- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 249 วิธีสั่งสอนสะใภ้
ตอนที่ 249 วิธีสั่งสอนสะใภ้
ตอนที่ 249 วิธีสั่งสอนสะใภ้
หลายปีมานี้ตั้งแต่หลินไต้เข้ามาอยู่ในตระกูลเสิ่น แม้จะถูกดุด่าอยู่บ่อยครั้ง ทว่านี่นับเป็นครั้งแรกที่นางถูกลงไม้ลงมือ
ยามเพิ่งถูกตี แม่หนูน้อยยืนนิ่งอึ้งไป พักใหญ่ก็ยังเรียกสติกลับมาไม่ได้ รอจนกระทั่งโจวซื่อด่าทอจบ นางถึงค่อยรู้สึกตัว เดิมทีคิดจะเบะปากร้องไห้ ทว่าด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจบารมีของโจวซื่อ นางจึงมิกล้าร้องไห้ออกมา ใบหน้ายับย่นแทบจะขมวดเข้าหากันเป็นก้อน น้ำตาร่วงหล่นเป็นสายราวมุกขาดร้อย
เสิ่นซีรีบเอ่ยขึ้น "ท่านแม่ เป็นข้าเองที่อยากสางผมให้ไต้เอ๋อร์ จะไปโทษนางได้อย่างไรกันขอรับ!"
โจวซื่อตวาดด้วยความโมโห "เจ้านี่ก็ไม่รักดี ที่แม่ตีนาง ก็เพื่อสั่งสอนเจ้าด้วย! รีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อย กินข้าวเสร็จแล้วก็ไปร่วมงานชุมนุมบัณฑิตเสีย!"
โจวซื่อเดินออกจากห้องไปด้วยสีหน้าเดือดดาล คราวนี้หลินไต้ก็สุดจะทนกลั้นได้อีกต่อไป นางทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ ยกมือขึ้นกุมศีรษะแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา ยิ่งร้องก็ยิ่งเสียใจ
ตอนที่หลินไต้เพิ่งก้าวเข้ามาในบ้านตระกูลเสิ่น โจวซื่อทะนุถนอมประคับประคองนางไว้ในอุ้งมือ ตอนนั้นโจวซื่อยังไม่มีความคิดความอ่านอะไรมากนัก เพียงแค่คิดว่าหากวันข้างหน้าลูกชายได้ดีมีวิชาความรู้ สามารถตบแต่งภรรยาได้สักคน ชาตินี้นางก็ไม่มีอะไรให้ปรารถนาอีกแล้ว
แต่หลังจากที่โจวซื่อร่วมทำธุรกิจกับฮุ่ยเหนียง เงินทองในบ้านก็มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ท่าทีที่นางมีต่อหลินไต้จึงเย็นชาขึ้นหลายส่วน ท้ายที่สุดเมื่อมีเงินทอง ต่อให้เป็นลูกสะใภ้ที่ดีแสนดีเพียงใดก็ย่อมหามาตบแต่งเข้าบ้านได้ แล้วเหตุใดถึงต้องไปยึดติดกับเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่รู้แม้กระทั่งชาติตระกูลความเป็นมาด้วยเล่า?
ต่อมา เมื่อเสิ่นซีสอบผ่านการสอบระดับเมือง ตัวนางเองก็ให้กำเนิดลูกแฝดชายหญิง นางจึงยิ่งจับผิดหลินไต้มากขึ้นไปอีก มีเรื่องอะไรนิดอะไรหน่อยก็จะด่าทอ กระทั่งวันนี้ที่มาเห็นเสิ่นซีกำลังสางผมให้หลินไต้ ในที่สุดนางก็อดรนทนไม่ไหว ลงมือทุบตีว่าที่ลูกสะใภ้ผู้นี้จนได้
"ไต้เอ๋อร์ เลิกร้องไห้เถิด ท่านแม่ก็แค่โมโห นางไม่ได้ตั้งใจจะตีเจ้าหรอกนะ เจ้าดูข้าสิ เมื่อก่อนข้าก็โดนตีอยู่บ่อย ๆ" เสิ่นซีทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ ลูบแผ่นหลังของหลินไต้เบา ๆ พลางเอ่ยปลอบโยน
หลินไต้ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบไม่เป็นคำ "นั่นเพราะเจ้าสมควรโดนตีต่างหากเล่า แต่ครั้งนี้... ท่านแม่ปรักปรำข้า..."
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "เจ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนะ เมื่อครู่เป็นเจ้าเองที่บ่นว่าข้าไม่ยอมสางผมให้เจ้า ข้าถึงได้สางให้ แล้วตอนนี้จะมาโทษว่าเป็นความผิดของข้าทั้งหมดเลยหรือ?"
หลินไต้ได้ฟังก็ทั้งอับอายทั้งโมโห นางเงยหน้าขึ้นมาทั้งที่งดงามดั่งดอกหลีฮวายามต้องหยาดฝน ระดมทุบกำปั้นน้อย ๆ ใส่แผงอกของเสิ่นซี ทว่าเรี่ยวแรงที่กระหน่ำลงบนตัวเขากลับเบาหวิว ไม่เหมือนการทุบตีเลยสักนิด แต่เหมือนกำลังจั๊กจี้เขาเสียมากกว่า "เจ้าคนบ้า เจ้าคนบ้า เจ้าคนบ้า..."
พูดไปพูดมาก็มีเพียงคำว่า 'เจ้าคนบ้า' สองคำนี้เท่านั้น ท่าทีแง่งอนขัดเคืองของหญิงสาววัยแรกรุ่นฉายชัดออกมาทางสีหน้าและท่าทาง
เสิ่นซีประคองนางไปนั่งลงที่ขอบเตียง ใช้มือลูบไล้ใบหน้าเล็ก ๆ จิ้มลิ้มของนางเบา ๆ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง ฝ่ามือนี้ของโจวซื่อตบฉาดลงมาด้วยความโกรธจัด ไม่ได้ออมแรงเลยแม้แต่น้อย หลินไต้ที่เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จะไปทนรับฝ่ามือของโจวซื่อที่กรำงานหนักมาตลอดได้อย่างไรกัน?
"เจ็บ..." ผ่านไปครู่ใหญ่ แม้อารมณ์ของหลินไต้จะสงบลงบ้างแล้ว แต่เมื่อถูกเสิ่นซีสัมผัสโดนแก้ม นางก็ยังคงสูดปากร้องอุทานออกมาเบา ๆ
เสิ่นซีถอดถอนใจ "ท่านแม่ก็เหลือเกิน ตีเจ้าแรงถึงเพียงนี้ ไม่รู้หรือว่าว่าที่สามีของเจ้าปวดใจแค่ไหน? แต่ไม่เป็นไรหรอก รอข้าสอบได้เป็นขุนนางเมื่อใด หลังจากพวกเราแต่งงานกันแล้ว ก็จะไม่ต้องอาศัยอยู่ที่บ้านนี้อีก เช่นนี้เจ้าก็ไม่ต้องคอยทนดูสีหน้าท่านแม่แล้วล่ะ"
หลินไต้ทุบกำปั้นใส่ตัวเสิ่นซีอีกหนึ่งที "เจ้านี่ช่างร้ายกาจนัก หากท่านแม่มาได้ยินคำพูดพวกนี้เข้า ย่อมต้องคิดว่าเป็นข้าที่คอยยุแยงตะแคงรั่ว แล้วก็ต้องลงมือตีข้าอีกเป็นแน่..."
เสิ่นซีคลี่ยิ้มบาง ๆ หลินไต้มีอายุมากกว่าเขาหลายปี เหตุผลบางอย่างนางย่อมเข้าใจแจ่มแจ้งดี ทว่าท้ายที่สุดนางก็ยังคงเป็นเพียงเด็กหญิง กอปรกับนางเจียมเนื้อเจียมตัวมาแต่ไหนแต่ไร รู้ดีว่าการต้องมาอาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้อื่น ย่อมต้องปรนนิบัติว่าที่สามีและแม่สามีในอนาคตให้ดี ในใจจึงมิกล้ามีความขุ่นเคืองใด ๆ พอถูกเสิ่นซีเอ่ยคำหวานง้องอนไม่กี่ประโยค นางก็คลายความอึดอัดขัดเคืองลงได้
หลังจากสงบสติอารมณ์ลงได้เล็กน้อย นางก็ช่วยสางผมให้เสิ่นซีจนเรียบร้อย แล้วใช้ผ้าโพกศีรษะพันไว้ให้ จากนั้นค่อยกลับไปนั่งที่ขอบเตียง ก่อนจะจ้องมองเสิ่นซีด้วยสายตาเศร้าสร้อยอมทุกข์และน่าเวทนายิ่งนัก
"ไต้เอ๋อร์ วันนี้ข้าไปร่วมงานชุมนุมบัณฑิต อาจจะกลับมาช่วงบ่าย กลับมาแล้วข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้ากับซีเอ๋อร์นะ" เสิ่นซียิ้มเอ่ย
หลินไต้ก้มหน้าลงด้วยความหมองหม่น "ข้าไม่อยากเล่น"
เสิ่นซีกล่าวต่อ "เช่นนั้นข้าจะสอนเจ้าอ่านตำราเขียนหนังสือก็แล้วกัน รอข้ากลับมาก่อนนะ..."
หลินไต้ถึงค่อยพยักหน้ารับ นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปส่งเสิ่นซี พอไปถึงร้านขายยา ลู่ซีเอ๋อร์ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือภาพอยู่ที่ลานเรือนด้านหลัง ก็ยังสังเกตเห็นว่าใบหน้าของหลินไต้ดูผิดปกติไป จนอดไม่ได้ที่จะลอบชำเลืองมองอยู่หลายครั้ง
แม้หลินไต้จะถูกตีจนรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ท้ายที่สุดนางก็ยังคงต้องเดินเข้าไปขอโทษโจวซื่ออยู่ดี
ทางฝั่งนั้น ฮุ่ยเหนียงเองก็กำลังเกลี้ยกล่อมให้โจวซื่อคลายความโกรธ "...พี่สาวก็เหลือเกิน เด็ก ๆ เขาเล่นหยอกล้อกันแท้ ๆ พี่สาวกลับเก็บมาเป็นจริงเป็นจังไปได้"
โจวซื่อเองก็รู้สึกว่าตนลงมือหนักเกินไป แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเด็ก นางก็ยังคงทำทีขึงขังไม่พอใจ "โต ๆ กันแล้ว ยังไม่รู้จักธรรมเนียมอีก วันข้างหน้าไอ้เด็กทึ่มต้องเป็นใหญ่เป็นโต จะไปทำเรื่องที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว เหลวไหลแบบนั้นได้อย่างไรกัน?"
ฮุ่ยเหนียงถึงกับสะอึกจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หากจะบอกว่าการที่เสิ่นซีสางผมให้หลินไต้นั้นดูเกินเลยไปบ้าง แล้วการที่นางให้เสิ่นซีแอบหลบหูหลบตาสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวิน เข้ามาในห้องของนางยามค่ำคืน เพื่อกระทำเรื่องลอบเร้นดุจไก่ขันสุนัขขโมยเล่า มิยิ่งเกินเลยไปกว่านี้หรอกหรือ? นางเองก็รู้อยู่เต็มอกว่าตนเองทำผิดต่อมโนธรรม คำพูดเกลี้ยกล่อมที่จะเอ่ยต่อจากนั้นจึงจุกอยู่ที่คอ ไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้
(เชิงอรรถผู้แปล: ลอบเร้นดุจไก่ขันสุนัขขโมย (鸡鸣狗盗) สำนวนเปรียบเปรยถึงการลักลอบกระทำเรื่องลับ ๆ ล่อ ๆ หรือทักษะการหลอกลวงตบตาผู้อื่น)
หลังจากหลินไต้โขกศีรษะยอมรับผิด โจวซื่อถึงได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า "นี่ก็เป็นเพราะตามปกติข้าละเลยการอบรมสั่งสอนไปหน่อย เอาไว้ว่าง ๆ ข้าจะหาเวลามาสั่งสอนเจ้าให้มากขึ้น เจ้าเป็นลูกผู้หญิง วันข้างหน้าไม่ต้องไปทำเรื่องอื่นใด แค่คอยปรนนิบัติสามีอบรมบุตรให้ดีก็พอ นี่คือหน้าที่ของเจ้า! เข้าใจหรือไม่?"
"เจ้าค่ะ ลูกจำไว้แล้ว" หลินไต้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจือความหวาดกลัวอยู่หลายส่วน
โจวซื่อกล่าวต่อ "เจ้าก็รู้หนังสือใช่หรือไม่ กลับเข้าห้องไปคัดตำราคุณธรรมสตรีมาสิบจบ ประเดี๋ยวค่อยเอามาให้ข้าดู"
ตำราคุณธรรมสตรีคือตำราเรียนสำหรับอบรมสั่งสอนความคิดและคุณธรรมจริยธรรมของสตรีในยุคจีนโบราณ เริ่มแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านตั้งแต่ช่วงต้นราชวงศ์หมิง และมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มาจนถึงปัจจุบัน ต่อให้สตรีผู้นั้นจะไม่รู้หนังสือ แต่ก็จะต้องท่องจำตำราคุณธรรมสตรีให้ขึ้นใจมาตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งในตำราเล่มนี้ได้กำหนดกฎเกณฑ์อันเข้มงวดสำหรับการวางตน การรับมือกับผู้คน และการจัดการดูแลบ้านเรือนของสตรี โดยส่งเสริมให้เคารพผู้อาวุโส รักใคร่ผู้น้อย ขยันหมั่นเพียร อดออม รู้จักรู้คุณค่าของข้าวปลาอาหาร รักษาความสะอาด เข้มงวดกับตนเอง ผ่อนปรนต่อผู้อื่น วางตัวอย่างเหมาะสมและมีมารยาท เป็นต้น ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามจารีตสามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม เพื่อเป็น "สตรีที่ดี" ซึ่งต้องพึ่งพาและเชื่อฟังสามีในทุก ๆ เรื่อง
รอจนกระทั่งหลินไต้ก้มหน้าเดินกลับไปยังเรือนของตนเอง โจวซื่อถึงค่อยหันไปเอ่ยกับฮุ่ยเหนียง "ยายหนูคนนี้ ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องแต่งเข้าตระกูลเสิ่น หากไม่สั่งสอนอบรมให้ดี วันข้างหน้าเกิดกำเริบเสิบสานขึ้นมา ถึงตอนนั้นจะมาอบรมสั่งสอนก็คงสายเกินแก้เสียแล้ว"
ฮุ่ยเหนียงถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า การที่โจวซื่อลงมือตีหลินไต้มิใช่ความวู่วามชั่ววูบ แต่คงจะ "ไตร่ตรองเตรียมการ" มาแต่เนิ่น ๆ แล้ว นี่อาจจะเป็นก้าวแรกในการแสดงอำนาจข่มขวัญสร้างบารมีต่อหน้าว่าที่ลูกสะใภ้ของโจวซื่อก็เป็นได้
แม้ที่ผ่านมาโจวซื่อจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีที่ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อใช้เคี่ยวเข็ญบุตรชายนัก ทว่าพอถึงคราวที่ตนเองต้องมารับบทบาทนี้บ้าง นางกลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ คนเป็นลูกสะใภ้ สักวันหนึ่งก็ต้องเลื่อนขั้นขึ้นเป็นแม่สามี เมื่อได้มายืนมองปัญหาในจุดเดียวกัน ถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะ "ที่แท้พี่สาวก็ไม่ได้ตั้งใจจะโกรธเคืองเด็กหรอกหรือ เพียงแต่อยากจะอบรมสั่งสอนว่าที่ลูกสะใภ้ให้ดี พี่สาวช่างปรารถนาดีอย่างลึกซึ้งเสียนี่กระไร"
โจวซื่อส่ายหน้าทอดถอนใจ "ยายหนูคนนี้ ตั้งแต่ก้าวเข้าบ้านมาก็ว่าง่ายเชื่อฟังมาตลอด ข้าเองก็รักและเอ็นดูนางเหมือนบุตรีแท้ ๆ หากเป็นเมื่อก่อน ข้าจะทำใจตีนางลงได้อย่างไรกัน?"
…
เสิ่นซีเดินทางไปยังหอน้ำชาแห่งหนึ่งทางทิศใต้ของเมืองตามสถานที่ที่ระบุไว้ในเทียบเชิญ ซึ่งบังเอิญเป็นสถานที่เดียวกับที่เขาได้พบซูทงเป็นครั้งแรกพอดี
หอน้ำชาตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำถิงเจียง ตามปกติแล้วทิวทัศน์ค่อนข้างงดงามทีเดียว ทว่ายามนี้ล่วงเข้าสู่เดือนล่าเยวี่ยอันหนาวเหน็บแล้ว เมื่อกวาดสายตามองไปรอบทิศทางก็เห็นเพียงความแห้งแล้งสีเหลืองหม่น ร่วงโรยไปทุกหย่อมหญ้า ไม่มีทิวทัศน์อันใดให้ชื่นชมอีกแล้ว
เสิ่นซีเดินทางมาถึงค่อนข้างเช้า ทำเอาซูทงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง "น้องเสิ่น พี่ชายยังนึกกลัวอยู่เลยว่าเจ้าจะไม่มาเสียแล้ว"
ซูทงเป็นคนพาเสิ่นซีเดินขึ้นชั้นบนด้วยตนเอง เนื่องจากภายนอกมีลมหนาวพัดกรรโชกมาเป็นระลอก หน้าต่างทุกบานจึงถูกปิดสนิทต้านลมไว้ ทั้งสองจงใจเลือกที่นั่งด้านในสุด ครั้นซูทงกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างกับเสิ่นซี ก็มีคนเดินเข้ามาพอดี ซูทงจึงรีบพุ่งตัวไปต้อนรับ ปล่อยให้เสิ่นซี "ทำตัวตามสบาย"
หอน้ำชาแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตนัก เสิ่นซีกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ที่นั่งหลายโต๊ะยังคงว่างเปล่า แต่ก็แทบจะไม่มีใครนั่งอยู่โต๊ะเดียวโดด ๆ อย่างเขาเลย หากไม่หาเพื่อนมานั่งด้วย ก็มักจะรวมกลุ่มกันชั่วคราวเพื่อทำความรู้จักกันไปในตัว
แต่ถึงแม้เสิ่นซีจะนั่งอยู่โต๊ะนี้เพียงลำพัง และต่อให้ทุกคนจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเสิ่นซี ผู้สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งของการสอบระดับเมืองหรืออั้นโส่วประจำเมืองในรอบนี้ดี ทว่าก็กลับไม่มีใครเดินเข้ามาทักทายปราศรัยด้วยเลยแม้แต่คนเดียว
แต่สุดท้าย คนที่เดินขึ้นชั้นบนและมานั่งร่วมโต๊ะกับเสิ่นซี กลับเป็นอู๋เสิ่งอวี๋ที่ไม่ได้พบหน้าค่าตากันมาเสียนาน
ไม่พบกันหลายเดือน อู๋เสิ่งอวี๋ก็ยิ่งดูหล่อเหลาสง่างามมากขึ้น ราวกับคุณชายเจ้าสำราญผู้มีท่วงท่าสง่าผ่าเผย ส่วนสูงก็เริ่มใกล้เคียงกับผู้ใหญ่เข้าไปทุกที
ส่วนเสิ่นซีในช่วงครึ่งปีมานี้ กลับยังคงเป็นเด็กหนุ่มตัวเตี้ย ไม่เห็นจะสูงขึ้นสักเท่าใดเลย
"คุณชายเสิ่น ไม่พบกันเสียนานเลยนะ" อู๋เสิ่งอวี๋แสดงท่าทีสุภาพอ่อนน้อม ประสานมือคารวะทักทายเสิ่นซี
เสิ่นซีคารวะตอบ เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้างที่ต้องมานั่งร่วมโต๊ะกับอู๋เสิ่งอวี๋ หากพวกเขาอาศัยอยู่ในตัวเมืองเหมือนกัน ก็ยังพอจะหยิบยกเนื้อหาการสอบประจำเดือนที่เพิ่งผ่านพ้นไปมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ทว่าในขณะที่การสอบฝั่งตัวเมืองต้องใช้ข้อสอบที่ออกโดยสำนักศึกษาประจำเมือง บรรดาถงเซิงในอำเภอต่าง ๆ ภายใต้การปกครองของเมืองถิงโจว กลับต้องสอบตามสถานศึกษาในอำเภอของตนเอง ซึ่งอู๋เสิ่งอวี๋รับข้อสอบมาจากสำนักศึกษาอำเภอชิงหลิว ระหว่างพวกเขาทั้งสองจึงไม่มีแม้แต่หัวข้อที่จะนำมาสนทนากันได้เลย
กลับเป็นอู๋เสิ่งอวี๋ที่เป็นฝ่ายชวนคุยก่อน "คุณชายเสิ่นเคยแต่งบทกวีไว้บทหนึ่งในการสอบระดับเมือง หลังจากข้ากลับไปแล้วได้ลองนำมาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่ามันช่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติยิ่งนัก ความคมกริบของกระบี่วิเศษ ล้วนเกิดจากการขัดฝน กลิ่นหอมของดอกเหมย ล้วนผลิบานผ่านความหนาวเหน็บ ช่างอธิบายถึงความยากลำบากของปัญญาชนอย่างพวกเราที่ต้องทนหนาวร่ำเรียนตำรามานานนับสิบปีได้อย่างลึกซึ้งจริง ๆ ไม่ทราบว่าคุณชายเสิ่นได้แต่งกวีสองวรรคนี้จนจบสมบูรณ์แล้วหรือไม่?"
เสิ่นซีส่ายหน้าพลางตอบ "ข้าแต่งขึ้นตามอารมณ์พาไปเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะแต่งให้จบสมบูรณ์หรอก"
อู๋เสิ่งอวี๋ทอดถอนใจ "บทกวีที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ กลับมีเพียงเศษเสี้ยวประโยค ช่างน่าเสียดาย น่าเสียดายยิ่งนัก ต่อให้มีผู้อื่นตั้งใจจะแต่งเติมให้สมบูรณ์ แต่ท้ายที่สุดก็มิใช่วาจาที่กลั่นออกมาจากใจของคุณชายเสิ่นอยู่ดี"
ฟังจากความหมายของอู๋เสิ่งอวี๋ ดูเหมือนเขาอยากจะให้เสิ่นซีแต่งกวีสองวรรคนี้ให้สมบูรณ์เป็นบทกวีเจ็ดคำสี่วรรค
ความจริงแล้วนับตั้งแต่ที่กวีสองวรรคนี้เผยแพร่ออกไป ก็มีคนจำนวนไม่น้อยพยายามจะแต่งต่อให้สมบูรณ์ ทว่าการฝืนนำเอาคำพังเพยมาแต่งเติมให้กลายเป็นบทกวี หากทำไปก็คงไม่ต่างอะไรกับต่อหางสุนัขด้วยหางเตียว หรือวาดงูเติมขา
เสิ่นซีไม่ซักไซ้ให้มากความ กลับเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาแทน "คุณชายอู๋สมควรจะเตรียมตัวสอบอยู่ที่อำเภอชิงหลิวมิใช่หรือ เหตุใดถึงได้เดินทางมายังตัวเมืองเล่า?"
อู๋เสิ่งอวี๋แย้มยิ้ม "ข้าติดตามท่านพ่อมาคารวะใต้เท้าเจ้าเมืองอันซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ที่เมืองน่ะ และก็ถือโอกาสแวะมาทักทายเหล่าบัณฑิตในตัวเมืองด้วยเลย ตัวข้ากับคุณชายซูมักจะมีจดหมายไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ เขาเคยบอกไว้ว่า คุณชายเสิ่นไม่เพียงแต่มีสติปัญญาเฉียบแหลม แม้แต่วิชาดูทำเลและทิศทางลมก็ยังเชี่ยวชาญ ข้าฟังแล้วก็เคลิบเคลิ้มหลงใหลยิ่งนัก จึงได้ร้องขอให้คุณชายซูช่วยเชิญคุณชายเสิ่นมาสนทนากันสักครา"
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ ในใจแอบคิดว่าอู๋เสิ่งอวี๋ผู้นี้ไปโคจรมาพบและตีสนิทกับซูทงได้อย่างไรกัน
อู๋เสิ่งอวี๋ผู้นี้ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นคนสุภาพอ่อนน้อม แต่เสิ่นซีดูออกตั้งนานแล้วว่าเขาเป็นคนหนุ่มประเภทเย่อหยิ่งจองหอง ไม่เห็นหัวใคร และคนอื่นก็ไม่เห็นหัวเขาเช่นกัน ซูทงเคยบอกเสิ่นซีไว้ว่า ต่อให้อู๋เสิ่งอวี๋จะเก่งกาจสักปานใด แต่ก็เป็นเพียงบุตรอนุภรรยา ทว่าผ่านไปเพียงครึ่งปี อู๋เสิ่งอวี๋กลับกลายเป็นสหายทางจดหมายของซูทงได้เสียอย่างนั้น เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน
ในฐานะผู้จัดงานชุมนุมบัณฑิต ซูทงจึงต้องรับหน้าที่ดูแลเรื่องการต้อนรับแขกเหรื่อทั้งหมด เมื่อคนมากันครบแล้ว เขายังต้องทำหน้าที่แนะนำตัวบุคคลให้คนในงานรู้จักอีกด้วย
อู๋เสิ่งอวี๋และเสิ่นซีในฐานะผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดที่จะเข้าสอบระดับท้องถิ่นในปีหน้า ได้รับการแนะนำตัวอย่างยิ่งใหญ่จากซูทง บรรดาผู้คนที่มาร่วมงาน นอกเหนือจากซิ่วไฉหนุ่มอนาคตไกลสองคนแล้ว ที่เหลือก็ล้วนเป็นถงเซิงที่จะเข้าสอบระดับท้องถิ่นในปีหน้าทั้งสิ้น คนเหล่านี้ปากก็พร่ำบอกว่า "ได้ยินชื่อเสียงมานาน" หรือ "เลื่อมใสศรัทธา" แต่ในใจกลับไม่มีใครยอมรับนับถือเลยสักคน
"น้องเสิ่น คุณชายอู๋ พวกเจ้าอย่าได้ถือสาไปเลยนะ คนพวกนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ ประเดี๋ยวตอนที่จับเข่าคุยเรื่องวิชาความรู้กัน พวกเจ้าก็จัดการทำให้คนพวกนั้นได้อับอายขายหน้าไปเลย"
ซูทงฉวยโอกาสยุยง สาเหตุหลักเป็นเพราะเขากลัวว่าอู๋เสิ่งอวี๋จะเป็นคนประเภทเดียวกับเสิ่นซี ที่ไม่ชอบปริปากพูดในที่สาธารณะ คราวก่อนที่เสิ่นซีมาร่วมงานชุมนุมบัณฑิตกับซูทง เขาก็เอาแต่นั่งเงียบตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ยอมแสดงความคิดเห็นใด ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว
ทว่าอู๋เสิ่งอวี๋เป็นคนชอบแสดงตัวอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำยุยงเช่นนั้นก็รีบประสานมือคารวะรับคำทันที "แน่นอน แน่นอน"