- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 250 วาทะแห่งวิญญูชน
ตอนที่ 250 วาทะแห่งวิญญูชน
ตอนที่ 250 วาทะแห่งวิญญูชน
แขกเหรื่อมากันเกือบครบแล้ว การแนะนำตัวก็ดำเนินไปจนเกือบเสร็จสิ้น ซูทงจึงเริ่มแนะนำตัวซิ่วไฉทั้งสองคนที่เดินทางมาร่วมงานให้ทุกคนได้รู้จัก
ทั้งสองคนนี้ล้วนจัดว่าเป็นคนหนุ่มผู้มีอนาคตไกล อายุยังไม่ทันถึงยี่สิบปีก็สอบได้เป็นซิ่วไฉแล้ว แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่ได้เป็นหลิ่นเซิง ทว่าคนหนึ่งก็เพิ่งจะผ่านการประเมินผลซุ่ยเข่า ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเจิงเซิงแห่งสำนักศึกษาประจำอำเภอ ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็นฟู่เซิงแห่งสำนักศึกษาประจำอำเภอ กระนั้นทั้งสองก็สามารถผ่านการสอบคัดเลือก เพื่อรับสิทธิ์เข้าสอบในการสอบระดับมณฑลรอบถัดไปได้พร้อมกัน
(เชิงอรรถผู้แปล:
หลิ่นเซิง (廪生) หรือเต็ม ๆ คือ หลิ่นซ่านเซิงหยวน (廪膳生员) นักเรียนหลวง / ซิ่วไฉระดับหัวกะทิ ได้รับข้าวสารและเบี้ยหวัดจากทางการ
เจิงเซิง (增生) นักเรียนหลวง / ซิ่วไฉระดับที่สอง ลำดับพิเศษแต่ไม่ได้เบี้ยหวัด
ฟู่เซิง (附生) นักเรียนหลวง / ซิ่วไฉระดับเริ่มต้นที่เพิ่งสอบเข้าได้)
จุดประสงค์ที่ซูทงเชิญซิ่วไฉทั้งสองคนนี้มา ก็เพื่อให้พวกเขามาถ่ายทอดประสบการณ์การสอบให้แก่บรรดาผู้เข้าสอบรุ่นน้องนั่นเอง
เรื่องขั้นตอนการสอบต่าง ๆ นั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึงให้มากความ สิ่งที่ทั้งสองคนหยิบยกมาบอกเล่าก็คือ ควรทบทวนตำราเล่มใด ควรอ่านบทความชิ้นไหน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาบทความเฉิงเหวินชิ้นใดจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด
(เชิงอรรถผู้แปล: บทความเฉิงเหวิน (程文) บทความที่เป็นแบบแผน หรือบทความชั้นเลิศที่ทางการคัดเลือกจากกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่าน เพื่อใช้เป็นตัวอย่างให้อนุชนรุ่นหลัง)
เมื่องานชุมนุมบัณฑิตเริ่มขึ้น ก็มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่เป็นฝ่ายพูด ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนตั้งใจฟังโดยไม่มีใครเอ่ยแทรก บรรดาหนอนตำราบางคนถึงกับรีบฝนหมึกและหยิบพู่กันขึ้นมาจดบันทึกด้วยความเร่งรีบ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเทิดทูนคำพูดของซิ่วไฉทั้งสองประดุจกฎมณเฑียรบาลอันศักดิ์สิทธิ์
ทว่าปัญหามันอยู่ที่ว่า เนื้อหาที่ใช้ในการสอบระดับท้องถิ่นนั้น โดยแก่นแท้แล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองสักเท่าใดนัก สิ่งที่ต้องทบทวนก็หนีไม่พ้นสี่ตำราห้าคัมภีร์ ส่วนเรื่องการท่องจำบทความเฉิงเหวินนั้น ผู้ใดจะกล้ารับประกันได้เล่าว่าบทความชิ้นไหนจะมีโอกาสเก็งข้อสอบได้แม่นยำกว่ากัน?
เสิ่นซีนั่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก กลับกัน อู๋เสิ่งอวี๋ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลับระบายยิ้มบนใบหน้าและนั่งฟังด้วยความสนใจใคร่รู้
รอจนกระทั่งทั้งสองคนถ่ายทอดประสบการณ์เสร็จสิ้น อู๋เสิ่งอวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าพร้อมกับกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "หากมีฝีมือเก่งกาจจริง แล้วเหตุใดการสอบระดับมณฑลเมื่อปีกลายถึงได้สอบตกไร้ผลงานเล่า?"
เสิ่นซีถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
ดูท่าทางอู๋เสิ่งอวี๋ผู้นี้จะมีความทะเยอทะยานไม่เบาเลยทีเดียว ผู้อื่นสามารถสอบได้เป็นซิ่วไฉก่อนอายุยี่สิบปี ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การโอ้อวดแล้ว แต่อู๋เสิ่งอวี๋แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ยังเยาว์วัย ทว่าท้ายที่สุดก็ยังไม่ได้เป็นซิ่วไฉ ทว่ายามนี้กลับริอ่านไปคิดคำนึงถึงเรื่องการสอบให้ได้เป็นจวี่เหรินเสียแล้ว
ในยุคสมัยนี้ การจะสอบให้ได้เป็นจวี่เหรินก่อนอายุยี่สิบปีนั้นถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่งยวด เมื่อเฉลี่ยจำนวนผู้สอบผ่านจากทั่วทั้งมณฑลแล้ว ในแต่ละเมืองจะมีผู้สอบผ่านเพียงแค่หนึ่งหรือสองคนต่อรอบการสอบเท่านั้น แต่ฟังจากน้ำเสียงของอู๋เสิ่งอวี๋แล้ว ราวกับว่าในปีหน้าเขาสามารถสอบผ่านการคัดเลือกเป็นเซิงหยวนได้อย่างฉลุย แล้วในปีถัดไปก็จะสามารถสอบผ่านระดับมณฑล กลายเป็นใต้เท้าจวี่เหรินวัยสิบหกปีได้อย่างไรอย่างนั้น
หลังจากศิษย์พี่ถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่าเสร็จสิ้น ลำดับถัดไปก็คือรายการที่ขาดไม่ได้สำหรับงานชุมนุมบัณฑิต นั่นก็คือ การนั่งล้อมวงจับเข่าถกเถียงเรื่องวิชาความรู้
ทว่าเนื่องจากมีศิษย์พี่ "ชั้นปีสูง" ทั้งสองคนนี้นั่งอยู่ด้วย บรรดาถงเซิงที่มาร่วมงานต่างก็รู้สึกเกร็งและทำตัวไม่ถูก จึงไม่มีใครกล้าเป็นฝ่ายเอ่ยปากเปิดประเด็นก่อน
ซูทงกำลังจะอ้าปากพูด ทว่ากลับถูกอู๋เสิ่งอวี๋ชิงตัดหน้าเอ่ยขึ้นมาก่อน "ข้าน้อยมีความเห็นว่า วิญญูชนพึงหยัดยืนบนโลกด้วยคุณธรรมจริยธรรม ทุกท่านมีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง?"
บางคนในงานถึงกับลอบหัวเราะขบขันอยู่ในใจ เหตุผลที่ตื้นเขินถึงเพียงนี้ ยังต้องนำมาถกเถียงกันอีกหรือ? หากวิญญูชนไม่หยัดยืนบนโลกด้วยคุณธรรมจริยธรรม หรือจะให้หยัดยืนด้วยสากกะเบือกันเล่า?
ซูทงหัวเราะพลางเอ่ย "คุณชายอู๋กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก"
อู๋เสิ่งอวี๋ระบายยิ้มบาง นานทีปีหนจะมีคนคอยรับมุก เขาจึงพูดสืบเท้าความต่อไปว่า "ข้าน้อยยังเคยได้ยินมาอีกว่า วิญญูชนพึงรักษาจารีต เรื่องที่ว่าชายหญิงไม่พึงแตะต้องหรือใกล้ชิดกัน ทุกท่านคิดเห็นเช่นไรหรือ?"
ทิศทางคำพูดของอู๋เสิ่งอวี๋พลิกผันเร็วจนเกินไป เมื่อครู่ยังพูดถึงเรื่องคุณธรรมของวิญญูชนอยู่เลย ยามนี้กลับโยงมาถึงเรื่องจารีตประเพณี ซ้ำยังเอ่ยถึง 'ชายหญิงไม่พึงแตะต้องหรือใกล้ชิดกัน' เช่นนี้ย่อมต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่เป็นแน่ แม้แต่ซิ่วไฉทั้งสองคนยังมองอู๋เสิ่งอวี๋ด้วยความใคร่รู้ พลางคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาว่าในน้ำเต้าของเขามียาอะไรซ่อนอยู่กันแน่
อู๋เสิ่งอวี๋กล่าวต่อ "หากมีสตรีพลัดตกน้ำ แต่วิญญูชนกลับยืนอยู่บนฝั่ง เช่นนี้ควรทำฉันใดดีเล่า?"
คราวนี้ทุกคนก็รู้แจ้งแก่ใจแล้วว่าประเด็นที่แท้จริงคืออะไร
มันก็คือปัญหาที่ว่า เมื่อเห็นสตรีพลัดตกน้ำ วิญญูชนสมควรจะกระโดดลงไปช่วยหรือไม่ต่างหากเล่า
นี่นับเป็นปัญหาที่ลึกซึ้งยิ่งนัก อันที่จริงปัญหาข้อนี้ เคยถูกหยิบยกมาถกเถียงกันในคัมภีร์เมิ่งจื่อแล้ว แม้แต่มหาปราชญ์อย่างเมิ่งจื่อก็ยังเคยเขียนบทความวิจารณ์เอาไว้เป็นพิเศษ เพื่อถกเถียงประเด็นที่ว่า หากพี่สะใภ้จมน้ำ น้องสามีสมควรจะลงไปช่วยหรือไม่
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์เมิ่งจื่อ (孟子) 1 ใน 4 ตำราหลักลัทธิขงจื๊อ รวบรวมแนวคิดของเมิ่งจื่อ ปราชญ์ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ขงจื๊อ)
"พี่สะใภ้จมน้ำ สมควรจะยื่นมือเข้าช่วยหรือไม่? หากพี่สะใภ้จมน้ำแล้วไม่ช่วย ย่อมเป็นดั่งพยัคฆ์หมาป่า ชายหญิงไม่พึงแตะต้องใกล้ชิดกัน นั่นคือจารีต พี่สะใภ้จมน้ำ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ นั่นคือการพลิกแพลง" นี่คือวาจาดั้งเดิมของเมิ่งจื่อ ซึ่งหมายความว่า เมื่อพี่สะใภ้ของเจ้าตกน้ำ หากเจ้าไม่ยอมช่วยก็ถือเป็นพฤติกรรมของเดรัจฉาน แม้จะมีหลักจารีตเรื่องชายหญิงไม่พึงใกล้ชิดกันเข้ามาเกี่ยวโยง แต่การยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ก็เป็นเพราะต้องพลิกแพลงตามสถานการณ์
(เชิงอรรถผู้แปล: พลิกแพลงตามสถานการณ์ (事急从权) เมื่อเผชิญเหตุคับขัน ต้องรู้จักยืดหยุ่นไม่ยึดติดกฎเกณฑ์เดิม)
แต่ทว่านับตั้งแต่ปรัชญาหลี่เสวียสำนักเฉิงจูเริ่มรุ่งเรือง ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของสตรีก็กลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ทำให้ปัญหาข้อนี้ถูกตีความไปในมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะในช่วงกลางราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา นักคิดบางกลุ่มกลับยืนกรานว่า ต่อให้พี่สะใภ้ของเจ้าจะตกน้ำ ก็ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยได้ เช่นนี้ต่างหากจึงจะเรียกได้ว่าเป็นวิญญูชนผู้ยึดมั่นในจารีตอย่างแท้จริง
(เชิงอรรถผู้แปล: ปรัชญาหลี่เสวีย (理学) ปรัชญาขงจื๊อใหม่ ซึ่งสำนักเฉิงจูคือสายการตีความของเฉิงอี๋และจูซีที่เน้นหลักการและจารีตอย่างเคร่งครัด)
เมิ่งจื่อนั้นกล่าวไว้เสียดิบดี ทว่าท่านมหาปราชญ์กลับไม่ได้หยิบยกประเด็นเรื่องศีลธรรมหลังจากช่วยชีวิตคนขึ้นมาถกเถียงด้วย เจ้าช่วยคนขึ้นมาได้ คนรอดชีวิต ทว่าจุดสำคัญมันอยู่ที่ว่า ชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของสตรีผู้นั้นจะทำอย่างไรต่อไป? หากคนผู้นั้นเป็นแม่ เป็นภรรยา หรือเป็นลูกสาวของเจ้า เช่นนั้นก็ยังพอคุยกันได้ แต่ปัญหามันอยู่ที่ หากนางเป็นคนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวดองทางสายเลือดกับเจ้าเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงเจ้ากับนางมีการสัมผัสแนบชิดกันทางร่างกาย แล้วภายภาคหน้าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้าสองคนจะนับเป็นตัวอันใดกันเล่า?
เรื่องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับปัญหาโลกแตกที่ว่า หากแม่กับภรรยาตกน้ำพร้อมกัน ควรจะช่วยใครก่อน อันที่จริงปัญหาข้อนี้เป็นเพียงสมมติฐานที่จงใจตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความลำบากใจเท่านั้น ทว่าในยุคสมัยนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูจารีตประเพณี ปัญหาเหล่านี้จึงมักถูกนำมาหยิบยกถกเถียงกันอย่างเปิดเผยและเป็นทางการ ซ้ำยังต้องหาข้อสรุปจากหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณธรรมอันยิ่งใหญ่หรือเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันในหมู่ราษฎร จนทางการไม่อาจหาข้อตัดสินคดีความได้
ตัวอย่างเช่น การจะช่วยภรรยาหรือช่วยแม่ก่อนนั้น แนวทางหลักของทางการก็คือต้องช่วยแม่ก่อนเสมอ เพราะนี่คือความกตัญญูกตเวที ถือเป็นคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ แม้แต่ตัวภรรยาเองก็ยังต้องตระหนักให้ได้ว่า ความกตัญญูย่อมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง หากลูกชายเลือกที่จะช่วยภรรยาก่อน เขาก็จะถูกสังคมประณามหยามเหยียดในเรื่องศีลธรรม ดีไม่ดีอาจถึงขั้นถูกริบตำแหน่งขุนนาง หรือถูกจับขังคุกรับโทษทัณฑ์เลยทีเดียว
ทว่าปัญหาที่อู๋เสิ่งอวี๋ยกขึ้นมาถามในตอนนี้ กลับสุดโต่งยิ่งกว่านั้นเสียอีก สตรีที่ไหนก็ไม่รู้พลัดตกน้ำ แล้วในฐานะที่เจ้าเป็นวิญญูชน เจ้าควรจะทำเช่นไรเล่า?
แม้ว่าปัญหาข้อนี้จะมีคำตอบที่ตายตัวอยู่แล้วก็ตาม ทว่าคนที่อยู่ในงานกลับไม่มีใครยอมเอ่ยปากพูดอะไรออกมาเลย จะช่วยก็ไม่ใช่ จะไม่ช่วยก็ไม่เชิง การเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยเหลือ ย่อมไม่ใช่วิสัยของวิญญูชน แต่ถ้าหากเจ้าลงไปช่วย ก็เท่ากับเป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีงามของสังคม
นี่มันหาเรื่องปวดหัวใส่ตัวชัด ๆ …
รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของอู๋เสิ่งอวี๋ หากนำเอาหัวข้อธรรมดาสามัญมาเป็นประเด็นถกเถียง สำหรับเขาแล้วมันก็คงไม่มีความหมายอันใด ปัญหาที่พิสดารเช่นนี้นี่แหละ ถึงจะช่วยสร้างกระแสตอบรับที่ไม่ธรรมดาได้ ทั้งยังง่ายต่อการถกเถียงเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักการและเหตุผลที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครยอมปริปากพูด อู๋เสิ่งอวี๋จึงหันไปมองซูทง "คุณชายซูคิดเห็นเช่นไรบ้างเล่า?"
สีหน้าของซูทงดูกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง ในใจลอบด่าทออู๋เสิ่งอวี๋ที่หาโจทย์ยากมาให้ ยามนี้ทุกคนกำลังจัดงานชุมนุมบัณฑิตพูดคุยแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กันอย่างสงบสุขและเป็นกันเองแท้ ๆ แต่เจ้ากลับจงใจหยิบยกประเด็นที่ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าเช่นนี้ขึ้นมา นี่มันจงใจหาเรื่องทำให้คนอื่นลำบากใจชัด ๆ ไม่ใช่หรือ?
ซูทงลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตอบ "ข้าน้อยคิดว่า ไม่ช่วยน่าจะดีกว่านะ"
"อ้อ?" อู๋เสิ่งอวี๋ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย "หรือว่าคุณชายซูจะเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ?"
บัณฑิตแซ่หานที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "มิใช่เห็นคนตายแล้วไม่ช่วยเหลือ ทว่ามิอาจยอมสูญเสียคุณธรรมอันยิ่งใหญ่เพียงเพราะเรื่องหยุมหยิมได้ต่างหากเล่า"
อู๋เสิ่งอวี๋แค่นเสียงหัวเราะหยัน "เช่นนั้นในใจของใต้เท้า สิ่งใดคือเรื่องหยุมหยิม และสิ่งใดคือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่เล่า? หรือว่าชีวิตคนจะต่ำต้อยไปกว่าคุณธรรมของวิญญูชนอย่างนั้นหรือ?"
บัณฑิตแซ่หานบันดาลโทสะ "มหาปราชญ์เคยกล่าวไว้ว่า พึงสละชีพเพื่อผดุงธรรม หรือว่าคุณธรรมของวิญญูชนจะไม่อยู่เหนือชีวิตคนกันเล่า?"
ผู้คนที่มาร่วมงานต่างเห็นพ้องกับบัณฑิตแซ่หานอยู่ไม่น้อย สาเหตุหลักก็เป็นเพราะนี่คือแนวทางที่ราชสำนักกำหนดไว้ให้แก่ราษฎร หากเห็นพี่สะใภ้จมน้ำจะต้องทำอย่างไร? ก็ต้องไปตามหาพี่ชายก่อนสิ หากพี่ชายไม่อยู่ก็ไปตามหาหลานชาย หากหลานชายไม่อยู่อีกเล่า? คาดว่ากว่าเจ้าจะวิ่งกลับมา พี่สะใภ้ก็คงจมน้ำตายไปแล้ว เช่นนั้นก็ไม่เกี่ยวกับเจ้าแล้วล่ะ รอจัดงานศพได้เลย
ยามนี้เมื่อเห็นสตรีแปลกหน้าตกน้ำ หลักการก็ย่อมเหมือนกัน นั่นคือต้องไปตามหาญาติพี่น้องของนางก่อน หากหาไม่พบจริง ๆ ก็ค่อยหาไม้ไผ่สักลำมาลองช่วยดู หากไม้ไผ่ยาวไม่ถึง เจ้าก็ควรจะยืนดูนางจมน้ำตายอยู่ริมฝั่งต่อไปนั่นแหละดีแล้ว มิเช่นนั้นต่อให้เจ้าช่วยคนขึ้นมาได้ ครอบครัวของนางก็จะไม่ซาบซึ้งในบุญคุณของเจ้า ดีไม่ดีอาจจะจับเจ้าส่งทางการ หรือไม่ก็ถูกชาวบ้านจับถ่วงน้ำในกรงหมูฐานคบชู้ก็เป็นได้
คนอื่นเขาไม่ช่วย แล้วเหตุใดเจ้าถึงต้องเข้าไปช่วยด้วยเล่า? หากมิใช่เพราะมีใจปฏิพัทธ์ต่อกันแล้วจะเป็นอะไรได้อีก?
อู๋เสิ่งอวี๋ไม่ได้ตอบโต้คำพูดของบัณฑิตแซ่หาน แต่กลับหันไปถามเสิ่นซีแทน "คุณชายเสิ่นคิดเห็นเช่นไรหรือ?"
จู่ ๆ ทุกคนก็เงียบกริบลง พวกเขาล้วนอยากจะฟังข้อคิดเห็นอันล้ำเลิศของเสิ่นซีกันทั้งนั้น
ในหมู่บัณฑิตแห่งเมืองถิงโจวยามนี้ เสิ่นซีได้กลายเป็นเป้าโจมตีไปเสียแล้ว ทุกคำพูดและทุกการกระทำของเขาล้วนถูกผู้อื่นนำมาเป็นข้ออ้างในการโจมตีได้ทั้งสิ้น หากดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ เสิ่นซีไม่ควรจะปริปากพูดอะไรออกมาเลยถึงจะถูก แต่ถึงกระนั้น ต่อให้เขาไม่พูดอะไรเลย ผู้อื่นก็ยังสามารถใช้เรื่องนี้มาโจมตีและตั้งข้อกังขาถึงคุณธรรมความประพฤติของเขาได้อยู่ดี
ทว่าสีหน้าของเสิ่นซียังคงเรียบเฉย เขาระบายยิ้มบาง "คุณชายอู๋คงจะคิดมากไปแล้ว ข้าน้อยว่ายน้ำไม่เป็น หากกระโดดลงน้ำไปก็คงต้องจมน้ำตายอย่างแน่นอน ดังนั้นข้าน้อยขอเลือกไปตามคนมาช่วยดีกว่า"
"ฮ่า ๆ ๆ..."
เดิมทีเป็นหัวข้อถกเถียงทางวิชาการอันแสนจะเคร่งเครียด ทว่าพออกจากปากเสิ่นซีกลับกลายเป็นเรื่องตลกขบขันไปเสียได้ มีคนทนไม่ไหวจนต้องหลุดหัวเราะลั่นออกมา
สีหน้าของอู๋เสิ่งอวี๋ชะงักงันไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "สิ่งที่ข้าน้อยถามคือการกระทำของวิญญูชน เป็นการถกเถียงเชิงทฤษฎี มิได้หมายความว่าให้คุณชายเสิ่นลงไปปฏิบัติจริง ๆ เสียหน่อย"
คราวนี้เสิ่นซีมั่นใจแล้วว่าอู๋เสิ่งอวี๋กำลังวางแผนเล่นงานเขา เสิ่นซีคิดในใจ 'รู้หน้าไม่รู้ใจจริง ๆ อายุแค่นี้ ภายนอกดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แต่ภายในกลับซ่อนความร้ายกาจไว้ถึงเพียงนี้เชียว'
เสิ่นซีเอ่ยถามกลับ "แล้วคุณชายอู๋คิดเห็นเช่นไรเล่า?"
ราวกับอู๋เสิ่งอวี๋คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเสิ่นซีจะต้องถามเช่นนี้ เขายิ้มเรียบ ๆ พลางตอบ "ข้าน้อยอยากจะขอฟังความคิดเห็นของคุณชายเสิ่นก่อน"
"อ้อ"
เสิ่นซีพยักหน้ารับ ทำทีเป็นครุ่นคิด "แต่ข้าน้อยก็ไม่รู้นะว่า สตรีที่พลัดตกน้ำผู้นี้ แต่งงานออกเรือนแล้วหรือยัง?"
คำถามของเสิ่นซีไม่เพียงแต่ทำเอาอู๋เสิ่งอวี๋งุนงง แต่คนรอบข้างก็ล้วนไม่เข้าใจเช่นกัน แม้แต่ซูทงก็ยังอดรนทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว "คุณชายเสิ่น เรื่องนี้มันต่างกันตรงไหนหรือ?"
เสิ่นซีตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "ต่างกันมากเลยทีเดียว หากนางเป็นเพียงหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน นางจะออกจากบ้านมาง่าย ๆ จนถึงขั้นพลัดตกน้ำได้อย่างไรกัน? นี่มันผิดวิสัยชัด ๆ ต่อให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นจริง ก็ควรจะถามความสมัครใจของแม่นางผู้นั้นเสียก่อน 'นี่ เจ้าจะให้ข้าช่วยหรือไม่?' หากนางตอบว่า 'ช่วยด้วย ๆ' เช่นนั้นข้าก็ลงไปช่วย แบบนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่หากนางรู้สึกว่าชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของตนต้องมัวหมอง อย่างมากข้าก็แค่รับนางเข้าจวนเป็นอนุภรรยาก็สิ้นเรื่อง"
เสิ่นซีเอ่ยเป็นฉาก ๆ ได้อย่างเห็นภาพ ทำเอาคนในงานต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้แต่บัณฑิตแซ่หานที่เพิ่งจะคัดค้านการช่วยคนไปเมื่อครู่ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะพยักหน้ารับ ราวกับเห็นด้วยว่าคำพูดของเสิ่นซีนั้นมีเหตุผลยิ่งนัก
"แล้วถ้าหากเป็นสตรีที่แต่งงานแล้วเล่า จะต้องทำเช่นไร?"
อู๋เสิ่งอวี๋เริ่มสัมผัสได้ว่าเสิ่นซีรับมือได้ยาก น้ำเสียงของเขาจึงเปลี่ยนเป็นแหลมคมขึ้น
เสิ่นซีตอบ "ถ้าเช่นนั้น ข้าก็คงต้องไปถามคนในครอบครัวของนางก่อน ว่าต้องการจะให้ช่วยหรือไม่ หากแม้แต่ครอบครัวของนางยังมองว่าชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของนางสำคัญกว่าชีวิต ข้าจะไปทำอวดเก่งเสนอหน้าช่วยเหลือทำไมกันเล่า? แต่หากครอบครัวของนางร้อนใจดั่งไฟสุม อ้อนวอนขอร้องให้ข้าช่วย ข้าก็อาจจะยื่นมือเข้าช่วย"
คำพูดของเสิ่นซี หากไม่ตั้งสมมติฐานไว้ล่วงหน้า ก็มักจะมีคำว่า 'อาจจะ' พ่วงมาด้วยเสมอ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังสื่อความหมายว่า 'เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา ข้าก็จะพิจารณาและจัดการไปตามสถานการณ์' เจ้าอย่าหวังเลยว่าจะเค้นเอาคำตอบที่ตายตัวจากปากข้าได้
เมื่ออู๋เสิ่งอวี๋ได้ฟังเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือพลางหัวเราะร่วน "วาทะอันล้ำเลิศ! ทว่าในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน บนฝั่งแม่น้ำมีเพียงเจ้าคนเดียว สตรีตกน้ำ ซ้ำยังหมดสติ ไม่อาจโต้ตอบเจ้าได้ เจ้าไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่านางแต่งงานแล้วหรือไม่ เช่นนี้จะทำฉันใดดีเล่า?"
"อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง" เสิ่นซีพยักหน้ารับราวกับเพิ่งจะเข้าใจ "ข้าน้อยยังเด็กนัก ไม่รู้หรอกนะว่า สตรีที่แต่งงานแล้วกับที่ยังไม่ได้แต่งงาน จะมีความแตกต่างอันใดกันหรือ?"