- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 248 ธรรมเนียมสามีภรรยา (จากใจผู้แปลท้ายตอน)
ตอนที่ 248 ธรรมเนียมสามีภรรยา (จากใจผู้แปลท้ายตอน)
ตอนที่ 248 ธรรมเนียมสามีภรรยา (จากใจผู้แปลท้ายตอน)
วันที่ยี่สิบเก้าเดือนตงเยวี่ย เสิ่นซีส่งกระดาษคำตอบการสอบประจำเดือนให้แก่สำนักศึกษาประจำเมือง ทว่ายังไม่ทันจะได้กลับถึงจวน เขาก็เห็นซูทงมายืนรออยู่ตรงทางแยกหน้าร้านขายยาเสียแล้ว
"น้องเสิ่น เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่นางปี้เซวียนเดินทางออกจากเมืองถิงโจวไปแล้ว ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก" หลังจากสนทนาสัพเพเหระเรื่องการสอบกับเสิ่นซีอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ซูทงก็ทอดถอนใจเอ่ยขึ้นมา ซูทงเกรงว่าเสิ่นซีจะไม่รู้เรื่อง จึงอธิบายอย่างละเอียด "ได้ยินมาว่ามีขุนนางผู้ใหญ่จากทางเมืองหนานจิงมารับตัวนางไป ไถ่ตัวให้นางหลุดพ้นจากทะเบียนชนชั้นต่ำ ต่อให้ไปเป็นอนุภรรยา แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ต้องทนขายรอยยิ้มเลี้ยงชีพอีกต่อไป ถือว่าชีวิตนี้มีที่พึ่งพิงเป็นหลักเป็นแหล่งแล้วล่ะนะ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ทะเบียนชนชั้นต่ำ (贱籍) ทะเบียนราษฎรกลุ่มต่ำศักดิ์ เช่น ครอบครัวผู้ต้องโทษหรือกลุ่มอาชีพต่ำต้อย)
เสิ่นซีพยักหน้ารับ "อ้อ"
ซูทงขมวดคิ้ว "น้องเสิ่น เจ้าไม่รู้สึกโศกเศร้าเสียใจบ้างเลยหรือ?"
เสิ่นซีมองประเมินซูทง "เหตุใดข้าต้องโศกเศร้าเสียใจด้วยเล่า?"
ซูทงหลุดหัวเราะออกมา "นั่นสินะ น้องเสิ่น เจ้ายังเด็กนัก ย่อมไม่ประสีประสาเรื่องความรักความใคร่ระหว่างบุรุษสตรี อันที่จริงเจ้ากับแม่นางปี้เซวียนก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน หากคืนนั้นเจ้ายอมสละโอกาสให้ข้า วันนี้ก็คงไม่ลงเอยเช่นนี้หรอก"
เสิ่นซีหรี่ตามองซูทง ฟังจากความหมายของเจ้า ราวกับว่าข้าเป็นคนทำร้ายปี้เซวียนอย่างนั้นแหละ
หากคืนนั้นซูทงได้เข้าไปในห้องของปี้เซวียนและคนทั้งสองได้ร่วมหอลงโรงกันละก็ ต่อให้มีขุนนางผู้ใหญ่อยากจะรับปี้เซวียนไปอยู่ด้วย ก็คงต้องล้มเลิกความตั้งใจเพราะปี้เซวียน "ไม่บริสุทธิ์" แล้วเป็นแน่
เสิ่นซีนึกถึงความงามอันแสนอมทุกข์และเวทนาในชะตากรรมของปี้เซวียนขึ้นมา จึงลอบถอนใจเบา ๆ อันที่จริงการที่สตรีผู้บังเอิญตกระกำลำบากมาอยู่ในสถานที่เริงรมย์ได้มีหลักยึดเหนี่ยวในชีวิต ก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีแล้ว ทว่าในเมื่อเขาไม่เคยหยิบยกเรื่องของนางมาใส่ใจตั้งแต่แรก ก็ย่อมไม่มีปัญหาว่าต้องตัดใจหรือปล่อยวางหรือไม่
ซูทงกล่าวต่อ "ตามธรรมเนียมปฏิบัติของปีก่อน ๆ การระดับท้องถิ่นของเมืองถิงโจวพวกเรา มักจะจัดขึ้นค่อนข้างช้า ข้าคาดว่าน่าจะเป็นช่วงเดือนสี่เดือนห้าของปีหน้าเป็นต้นไป... น้องเสิ่น เจ้าไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองจนเกินไปหรอกนะ ต่อให้การสอบรอบนี้เจ้าจะไม่ผ่าน วันข้างหน้าก็ยังมีโอกาสอีกมากมาย"
ฟังมาถึงตรงนี้ เสิ่นซีก็รู้ได้ทันทีว่าซูทงจะต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน แล้วก็เป็นดังคาด ซูทงกล่าวเสริมขึ้นมาว่า "ช่วงปลายปี งานชุมนุมบัณฑิตในเมืองค่อนข้างเยอะ พี่ชายอยากจะเชิญน้องเสิ่นไปร่วมงานสักสองสามงาน จะได้ผูกมิตรกับผู้คนให้มากขึ้น และได้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กัน ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสอบระดับท้องถิ่นในปีหน้า"
ช่วงเวลาปลายปีเช่นนี้ จัดว่าเป็นฤดูว่างเว้นจากการทำเกษตร บรรดาปัญญาชนที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ในที่สุดก็มีเวลาว่างเสียที ปัญญาชนทั้งหลายมักยกย่องคติที่ว่า 'ในคนเดินร่วมทางสามคน ย่อมมีผู้เป็นอาจารย์ของข้าได้' ดังนั้นเมื่อมีโอกาสก็ย่อมอยากจะคบหาสมาคมกับผู้คน ทว่าคนเหล่านี้ล้วนมีอายุมากกว่าเสิ่นซีอยู่หลายรอบ เสิ่นซีจึงรู้สึกว่าต่อให้สามารถสนทนาถกเถียงเรื่องวิชาความรู้กันได้ แต่การจะคบหาให้ถึงขั้นรู้ใจนั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะคนเหล่านี้มักจะมีอคติต่อเขาอยู่เสมอ
"พี่ซูไปเองเถิด ข้าไปงานชุมนุมบัณฑิตทีไรก็มักจะรู้สึกเข้ากับใครเขาไม่ได้ทุกที ขืนถูกคนอื่นไล่เบี้ยถามจนพูดไม่ออกก็มีแต่จะบั่นทอนความมั่นใจเปล่า ๆ สู้รั้งอยู่ทบทวนตำราด้วยตัวเองดีกว่า" เสิ่นซีกล่าวปฏิเสธ
"เรื่องนี้คงต้องโทษที่น้องเสิ่นประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเยาว์วัย คนที่อิจฉาตาร้อนเจ้าจึงมีมากเกินไป"
"งานชุมนุมบัณฑิตอื่น ๆ เจ้าจะไม่ไปร่วมก็ไม่เป็นไร ทว่าช่วงกลางเดือนล่าเยวี่ย จะมีงานชุมนุมบัณฑิตของการสอบระดับเมืองรอบนี้จัดขึ้น งานนี้เจ้าพลาดไม่ได้เด็ดขาด แม้แต่คุณชายอู๋ก็ยังมาร่วมงานด้วย เขายังระบุชื่อชัดเจนเลยนะว่าต้องการจะประลองวิชากับเจ้าสักครา"
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติจีน)
เสิ่นซีคิดในใจ 'นี่มันการศึกษาหาความรู้ ไม่ใช่การประลองยุทธ์เสียหน่อย จะมาท้าประลองวิชากันได้อย่างไร? วงการบุ๋นไร้อันดับหนึ่ง วงการบู๊ไร้อันดับสอง ต่อให้ประลองวิชากันแล้วจะตัดสินแพ้ชนะกันได้จริง ๆ หรือ?'
"ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันเถิดขอรับ"
เสิ่นซีเอ่ยทำท่าส่งเดชขอไปที ก่อนจะบอกลาซูทง
ซูทงรู้สึกหมดสนุกอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ยังทิ้งเทียบเชิญไว้ให้เสิ่นซีหลายฉบับ ทั้งหมดล้วนเป็นเทียบเชิญร่วมงานชุมนุมบัณฑิต ขอเพียงมีเทียบเชิญ อย่างแย่ที่สุดก็ยังไปนั่งจิบชาทานขนมเที่ยวเล่นได้เปล่าๆ เพราะผู้จัดงานย่อมเป็นคนออกเงินอยู่แล้ว และตัวซูทงเองก็เป็นผู้จัดงานชุมนุมบัณฑิตหลายงานเสียด้วย
เมื่อกลับถึงจวน เสิ่นซีก็วางเทียบเชิญทิ้งไว้ลวก ๆ โจวซื่อเห็นเข้าจึงเอ่ยถาม "นี่คือสิ่งใดกัน?"
เสิ่นซีตอบ "เทียบเชิญขอรับ ระหว่างทางข้าบังเอิญพบคุณชายซู เขาเชิญข้าไปร่วมงานชุมนุมบัณฑิตน่ะ"
โจวซื่อหยิบเทียบเชิญขึ้นมาพลิกดูพลางเดาะลิ้น "มีไม่น้อยเลยเชียวนา ไอ้เด็กทึ่มบ้านเรานี่เก่งกาจเสียจริง มีคนมาเชิญมากมายปานนี้... แล้วเจ้าจะไปเมื่อใดเล่า?"
เสิ่นซีทำหน้ามุ่ย "ท่านแม่ ตามปกติข้าก็มีเรียนหนักจะแย่อยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปร่วมงานพวกนี้กันเล่า? ข้าปฏิเสธคุณชายซูไปแล้ว บอกไปชัดเจนว่าข้าไม่ไปขอรับ"
"เช่นนั้นจะได้หรือ? ท่านน้าซุนของเจ้าบอกว่า หากเจ้าไม่หมั่นไปมาหาสู่กับพวกปัญญาชนเหล่านั้น เพื่อค่อย ๆ สั่งสมชื่อเสียงเอาไว้ล่ะก็ วันข้างหน้าต่อให้เจ้าจะสอบได้คะแนนดีเพียงใด ผู้คุมสอบก็จะไม่ยอมรับเจ้าหรอกนะ เมื่อไม่กี่ปีก่อน เมืองถิงโจวของเราก็เคยมีผู้เข้าสอบคนหนึ่ง ผู้คุมสอบหาว่าเขาเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง ผลก็คือต่อให้เขาสอบผ่าน ก็ยังถูกผู้คุมสอบคัดชื่อทิ้งอยู่ดี"
เสิ่นซีส่ายหน้าไปมา เรื่องที่โจวซื่อได้ยินมานั้น ล้วนเป็นเพียงกรณีพิเศษที่เกิดขึ้นน้อยยิ่งกว่าน้อย
ว่ากันตามหลักเหตุและผลแล้ว ขุนนางฝ่ายการศึกษาสักคนหนึ่ง ในหนึ่งปีต้องตระเวนจัดสอบตามเมืองต่าง ๆ ทั่วมณฑล ต้องพบเจอผู้เข้าสอบนับหมื่นนับพันคน เขาจะเอาเวลาว่างที่ไหนไปนั่งตรวจสอบสติปัญญาและคุณธรรมความประพฤติของผู้เข้าสอบทีละคนกัน?
ต่อให้จะเข้มงวดตรวจสอบจริง ๆ ตัวเขาเสิ่นซีอย่างมากก็เป็นแค่ "เด็กอัจฉริยะ" คนหนึ่ง ทั้งยังไม่ได้มีข้อบกพร่องด้านคุณธรรมจริยธรรม แล้วผู้คุมสอบจะมีเหตุผลกลใดมาคัดชื่อเขาทิ้งกันเล่า?
"ท่านแม่ ท่านไม่เข้าใจก็อย่าพูดไปเลยขอรับ ข้าต้องกลับไปทบทวนตำราแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปสถานศึกษาอีกนะ"
โจวซื่อด่าสวนทันควัน "ไอ้เด็กเหม็น เจ้าเห็นคำพูดของมารดาเจ้าเป็นลมพัดผ่านหูหรืออย่างไร? งานชุมนุมบัณฑิตอะไรพวกนี้ เจ้าก็เลือกไปดูสักสองสามงานสิ ต่อให้ไปฟังคนอื่นเขาพูดคุยกันก็ยังดี เข้าใจหรือไม่?"
เสิ่นซีทำได้เพียงรับคำอย่างว่าง่าย
…
ต้นเดือนล่าเยวี่ย จวนที่ฮุ่ยเหนียงซื้อให้แก่ครอบครัวทั้งสองนั้น โดยหลักแล้วล้วนจัดเตรียมจนเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว ไม่เพียงแต่ตัวเรือนจะถูกซ่อมแซมจนดูเหมือนใหม่ ทั้งยังทาสีและตกแต่งทั้งภายในภายนอกใหม่ทั้งหมด ซ้ำยังจัดซื้อเครื่องเรือนและของประดับตกแต่งบ้านชิ้นใหม่เข้ามาอีกมากมาย
บ่ายวันนั้นร้านขายยาปิดทำการเร็วกว่าปกติ ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อได้พาผู้คนกลุ่มใหญ่ไปเยี่ยมชมจวนหลังใหม่ ฮุ่ยเหนียงพาลู่ซีเอ๋อร์ เสี่ยวอวี้ และคนอื่น ๆ ไปยัง "จวนตระกูลลู่" ส่วนโจวซื่อก็พาเสิ่นซีและหลินไต้ไปยัง "จวนตระกูลเสิ่น" ที่อยู่ติดกับ "จวนตระกูลลู่"
"สถานที่แห่งนี้ช่างดีเสียนี่กระไร เป็นจวนแบบสามลานเรือน มีทั้งเรือนด้านหน้า เรือนปีกซ้ายขวา เรือนหลัก และเรือนด้านหลัง ครบครันไปหมดเลยเชียว ทั้งห้องหนังสือ ห้องครัว ห้องเก็บเครื่องมือ ห้องเก็บฟืน เรือนสุขา และบ่อน้ำก็มีพร้อมสรรพ ไอ้เด็กทึ่ม ไต้เอ๋อร์ พวกเจ้าลองดูสิ ห้องบนเรือนปีกตะวันออกสองห้องนี้เตรียมไว้ให้พวกเจ้านะ รอให้พวกเจ้าแต่งงานกันเมื่อใด ก็ค่อยทุบกำแพงเชื่อมสองห้องนี้ให้กลายเป็นห้องเดียว วันข้างหน้าหากพวกเจ้ามีลูก..."
เสิ่นซีพูดแทรกโจวซื่อขึ้นมา "ท่านแม่ พูดเรื่องพวกนี้ตอนนี้จะเร็วเกินไปหน่อยหรือไม่ขอรับ?"
โจวซื่อเอ่ยด้วยสีหน้าเบิกบานใจ "เร็วที่ไหนกันเล่า พ้นปีใหม่นี้ไปเจ้าก็อายุสิบเอ็ดแล้ว แม่ตั้งใจไว้ว่ารออีกสักสองสามปี พอเจ้าอายุสักสิบสามสิบสี่ ก็จะจัดการเรื่องแต่งงานของเจ้ากับไต้เอ๋อร์เสีย ถึงตอนนั้นเจ้าก็ตั้งใจสอบแสวงหาความก้าวหน้าต่อไป ปล่อยให้ไต้เอ๋อร์อยู่บ้านคลอดลูกเลี้ยงลูกให้เจ้า แม่จะช่วยเลี้ยงน้องชายกับน้องสาวของเจ้าให้โตอีกหน่อย จากนั้นค่อยไปช่วยพวกเจ้าเลี้ยงลูก"
เสิ่นซีคิดในใจว่า สตรีผู้นี้เพิ่งจะได้เป็นแม่คนแท้ ๆ ก็คิดอยากจะเลื่อนขั้นเป็นย่าคนเสียแล้ว ยุคสมัยนี้ผู้คนนิยมแต่งงานกันเร็ว จึงอาจมีกรณีที่หลานอายุมากกว่าบุตรคนเล็กก็เป็นได้ แต่ทางฝั่งโจวซื่อนั้นดูจะใจร้อนกว่าปกติ การเร่งรัดให้เขาแต่งงานตั้งแต่อายุสิบสามสิบสี่ เห็นได้ชัดว่านางคิดว่าปล่อยหลินไต้ทิ้งไว้เฉย ๆ ก็เปล่าประโยชน์ สู้รีบจัดงานแต่งให้เสร็จสรรพ แล้วให้หลินไต้ทำหน้าที่ให้กำเนิดทายาทสืบสกุลตระกูลเสิ่นไปเลยจะดีกว่า
"เมื่อสองวันก่อนพ่อของเจ้าแวะมาดู เขาบอกว่าที่นี่ไม่เลวเลยล่ะ" ในที่สุดโจวซื่อก็วกกลับเข้าประเด็นหลัก
เสิ่นซีเอ่ยถาม "ท่านแม่ ท่านไม่กลัวว่าถ้าท่านย่ารู้เข้า แล้วจะตามมาแย่งจวนของพวกเราไปอีกหรือขอรับ?"
โจวซื่อหัวเราะร่วน "ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าคิดว่าแม่จะนึกไม่ถึงเรื่องนี้หรืออย่างไร? โฉนดของจวนหลังนี้ แม่ไม่กล้าลงชื่อตัวเองด้วยซ้ำ แต่ขอให้ท่านน้าซุนของเจ้าช่วยเป็นธุระจัดการซื้อให้ โดยอ้างว่าเป็นของขวัญที่ท่านน้าซุนเตรียมไว้มอบให้เจ้าเมื่อถึงวันที่เจ้าสอบได้เป็นขุนนางในภายภาคหน้า อีกอย่าง ท่านย่าของเจ้าน่ะเป็นคนผูกพันกับความหลัง นางเอาแต่คิดจะกว้านซื้อที่ดินและทรัพย์สินในอำเภอหนิงฮว่าเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา คงไม่คิดอยากจะย้ายมาอยู่ในเมืองถิงโจวหรอก"
เสิ่นซีพยักหน้ารับ โจวซื่อวิเคราะห์ความคิดของฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อได้ทะลุปรุโปร่งทีเดียว สิ่งที่หลี่ซื่อมักจะพร่ำบ่นอยู่เสมอ ก็คือเรื่องราวความรุ่งเรืองในอดีตของตระกูลเสิ่น ณ อำเภอหนิงฮว่า ดังนั้นแผนการฟื้นฟูตระกูลเสิ่นของนางจึงมีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวอำเภอหนิงฮว่าเช่นกัน ตอนนี้นางได้ย้ายครอบครัวทั้งหมดไปตั้งรกรากอยู่ในตัวอำเภอแล้ว ก็คงจะรู้สึกพึงพอใจแล้วล่ะ
หลังจากเดินชมจวนหลังใหม่เสร็จ โจวซื่อก็พาเด็กทั้งสองคนเดินไปยัง "จวนตระกูลลู่" ที่อยู่ติดกัน
เนื่องจากทางฝั่ง "จวนตระกูลลู่" มีคนเยอะกว่า ลานเรือนจึงมีจำนวนมากกว่าหนึ่งชั้น ทว่าโครงสร้างโดยรวมก็ไม่ได้แตกต่างจากจวนตระกูลเสิ่นมากนัก การที่สองครอบครัวมีจวนตั้งอยู่ติดกัน อันที่จริงวิถีชีวิตก็คงไม่ต่างจากเมื่อก่อนสักเท่าใดนัก จะมีก็แต่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับร้านขายยาในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอีกหน่อยก็เท่านั้น
"เสี่ยวหลาง จวนทางฝั่งของพวกเรามีห้องหับมากมาย เจ้าก็เลือกไว้สักห้องสิ วันหน้าหากแม่ของเจ้ามานอนค้างที่นี่ เจ้าก็จะได้มาพักด้วยกันได้" ฮุ่ยเหนียงเอ่ยด้วยรอยยิ้มละมุน
ลู่ซีเอ๋อร์เบะปากทำหน้างอ "ท่านแม่ พี่เสิ่นซีมาพักที่นี่ ก็ต้องมานอนกับข้าและพี่ไต้เอ๋อร์ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะพลางลูบศีรษะบุตรีเบา ๆ "ไม่ได้หรอกลูก ยายหนูน้อยของแม่โตเป็นสาวแล้วนะ วันข้างหน้าจะไปนอนเบียดบนเตียงเดียวกับพี่เสิ่นซีของเจ้าไม่ได้อีกแล้ว หากเจ้าอยากฟังนิทาน ก็ต้องไปอ้อนขอให้พี่เขาเล่าให้ฟังตอนกลางวัน ห้ามแอบมุดขึ้นเตียงพี่เขาตามอำเภอใจอีก เข้าใจหรือไม่?"
ลู่ซีเอ๋อร์ทำหน้ามุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
ทว่าหลินไต้ที่ยืนอยู่อีกฝั่งกลับรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของเด็กหญิงทั้งสองจะบรรเทาความตึงเครียดลงบ้างในช่วงหลายวันมานี้ แต่ก็ยังไม่ได้กลับมาคืนดีกันอย่างสนิทใจ เมื่อนางนึกขึ้นได้ว่าเสิ่นซีรับปากจะให้นางแอบเข้าไปฟังนิทานในห้องของเขายามค่ำคืนได้ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระหยิ่มใจขึ้นมาเล็กน้อย
ยายหนูน้อย คราวนี้จะดูสิว่าเจ้าจะเอาอะไรมาแย่งกับข้า อีกสองปีพวกเราก็ต้องแต่งงานกันแล้ว…
เมื่อทั้งสองครอบครัวตกลงเรื่องกำหนดการย้ายจวนกันเสร็จสรรพ ก็พากันเดินพูดคุยหัวเราะร่วนกลับไปยังร้านขายยา
ทว่าเพิ่งจะก้าวเท้ากลับมาถึงร้าน ก็มีคนนำเทียบเชิญมาส่งให้เสียแล้ว เป็นเทียบเชิญจากซูทงที่มาเชิญเสิ่นซีไปร่วมงานชุมนุมบัณฑิตอีกเช่นเคย กำหนดการคือวันพรุ่งนี้ ซูทงยังจงใจระบุมาเป็นพิเศษว่า งานชุมนุมครั้งนี้มีบัณฑิตผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมหลายคนมาร่วมงาน รวมถึงผู้เข้าสอบระดับเมืองรอบนี้ที่ทำคะแนนได้ดีเยี่ยมในลำดับต้น ๆ อีกหลายคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ อู๋เสิ่งอวี๋ บุตรชายของอู๋เหวินตู้ อดีตข้าหลวงปู้เจิ้งซือแห่งมณฑลซานซี
ฮุ่ยเหนียงช่วยรับมาเปิดอ่าน ก่อนจะเอ่ยกลั้วหัวเราะ "เสี่ยวหลาง งานชุมนุมบัณฑิตในวันพรุ่งนี้ดูท่าจะสำคัญไม่น้อย เจ้าไปร่วมงานเสียหน่อยเถิด ส่วนทางด้านอาจารย์เฝิง ประเดี๋ยวข้าจะให้คนไปขอลาหยุดให้เจ้าเอง"
เสิ่นซีลังเล "ทำเช่นนี้จะดีหรือขอรับ?"
โจวซื่อตีหน้าขรึม "มีอะไรไม่ดีกัน? ในเมื่อท่านน้าซุนของเจ้าก็บอกให้ไป เจ้าก็รีบกลับไปเตรียมตัวเสีย พรุ่งนี้ก็ไปร่วมงานชุมนุมอะไรนี่ให้ดี หากเจ้าทำผลงานได้ไม่เข้าตาแม่ล่ะก็ คอยดูเถิดว่าแม่จะจัดการเจ้าอย่างไร"
ยิ่งเสิ่นซีฟัง ก็ยิ่งรู้สึกว่างานในวันพรุ่งนี้ไม่น่าจะใช่งานชุมนุมบัณฑิตธรรมดาเสียแล้ว แต่น่าจะเป็นงานเลี้ยงหงเหมินเสียมากกว่า ไม่ไปก็ไม่ได้ ซ้ำยังต้องแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์อีก หากคนอื่นเขามีอคติและจงใจไม่ยอมพูดคุยด้วย การจะแสดงผลงานให้โดดเด่นนั้นมิใช่เรื่องที่ยากยิ่งกว่าการสอบซิ่วไฉอีกหรือ?
(เชิงอรรถผู้แปล: งานเลี้ยงหงเหมิน (鸿门宴) สำนวนเปรียบเปรยถึงงานเลี้ยงที่ซ่อนเร้นเจตนาร้ายหรือมีจุดประสงค์แอบแฝงเพื่อปองร้ายแขกที่มาร่วมงาน มีที่มาจากเหตุการณ์การชิงอำนาจระหว่างหลิวปังและเซี่ยงอวี่ในประวัติศาสตร์จีน)
ด้วยความกดดันจากฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ เสิ่นซีจึงทำได้เพียงก้มหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
วันรุ่งขึ้น เสิ่นซีผลัดเปลี่ยนไปสวมชุดใหม่เอี่ยม โจวซื่อมัวแต่ง่วนอยู่กับการไปเปิดร้านขายยา จึงไม่มีเวลามาสางผมให้เสิ่นซี เลยมอบหมายให้หลินไต้ ภรรยาตัวน้อยผู้นี้ เป็นคนจัดการสางผมให้แก่บุตรชายแทน
เสิ่นซีนั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง รู้สึกประหนึ่งว่าตนเองเป็นเจ้าสาวที่กำลังเตรียมตัวออกเรือนอย่างไรอย่างนั้น ในใจลอบทอดถอนใจด้วยความจนปัญญา หลินไต้เห็นเสิ่นซีทำหน้าไม่สบอารมณ์ ก็วางหวีไม้ลงบนโต๊ะ ใบหน้าเล็ก ๆ ฉายแววขุ่นเคือง "เจ้าคงรังเกียจที่ข้าสางผมให้ไม่ดีสินะ ในเมื่อเจ้าสางผมเป็น แล้วเหตุใดถึงไม่เคยสางผมให้ข้าบ้างเลยเล่า?"
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "ภรรยาตัวน้อย ที่ไหนเขามีธรรมเนียมให้สามีสางผมให้ภรรยากันเล่า? หากเจ้าไม่อยากทำ วันหลังก็ไปเรียกเสี่ยวอวี้มาช่วยสิ นางสางผมเก่งจะตายไป"
"เจ้าก็รำเกียจข้าอยู่ดีนั่นแหละ "
นับตั้งแต่ที่หลินไต้ "โตเป็นสาว" นอกจากจะมีเรื่องให้กลัดกลุ้มใจเพิ่มขึ้นแล้ว อารมณ์เหวี่ยงวีนก็ดูจะเพิ่มตามมาติด ๆ นางมักจะหาเรื่องมาโวยวายใส่เสิ่นซีอยู่เสมอ ราวกับกำลังปั้นปึ่งขุ่นเคืองเขาอยู่... ทว่าแท้จริงแล้ว นางก็แค่อยากจะดึงดูดความสนใจจากเสิ่นซี เพื่อให้เขาหันมาเอาใจใส่นางให้มากขึ้นก็เท่านั้น
เสิ่นซีกดไหล่หลินไต้ให้นั่งลงบนม้าตั่ง ก่อนจะส่งยิ้มให้ "เอาล่ะ ๆ น้องหญิง เช่นนั้นวันนี้สามีผู้นี้จะสางผมให้เจ้าเอง ดีหรือไม่?" พูดจบเสิ่นซีก็หยิบหวีไม้ขึ้นมา แล้วกลับเป็นฝ่ายสางผมให้หลินไต้แทน ในที่สุดบนใบหน้าของแม่หนูน้อยก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาให้เห็น
โจวซื่อรู้สึกเป็นห่วงจึงแวะขึ้นมาดู ทว่าเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตู ก็ต้องมาเห็นภาพบาดตาอัน "ขัดต่อจารีต" เช่นนี้เข้าเสียแล้ว
"ทำอะไรกัน? พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน!?" โจวซื่อเดินกระฟัดกระเฟียดเข้ามาด้วยความโมโห "อายุก็ยังน้อยแท้ ๆ กลับไม่รู้จักรักดี เรื่องสางผมให้เด็กผู้หญิงเช่นนี้ใช่หน้าที่ที่บุรุษควรทำหรือ? วางหวีลงเดี๋ยวนี้!"
เสิ่นซีรีบกลับไปนั่งตัวตรงแหน่ว หลินไต้เองก็เงียบกริบไม่กล้าปริปาก เพิ่งจะหยิบหวีขึ้นมาได้ ก็ถูกโจวซื่อตบฉาดเข้าที่ใบหน้า จนแก้มขาวนวลปรากฏรอยนิ้วมือสีแดงห้าสายขึ้นมาในทันที
แม่หนูน้อยถึงกับมึนงงไปชั่วขณะจากการถูกตบหน้า
"ไต้เอ๋อร์ ข้ามีบางเรื่องที่ต้องพูดกับเจ้าให้กระจ่าง เจ้าคือสะใภ้เลี้ยงของบ้านเรา ส่วนไอ้เด็กทึ่มคือสามีของเจ้า ธรรมเนียมลำดับอาวุโสและจารีตต่ำสูงจะมาสับสนปนเปกันไม่ได้ หากวันหน้าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก แม่จะไม่ยอมละเว้นเจ้าแน่!"
...
...
จากใจผู้แปล
ผมขอระบายนิดหน่อย…คนเขียนเรื่องนี้เก่งเรื่องดราม่าครอบครัวสุดๆ อาจทำให้ผู้อ่านหลายคนรู้สึกหงุดหงิดสุด ๆ ทั้งการกระทำของแม่พระเอก ย่าพระเอก ตระกูลของพระเอก หรือบางครั้งแม้กระทั่งตัวพระเอกเอง มันชวนให้แทบปาทิ้งไปหลายครั้ง บางช่วงน้ำก็ค่อนข้างเยอะ ผมเลยเลือกแปลแล้วไม่เก็บเหรียญทุกคนจนกว่าจะถึงจุดที่เข้าเนื้อหาหลักช่วงที่สนุกจริงๆ แทน คาดว่าน่าจะประมาณตอน 300 ขึ้นไป แต่อย่างว่าผมก็ไม่รู้จริง ๆ อีกว่าถ้าเก็บเหรียญแล้วจะมีคนอ่านต่อหรือเปล่า ทุกวันนี้ก็น้อยจนแทบไม่มีอยู่แล้ว 55 ผมหวังจริง ๆ นะครับว่าจะมีคนอ่านมาถึงตรงนี้และติดตามต่อไป
ส่วนตัวขอรับคำติชมทั้งหมดจากผู้อ่านทุกท่านนะครับ
ปล.จะพยายามเร่งสปีดช่วงน้ำเยอะ ช่วงที่น่าหงุดหงิดให้นะคร๊าบ