เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 247 แก่งแย่งชิงดี

ตอนที่ 247 แก่งแย่งชิงดี

ตอนที่ 247 แก่งแย่งชิงดี


เซี่ยป๋อเหลียนหาใช่ยอดหมอเลื่องชื่อแห่งเมืองหลวงดังเช่นวันวานอีกต่อไป หลังจากต้องทนทุกข์ทรมานในคุกอยู่หลายปี เขาดูเหมือนจะสูญเสียความสามารถในการรักษาโรคไปจนสิ้น ทั้งยังกลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตนเองอย่างรุนแรง กอปรกับมือที่สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้ แม้อายุเพิ่งจะล่วงเข้าวัยสี่สิบต้น ๆ แต่กลับดูเหมือนผู้ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจนไม้ใกล้ฝั่ง

ท้ายที่สุดเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงปรึกษาหารือกับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ แล้วตัดสินใจให้เซี่ยป๋อเหลียนกลับไปพักฟื้นที่จวน เพื่อดูว่าเขาจะสามารถฟื้นฟูสภาพจิตใจกลับมาได้เมื่อใด ส่วนหน้าที่หมอประจำร้านของร้านขายยาตระกูลลู่นั้น ก็คงต้องให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รับผิดชอบด้วยตนเองต่อไป ผู้คนมากมายต่างก็เชื่อมั่นในป้ายทองคำของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไปแล้ว ต่อให้เซี่ยป๋อเหลียนจะเป็นบิดาของนาง แต่ลูกค้าก็หาได้ยอมรับไม่

ฤดูหนาวปีนี้นับว่าเป็นฤดูหนาวที่อบอุ่น แม้อากาศจะไม่ได้หนาวเหน็บกระดูก ทว่ายามออกจากบ้านก็ยังต้องสวมเสื้อผ้าเพิ่มความอบอุ่นอยู่ดี

หลังจากเสิ่นซีสอบได้ตำแหน่งอั้นโส่วประจำเมือง ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือในสถานศึกษา การปฏิบัติต่อเขาก็ล้วนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนต่างมองว่าเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว และสามารถตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง จึงไม่ค่อยมีใครเข้ามาจุกจิกก้าวก่ายกิจวัตรประจำวันของเขามากนัก ทว่าการเข้มงวดกวดขันเรื่องการเรียนกลับไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลยแม้แต่น้อย

ล่วงเข้าสู่ปลายเดือนตงเยวี่ย เสิ่นซีพร้อมด้วยสหายร่วมเรียนอีกหลายคนได้พากันไปคารวะเจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาประจำเมือง ซึ่งนี่เป็นเพียงการไปเยือนตามธรรมเนียมมารยาทเท่านั้น

(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวอวี้ (教谕) ตำแหน่งนายทะเบียนการศึกษา ในเรื่องใช้ในความหมายใกล้เคียงกับครูใหญ่)

ถึงแม้สำนักศึกษาทั้งระดับเมืองและระดับอำเภอจะไม่ได้มีหน้าที่สั่งสอนวิชาความรู้ให้แก่เหล่าถงเซิงโดยตรง แต่นั่นก็คือสถานที่ร่ำเรียนของเหล่าเซิงหยวนอยู่ดี ในการสอบระดับท้องถิ่นปีหน้า หากเสิ่นซีสามารถสอบผ่านได้ในคราวเดียว และทำคะแนนได้ดีเลิศ เขาก็จะมีสิทธิ์เลือกเข้าศึกษาในสำนักศึกษาเมืองถิงโจวหรือสำนักศึกษาอำเภอหนิงฮว่าแห่งใดแห่งหนึ่งได้อย่างอิสระ

ในการไปเยือนสำนักศึกษาประจำเมือง ผู้ที่มีสิทธิ์มีเสียงย่อมเป็นบรรดาถงเซิงผู้อาวุโสเสมอ อย่างไรเสียพวกเขาก็ผ่านการสอบระดับถงเซิงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คลุกคลีจนคุ้นเคยกับสถานที่ จึงรู้ดีว่าจะต้องประจบเอาใจเจี้ยวอวี้, ซวิ่นเต่า และจู่ทัวของสำนักศึกษาอย่างไร ท้ายที่สุดเมื่อมอบของกำนัลเสร็จสิ้น คนทั้งกลุ่มก็พากันยกขบวนกลับจวน

(เชิงอรรถผู้แปล: ซวิ่นเต่า (训导) ผู้ช่วยนายทะเบียนการศึกษา ในเรื่องใช้เป็นผู้คุมกฎหรืออาจารย์ ส่วน จู่ทัว (嘱托) คือผู้ช่วยสอนหรือครูพี่เลี้ยง)

ยามก้าวเดินออกจากสำนักศึกษา เสิ่นซีรู้สึกหนาวสั่นเล็กน้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นท้องฟ้ามืดครึ้มมัวซัว ท่ามกลางเสียงลมหนาวที่พัดกรรโชก ใบไม้แห้งก็ร่วงหล่นลงมาดังกราว เสิ่นซีหดคอซุกความหนาว ก่อนจะออกวิ่งเหยาะ ๆ ตลอดทางกลับจวน

ในช่วงหลายวันต่อจากนี้ เสิ่นซีไม่จำเป็นต้องไปเข้าเรียนที่สถานศึกษา เพราะใกล้จะถึงการสอบประจำเดือนช่วงปลายปีแล้ว เขาจะมีเวลาทบทวนตำราอย่างอิสระสองวัน จากนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกสามวันในการทำข้อสอบ วันเวลาช่วงปลายเดือนตงเยวี่ยคงดำเนินไปอย่างเรียบง่ายเช่นนี้

"...ดูไอ้เด็กเหม็นคนนั้นสิ วัน ๆ เอาแต่เดินเข้าเดินออก ไม่เคยแม้แต่จะแวะเวียนไปทักทายน้องชายน้องสาวเลยสักนิด..."

"เฮ้อ หากวันใดที่ข้ากับพ่อของเขาไม่อยู่แล้วล่ะก็ อย่าหวังเลยว่าจะให้เขามาคอยดูแลน้อง ๆ ลำพังตัวเขาเองก็คงเอาตัวแทบไม่รอดเสียด้วยซ้ำ"

เสิ่นซีเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าประตูมา ก็ได้ยินเสียงโจวซื่อกำลังบ่นตำหนิเขาให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ฟังเสียแล้ว

สำหรับเรื่องนี้ เสิ่นซีคุ้นชินจนเห็นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว

โจวซื่อเป็นสตรีที่ไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือและมีกรอบความคิดแบบคนยุคเก่า นางเชื่อฝังหัวว่าเด็กดีต้องเกิดจากการดุด่าสั่งสอน แม้นางจะไม่ได้ถึงขั้นไล่ตีลูกชายเช้าเย็นยามกินยามนอน ทว่าการหยิบยกข้อเสียของลูกชายมาบ่นให้ผู้อื่นฟังกลับกลายเป็นความเคยชินของนางไปแล้ว ในใจของคนเป็นแม่ ต่อให้ลูกชายจะได้ดีมีอนาคตไกลเพียงใดก็ห้ามยกยอ มีแต่ต้องคอยตำหนิติเตียนเท่านั้น ถึงจะช่วยกระตุ้นให้ลูกชายรู้จักดิ้นรนผลักดันตนเองให้ก้าวหน้าได้

"ท่านแม่ ข้าไปทบทวนตำราก่อนนะขอรับ"

เสิ่นซีเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ในจังหวะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินขึ้นไปชั้นบน โจวซื่อก็คว้าหมับเข้าที่แขนของเขาเสียก่อน

โจวซื่อเอ็ดขึ้น "เจ้าเด็กคนนี้นี่ วันนี้เจ้าออกไปสำนักศึกษาประจำเมืองกับสหายร่วมเรียนไม่ใช่หรือ? แล้วนี่อะไรกัน ทำหน้ามุ่ยหน้าบูดกลับมา หรือตั้งใจจะทำหน้าบูดหน้าบึ้งใส่แม่เจ้าหรือไง?"

เสิ่นซียิ้มเจื่อน "เปล่านะขอรับ วันนี้ข้าไปพบท่านเจี้ยวอวี้มา อีกสองวันก็จะมีการสอบประจำเดือนแล้ว ท่านขุนนางสำนักศึกษาจึงกำชับให้พวกเรากลับมาอ่านตำราให้มาก... อาจารย์เฝิงเองก็บอกว่า ก่อนสอบให้อ่านตำราอยู่ที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปสถานศึกษาทุกวันขอรับ"

บนใบหน้าของโจวซื่อฉายแววคลางแคลงใจ "ไม่ใช่ว่าเจ้าแต่งเรื่องขึ้นมาหลอกข้าหรอกนะ... หึ หากการสอบระดับท้องถิ่นในปีหน้าเจ้าสอบไม่ผ่านล่ะก็ ถึงตอนนั้นก็อย่ามาหาว่าแม่เจ้าคนนี้ใจดำก็แล้วกัน!"

เสิ่นซีเดินคอตกขึ้นชั้นบนไปอย่างหมดสภาพ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสภาพอากาศหรือไร เขาถึงได้รู้สึกหดหู่และเหนื่อยล้าทั้งกายใจเช่นนี้ พอเดินขึ้นมาถึงชั้นบน เขาก็ได้ยินเสียงของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ดังแว่วมา "เสี่ยวหลางยังเด็กนัก พี่สาวไม่เห็นต้องเข้มงวดกับเขาถึงเพียงนี้เลยนี่เจ้าคะ"

โจวซื่อจงใจกดเสียงต่ำลงแล้วเอ่ยว่า "เด็กเล็ก ๆ น่ะ จะตามใจมากไม่ได้หรอกนะ ต่อให้เราจะไม่ได้คาดหวังให้เขาสอบได้เป็นซิ่วไฉในปีหน้า แต่ก็ต้องคอยเข้มงวดกวดขันไม่ให้หย่อนยาน น้องอวิ้นเอ๋อร์เอ๋ย ข้าได้ยินมาว่าคุณชายน้อยบ้านเศรษฐีซุนทางใต้ของเมืองน่ะนะ..."

เสิ่นซีลอบถอนหายใจยาว

โจวซื่อเองก็คงจะว่างจัดจนไม่มีอะไรทำ ถึงได้ทำตัวเหมือนสตรีวัยกลางคนขี้บ่นเข้าไปทุกวัน พอว่างปุ๊บ นอกจากจะด่าทอเขาแล้ว ก็เอาแต่คะยั้นคะยอให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รีบแต่งงาน รับบทเป็นสามชียายหกแม่สื่อคอยชักนำบุรุษมาให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่หยุดหย่อน

(เชิงอรรถผู้แปล: สามชียายหกแม่สื่อ (三姑六婆) คำเรียกรวมกลุ่มสตรีอาชีพเร่ร่อนหรือนายหน้าต่าง ๆ ในสังคมจีนโบราณ)

ก่อนหน้านี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เคยมีความคิดที่จะแต่งงานออกเรือนอยู่จริง ๆ แต่หลังจากที่ท่านปู่และท่านพ่อของนางกลับมา ภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน บรรดาน้อง ๆ ของนางก็ยังไม่มีใครเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทั้งบ้านมีนางเพียงคนเดียวที่เป็นเสาหลักในการหาเงิน แล้วเช่นนี้นางจะตบแต่งออกเรือนได้อย่างไร?

"ไม่รู้ว่าตอนนี้หงจั๋วเป็นอย่างไรบ้างแล้วนะ..."

เสิ่นซีพลันนึกถึงลูกหลานขุนนางแห่งเมืองหลวงผู้นั้น ที่ยอมรอนแรมแสนไกลมาตามหาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้กลับไป

ก่อนจากไป หงจั๋วเคยลั่นวาจาไว้ว่า ขอเพียงเขาสอบได้เป็นจวี่เหรินเมื่อใด เขาจะกลับมารับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไปแต่งงานด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งเสิ่นซีไม่ได้เชื่อคำพูดนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

แล้วก็เป็นดังคาด หงจั๋วจากไปแล้วก็หายเข้ากลีบเมฆ ไม่มีแม้แต่จดหมายสักฉบับส่งมา เสิ่นซีคาดเดาว่าตระกูลหงน่าจะปฏิบัติต่อหงจั๋วไม่ต่างอะไรกับที่ตระกูลเสิ่นปฏิบัติต่อเสิ่นหมิงเหวิน การมีลูกชายที่ไม่เอาไหนเช่นนี้ พอจับตัวกลับมาถึงบ้านได้ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือจับขังไว้ แล้วห้ามปล่อยตัวออกมาจนกว่าจะประสบความสำเร็จในการสอบขุนนาง

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าตระกูลหงคงจะจัดการทาบทามเรื่องแต่งงานให้หงจั๋วใหม่ไปตั้งนานแล้ว ดีไม่ดีตอนนี้หงจั๋วอาจจะกลายเป็นเจ้าบ่าวหรือกลายเป็นพ่อคนไปแล้วก็เป็นได้

เสิ่นซีเดินเข้าไปในห้องของลู่ซีเอ๋อร์ ซึ่งเขาใช้เป็นห้องหนังสือสำหรับอ่านตำรายามอยู่ที่ร้านขายยา ตามปกติแล้ว โจวซื่อจะไม่อนุญาตให้เด็กหญิงทั้งสองคนขึ้นมารบกวนเขา แต่ทว่าวันนี้กลับต่างออกไป หลินไต้กำลังนั่งยอง ๆ จ้องมองปลาหลีฮื้อสีแดงตัวใหญ่ที่แหวกว่ายไปมาในกะละมังน้ำ ส่วนลู่ซีเอ๋อร์นั้นไม่รู้ว่าวิ่งออกไปเล่นซนที่ไหนเสียแล้ว

"เอ๊ะ?" หลินไต้ได้ยินเสียงฝีเท้า เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าเป็นเสิ่นซี นางก็หดคอถอยหลังเล็กน้อย ทำท่าจะยกกะละมังน้ำเดินออกไปนอกห้อง ทว่ากะละมังใบนั้นหนักเกินไป นางยกขึ้นมาได้เพียงนิดเดียวก็ต้องวางแหมะลงกับพื้นตามเดิม

"ได้ปลามาจากที่ใดหรือ?" เสิ่นซีวางห่อตำราลง

หลินไต้ตอบ "ท่านแม่ให้หนิงเอ๋อร์ไปซื้อมา บอกว่าจะเอามาทำน้ำแกงปลาตอนเย็น" นางไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ หลินไต้สูดลมหายใจลึกรวบรวมกำลัง ก่อนจะกระชากกะละมังน้ำยกขึ้นแล้วเดินดุ่ม ๆ ออกไปข้างนอก

ฐานะทางบ้านดีขึ้น อาหารการกินก็พลอยอุดมสมบูรณ์ตามไปด้วย ปลาหลีฮื้อสีแดงเช่นนี้ ปกติแล้วมีเพียงสระน้ำในบ้านของตระกูลเศรษฐีใหญ่โตเท่านั้นที่จะเลี้ยงไว้

เสิ่นซีรู้สึกมาตลอดว่าระยะนี้หลินไต้มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก อาจเป็นเพราะก้าวเข้าสู่วัยแรกรุ่น ส่วนสูงของแม่หนูน้อยจึงพุ่งพรวดพราด และหลังจากที่มีระดูแล้ว ลักษณะทางกายภาพของสตรีก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น ทรวงอกเริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อย

สรุปง่าย ๆ ก็คือ หลินไต้โตเป็นสาวแล้ว

เดิมทีแม่หนูน้อยคนนี้ก็เป็นพวกชอบเก็บงำความลับไว้ในใจอยู่แล้ว และเมื่อขาดเขาคอยให้คำปรึกษาชี้แนะอย่างแต่ก่อน นางก็ยิ่งกลายเป็นคนอมทุกข์และอ่อนไหวง่าย ทั้งที่ยังไม่ทันเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ก็กลายเป็นสตรีขี้ตัดพ้อไปเสียแล้ว

เสิ่นซีนั่งลงหมายจะอ่านตำรา แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่มีสมาธิเอาเสียเลย จังหวะที่เขากำลังจะลุกไปสูดอากาศที่หน้าต่าง หลินไต้ที่สวมเกี๊ยะไม้ก็เดินเสียงดัง 'กรับ กรับ' กลับเข้ามา

เสิ่นซีหันขวับไปมอง ก็พอดีกับที่เห็นหลินไต้ยืนอยู่ตรงประตู และกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ

"เป็นอะไรไปหรือ?"

เสิ่นซีพินิจมองหลินไต้ รู้สึกว่าวันนี้นางดูผิดปกติไปจากเดิมมาก

"อืม..." หลินไต้ อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ส่งเสียงในลำคอก่อนจะเอ่ยถาม "แม่ของข้า... แม่ของข้าตายไปแล้วใช่หรือไม่?"

เสิ่นซีขมวดคิ้ว "เจ้าไปฟังมาจากที่ใดกัน?"

หลินไต้ก้มหน้าลงด้วยความหดหู่ "เมื่อก่อนเจ้าบอกว่าจะช่วยข้าตามหาแม่ แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไปเลย... หากแม่ของข้า... ตายไปแล้วจริง ๆ เจ้าต้องบอกข้านะ"

มีแววเป็นสตรีขี้ตัดพ้อจริง ๆ ด้วย อายุแค่นี้ก็เริ่มคิดฟุ้งซ่านเสียแล้ว?

เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามคำสอนที่ว่า สตรีไร้สามารถคือผู้มีคุณธรรม วัน ๆ เอาแต่อยู่ติดบ้านไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากนั่งเหม่อลอยคิดจินตนาการไปเรื่อยเปื่อยแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดให้ทำอีก หากไม่ฟุ้งซ่านสิถึงจะแปลก?

"ก็แค่ช่วงนี้ยังไม่มีข่าวคราวแม่ของเจ้าเท่านั้น คนดีย่อมมีฟ้าคุ้มครอง ป่านนี้แม่ของเจ้าคงมีชีวิตที่สุขสบายดี และก็คงกำลังเฝ้ารอคอยที่จะได้พบเจ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเช่นกันนั่นแหละ"

เสิ่นซีเอ่ยจบก็นั่งลงหมายจะทบทวนตำรา ทว่าหลินไต้กลับเดินเข้าไปหา สองแขนสวมกอดลำคอของเสิ่นซีเอาไว้ พลางซบศีรษะเอนอิงลงบนไหล่ของเขา

ท่าทีใกล้ชิดสนิทสนมอย่างกะทันหันของแม่หนูน้อย ทำเอาเสิ่นซีรู้สึกวางตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เขาคิดจะดันตัวหลินไต้เบา ๆ ทว่านางกลับกอดเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม

"ทะเลาะกับซีเอ๋อร์มาหรือ? สองวันนี้ข้าไม่เห็นพวกเจ้าเล่นด้วยกันเลย..."

"อืม" หลินไต้ตอบด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ "นางชอบทำตัวงอแงเป็นเด็ก ๆ แต่ท่านแม่ก็คอยบอกให้ข้าโอนอ่อนผ่อนตามนางอยู่เรื่อย ข้าทนไม่ไหว ก็เลยมีปากเสียงกับนางไปสองสามคำ เจ้า... เล่านิทานให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่?"

เสิ่นซีส่ายหน้าพลางเอ่ย "ข้าต้องอ่านตำราอยู่นะ จะเอาเวลาที่ไหนไปเล่านิทานให้เจ้าฟังกัน?"

หลินไต้เบะปากทำหน้างอ "อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ เจ้าก็แค่แสร้งทำทีอ่านตำราให้ท่านแม่ดูเท่านั้นแหละ พอไม่มีใครอยู่ก็แอบอู้อยู่เรื่อย แต่พอถูกทดสอบกลับตอบได้หมด หึ!"

แม่หนูน้อยรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง เดิมทีเพิ่งจะออดอ้อนเสิ่นซีอยู่หมาด ๆ ทว่ายามนี้กลับคลายอ้อมกอดออก ยืนพองแก้มทำหน้างอเง้าประหนึ่งกำลังปั้นปึ่งขุ่นเคืองใจอยู่ตรงนั้น ไม่ยอมเดินหนีไปไหน เฝ้ารอเพียงให้เสิ่นซีเอ่ยปากง้อตน

ทว่าเสิ่นซีกลับนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่สนใจไยดี คราวนี้แม่หนูน้อยยิ่งโมโหหนักกว่าเดิมเสียอีก

"เจ้า... เจ้าจะไม่ง้อข้าหน่อยหรือ?" หลินไต้พองแก้มถาม

"เหตุใดข้าต้องง้อเจ้าด้วยเล่า?"

"ก็เพราะข้าเป็นเด็กผู้หญิงน่ะสิ ท่านแม่เคยบอกไว้ว่า พอเด็กผู้หญิงโตขึ้น ก็จะมีเด็กผู้ชายที่รักนางมาคอยง้อเอาอกเอาใจ เหตุใดถึงไม่เห็นเหมือนที่ท่านแม่บอกไว้เลยเล่า?"

หลินไต้เอ่ยด้วยความไม่เข้าใจอยู่บ้าง แม้นางจะเริ่มรู้ความขึ้นมาบ้างแล้ว ทว่าสำหรับเรื่องความรักความใคร่ระหว่างบุรุษสตรี นางยังคงไร้เดียงสาและไม่ประสีประสาอยู่ดี

เสิ่นซีหันหน้ากลับมา มองดูท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจของแม่หนูน้อย เขาก็ยิ้มพลางยื่นมือไปลูบแก้มของนางเบา ๆ "ถ้าเช่นนั้น เจ้ากำลังจะบอกว่า... ข้าคือเด็กผู้ชายที่เจ้ารักอย่างนั้นหรือ?"

พริบตาเดียวแก้มของหลินไต้ก็แดงซ่านด้วยความเขินอาย นางใช้กำปั้นน้อย ๆ ทุบไหล่เสิ่นซีไปหนึ่งที ก่อนจะแสร้งทำเป็นดุร้ายด่าทอ "ไม่คุยกับเจ้าแล้ว!"

แต่นางก็ยังไม่ยอมเดินจากไปไหน เพียงแค่หันหลังให้เท่านั้น ผ่านไปพักใหญ่เมื่อไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใด ๆ นางก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับมามอง ซึ่งสบเข้ากับดวงตาของเสิ่นซีเข้าพอดิบพอดี ครั้นสะบัดหน้าหนีเป็นครั้งที่สอง ต่อให้ทำอย่างไรนางก็ไม่ยอมหันกลับมาอีกเลย

เด็กสาวเพิ่งจะเริ่มประสีประสาเรื่องรักใคร่ เสิ่นซีเองก็ไม่รู้ว่าจะปลอบโยนนางอย่างไร ประกอบกับความสูงที่ยังเตี้ยกว่า เขาจึงทำได้เพียงคว้ามือเรียวบางของหลินไต้มากุมไว้ แล้วหัวเราะพลางเอ่ย "เอาล่ะ ๆ อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านใหม่กันแล้ว ถึงตอนนั้นข้าจะบอกท่านแม่ให้จัดห้องของพวกเราไว้ติดกัน พอตกดึก เจ้าก็แวะมาหาข้าได้ แล้วข้าจะเล่านิทานให้เจ้าฟัง"

"อืม" หลินไต้ทั้งเขินอายทั้งดีใจ ทว่าในแววตากลับแฝงประกายเจ้าเล่ห์แสนกลอยู่หลายส่วน

"ถึงตอนนั้นครอบครัวเราสองคนก็ต้องแยกกันอยู่แล้ว ปล่อยให้ซีเอ๋อร์ยายเด็กตัวแสบนั่นอดฟังไปเลย หึ ใครใช้ให้นางมาว่าข้าเป็นเด็กไม่มีแม่กันเล่า"

เสิ่นซีส่ายหน้าไปมา เด็กผู้หญิงทะเลาะกันนั้น ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญอยู่แล้ว เสิ่นซีเชื่อว่าผ่านไปไม่กี่วัน พวกนางก็คงจะกลับมาคืนดีกันดังเดิม ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ตามปกติสองแม่หนูน้อยจะทะเลาะเบาะแว้งกันหนักหนาเพียงใด แต่ก็ยังต้องนอนเตียงเดียวกันอยู่ดี

ยังไม่ทันที่เสิ่นซีกับหลินไต้จะได้ใกล้ชิดกันนานกว่านี้ โจวซื่อก็เดินจ้ำอ้าวขึ้นบันไดมาด้วยความรีบร้อน เสิ่นซีจึงรีบปล่อยมือหลินไต้แทบจะในทันที

"ไต้เอ๋อร์ ทำไมถึงได้ไม่รู้ความเอาเสียเลย? ข้าบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าเวลาที่ไอ้เด็กทึ่มอ่านตำราห้ามรบกวน รีบตามข้าออกไปเร็วเข้า"

หลินไต้ถูกโจวซื่อลากจูงมือออกไป นางเดินไปเหลียวหลังไปหันกลับมามองเสิ่นซีอยู่ตลอดเวลา เมื่อเสียงฝีเท้าเดินลงบันไดเงียบหายไป ลู่ซีเอ๋อร์ก็วิ่งออกมาจากห้องข้าง ๆ ชะโงกหน้ามองลงไปทางบันได บนใบหน้าเผยรอยยิ้มร้ายกาจ

เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นฝีมือของยายหนูน้อยคนนี้ที่เอาเรื่องไปฟ้อง

"เฮ้อ! อายุแค่นี้ก็รู้จักแก่งแย่งชิงดีกันเสียแล้ว โตขึ้นจะทำอย่างไรล่ะเนี่ย?"

เสิ่นซีทอดถอนใจ

เดิมทีลู่ซีเอ๋อร์ตั้งใจจะเดินเข้ามาในห้องเพื่อออดอ้อนพี่เสิ่นซีของนาง ทว่าเพิ่งจะก้าวเท้าพ้นประตูเข้ามา พอถูกเสิ่นซีจ้องมอง แม่หนูน้อยก็มีท่าทีราวกับเด็กที่ทำผิดแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา นางยิ้มแฉ่ง ก่อนจะวิ่งหนีหายวับไปราวกับควันไฟลงชั้นล่างไปในทันที

จบบทที่ ตอนที่ 247 แก่งแย่งชิงดี

คัดลอกลิงก์แล้ว