื่นมือออกไปโอบรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้ ซีเอ๋อร์ถึงกับสะดุ้งตัวแข็งทื่อไปในทันที

ซีเอ๋อร์ถูกสายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ นางจึงไม่อาจอาละวาดโวยวายได้ ทำได้เพียงฝืนทนกลั้นเอาไว้ นางยกป้านชาขึ้นมารินน้ำชา จังหวะที่กำลังจะหมุนตัวส่งถ้วยชาให้แก่เสิ่นซี บังเอิญเรือก็ต้องลมเกลียวคลื่นจนโคลงเคลงไปมาสองสามครั้ง ร่างของซีเอ๋อร์เสียหลักเอนไปด้านหลัง ทำให้คนทั้งร่างล้มคะมำเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของเสิ่นซีอย่างจัง

"เจ้า..."

ซีเอ๋อร์สัมผัสได้ว่ามืออันน่าสะอิดสะเอียนคู่นั้นได้โอบกอดนางไว้แน่นเสียแล้ว ภายในใจทั้งอับอายและเคียดแค้น ทว่าพอพิจารณาดูอีกที 'ข้าจะไปมัวเอาพิมพเสนไปแลกกับเกลือ โกรธเคืองเด็กน้อยคนหนึ่งทำไมกัน? เขาก็แค่กอดข้าไม่ใช่หรือ? อย่างไรเขาก็ไม่อาจทำเรื่องล่วงเกินอันใดได้อยู่แล้ว ก็ปล่อยเขาไปก็แล้วกัน'

แม้จะปลอบใจตนเองเช่นนี้ ทว่าภายในใจของนางยังคงรู้สึกอึดอัดคับข้องใจอยู่ดี นางหมุนตัวกลับมา ยกถ้วยชาส่งให้ตรงหน้าเสิ่นซี "คุณชายเสิ่น ข้าน้อยขอคารวะท่านเจ้าค่ะ"

บนใบหน้าแสร้งปั้นแต่งสีหน้าอ่อนหวานเย้ายวนและดูบอบบางน่าทะนุถนอม ประหนึ่งหญิงงามที่กำลังออดอ้อนแง่งอนอยู่ในอ้อมอกของชายคนรัก

เสิ่นซีในยามนี้ สัมผัสได้ถึงความ "แข็งทื่อ" ของร่างกายซีเอ๋อร์ ภายในใจรู้สึกประหลาดใจเป็นล้นพ้น ตอนแรกที่เขายื่นมือออกไป ก็เพียงแค่อยากจะสั่งสอนซีเอ๋อร์เล็กน้อย ทว่าเมื่อสัมผัสโดนกลับพบว่าเป็นของแข็งทื่อ เขาถึงได้รู้ว่าที่เอวของซีเอ๋อร์มีผ้ารัดเอวพันเอาไว้อย่างหนาแน่น เขายังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าผ้ารัดเอวของซีเอ๋อร์มีไว้เพื่อการใด แต่หลังจากนั้นตอนที่เรือโคลงเคลง เสิ่นซีฉวยโอกาสกอดนางให้แน่นขึ้นอีกนิด ก็บังเอิญได้กลิ่นสมุนไพรโชยมาท่ามกลางกลิ่นหอมของเครื่องประทินโฉม ซึ่งนี่ก็ช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดวันนี้ซีเอ๋อร์ถึงแต่งหน้าทาปากเสียเข้มจัด เป็นไปได้ว่านางต้องการใช้กลิ่นเครื่องหอมมากลบกลิ่นยานี่เอง

ซีเอ๋อร์มีบาดแผลภายนอกหรือ?

เสิ่นซีนึกเชื่อมโยงไปถึงคำพูดของซูทงก่อนหน้านี้ ที่ว่าซีเอ๋อร์ไม่ได้ออกมาต้อนรับแขกเสียนาน เป็นไปได้ว่าอาจจะมาจากสาเหตุที่ได้รับบาดเจ็บ หากเป็นกลิ่นของยาพอกทั่วไปก็แล้วไปเถิด สตรีในเจี้ยวฟางซือย่อมเกิดการฟกช้ำดำเขียวหรือเคล็ดขัดยอกกันได้ง่าย ทว่าปัญหามันอยู่ที่ กลิ่นยาบนตัวของซีเอ๋อร์ ดันเป็นกลิ่นของยาสมานแผลที่ปรุงขึ้นจากโรงผลิตยาของร้านขายยาตระกูลลู่อย่างไม่ต้องสงสัย

ภายในใจของเสิ่นซีพลันเกิดความระแวดระวังขึ้นมา เพราะซีเอ๋อร์ผู้นี้มี "ภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา" อย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้เขาเพียงแค่วาดภาพแล้วได้เครื่องประดับของนางมาเป็นรางวัล หลังจากนั้นร้านขายยากับจวนตระกูลเสิ่นก็ถูกขโมยขึ้นบ้าน ซ้ำเขายังอาจจะโดนรมยาสลบอีกด้วย ก่อนหน้านี้เสิ่นซีเคยคาดเดาว่า ซีเอ๋อร์อาจจะเป็นคนจ้างวานให้ผู้อื่นมาลงมือ แต่พอมาคิดดูในตอนนี้ หรือว่าคนที่ลงมือก็คือตัวนางเอง?

"ขอบคุณแม่นางซีเอ๋อร์" เสิ่นซีรับถ้วยชามาดื่มรวดเดียวจนหมด

แม้จะมีความคลางแคลงใจอยู่เต็มอก แต่หลังจากดื่มชาเสร็จ เสิ่นซีก็ยอมคลายมือที่โอบกอดซีเอ๋อร์ออก เพื่อให้นางลุกขึ้นได้อย่างสะดวก

แม้ว่าบนตัวของซีเอ๋อร์จะมีกลิ่นยาสมานแผล ทว่าดูเหมือนจะไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอันใด ตอนที่นางลุกขึ้นยืนหรือก้าวเดินก็ไม่ได้มีทีท่าผิดปกติ เสิ่นซีคอยจ้องจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของนาง และไม่นานก็สังเกตเห็นว่า ยามที่ซีเอ๋อร์โน้มตัวลงเล็กน้อย หว่างคิ้วของนางจะขมวดเข้าหากันเล็กน้อย สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า อาการบาดเจ็บของซีเอ๋อร์อยู่ที่บริเวณเอว ตรงจุดที่พันผ้ารัดเอวหนาเตอะนั่นแหละ

หลังจากนั้นการละเล่นการละเล่นซ่อนตะขอก็ดำเนินต่อไป ทว่าไม่ได้ให้บรรดาแม่นางทั้งหลายเป็นคนซ่อนอีกแล้ว แต่กลับมาใช้วิธีแบ่งกลุ่มซ่อนตะขอตามธรรมเนียมดั้งเดิม แล้วให้ทั้งสองฝ่ายผลัดกันทาย บรรดาหญิงสาวก็เข้ามาร่วมเล่นด้วย แต่จะไม่มีการให้ไปนั่งโอบกอดสัมผัสความหอมหวานบนตักอีก หากทายผิดก็แค่รินสุราปรับให้ดื่มสุรา ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากการเล่นซ่อนตะขอทั่วไปเลย

เวลาล่วงเลยไปเช่นนี้กว่าสองชั่วยาม จนกระทั่งดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลับเหลี่ยมเขา เรือสำราญจึงได้กลับมาเทียบท่าที่ท่าเรือเมืองถิงโจว

บรรดาเกี้ยวได้มารออยู่ที่ท่าเรือสักพักแล้ว เหล่าหญิงสาวต่างก็ดื่มสุราจนมีอาการเมามายนัยน์ตาหวานฉ่ำ พวกนางประคองกันและกันก้าวเดินลงจากแผ่นกระดานเรือ เพื่อเตรียมตัวขึ้นเกี้ยวจากไป

ซีเอ๋อร์ถูกลมพัดปะทะ ใบหน้าของนางจึงแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย ในตอนนั้นเองเสิ่นซีก็เดินตามหลังนางลงจากเรือ คนทั้งสองเดินตามกันมาติด ๆ จู่ ๆ เสิ่นซีก็เอ่ยเตือนขึ้นมาว่า "ลดยาซานชีลงสักหนึ่งตัวยา หรือปรับฤทธิ์ยาให้อ่อนลงสักหน่อย ตกกลางคืนจะได้ไม่สะดุ้งตื่นเพราะความเจ็บปวด หากมีแผลก็ควรออกจากบ้านให้น้อยลง..."

ซีเอ๋อร์จ้องมองเสิ่นซีด้วยความสับสนงุนงง "เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"

เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "อ้อ ข้าเพิ่งจะพูดคุยเรื่องสรรพคุณและหลักการของยากับคุณชายอู๋ไปเมื่อครู่น่ะ ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญลอยเข้าหูแม่นางซีเอ๋อร์พอดี"

ซีเอ๋อร์ถลึงตาใส่เสิ่นซีอย่างดุร้ายอีกหนึ่งวง

รอจนก้าวลงจากเรือ นางก็ยังไม่ได้ขึ้นเกี้ยว เพราะทางฝั่งเจี้ยวฟางซือได้ส่งรถม้าคันหนึ่งมารับ ที่แท้เป็นเพราะอวี้เหนียงเฝ้ารออยู่นานแต่เหล่าสตรีก็ยังไม่กลับมาสักที เกรงว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น จึงให้เด็กรับใช้ควบรถม้าออกมารับคน ทว่าเป้าหมายหลักก็เพื่อมารับซีเอ๋อร์และอวิ๋นหลิ่วซึ่งเป็น "ยอดคณิกา" ทั้งสองนาง ส่วนสตรีคนอื่น ๆ ก็ยังคงนั่งเกี้ยวกลับเช่นเดิม

ระหว่างทางที่นั่งรถม้ากลับจวน ซีเอ๋อร์ได้ปลดเสื้อคลุมตัวนอกออก แล้วคลายผ้ารัดเอวให้หลวม เผยให้เห็นรอยบาดแผลที่อยู่ด้านใน

อวิ๋นหลิ่วเอ่ยบ่น "ก็รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองบาดเจ็บ แต่ก็ยังดึงดันจะออกมา ซ้ำยังดื่มสุราไปตั้งมากมายอีก"

ซีเอ๋อร์เบะปากทำหน้างอ "พี่สาวก็เอาแต่ด่าว่าข้า ก็อวี้เหนียงเป็นคนบอกเองนี่นา ว่าหากไม่ยอมโผล่หน้าออกมาต้อนรับแขกเลย คนอื่นย่อมต้องเกิดความสงสัยเป็นแน่ อีกอย่างบาดเจ็บมาตั้งนานแล้ว ยากนักที่จะได้ออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอก อย่างไรก็ยังดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในจวนล่ะนะ จะโทษก็ต้องโทษไอ้เด็กเหม็นนั่นแหละ ที่เอาแต่คอยหาเรื่องข้าอยู่ได้ ข้าล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเขาไปเก่งกาจมาจากไหน..."

อวิ๋นหลิ่วช่วยทายาสมานแผลให้ซีเอ๋อร์จนเสร็จ พลางหันไปหยิบเทียบยาแล้วเอ่ยขึ้นว่า "อันที่จริงคุณชายเสิ่นไม่ได้หยั่งรู้ฟ้าดินหรอกนะ เขาก็แค่มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าเจ้า และรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากกว่าเจ้าก็เท่านั้น แต่เจ้ากลับดันทุรังจะไปอวดเก่งกับเขาให้ได้"

"เขาก็เป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง จะไปมีประสบการณ์ชีวิตอะไรได้ พี่สาวนี่ช่างฮึกเหิมให้ข้าศึก ข่มขวัญพวกเดียวกันเองเสียจริง"

(เชิงอรรถผู้แปล: ฮึกเหิมให้ข้าศึก ข่มขวัญพวกเดียวกันเอง (长贼人志气灭自己威风) ยกย่องความเก่งกาจของศัตรู แล้วกดข่มขวัญฝ่ายตนเอง)

เมื่อเห็นอวิ๋นหลิ่วนำเทียบยาสมานแผลเดินกลับมา จู่ ๆ ซีเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นมาว่า "ตอนที่ข้าลงจากเรือ ไอ้เด็กนั่นจู่ ๆ ก็บอกว่า อย่าใช้ยาอะไรที่ชื่อซานชี ทั้งยังบอกอีกว่าฤทธิ์ของซานชีมันแรงเกินไป นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน..."

อวิ๋นหลิ่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง นางอมยิ้มบาง ๆ "แค่นี้เจ้ายังฟังไม่ออกอีกหรือ? เขากำลังเป็นห่วงเจ้าอยู่อย่างไรเล่า"

ซีเอ๋อร์ขมวดคิ้ว "อย่างเขาน่ะหรือ?"

"ต้องเป็นตอนที่เจ้านั่งอยู่บนตักของเขา แล้วเขาบังเอิญสังเกตเห็นว่าเจ้ามีแผลแน่ ๆ ก่อนหน้านี้ข้ายังแปลกใจอยู่เลย ว่าเหตุใดยาสมานแผลของร้านขายยาตระกูลลู่ถึงได้ผลดีกับคนอื่น ทว่าพอเป็นเจ้า อาการกลับไม่ดีขึ้นเลยสักนิด ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นเพราะเจ้าบาดเจ็บหนักเกินไป แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เป็นไปได้ว่าฤทธิ์ยาอาจจะขัดแย้งกับยาของพวกเราที่ใช้อยู่ เช่นนั้นวันหลังก็ไม่ต้องใช้ยาของพวกเราแล้วล่ะ" อวิ๋นหลิ่วนำเทียบยาเก็บกลับเข้าไปในกล่องไม้ตามเดิม

ซีเอ๋อร์เอ่ยด้วยความเคียดแค้นขุ่นเคือง "เขารู้ไปเสียทุกเรื่อง ทำเอาข้าดูเหมือนคนโง่เง่าเต่าตุ่นไปเลย ข้าทนความอึดอัดคับแค้นใจนี้ไม่ไหวหรอกนะ วันข้างหน้าหากได้เจอเขาอีก ข้าจะต้องเอาคืนให้สาสม... โอ๊ย! พี่สาวเบามือหน่อยไม่ได้หรือเจ้าคะ นี่เนื้อคนนะ ไม่ใช่... ฮึ่ม"

จบบทที่ ตอนที่ 254 ซ่อนตะขอ

คัดลอกลิงก์แล้ว