- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 252 ยอดคณิกาใจแคบ
ตอนที่ 252 ยอดคณิกาใจแคบ
ตอนที่ 252 ยอดคณิกาใจแคบ
การล่องเรือของซูทงในครั้งนี้จัดงานอย่างใหญ่โตเอิกเกริก ไม่เพียงเชิญบัณฑิตมาร่วมงานถึงสิบสองคน แต่ยังเชิญหญิงสาวจากเจี้ยวฟางซือมาอีกเจ็ดนาง ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงอวิ๋นหลิ่วและซีเอ๋อร์ ผู้เป็นยอดคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเจี้ยวฟางซือในยามนี้ด้วย
ส่วนหญิงสาวคนอื่น ๆ ล้วนแต่มีรูปโฉมงดงามเป็นเลิศ เมื่อสตรีเหล่านี้ก้าวลงจากเกี้ยวขนาดเล็ก แล้วมายืนเรียงรายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ก็ช่วยสร้างสีสันให้แก่ท่าเรือได้ไม่น้อย
แม้แต่ตาเฒ่าสวี่ที่แสร้งทำเป็นตาบอดมาตลอด ก็ยังอดไม่ได้ที่จะลอบชำเลืองมองมาทางเรือหลวงลำนี้
เสิ่นซีเดินตามซูทงขึ้นเรือพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือหลวงนั้นใหญ่โตกว่าเรือชาวบ้านทั่วไปมากจริง ๆ ภายในห้องโดยสารมีโต๊ะเก้าอี้จัดวางไว้ ซ้ำยังแบ่งแยกสัดส่วนระหว่างห้องโถงด้านนอกกับห้องนอนไว้อย่างชัดเจน ต่อให้มีคนเข้าไปรวมกันในห้องโถงด้านนอกคราวละยี่สิบถึงสามสิบคน ก็ยังไม่รู้สึกแออัดเลยแม้แต่น้อย
บรรดาบัณฑิตพากันนั่งล้อมวงแบ่งออกเป็นสามโต๊ะ เสิ่นซีนั่งร่วมโต๊ะกับซูทง เจิ้งเชียน และอู๋เสิ่งอวี๋ ทว่าหญิงสาวที่ได้รับเชิญมากลับยังไม่ได้ถูกจัดแจงที่นั่งให้ เสิ่นซีมองประเมินอวิ๋นหลิ่วอย่างถี่ถ้วน เห็นเพียงนางมีผิวพรรณขาวผุดผ่องดุจหิมะ วงหน้างดงามดั่งภาพวาด จัดว่าเป็นหญิงงามอย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะกลิ่นอายความเย็นชาเย่อหยิ่งและสูงส่งที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่า นางคือหญิงสาวที่เขาและเสิ่นหย่งจั๋วบังเอิญพบเจอที่ชั้นสองของเจี้ยวฟางซือในวันนั้นอย่างแน่นอน
"แม่นางอวิ๋นหลิ่ว เชิญนั่งเถิด" ท่าทีที่ซูทงมีต่ออวิ๋นหลิ่วนั้น ราวกับผึ้งหนุ่มที่ได้กลิ่นเกสรดอกไม้ ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น เขาเชิญให้อวิ๋นหลิ่วมานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน ปล่อยให้ซีเอ๋อร์ถูกเมินเฉยยืนอยู่ด้านข้าง
โต๊ะภายในเรือล้วนเป็นโต๊ะกลม เนื่องจากเรือต้องโคลงเคลงไปมาตามกระแสน้ำ หากโต๊ะมีเหลี่ยมมีมุมก็อาจจะเดินชนจนได้รับบาดเจ็บได้ง่าย กอปรกับโต๊ะกลมยังสามารถให้นั่งล้อมวงได้มากกว่าด้วย
ซูทงนั่งติดกับเสิ่นซี เขาจัดแจงให้อวิ๋นหลิ่วนั่งลงที่โต๊ะหลัก ซึ่งอยู่คั่นกลางระหว่างเขากับเสิ่นซีพอดิบพอดี
แตกต่างจากหญิงสาวในเจี้ยวฟางซือคนอื่น ๆ ที่มักจะมีกลิ่นหอมฉุนของแป้งและชาด บนร่างของอวิ๋นหลิ่วกลับมีเพียงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของตำรา สะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมอันสูงส่งของนาง
รอจนจัดแจงที่นั่งให้อวิ๋นหลิ่วเรียบร้อย ซูทงถึงค่อยหันไปจัดที่นั่งให้สตรีคนอื่น ๆ
สีหน้าของซีเอ๋อร์ดูผิดปกติไปเล็กน้อย "ก่อนที่ข้าน้อยจะออกมา อวี้เหนียงได้กำชับเป็นพิเศษว่าให้รีบกลับไปแต่หัววัน คุณชายซู ข้าน้อยเห็นทีว่า... ข้าน้อยคงไม่นั่งแล้วกระมัง สถานที่แห่งนี้... ดูจะแออัดเกินไปเจ้าค่ะ"
ซูทงหัวเราะร่าพลางเอ่ย "แออัดหน่อยก็ดีแล้วมิใช่หรือ? เบียดเสียดกันหน่อยจะได้ครึกครื้นอย่างไรเล่า"
เสิ่นซีบ่นพึมพำอุบอิบ "เบียดกันมากเดี๋ยวก็ท้องหรอก"
เสิ่นซีเพียงแค่ขยับริมฝีปากหยอกล้อเล่นโดยไม่ได้เปล่งเสียงออกมาจากลำคอ ทว่าอวิ๋นหลิ่วกลับเหมือนจะได้ยินอะไรบางอย่าง นางปรายตามองมาทางเขาแล้วระบายยิ้มบาง เผยให้เห็นถึงความงดงามชดช้อยอยู่หลายส่วน
เสิ่นซีไม่แน่ใจนักว่าเหตุใดนางถึงส่งยิ้มให้ตน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าซีเอ๋อร์เองก็เป็นพวกหูทิพย์ ภายในเจี้ยวฟางซือแห่งนี้ล้วนแต่ 'ซ่อนมังกรซุ่มพยัคฆ์' เขาจึงระแวดระวังให้มากขึ้น ตั้งใจแน่วแน่ว่าต่อไปนี้จะพูดจาส่งเดชไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้จะเป็นการนินทาในใจก็ตาม
ซีเอ๋อร์เดินไปนั่งที่โต๊ะหลักอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก ทว่านางกลับเลือกนั่งคั่นกลางระหว่างอู๋เสิ่งอวี๋กับเจิ้งเชียน
พอเจิ้งเชียนเห็นว่ามีคนงามมานั่งเคียงข้าง ก็อดไม่ได้ที่จะอยากลวนลามแทะโลม ในขณะที่อู๋เสิ่งอวี๋กลับมีท่าทีประหม่าเกร็งอย่างเห็นได้ชัด แม้เขาจะมีอายุมากกว่าเสิ่นซีอยู่หลายปี แต่ก็น่าจะยังไม่เคยผ่านเรื่องราวบุรุษสตรีมาก่อน จึงยิ่งไม่รู้วิธีสนทนากับสตรีในสถานที่เริงรมย์เช่นนี้
"คุณชายน้อยผู้นี้ ดูรูปงามไม่เบาเลยนะเจ้าคะ" ซีเอ๋อร์คล้ายจงใจจะหยอกเย้าอู๋เสิ่งอวี๋ อันที่จริงนางก็ไม่ได้อายุมากกว่าอู๋เสิ่งอวี๋สักกี่ปี "รูปงามสง่าผ่าเผย เติบใหญ่ไปจะต้องกลายเป็นคุณชายเจ้าสำราญผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์เป็นแน่ หาใช่ปากแหลม แก้มตอบเหมือนลิง ไร้ซึ่งสง่าราศีของชนชั้นสูงโดยสิ้นเชิงเหมือนคนบางคน"
(เชิงอรรถผู้แปล: ปากแหลม แก้มตอบเหมือนลิง (尖嘴猴腮) ใช้บรรยายรูปลักษณ์ที่ดูไม่น่ามองหรือเจ้าเล่ห์)
พูดจบนางก็ปรายตาไปมองเสิ่นซีอย่างเย็นชา 'คนบางคน' ที่มีใบหน้าปากแหลมแก้มตอบเหมือนลิงที่นางเอ่ยถึง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมายถึงเสิ่นซี
เสิ่นซีคิดในใจ 'นี่มันจะเคียดแค้นชิงชังอะไรกันนักหนา? ข้าก็แค่ชนะเซ่อฟู่เจ้า แล้วไม่ได้เข้าไปในห้องของเจ้าเท่านั้นเอง ถึงกับต้องจำฝังใจมาเป็นเดือน ๆ เชียวหรือ? หรือว่ากิจการสตรีในเจี้ยวฟางซือของพวกเจ้าจะย่ำแย่หนัก วัน ๆ ไม่มีอะไรทำถึงได้เอาแต่คิดแค้นเรื่องเก่า ๆ กัน?'
สีหน้าของอู๋เสิ่งอวี๋ดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย เขาประสานมือคารวะซีเอ๋อร์พลางเอ่ย "ข้าน้อย... อู๋เสิ่งอวี๋ ขอคารวะแม่นาง"
รอยยิ้มยั่วยวนประดับอยู่บนใบหน้าของซีเอ๋อร์ ท่าทางของนางราวกับพี่สาวที่กำลังมองน้องชาย แล้วรู้สึกถูกชะตาขึ้นมาในทันที "อู๋เสิ่งอวี๋หรือเจ้าคะ? ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะ ไพเราะยิ่งนัก ข้าน้อยมีนามว่าซีเอ๋อร์ ภายภาคหน้าคงต้องขอรบกวนคุณชายอู๋ช่วยดูแลให้มากด้วยนะเจ้าคะ" พูดจบนางก็หยัดกายลุกขึ้นย่อตัวคารวะด้วยท่วงท่าเย้ายวนชวนหลงใหล ทำเอาใบหน้าของอู๋เสิ่งอวี๋แดงเถือกขึ้นมาในทันควัน
เสิ่นซีคิดในใจ 'เมื่อครู่ยังมาถกเถียงกับข้าเรื่องสตรีตกน้ำวิญญูชนควรช่วยหรือไม่ ที่แท้เจ้าเองก็เป็นแค่ไก่อ่อนคนหนึ่งนี่เอง' เมื่อลองคิดดูอีกที ตระกูลอู๋อย่างไรเสียก็เป็นตระกูลขุนนาง กฎระเบียบในครอบครัวย่อมเข้มงวด อู๋เสิ่งอวี๋เป็นเพียงบุตรอนุภรรยา จิตใจทั้งหมดล้วนมุ่งเป้าไปที่การเรียนเพื่อมุ่งหวังให้ได้โดดเด่นเหนือผู้คน กอปรกับอายุยังน้อย การจะไม่มีประสบการณ์ในการคบหาสมาคมกับสตรีก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ซูทงกลับหัวเราะร่วน "ดูท่าซีเอ๋อร์จะรู้สึกดีต่อคุณชายอู๋ไม่น้อยเลยนะเนี่ย ทำเอาข้าถึงกับรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาเลยทีเดียว แต่ข้าก็คงต้องขอแนะนำคุณชายอู๋ให้แม่นางซีเอ๋อร์รู้จักอย่างเป็นทางการเสียหน่อย ท่านปู่ของคุณชายอู๋ผู้นี้ก็คือเจ้าเมืองอู๋ อดีตเจ้าเมืองถิงโจวของพวกเรา ยามนี้ท่านเจ้าเมืองอู๋ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ตรวจการมณฑลแห่งมณฑลซานซีแล้ว คุณชายอู๋จึงถือว่าเป็นทายาทที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางโดยแท้"
ซีเอ๋อร์ยกมือขึ้นป้องปากด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "มิน่าเล่า ข้าน้อยถึงได้รู้สึกว่าบุคลิกของคุณชายอู๋ช่างโดดเด่นไม่เหมือนใคร ที่แท้ก็มีชาติกำเนิดสูงส่งถึงเพียงนี้นี่เอง ช่างไม่เหมือนกับคนบางคน..."
แม้ว่านางจะพูดเพียงครึ่งประโยค แต่เสิ่นซีก็ฟังออกได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่านางกำลังประชดประชันตนอีกแล้ว ประโยคเต็มน่าจะเป็น 'ช่างไม่เหมือนกับคนบางคนที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อย' เห็นได้ชัดว่าซีเอ๋อร์กำลังปั้นปึ่งขุ่นเคืองเสิ่นซีอยู่ ไม่ว่านางจะพูดอะไรก็ล้วนแต่มีหนามแหลมคมทิ่มแทงมาเสมอ
ทว่าอู๋เสิ่งอวี๋กลับหารู้ไม่ว่าซีเอ๋อร์เพียงแค่ใช้ตนเป็นเครื่องมือ เขานั่งอยู่ตรงนั้น พยายามจะรักษาท่วงท่าให้ดูสง่าผ่าเผย ทว่าพวงแก้มที่แดงก่ำกลับทรยศเขาเสียแล้ว บ่งบอกว่าภายในใจของเขานั้นทั้งขวยเขินและประหม่าเป็นอย่างยิ่ง
ซูทงเริ่มรินน้ำชาให้ทุกคน พลางร้องบอกอย่างคึกคัก "มา ๆ ๆ ดื่มชา ๆ ตอนนี้เรือออกจากท่ามุ่งหน้าออกไปนอกเมืองแล้ว วันนี้ท้องฟ้าโปร่งอากาศสดชื่น ข้าสั่งให้คนเรือไปเตรียมสุราอาหารไว้ที่ห้องโดยสารด้านหลังแล้ว วันนี้พวกเราไม่เมาไม่เลิกรา"
ซีเอ๋อร์ทำหน้าตางามบอบบางจับใจ "คุณชายซูคงไม่ได้กำลังมีแผนการเจ้าเล่ห์อันใดแอบแฝงอยู่หรอกนะเจ้าคะ? คงมิใช่อยากจะมอมเหล้าข้าน้อยกับพี่น้องคนอื่น ๆ ให้เมามาย จนพวกเรากลับจวนไม่ได้กระมัง"
ซูทงหัวเราะร่วน "ข้าน้อยหรือจะเป็นคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะถึงเพียงนั้น? เกี้ยวก็ยังจอดรออยู่ที่ท่าเรือนั่นแหละ รอให้เรือเทียบท่า พวกเจ้าก็ค่อยนั่งเกี้ยวกลับไป ไม่ทำให้เสียการเสียงานหรอก แน่นอนว่า... หากแม่นางซีเอ๋อร์อยากจะรั้งอยู่ต่อ... ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ"
ซีเอ๋อร์ทำเสียงถ่มน้ำลายเบา ๆ พลางค้อนขวับ "คุณชายซูมีแผนการร้ายแอบแฝงอยู่จริง ๆ ด้วย"
ด้วยความเย้ายวนและรู้จักเอาอกเอาใจของซีเอ๋อร์ ภายในห้องโดยสารจึงอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายเป็นกันเองตลอดเวลา
ไม่นานนัก สุราในกาอุ่น ๆ ก็ถูกยกขึ้นมา บรรดาหญิงสาวต่างทยอยรินสุราให้แก่บัณฑิตที่นั่งอยู่เคียงข้าง ทันทีที่อวิ๋นหลิ่วรินสุราให้ซูทงเสร็จและกำลังจะรินให้เสิ่นซี ซูทงก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงยิ้มห้าม "น้องเสิ่นอายุยังน้อย คนในครอบครัวกำชับมาเป็นพิเศษว่าห้ามแตะต้องสุรา ส่วนคุณชายอู๋ ก็ดื่มชาแทนก็แล้วกัน"
อู๋เสิ่งอวี๋กลับส่ายหน้า "ไม่เป็นไร" ระหว่างที่เอ่ยปาก เขาก็ปรายตามองซีเอ๋อร์ที่กำลังถือป้านสุราขยับกายเข้ามาใกล้ สีหน้าของเขาแดงซ่านขึ้นกว่าเดิม
ซูทงชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่ค่อยแน่ใจนักว่าอู๋เสิ่งอวี๋เคยดื่มสุรามาก่อนหรือไม่ แต่ในเมื่ออู๋เสิ่งอวี๋ร้องขอจะดื่มเอง เขาก็ไม่อาจยื่นมือเข้าไปขัดขวาง จึงทำได้เพียงโบกมือเป็นเชิงอนุญาตให้ซีเอ๋อร์รินสุราให้
ซีเอ๋อร์กล่าวอย่างเบิกบานใจว่า "คุณชายอู๋มีท่วงท่าสง่าผ่าเผย เป็นชายชาตรีอกสามศอกที่น่าเกรงขาม ช่างไม่เหมือนกับคนบางคน อายุเพียงแค่นี้ก็ริอ่านเลียนแบบผู้อื่นออกมาเที่ยวเตร่หาความสำราญ แต่กลับทำได้เพียงดื่มชาแทนสุรา"
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "ฟังจากความหมายของแม่นางซีเอ๋อร์ หรือว่าแม่นางก็คือบุปผาและหลิวเหล่านั้น ที่รอให้ข้าน้อยมาดอมดมแสวงหาอย่างนั้นหรือ?"
แววตาของซีเอ๋อร์พลันเย็นเยียบ นางถลึงตาใส่เสิ่นซี เกือบจะกลั้นโทสะตวาดด่าทอออกมาไม่ไหว แต่ถูกอวิ๋นหลิ่วตวัดสายตาปรามไว้เสียก่อน ซีเอ๋อร์จึงต้องฝืนข่มความโกรธ แล้วกระแทกป้านสุราลงบนโต๊ะด้วยความขุ่นเคือง
ซูทงเห็นสถานการณ์ดูกระอักกระอ่วนใจ จึงหัวเราะไกล่เกลี่ยขึ้นมาว่า "แม่นางซีเอ๋อร์เคยขึ้นเรือมาก่อนหรือไม่?"
"เคยเจ้าค่ะ คุณชายซูมีเรื่องอันใดหรือ?" สีหน้าของซีเอ๋อร์ยังคงไม่ดีขึ้น
"ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่เตือนให้แม่นางซีเอ๋อร์ลองสังเกตดู ข้าวของบนเรือลำนี้ แตกต่างจากของที่เราใช้กันตามปกติอยู่บ้าง อย่างเช่นป้านสุราใบนี้ เจ้าดูสิว่าฐานของมันกว้างมาก เช่นนี้ต่อให้เรือจะโคลงเคลงไปมา ป้านสุราก็เพียงแค่ไถลเลื่อนไปมาบนโต๊ะ แต่จะไม่ล้มคว่ำ รอบ ๆ ขอบโต๊ะนี้ก็มีไม้กั้นล้อมไว้ ก็เพื่อไม่ให้ข้าวของบนโต๊ะร่วงหล่นลงพื้นเช่นกัน"
ล้วนเป็นหลักการตื้นเขินที่เข้าใจได้ง่าย ทว่าคนข้าง ๆ กลับรีบประจบสอพลอทันที "เป็นคุณชายซูที่สังเกตได้ละเอียดลออยิ่งนัก"
ซูทงหัวเราะ "ข้าออกมาล่องเรือบ่อย ๆ ก็เลยลอบสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ไปในตัว วันนี้ยากนักที่บรรดาคุณชายและแม่นางทั้งหลายจะมารวมตัวกันพร้อมหน้า พวกเรามาเล่นการละเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ กันดีหรือไม่?"
ซีเอ๋อร์เบะปากเล็กน้อย "คงไม่ใช่เซ่อฟู่อีกหรอกนะเจ้าคะ? ข้าน้อย... คราวก่อนแพ้ราบคาบเลยเชียว" พูดพลางตวัดสายตามองเสิ่นซี ราวกับจะบอกว่า มีตัวพ่อที่หยั่งรู้ฟ้าดินได้เช่นนี้อยู่ การเล่นเซ่อฟู่ย่อมไม่ยุติธรรมเลยสักนิด ไม่ว่าใครก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเขาทั้งนั้น
อวิ๋นหลิ่วเองก็เอ่ยปากขึ้นมาเช่นกัน "คุณชายซูโปรดอภัยด้วย น้องซีเอ๋อร์นับตั้งแต่แพ้การเล่นเซ่อฟู่คราวก่อน ก็เอาแต่อมทุกข์มาตลอด ไม่สู้... เปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นดีหรือไม่เจ้าคะ?"
เพียงประโยคเดียว ก็บ่งบอกได้แล้วว่าอวิ๋นหลิ่วไม่ใช่สตรีประเภทเก็บตัวเงียบขรึมและไม่ถนัดเจรจา
เสิ่นซีคอยสังเกตมาตั้งแต่ตอนขึ้นเรือแล้ว อวี้เหนียงไม่อยู่ ดูเหมือนทุกเรื่องซีเอ๋อร์จะเป็นคนคอยออกหน้าจัดการ แต่แท้จริงแล้วซีเอ๋อร์ก็ทำตามความประสงค์ของอวิ๋นหลิ่วอีกที อวิ๋นหลิ่วผู้นี้น่าจะเป็น "ผู้สืบทอด" ที่อวี้เหนียงฟูมฟักมา ขั้นแรกคือต้องผ่านกลยุทธ์บางอย่างเพื่อดันค่าตัวของนางให้สูงขึ้น จากนั้นก็ค่อย ๆ ให้นางเรียนรู้วิธีจัดการเรื่องราวในเจี้ยวฟางซือ การที่พาบรรดาหญิงสาวออกมาในครั้งนี้ ก็อาจจะเป็นการทดสอบและฝึกฝนที่อวี้เหนียงมอบให้อวิ๋นหลิ่วก็เป็นได้
ซูทงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย เขาคิดในใจว่า 'เจ้าแซ่อู๋ให้เงินข้ามา เพื่อให้ข้าจัดงานเลี้ยงเชิญน้องเสิ่นออกมา ก็เพื่ออยากจะทดสอบดูว่าวิชาดูทำเลและทิศทางลมของน้องเสิ่นนั้นเก่งกาจเพียงใด แต่ในเมื่อทั้งอวิ๋นหลิ่วและซีเอ๋อร์ไม่อยากเล่นเซ่อฟู่ แล้วข้าควรทำเช่นไรดีเล่า?'
ที่แท้งานเลี้ยงในวันนี้ แม้ซูทงจะเป็นผู้จัดงาน แต่ผู้ที่ออกทุนอยู่เบื้องหลังกลับเป็นอู๋เสิ่งอวี๋ อู๋เสิ่งอวี๋ได้รับรู้ความสามารถในการเล่นเซ่อฟู่ของเสิ่นซีผ่านการติดต่อทางจดหมายกับซูทง ด้วยความฉลาดหลักแหลมของอู๋เสิ่งอวี๋ เขาไม่เชื่อหรอกว่าเสิ่นซีจะแตกฉานวิชาดูทำเลและทิศทางลมจริง ๆ จึงอยากจะหาโอกาสทดสอบเสิ่นซีดูสักครา
ซูทงนั้นนับว่าเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบเฉียบแหลม เขาเกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมาในหัว จึงเอ่ยว่า "เอาล่ะ ในเมื่อแม่นางซีเอ๋อร์ไม่อยากเล่นเซ่อฟู่ เช่นนั้นวันนี้พวกเรามาเล่นซ่อนตะขอกันดีหรือไม่?"
การละเล่นซ่อนตะขอ มีที่มาจากเกร็ดประวัติศาสตร์ของพระสนมโกวอี้ในสมัยฮั่นอู่ตี้ เล่ากันว่าเดิมทีพระสนมโกวอี้เป็นเพียงหญิงชาวบ้านสามัญชน นางมีรูปโฉมงดงาม แต่ทว่ามือกลับงอม้วนเข้าหากันไม่อาจแบออกได้ เมื่อฮั่นอู่ตี้ทรงทราบเรื่อง จึงเสด็จไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ผลก็คือมือของพระสนมโกวอี้กลับแบออกได้ ภายในมือมีตะขอเล็ก ๆ ซ่อนอยู่หนึ่งอัน สตรีในยุคนั้นต่างพากันเลียนแบบ คนรุ่นหลังจึงนำมาดัดแปลงเป็นการละเล่นทายของซ่อนในที่สุด
วิธีการเล่นซ่อนตะขอนั้น คล้ายคลึงกับเกมตามหาฆาตกรอยู่บ้าง แต่เล่นง่ายกว่า นั่นคือการแบ่งผู้ร่วมงานเลี้ยงออกเป็นสองฝ่าย นำตะขอเล็ก ๆ หรือของชิ้นเล็ก ๆ ไปซ่อนไว้ในมือของใครคนใดคนหนึ่ง แล้วให้อีกฝ่ายทาย หากฝ่ายใดทายถูกว่าตะขอซ่อนอยู่ในมือของศัตรูคนใดก่อนก็ถือว่าชนะ ฝ่ายที่แพ้จะต้องถูกทำโทษให้ดื่มสุรา
เมื่อซีเอ๋อร์ได้ยินว่ายังคงเป็นการละเล่นประเภททายสิ่งของ ก็อดไม่ได้ที่จะค้อนขวับเบา ๆ "ซ่อนตะขอจะมีอันใดน่าสนุกกันเจ้าคะ?"
ซูทงหัวเราะ "หากเป็นการละเล่นซ่อนตะขอแบบทั่วไป ย่อมไม่มีอันใดน่าสนุกเป็นแน่ ไม่สู้พวกเรามาดัดแปลงกติกาเสียหน่อย บรรดาแม่นางที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ให้แต่ละคนซ่อนของไว้บนตัวหนึ่งชิ้น ไม่ว่าจะซ่อนไว้ในมือ หรือซ่อนไว้ตามจุดอื่น ๆ บนร่างกาย แล้วให้บรรดาคุณชายที่นั่งอยู่เป็นผู้ทาย หากทายถูก ก็ต้องรบกวนให้แม่นางผู้นั้นไปนั่งบนตักของคุณชาย รินสุราให้หนึ่งจอก แล้วป้อนให้ถึงปาก ไม่ทราบว่ากติกานี้เป็นเช่นไรบ้าง?"