เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 251 จิตระแวดระวังคนพาล

ตอนที่ 251 จิตระแวดระวังคนพาล

ตอนที่ 251 จิตระแวดระวังคนพาล


เมื่อเสิ่นซีเอ่ยคำถามนี้ออกมา ผู้คนที่อยู่ในงานต่างก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ทว่าก็ไม่อาจหัวเราะออกมาอย่างเปิดเผยได้ จึงทำได้เพียงยกมือขึ้นปิดปากลอบหัวเราะกันคิกคัก

เด็กชายวัยสิบขวบปีคนหนึ่ง เอ่ยถามเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีอีกคนหนึ่งว่า สตรีที่แต่งงานแล้วกับยังไม่แต่งงานมีความแตกต่างกันอย่างไร นี่ช่างเป็นปัญหาทาง "ปรัชญา" ที่ลึกซึ้งเสียนี่กระไร

ปัญหานี้ดูเหมือนจะน่าสนใจและมีชีวิตชีวายิ่งกว่าปัญหาที่ว่าควรช่วยคนหรือไม่เมื่อครู่นี้เสียอีก!

สีหน้าของอู๋เสิ่งอวี๋พลันดำทะมึนลง เขาคิดในใจว่า 'เมื่อครู่เจ้าถกเถียงเป็นวรรคเป็นเวร ว่าหากยังไม่ออกเรือนก็ให้ถามเจ้าตัว หากแต่งงานแล้วก็ให้ถามคนในครอบครัว ทว่าตอนนี้กลับมาย้อนถามข้าว่าพวกนางมีความแตกต่างกันอย่างไร นี่มันจงใจล้อข้าเล่นชัด ๆ ไม่ใช่หรือ?'

ทว่าตามจริงแล้ว เสิ่นซีย่อมมีสิทธิ์ที่จะใช้คำถามเช่นนี้มาหยอกล้ออู๋เสิ่งอวี๋ได้ ตามหลักการแล้ว ด้วยวัยของเสิ่นซี ย่อมยากที่จะเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างบุรุษสตรีอย่างแท้จริง การที่คำถามนี้หลุดออกมาจากปากเขา จึงให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพียงคำพูดไร้เดียงสาของเด็กที่ไม่รู้ประสีประสา

และสิ่งนี้ก็ทำให้ผู้คนตระหนักได้ว่า ต่อให้อู๋เสิ่งอวี๋จะอายุน้อยเพียงใด แต่ก็ถือเป็นเด็กหนุ่มที่รู้ความแล้ว การที่เจ้านำปัญหาเรื่องวิญญูชนควรช่วยสตรีตกน้ำหรือไม่มาทดสอบเด็กสิบขวบปีคนหนึ่ง มันก็ไม่เหมาะสมมาตั้งแต่แรกแล้ว

อู๋เสิ่งอวี๋คิดทบทวนอีกครั้ง 'ไอ้เด็กนี่ตอบไม่ตรงคำถาม เห็นได้ชัดว่าจงใจเปลี่ยนเรื่อง' เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง "สตรีพลัดตกน้ำ ไม่ว่าจะแต่งงานออกเรือนแล้วหรือไม่ ล้วนต้องให้ความสำคัญกับชื่อเสียงความบริสุทธิ์ ยามนี้ข้าน้อยเพียงอยากถามว่า ตามความเข้าใจของคุณชายเสิ่นที่มีต่อวิญญูชน ควรจะช่วยหรือไม่?"

เสิ่นซีส่ายหน้าด้วยความจนใจ อู๋เสิ่งอวี๋ผู้นี้ช่างไม่ชนกำแพงทิศใต้ไม่ยอมหันหลังกลับจริง ๆ อู๋เสิ่งอวี๋เห็นเสิ่นซีส่ายหน้า จึงรีบซักไซ้ไล่เลียงต่อ "คุณชายเสิ่นเลือกที่จะไม่ช่วยอย่างนั้นหรือ?"

(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่ชนกำแพงทิศใต้ไม่ยอมหันหลังกลับ (不撞南墙不回头) คนที่ดื้อดึงดันทุรัง ไม่ยอมเปลี่ยนใจจนกว่าจะหมดหนทาง)

เสิ่นซีปั้นหน้าขรึมจริงจัง "ชีวิตคนอย่างไรเสียก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยเหลือ จนเป็นเหตุให้สตรีผู้นั้นต้องสิ้นใจ ข้าคิดว่าวิญญูชนย่อมต้องถูกมโนธรรมในใจตามประณามหยามเหยียด แม้ว่าความบริสุทธิ์ของสตรีจะสำคัญยิ่งกว่าชีวิต แต่เมื่อคนเราตกอยู่ในห้วงยามวิกฤต ย่อมปรารถนาให้มีผู้ใดยื่นมือเข้าช่วยเหลือทั้งสิ้น วิญญูชนพึงมีจิตเมตตาการุณย์ มีปณิธานสูงส่งบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งความคิดอกุศลเจือปน แล้วจะมากล่าวอ้างได้อย่างไรว่ากระทำไปแล้วจะทำให้ชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของสตรีต้องมัวหมอง? การช่วยชีวิตคนยังเกรงว่าจะไม่ทันท่วงที แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปมัวพะวงกับเรื่องจารีตประเพณีเล่า?"

(เชิงอรรถผู้แปล: การช่วยชีวิตคนยังเกรงว่าจะไม่ทันท่วงที แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปมัวพะวงกับเรื่องจารีตประเพณีเล่า? (此惟救死而恐不赡,奚暇治礼义哉) เป็นการยกวาทะจากคัมภีร์เมิ่งจื่อ เพื่อโต้แย้งการยึดติดจารีตจนละเลยชีวิตคน)

แม้เสิ่นซีจะไม่อยากต่อปากต่อคำกับอู๋เสิ่งอวี๋ แต่ในเมื่อปัญหาถูกบีบคั้นมาถึงขั้นนี้แล้ว เสิ่นซีก็ไม่รังเกียจที่จะหยิบยกประเด็นนี้มาถกเถียงดูสักครา

แท้จริงแล้ว ด้วยกรอบความคิดของคนยุคหลังอย่างเสิ่นซี เรื่องชื่อเสียงความบริสุทธิ์หรือจารีตประเพณีอะไรนั่น ล้วนเป็นเพียงเครื่องพันธนาการความเป็นมนุษย์ ชีวิตคนสำคัญยิ่งกว่าแผ่นฟ้า การเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยเหลือหาใช่วิสัยของชนรุ่นเราไม่

แต่คำพูดเช่นนี้จะเอ่ยออกมาตรง ๆ ไม่ได้ จำต้องใช้วาทศิลป์พลิกแพลงอ้อมค้อม ยามนี้สิ่งที่ข้าอธิบายเป็นเพียงหลักการและเหตุผลประการหนึ่ง มิใช่ว่าข้าดึงดันจะทำสิ่งใด หรือต้องการโน้มน้าวให้ผู้อื่นต้องมาปฏิบัติตามบรรทัดฐานแบบใด ส่วนเจ้าจะคิดเห็นเช่นไรข้าไม่สน แต่ในมุมมองของข้า ในฐานะที่เป็นวิญญูชน ขอเพียงจิตใจของเจ้าเที่ยงตรง ต่อให้ช่วยคนขึ้นมา ก็ย่อมไม่ทำให้ชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของสตรีต้องแปดเปื้อน

เมื่อครู่นี้ผู้คนมากมายในงานต่างลงความเห็นว่า สตรีตกน้ำไม่สมควรช่วย ทว่าพอได้ฟังคำพูดของเสิ่นซีแล้ว ก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย รู้สึกว่าคำพูดนี้มีทั้งหลักการ มีทั้งเหตุผล และมีความเหมาะสม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เสิ่นซีกล่าวว่า "การช่วยชีวิตคนยังเกรงว่าจะไม่ทันท่วงที แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปมัวพะวงกับเรื่องจารีตประเพณีเล่า?" ซึ่งเป็นคำกล่าวที่มาจากคัมภีร์เมิ่งจื่อ บทเหลียงฮุ่ยหวังท่อนบน อันเป็นบทความที่ปราชญ์เมิ่งจื่อใช้ถกเถียงในประเด็นที่ว่าพี่สะใภ้จมน้ำน้องสามีควรช่วยหรือไม่เช่นกัน ณ ที่แห่งนี้ได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "การช่วยชีวิต" กับ "จารีตประเพณี" อีกครั้ง การช่วยผู้คนให้พ้นจากความตายนับเป็นเรื่องเร่งด่วนจนเกรงว่าจะช่วยได้ไม่ทันกาลเสียด้วยซ้ำ แล้วจะมัวมีเวลาไปพะวงยึดติดกับหลักจารีตประเพณีได้อย่างไร?

นี่คือวาจาของอริยปราชญ์ หาใช่คำกล่าวของข้าไม่ ต่อให้เจ้าจะยกเรื่องนี้มาโจมตีข้าก็เปล่าประโยชน์ หากเจ้ากล้าบอกว่าคัมภีร์เมิ่งจื่อมีปัญหา เช่นนั้นก็แสดงว่าเจ้าไม่อยากจะสอบแสวงหาความก้าวหน้าแล้วจริง ๆ

อู๋เสิ่งอวี๋ขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นซีจะรับมือยากรับมือเย็นถึงเพียงนี้ อายุยังน้อยแท้ ๆ ไม่เพียงแต่เขียนบทความได้ยอดเยี่ยม แม้แต่วาทศิลป์ก็ยังรัดกุมไร้ช่องโหว่ ดูเหมือนว่าแผนการของเขาคงต้องสูญเปล่าเสียแล้ว

คนข้าง ๆ บางคนเริ่มรู้สึกทนไม่ได้ที่อู๋เสิ่งอวี๋จงใจตั้งคำถามพลิกแพลงเล่นลิ้นเช่นนี้ จึงเอ่ยสวนกลับไปว่า "คุณชายอู๋ เมื่อครู่ท่านบอกว่าอยากจะขอฟังความคิดเห็นของคุณชายเสิ่น ยามนี้ก็ถึงตาของท่านแล้ว หากท่านต้องเผชิญกับเรื่องเช่นนี้ จะทำอย่างไรหรือ?"

อู๋เสิ่งอวี๋ถอนหายใจแผ่วเบา "วิญญูชนช่วยคน ย่อมต้องไม่หลีกหนีหลักจารีต ข้าคิดว่า... ข้าน้อยก็คงจะช่วยกระมัง"

คำพูดประโยคนี้ ความจริงแล้วก็นำพาความยุ่งยากมาสู่ตัวเขาเองอยู่บ้าง แต่ปัญหาข้อนี้ก็ไม่สลักสำคัญอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อมีวาทะอันล้ำเลิศของเสิ่นซีกล่าวนำไปก่อนหน้านี้แล้ว เขาจะตอบอย่างไรก็ไม่มีใครสนใจใคร่รู้สักเท่าใดนัก

ซูทงตระหนักได้ว่าบรรยากาศเริ่มกระอักกระอ่วนใจ จึงรีบหยัดกายลุกขึ้นเอ่ยไกล่เกลี่ย "วันนี้คืองานชุมนุมบัณฑิตของพวกเรา สมควรจะมีแต่บรรยากาศอันปรองดองสมานฉันท์ถึงจะถูก เหตุใดทุกท่านไม่ลองหยิบยกหัวข้อที่เบาสบายกว่านี้มาพูดคุยกันเล่า? ในเมื่อเมื่อครู่นี้คุณชายเสิ่นได้กล่าวอ้างถึงคัมภีร์เมิ่งจื่อ เช่นนั้นพวกเราลองมาสนทนาถกเถียงในประเด็นนี้กันดูดีหรือไม่?"

หัวข้อการสนทนาหลังจากนั้น ก็ค่อนข้างจะผ่อนคลายลงไปมาก ไม่มีใครสนใจเรื่องที่ว่าสตรีตกน้ำแล้วควรจะช่วยหรือไม่ช่วยอีก เพราะเรื่องพรรค์นี้ไม่อาจตั้งเป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัวได้ ก็เหมือนดั่งที่เสิ่นซีได้กล่าวไว้ ตัวสตรีผู้นั้นและคนในครอบครัวของนางย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป แล้วนับประสาอะไรกับปัญญาชนที่เพียงแค่เดินผ่านทางมาเล่า?

แม้ว่าอู๋เสิ่งอวี๋จะเป็นคนชอบแสดงความสามารถของตน แต่เมื่อต้องมาปะทะวาทะกับเสิ่นซีแล้วเพลี่ยงพล้ำไปเล็กน้อย หลังจากนั้นต่อให้มีคนตั้งคำถามมาถึงเขา เขาก็เอาแต่ส่ายหน้าไม่ยอมเข้าร่วมการสนทนาถกเถียงอีก ส่วนทางฝั่งของเสิ่นซีนั้นยิ่งเบาสบายเข้าไปใหญ่ เพราะไม่มีใครหน้าไหนเอ่ยถามเขาเลยสักคน

และแล้วด้วยประการฉะนี้ ในงานชุมนุมบัณฑิตครานี้ เสิ่นซีกับอู๋เสิ่งอวี๋จึงได้แต่นั่งประจันหน้ากันอยู่คนละฝั่งโต๊ะ นาน ๆ ครั้งถึงจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากันสักที แต่ก็รีบเบือนสายตาหนีไปในทันควัน

งานชุมนุมบัณฑิตดำเนินไปนานกว่าหนึ่งชั่วยามก่อนจะประกาศยุติลง ซูทงลงไปส่งแขกเหรื่อที่ชั้นล่างด้วยตนเอง แต่ก็ยังมีคนสองสามคนที่รั้งอยู่ต่อ ล้วนแต่เป็นผู้ที่มักจะไปมาหาสู่สนิทสนมกับซูทงเป็นประจำ ซึ่งรวมถึงเจิ้งเชียนและพรรคพวกด้วย

อู๋เสิ่งอวี๋ไม่มีทีท่าว่าจะขยับลุกไปไหน เสิ่นซีคิดในใจ 'ต่อกรไม่ได้ ข้าหลบเลี่ยงเอาก็ได้ ในเมื่อเจ้าไม่ไป เช่นนั้นข้าไปเอง' คิดได้ดังนั้นก็หยัดกายลุกขึ้นประสานมือคารวะ "พี่ซู วันนี้ที่สถานศึกษายังมีเรียน ข้าน้อยคงต้องขอตัวลาแต่เพียงเท่านี้"

ซูทงหัวเราะร่วน "อย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลย ข้าได้นัดแนะกับพี่เจิ้งและคนอื่น ๆ ไว้ตั้งนานแล้ว ว่าวันนี้พวกเราจะแวะไปพบแม่นางซีเอ๋อร์กันเสียหน่อย ว่าแต่ น้องเสิ่น เจ้ายังไม่เคยพบแม่นางอวิ๋นหลิ่วเลยใช่หรือไม่? นี่ไง พอแม่นางปี้เซวียนจากไป อวี้เหนียงก็ขาดป้ายทองคำเรียกลูกค้า ข้าพร่ำเจรจาหว่านล้อมอยู่นาน ในที่สุดอวี้เหนียงก็ยอมให้แม่นางอวิ๋นหลิ่วออกมาต้อนรับแขกเสียที"

เสิ่นซีคิดในใจ 'เหตุใดถึงเป็นเจี้ยวฟางซืออีกล่ะ? พวกคุณชายอย่างพวกเจ้าเข้าไปแล้ว มีทั้งของอร่อยให้กิน มีทั้งความงามให้ชม แถมยังได้หาความสำราญ แต่ช่างน่าเวทนาข้าที่ยังเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง ร่างกายยังไม่ทันเจริญวัยเต็มที่ ไปแล้วก็ทำได้เพียงนั่งทนทุกข์ทรมานอยู่ด้านข้าง ต่อให้คราวก่อนจะได้เข้าไปในห้องหอของปี้เซวียน แต่ข้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี'

อู๋เสิ่งอวี๋ชำเลืองมองเสิ่นซี "คุณชายเสิ่น ข้าน้อยได้ยินคุณชายซูบอกว่า ท่านเชี่ยวชาญเรื่องเซ่อฟู่นัก ไม่ทราบว่าพอจะมาประลองฝีมือกันสักคราได้หรือไม่?"

(เชิงอรรถผู้แปล: เซ่อฟู่ (射覆) การละเล่นทายของซ่อน)

เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "ฝีมือเรื่องการละเล่นเซ่อฟู่ของข้าน้อยนั้น ธรรมดาสามัญยิ่งนัก อย่างมากก็ถือว่าเป็นการเดาสุ่มเท่านั้นเอง"

ซูทงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หัวเราะร่าออกมาก่อนจะเอ่ยขัด "น้องเสิ่น คำพูดนี้พี่ชายฟังแล้วไม่สบอารมณ์เลยนะ เจ้าเดาสุ่มยังเดาถูก แต่พวกเราต่อให้ครุ่นคิดจนหัวแทบแตกก็ยังคิดไม่ออก นี่มิใช่กำลังหลอกด่าว่าพวกเราไร้ความสามารถสู้เจ้าไม่ได้หรอกหรือ?"

แม้ว่าซูทงจะมิใช่คนที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทว่าเขาก็เป็นคนใจกว้างในการคบหาสมาคมกับผู้คน ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขามีสหายมากมาย เสิ่นซีเอ่ยว่า "เวลานี้เพิ่งจะเที่ยงวัน ต่อให้จะไป ข้าก็ควรกลับไปกินข้าว ทบทวนตำรา แล้วรอจนถึงยามพลบค่ำ..." ปากกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจกลับคิดว่า 'หากกลับถึงบ้านแล้ว ยังจะหวังให้ข้าออกมาอีกหรือ?'

เดิมทีการไปที่เจี้ยวฟางซือในเวลาที่เช้าเกินไปเช่นนี้ย่อมไม่ค่อยเหมาะสมนัก ทว่าซูทงกลับกล่าวว่า "ไม่เป็นไร ๆ วันนี้พวกเราเชิญบรรดาแม่นางในสังกัดของอวี้เหนียงออกมาข้างนอก แล้วก็เช่าเรือลำใหญ่ไว้แล้ว พวกเราไปดื่มสุราฟังเพลงบนแม่น้ำกัน ไม่ใช่เรื่องที่รื่นรมย์หรอกหรือ? จะว่าไปแล้ว คราวก่อนที่พวกเราไปล่องเรือกัน ก็ยังอารมณ์ค้างสนุกกันไม่เต็มที่เลยนะ"

หญิงคณิกาในเจี้ยวฟางซือ ตามปกติแล้วล้วนต้องรอรับแขกอยู่แต่ในลานเรือน ไม่อาจก้าวเท้าออกจากเจี้ยวฟางซือได้แม้แต่ก้าวเดียว เสิ่นซีคิดในใจว่าซูทงผู้นี้ช่างมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวางเสียจริง ถึงขนาดหว่านล้อมจนอวี้เหนียงยอมอนุญาตให้หญิงคณิกาออกมาข้างนอกได้

เจิ้งเชียนที่อยู่อีกด้านรีบเร่งเร้า "ไปกันเถิด ๆ หากยังไม่ไปละก็ เกรงว่าอวี้เหนียงกับแม่นางอวิ๋นหลิ่วจะรอกันจนร้อนใจแล้ว"

ซูทงกลัวว่าเสิ่นซีจะกลับบ้านไปจริง ๆ จึงรีบเดินเข้ามาลากตัวเสิ่นซีให้ไปล่องเรือด้วยกัน

เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง ซูทงก็กระซิบกำชับเสิ่นซีเสียงเบา "น้องเสิ่น เจ้าพลาดโอกาสงาม ๆ ไปครั้งหนึ่งแล้วนะ คราวนี้นี้หากบังเอิญพบเจอเรื่องดี ๆ อย่างการถูกแม่นางชักชวนเข้าห้องหออีกละก็ เจ้าต้องนึกถึงพี่ชายคนนี้เป็นคนแรกเลยนะ วันนี้หากเจ้าได้พบกับซีเอ๋อร์ ก็อย่าลืมพูดคุยง้องอนนางเสียหน่อยล่ะ หลายวันมานี้นางไม่ยอมออกมาต้อนรับแขกเลย ดูเหมือนว่าจะยังโกรธเคืองเจ้าอยู่นะ"

เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

อู๋เสิ่งอวี๋พลันเอ่ยถามขึ้นมา "คุณชายซู งานเลี้ยงบนเรือในวันนี้ จะสิ้นสุดลงยามใดหรือ?"

ซูทงถึงได้หันไปสนทนากับอู๋เสิ่งอวี๋ "หรือว่าคุณชายอู๋รีบร้อนจะกลับอำเภอชิงหลิว..."

เสิ่นซีไม่ได้สนใจผู้อื่น การไปล่องเรือในฤดูหนาวเหน็บเช่นนี้ดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ทว่าการได้ออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอก อย่างไรก็ยังดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ฤดูหนาวปีนี้นับเป็นฤดูหนาวที่ค่อนข้างอบอุ่น อย่างน้อยคลื่นความหนาวระลอกใหญ่ก็ยังมาไม่ถึง พื้นที่ป่าเขาในฝูเจี้ยนจึงยังพอมีสีเขียวชอุ่มให้เห็นอยู่ประปราย

คนกลุ่มใหญ่สิบกว่าชีวิต เดินพูดคุยหัวเราะร่วนกันไปตลอดทางจนถึงท่าเรือ

ในฤดูหนาวของปีก่อน ๆ ท่าเรือนับเป็นช่วงเวลาที่พลุกพล่านและยุ่งเหยิงที่สุดในรอบปี ทว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้กลับเงียบเหงาซบเซา มีเรือบรรทุกสินค้าจอดเทียบท่าอยู่เพียงไม่กี่ลำ

นี่คือปีที่กิจการของสมาคมการค้าย่ำแย่ที่สุด สาเหตุหลักมาจากอุทกภัยใหญ่เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ตามปกติแล้วหลังฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงและก่อนจะถึงช่วงปีใหม่ ทุกครัวเรือนต่างก็ต้องจับจ่ายซื้อของเตรียมฉลองเทศกาล พ่อค้าเมืองถิงโจวจึงฉวยโอกาสนี้กอบโกยกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ทว่าฤดูหนาวปีนี้ ราษฎรต่างก็ขัดสนเงินทอง บางครอบครัวยังต้องพึ่งพาเสบียงบรรเทาทุกข์จากทางการเพื่อประทังชีวิต การต้องขุดรากไม้หรือกินผักป่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะเอาเงินทองที่ไหนเข้าเมืองมาซื้อของฉลองเทศกาลเล่า

ทว่าเรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของครอบครัวผู้ดีมีสกุลอย่างซูทงเลยแม้แต่น้อย ที่ดินก็ปล่อยเช่าไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ยังเก็บค่าเช่าได้อยู่ดี ต่อให้ราษฎรจะดิ้นรนจนแทบไม่มีชีวิตรอดแล้ว แต่ค่าเช่าที่ดินที่ควรต้องจ่ายก็ยังคงต้องจ่ายอยู่ดี

หากเจ้าของที่ดินเกิดใจบุญสุนทานขึ้นมา ก็อาจจะยอมยืดเวลาให้ชั่วคราว หรือไม่ก็ให้ลูกชายลูกสาวของชาวนาเช่าเข้ามาทำงานเป็นบ่าวไพร่เพื่อขัดดอก อย่างไรเสียฝ่ายที่เสียเปรียบก็ไม่มีทางเป็นเจ้าของที่ดินไปได้ มีแต่ชาวบ้านตาดำ ๆ เท่านั้น

ตระกูลใหญ่โตอย่างตระกูลซู มักจะมีเงินทองสะสมอยู่ไม่น้อย แม้ซูทงจะไม่ได้มีนิสัยสุรุ่ยสุร่ายใช้เงินมือเติบ ทว่าการจับจ่ายใช้สอยของเขาก็ยังคงกว้างขวางใจป้ำอยู่ดี สิ่งนี้ทำให้บรรดาปัญญาชนในเมืองถิงโจวต่างก็อยากจะคบหาสมาคมกับเขา เพราะขอเพียงได้ติดตามซูทงออกมาเที่ยวเตร่ ก็สามารถประหยัดค่าข้าวไปได้หลายมื้อ ซ้ำยังได้กินของอร่อยและได้เที่ยวเล่นอย่างสนุกสนานอีกด้วย

ท่าเรือเงียบเหงาซบเซา มองเห็นเรือหลวงลำใหญ่จอดเทียบอยู่ริมตลิ่งมาแต่ไกล ทว่ากลับไม่ใช่เรือลำเดียวกับที่พวกเขาเคยนั่งล่องแม่น้ำเมื่อคราวก่อน

ซูทงชี้มือไปยังเรือลำนั้นแต่ไกล พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงโอ้อวด "วันนี้พวกเราจะนั่งเรือหลวงออกไปเที่ยวกัน"

ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่ เกี้ยวขนาดเล็กหลายหลังก็ถูกหามใกล้เข้ามาแต่ไกล มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นหญิงสาวจากเจี้ยวฟางซือเดินทางมาถึงแล้ว ซูทงจึงรีบพุ่งตัวไปต้อนรับ

เสิ่นซีกวาดสายตามองสำรวจไปรอบ ๆ ท้ายที่สุดสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับตาเฒ่าสวี่ที่กำลังนั่งยอง ๆ ซุกมือซุกเท้าอยู่ตรงมุมหนึ่งของท่าเรือ เขายังคงแสร้งทำตัวเป็นชายตาบอดรอให้ลูกค้ามาให้ทำนายดวงชะตา อาจเป็นเพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็น เขาจึงเกียจคร้านแม้แต่จะส่งเสียงร้องเรียกลูกค้า ในสภาพอากาศเช่นนี้ ต่อให้นั่งยอง ๆ อยู่ที่ท่าเรือทั้งวันก็คงไม่มีลูกค้าแวะเวียนมาอยู่ดี

เสิ่นซีเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเวทนาหดหู่ใจ

อันที่จริงคนอย่างตาเฒ่าสวี่ นับเป็นตัวแทนของปัญญาชนที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวในยุคสมัยนี้อย่างแท้จริง

อายุล่วงเข้าวัยฮวาเจี่ย ทว่ากลับไร้ที่ดินหรือทรัพย์สมบัติพึ่งพิง ซ้ำยังไม่มีวุฒิการศึกษาขุนนาง จึงไม่อาจไปเป็นอาจารย์ในสถานศึกษาเบิกปัญญาได้ การจะหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือแสน ไม่แน่ว่าหากฤดูหนาวปีไหนหนาวเหน็บจนเกินไป ตาเฒ่าสวี่อาจจะแข็งตายอยู่ตรงซอกมุมใดมุมหนึ่งโดยที่ไม่มีใครรู้เห็นเลยก็ได้ และต่อให้มีคนมาพบศพของเขา อย่างมากก็แค่ถูกหามไปโยนทิ้งที่ป่าช้าไร้ญาติ ไม่ต้องพูดถึงการขุดหลุมฝังศพให้เสียด้วยซ้ำ ก็แค่ปล่อยศพประจานทิ้งไว้กลางป่าเขาเช่นนั้นแหละ

(เชิงอรรถผู้แปล: วัยฮวาเจี่ย (花甲) อายุ 60 ปี หรือวัยแซยิด)

ปัญญาชนคนหนึ่ง ใช้ชีวิตมาทั้งชีวิต ทว่าบั้นปลายกลับต้องมาตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาถึงเพียงนี้

จบบทที่ ตอนที่ 251 จิตระแวดระวังคนพาล

คัดลอกลิงก์แล้ว