เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 246 เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกัน

ตอนที่ 246 เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกัน

ตอนที่ 246 เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกัน


ฮุ่ยเหนียงคิดมาตลอดว่าอันหรู่เซิง เจ้าเมืองถิงโจวคนใหม่เป็นขุนนางมือสะอาด ทว่าเมื่อนางทำตามคำเตือนของเสิ่นซี ส่งคนนำเงินไปมอบให้ถึงจวน อันหรู่เซิงกลับ "น้อมรับ" ไว้ด้วยความยินดีอย่างที่เสิ่นซีว่าไว้ไม่มีผิด

ฮุ่ยเหนียงเพิ่งตระหนักว่าอีกาใต้หล้าล้วนดำมืดเหมือนกันหมด พวกขุนนางต่อให้ฉากหน้าดูมือสะอาดรักษาตนเพียงใด แต่พอลับหลังก็ล้วนสกปรกโสมมไม่ต่างกัน

(เชิงอรรถผู้แปล: อีกาใต้หล้าล้วนดำมืดเหมือนกันหมด (天下乌鸦一般黑) สำนวนเปรียบเปรยถึงคนในสังคมหรือวงการเดียวกัน ย่อมมีสันดานหรือความเลวร้ายฉ้อฉลเหมือนกันหมด)

ทว่าการมีอันหรู่เซิงคอยช่วยวิ่งเต้นจัดการให้ ก็ช่วยลดความยุ่งยากให้แก่สมาคมการค้าไปได้มากจริง ๆ

เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย หากยอมสละทรัพย์เล็กน้อยเพื่อติดสินบนบนล่าง จัดการพวกขุนนางในเมืองเอกของมณฑลให้ดี ย่อมนำพาผลประโยชน์มาสู่การขยายตัวของสมาคมการค้าอย่างแน่นอน

แต่จากสถานการณ์ในตอนแรก บรรดาพ่อค้ารายใหญ่ในเมืองเอก โดยเฉพาะร้านค้าเก่าแก่ดั้งเดิม ต่างก็ไม่เห็นสมาคมการค้าเมืองถิงโจวอยู่ในสายตา พวกเขาคิดว่าตนเองมีทั้งเส้นสาย มีเครือข่ายคนรู้จัก และมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมกับองค์กรการค้าที่เติบโตมาจากแถบชนบทอันห่างไกลทางตะวันตกของฝูเจี้ยน

ทว่าเมื่อสมาคมการค้าขยายสาขามาถึงเมืองเอก ก็ได้สั่งสอนบทเรียนอันแสบสันให้แก่ร้านค้าเก่าแก่เหล่านี้ทันที

นั่นคือสงครามราคา

สินค้าของสมาคมการค้านั้น โดยหลักแล้วล้วนกว้านซื้อมาจากแหล่งผลิตทั่วทุกสารทิศโดยตรง ช่วยตัดขั้นตอนการผ่านมือพ่อค้าคนกลางทิ้งไป หากว่ากันด้วยเรื่องราคาต้นทุนแล้ว ย่อมต่ำกว่าพ่อค้าในเมืองเอกถึงสองส่วนเต็ม ๆ

ข้อได้เปรียบด้านราคาเห็นได้ชัดเจนอยู่ทนโท่ กอปรกับสมาคมการค้าจงใจจะแสดงให้เห็นถึงจุดเด่นเรื่องราคาภายในกลุ่มสมาชิก ร้านค้าหลายแห่งที่เปิดตัวขึ้นภายใต้ร่มเงาของสมาคม จึงพากันเทขายสินค้าในราคาถูกแสนถูก บางแห่งถึงขั้นขายถูกกว่าราคาต้นทุนที่ร้านค้าในเมืองเอกรับมาเสียด้วยซ้ำ

บรรดาร้านค้าเหล่านั้นพอเห็นท่าไม่ดี ตอนแรกก็พากันคิดว่าสมาคมการค้าเล่นตุกติก จงใจกดราคาเพื่อกะซวกพวกเขาให้ตาย แต่เมื่อลองไปสืบข่าวดูอย่างละเอียดถึงได้รู้ว่า สินค้าที่สมาคมรับซื้อมานั้น มีราคาถูกและคุณภาพดีจริง ๆ จึงไม่อาจไปโทษใครได้

พ่อค้าบางรายที่หัวพลิกแพลงไว พอเห็นกระแสลมเปลี่ยนทิศก็รีบเข้ามาเจรจากับสมาคมทันทีเพื่อขอลู่ทางเข้าร่วมเป็นสมาชิก ในขณะที่บางรายซึ่งยังคงหัวแข็งดื้อรั้น ก็จำต้องกัดฟันพยุงกิจการต่อไปอย่างยากลำบาก

ปลายเดือนเก้า เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ขอลาหยุดเพื่อเดินทางไปรับท่านปู่เซี่ยหนิงอวี้และท่านพ่อเซี่ยป๋อเหลียนที่เพิ่งพ้นโทษออกจากคุก

เซี่ยหนิงอวี้และเซี่ยป๋อเหลียนต้องคดีความที่เมืองหลวง เดิมทีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คิดว่าตนต้องเดินทางไปรับคนไกลถึงเมืองหลวง ทว่าต่อมาเมื่อได้รับข่าวสารที่แน่ชัด ถึงได้รู้ว่าผู้อาวุโสทั้งสองถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์อยู่ที่เมืองหวยอัน

อันที่จริงเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นเพียงสตรีบอบบาง ย่อมไม่สะดวกแก่การเดินทางไกลเป็นพันลี้ประกอบกับร้านขายยาทางนี้ก็ยังต้องการตัวนาง นางจึงมีเหตุผลร้อยแปดที่จะรั้งอยู่ ทว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้นเป็นคนกตัญญูยิ่งนัก ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อเองก็สนับสนุนให้นางเดินทางไปรับบุพการีด้วยตนเอง ฮุ่ยเหนียงถึงกับจัดเตรียมรถม้าชั้นดีให้นางเป็นพิเศษ ทั้งยังกำชับให้ขบวนสินค้าของสมาคมที่กำลังจะขึ้นเหนือไปรับซื้อสินค้าแถบเจียงเป่ยคอยคุ้มกันนางตลอดเส้นทาง

เพื่อคอยดูแลปรนนิบัติกิจวัตรประจำวันของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ฮุ่ยเหนียงถึงขั้นส่งสาวใช้หนิงเอ๋อร์ให้ติดตามไปเป็นเพื่อนร่วมทางด้วย

ยามเมื่อใกล้ถึงเวลาออกเดินทาง ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่างพากันกำชับกำชาด้วยความเป็นห่วงเป็นใย พวกนางล้วนอาลัยอาวรณ์น้องสาวแสนดีผู้นี้อย่างยิ่ง

คล้อยหลังเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ฮุ่ยเหนียงก็คอยเอาใจใส่ดูแลครอบครัวตระกูลเซี่ยเป็นอย่างดี เมื่อรู้ว่าตระกูลเซี่ยเวลานี้หลงเหลือเพียงคนเฒ่าคนแก่ สตรี และเด็กน้อย นางจึงมักจะให้ซิ่วเอ๋อร์นำพวกผัก เนื้อ และข้าวสารไปส่งให้เสมอ ส่วนโจวซื่อนั้น พอขาดเพื่อนคุยคลายเหงาไปคนหนึ่ง วัน ๆ ก็ได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเอง ยามกินข้าวมื้อเย็นก็มักจะบ่นคิดถึงว่าบนโต๊ะขาดตะเกียบไปคู่หนึ่งอยู่ร่ำไป

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินทางจากไปนานกว่าหนึ่งเดือน ครั้นถึงวันที่สี่เดือนตงเยวี่ย ก็มีข่าวคราวส่งมาแจ้งว่า อีกเพียงสองวัน พวกนางก็จะเดินทางมาถึงเมืองถิงโจวแล้ว

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่างก็ดีใจจนเนื้อเต้น พวกนางรีบส่งคนไปแจ้งข่าวแก่ครอบครัวตระกูลเซี่ยทันที ทั้งยังส่งคนไปรอรับที่ประตูเมืองล่วงหน้าถึงหนึ่งวันเต็ม ด้วยเกรงว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อาจจะเดินทางมาถึงเร็วกว่ากำหนด

เที่ยงตรงของวันที่หกเดือนตงเยวี่ย ในที่สุดเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็พาท่านปู่และท่านพ่อเดินทางกลับมาถึงเมืองถิงโจว หญิงสาวพาผู้อาวุโสทั้งสองกลับไปพักผ่อนที่จวนก่อน เพื่อให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน กระทั่งตกเย็นย่ำ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงประคองท่านพ่อเซี่ยป๋อเหลียนเดินทางมายังร้านขายยาตระกูลลู่ เพื่อกล่าวขอบคุณฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อที่คอยดูแลครอบครัวตระกูลเซี่ยตลอดมา

(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนตงเยวี่ย (冬月) หมายถึงเดือน 11 ตามปฏิทินจันทรคติจีน)

นี่ถือเป็นการแวะมาคารวะตามธรรมเนียมมารยาท

เซี่ยป๋อเหลียนมีอายุราว ๆ สี่สิบปี ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด สองแก้มซูบตอบจนโหนกแก้มปูดโปน ริมฝีปากมักจะสั่นระริกอยู่เนือง ๆ กอปรกับหนวดเคราหงอกขาวใต้คาง ยิ่งทำให้เขาดูเป็นชายแก่ที่ค่อนข้างคร่ำครึ สภาพอากาศในช่วงเดือนสิบเอ็ดนั้น ยามเช้าและยามเย็นค่อนข้างหนาวเย็น เขาจึงยืนซุกมือไว้ในแขนเสื้อ ท่าทางดูไม่ต่างอะไรกับซิ่วไฉยากไร้ที่สอบตกซ้ำซาก ยามเมื่อพบหน้าฮุ่ยเหนียง เขาก็เอาแต่โค้งคำนับปะหลก ๆ ไม่หลงเหลือเค้าโครงของยอดหมอชื่อดังแห่งเมืองหลวงเลยแม้แต่น้อย ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์อันสง่างามและเปี่ยมไปด้วยภูมิฐานตามที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เคยพรรณนาไว้ราวฟ้ากับเหว

เสิ่นซีซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็ลอบทอดถอนใจพลางคิดรำพึง คุกนี่ช่างเป็นสถานที่ทำลายล้างผู้คนชั้นยอดเสียจริง

"บุญคุณอันใหญ่หลวงมิอาจตอบแทนได้ด้วยเพียงคำขอบคุณ ภายภาคหน้ายังต้องขอรบกวนฮูหยินลู่ช่วยดูแลบุตรีของข้าน้อยให้มาก ข้าน้อยซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้ขอรับ" เซี่ยป๋อเหลียนพูดพลางทำท่าแทบจะคุกเข่าโขกศีรษะให้แก่ฮุ่ยเหนียงอยู่รอมร่อ

ภายหลังจากตระกูลเซี่ยประสบเคราะห์กรรม แม้แต่ญาติสนิทมิตรสหายที่เคยคบหากันมาเนิ่นนานต่างก็พากันนิ่งดูดาย บีบบังคับให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จำต้องหอบหิ้วครอบครัวรอนแรมแสนไกล กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอน ครั้นกลับมาถึงก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่ากลับเป็นฮุ่ยเหนียงซึ่งไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือและคอยหยิบยื่นน้ำใจให้แก่ตระกูลเซี่ยอย่างล้นเหลือ คำขอบคุณของเขาจึงมิใช่การเสแสร้งมากมารยาท หากมิใช่เพราะสองปีมานี้ฮุ่ยเหนียงช่วย "รับอุปการะ" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอาไว้ละก็ ทรัพย์สินติดตัวเพียงหยิบมือที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พกติดตัวกลับมาคงถูกผลาญจนร่อยหรอไปเสียนานแล้ว หากเป็นเช่นนั้นจริง คนเฒ่าคนแก่และเด็กน้อยในตระกูลเซี่ยก็คงต้องตกระกำลำบาก ไร้ที่ซุกหัวนอนเป็นแน่

ด้วยคำปลอบโยนเกลี้ยกล่อมของฮุ่ยเหนียง เซี่ยป๋อเหลียนจึงยอมละทิ้งพิธีรีตองในการกล่าวขอบคุณลงได้ เดิมทีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ตั้งใจจะเดินไปส่งบิดากลับจวน แต่เพราะต้องจากลากันไปเสียนาน นางจึงมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะสนทนากับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ หญิงสาวจึงไหว้วานให้ซิ่วเอ๋อร์รับหน้าที่เดินไปส่งเซี่ยป๋อเหลียนแทน ส่วนตัวนางก็นั่งลงเพื่อจับเข่าคุยกับพี่สาวแสนดีทั้งสองในดวงใจ

"...น้องอวิ้นเอ๋อร์เอ๋ย หลายวันที่เจ้าไม่อยู่ พวกข้าคิดถึงเจ้าแทบแย่ กลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ ข้าเห็นบิดาของเจ้าดูมีสภาพจิตใจที่ค่อนข้างดี ไม่ทราบว่าทางด้านท่านปู่ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างเล่า?"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าเบา ๆ ใบหน้างดงามฉายแววโศกเศร้าออกมาให้เห็น "ท่านปู่ของข้าแก่ชราและร่างกายอ่อนแอแต่เดิมอยู่แล้ว พอต้องไปตกระกำลำบากในคุกอีกก็ยิ่งทนไม่ไหว ตอนนี้ร่างกายของท่านปู่แทบจะขยับเขยื้อนไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ คงต้องให้ท่านย่าและคนในครอบครัวคอยปรนนิบัติพัดวีอย่างใกล้ชิด"

โจวซื่อถอนหายใจยาวพลางเอ่ย "คนยังปลอดภัยดีก็ประเสริฐนักแล้ว ได้กลับมาอยู่บ้านก็ดีแล้วล่ะ... เมื่อก่อนเจ้ามักจะอ้างอยู่เสมอว่า หากในบ้านไม่มีผู้อาวุโสคอยเป็นหลักให้ ก็จะไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องออกเรือน ตอนนี้ทั้งท่านปู่และท่านพ่อของเจ้าต่างก็กลับมาแล้ว เจ้าก็น่าจะเริ่มมองหาครอบครัวดี ๆ สักแห่งเพื่อตบแต่งออกเรือนไปได้แล้วล่ะนะ ภายภาคหน้าชีวิตจะได้มีความมั่นคง มีที่พึ่งพิงเสียที"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างแน่วแน่ "หากข้าตบแต่งออกเรือนไปแล้ว จะขออนุญาตออกมานั่งตรวจรักษาคนไข้ หรือส่งเสียเงินทองมาจุนเจือคนในครอบครัวได้อย่างไรกันเล่าเจ้าคะ?"

คำถามนั้นทำเอาโจวซื่อถึงกับสะอึกจนพูดไม่ออก

บุตรีที่แต่งออกเรือนไปแล้ว ก็เหมือนดั่งน้ำที่สาดออกไป หาได้หวนคืนกลับมาไม่ หากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แต่งงาน นางก็จำต้องเปลี่ยนไปใช้แซ่ของสามี ทั้งยังต้องยึดถือปฏิบัติตามจารีต สามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม อย่างเคร่งครัด ภายภาคหน้าเมื่อตั้งครรภ์คลอดบุตร แม้แต่การจะแวะกลับมาเยี่ยมเยียนบ้านเกิดสักครั้งยังเป็นเรื่องยาก นับประสาอะไรกับการออกมาเร่หาเงินเพื่อเลี้ยงดูจุนเจือตระกูลเซี่ยกันเล่า

(เชิงอรรถผู้แปล: สามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม (三从四德) จารีตขงจื๊อที่สตรีต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สามเชื่อฟังคือ ก่อนออกเรือนเชื่อฟังบิดา ออกเรือนแล้วเชื่อฟังสามี สามีตายเชื่อฟังบุตรชาย สี่คุณธรรมคือ กิริยามารยาท วาจา รูปลักษณ์ และการงานบ้านเรือน)

หรือต่อให้ทางฝั่งครอบครัวสามีจะเป็นคนเปิดกว้าง ยอมอนุญาตให้นางออกมานั่งตรวจรักษาคนไข้หาเงินได้ แต่เงินทุกเหวินที่หามาได้นั้นก็มิใช่ทรัพย์สินของตระกูลเซี่ยอีกต่อไป หากแต่ตกเป็นของตระกูลสามีแต่เพียงผู้เดียว... ซึ่งตัวโจวซื่อเองนี่แหละ คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด

ฮุ่ยเหนียงหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ย "น้องอวิ้นเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ เวลานี้บิดาของเจ้าก็กลับมาแล้วมิใช่หรือ? วันข้างหน้าก็แค่ให้เขามานั่งตรวจรักษาคนไข้ที่ร้านขายยาแห่งนี้ หรือไม่พวกเราก็ลงทุนเปิดโรงหมอขึ้นมาใหม่อีกสักแห่งก็ได้ ถึงตอนนั้นแล้ว เจ้าก็หมดห่วงและสามารถตบแต่งออกเรือนได้แล้วมิใช่หรือ?"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้ฟังเช่นนั้นค่อยคลายความกังวลลงได้เปลาะหนึ่ง นางพยักหน้ารับ "พี่สาวกล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ หากบิดาของข้าแข็งแรงพอที่จะมานั่งตรวจรักษาคนไข้ได้ ก็คงต้องขอรบกวนพี่สาวทั้งสองช่วยรับรองเขาไว้ด้วยนะเจ้าคะ... ส่วนเรื่องเปิดโรงหมอนั้น ข้าหาใช่คนเนรคุณหลงลืมบุญคุณคนไม่ พระคุณอันล้นพ้นของพี่สาวทั้งสอง ต่อให้ชาตินี้ข้าจะชดใช้ไม่หมด ชาติหน้าข้าก็ยินดีผูกหญ้าคาบห่วง กลับมาตอบแทนพวกท่านให้จงได้ แล้วข้าจะกล้าเปิดโรงหมอเพื่อมาแย่งชิงกิจการร้านขายยาของพวกท่านได้อย่างไรกันเจ้าคะ?"

(เชิงอรรถผู้แปล: ผูกหญ้าคาบห่วง (结草衔环) สำนวนเปรียบเปรยถึงความกตัญญูรู้คุณอย่างสุดซึ้ง แม้ตายตกไปเป็นวิญญาณก็ยังขอสลักพระคุณไว้ในใจและหาทางกลับมาตอบแทน)

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่างพากันหัวเราะ อันที่จริงสำหรับพวกนางสองคนแล้ว ร้านขายยาแห่งนี้เปรียบเสมือนภาระทางใจ เงินทองที่หาได้จากร้านขายยานั้นไม่นับเป็นเรื่องใหญ่โตอันใดอีกต่อไป ทว่ากิจการนี้ก็ยังทิ้งไม่ได้ ประการแรก โจวซื่อยังต้องใช้มันเป็นข้ออ้างในการหาเงินส่งเสียครอบครัวตระกูลเสิ่น ประการที่สอง นี่คือกิจการที่สามีผู้ล่วงลับของฮุ่ยเหนียงทิ้งไว้ให้ เป็นความผูกพันที่นางไม่อาจตัดใจทิ้งลงได้

ทว่าตอนนี้กลับมีเหตุผลที่สามเพิ่มขึ้นมา นั่นคือเพื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ กิจการนี้จึงต้องดำเนินต่อไป

หลังจากหัวเราะและสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง ฮุ่ยเหนียงก็เอ่ยขึ้นว่า "ถ้าเช่นนั้น วันหลังก็ให้บิดาของเจ้าลองมาที่นี่ดูเถิด"

บนใบหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมสุข นางพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น

ล่วงเข้าสู่เดือนตงเยวี่ย เสิ่นซีต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบประจำเดือนครั้งที่สองซึ่งจัดโดยสำนักศึกษาประจำเมือง การเรียนค่อนข้างหนักหน่วงจนทำให้ซูทงที่มาเอ่ยปากชวนไปกินดื่มสังสรรค์หลายต่อหลายครั้ง ล้วนถูกเขาปฏิเสธกลับไปจนหมดสิ้น

เสิ่นซีย่อมไม่อยากตามซูทงไปเที่ยวเตร่เสเพลดื่มสุราเคล้านารีที่เจี้ยวฟางซืออีก เรื่องนี้ยังไม่รู้ไปถึงหูโจวซื่อ มิเช่นนั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องรับโทษทัณฑ์หนักหนาเพียงใด

อายุเพียงแค่นี้ก็มีเรื่องอื้อฉาวพัวพันกับยอดคณิกาอันดับหนึ่งในสถานที่เริงรมย์เสียแล้ว หากเติบใหญ่ไปมิกลายเป็นพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเลยหรือ…

หลังจากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับมาถึงเมืองถิงโจว นางก็ไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่วันเดียว วันรุ่งขึ้นก็มานั่งตรวจรักษาคนไข้ที่ร้านทันที นางกล่าวว่า ขนาดเดือนนี้นางขาดงาน ฮุ่ยเหนียงยังไม่เคยหักเงินค่าจ้างนางเลยแม้แต่เหวินเดียว พอกลับมาก็ย่อมต้องตั้งใจทำงานชดเชยให้เป็นเท่าตัว

ส่วนเรื่องที่เซี่ยป๋อเหลียนผู้เป็นบิดาจะมานั่งตรวจคนไข้ที่ร้านขายยานั้น หลังจากนางกลับไปปรึกษากับคนในครอบครัวแล้ว เซี่ยป๋อเหลียนนั้นท้ายที่สุดก็เป็นถึงผู้นำตระกูลเซี่ย ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างเขากลับมาทั้งที ย่อมไม่อาจปล่อยให้บุตรีต้องออกไปเผยโฉมหน้าต่อผู้คน หาเงินเลี้ยงครอบครัวได้อีกต่อไป เพียงแต่เขายังต้องการเวลาพักฟื้นร่างกายและจิตใจสักสองสามวันก่อน

ในช่วงเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ร้านขายยาไม่มีหมอมานั่งประจำการ กิจการก็ไม่ได้ตกลงไปมากนัก สาเหตุหลักเป็นเพราะร้านขายยามักจะจ่ายยาตามเทียบยาที่หมอคนอื่นสั่งมาให้ หรือไม่ก็ขายเพียงยาสำเร็จรูป ส่วนการที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มานั่งตรวจรักษานั้น แท้จริงแล้วก็เปรียบเสมือนบริการพิเศษเพิ่มเติม ต่อให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่อยู่ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมายนัก

ทว่าเมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับมา ผู้คนที่แวะเวียนมาอุดหนุนร้านขายยาก็เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยมาตรวจโรคแล้วไม่พบเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก่อนหน้านี้ และยังมีบางส่วนที่เคยได้รับการรักษาจากนางในช่วงที่เกิดอุทกภัยใหญ่แต่ยังไม่มีโอกาสได้มาขอบคุณด้วยตนเอง

ในช่วงหลายวันมานี้ ภายในร้านขายยาจึงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนอย่างคึกคัก

วันที่สิบห้าเดือนตงเยวี่ย ในที่สุดเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็พาเซี่ยป๋อเหลียนมาที่ร้านขายยา นี่นับเป็นวันแรกที่เซี่ยป๋อเหลียนมาทำงานในฐานะหมอประจำร้าน

ก่อนหน้านี้สองวัน ฮุ่ยเหนียงได้ปรึกษากับโจวซื่อแล้วว่าเตรียมจะจ้างหลงจู๊สักคนมาคอยดูแลร้านขายยา อย่างไรเสียปลายปีนี้พวกนางก็ต้องย้ายเข้าจวนหลังใหม่ มีเรื่องให้จัดการรัดตัวมากมายก่ายกอง ตอนนี้ยังมีเซี่ยป๋อเหลียนมานั่งประจำการอีก การที่คนทั้งร้านมีแต่สตรีก็ดูจะไม่ค่อยสะดวกนัก

ในตอนนั้นโจวซื่อก็ตอบตกลงทันที

ตอนนี้นางหาเงินได้มากมายในแต่ละเดือน จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกมาเผยโฉมหน้าต่อผู้คนเพียงเพื่อเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกต่อไป นางอยากเปิดร้านตัดเสื้อมาตลอด ให้เสิ่นหมิงจวินเป็นหลงจู๊ ส่วนตัวนางก็คอยทำงานฝีมือสตรีร่วมกับช่างเย็บผ้าหญิงกลุ่มหนึ่ง หากทำเช่นนั้น การจะดูแลเสิ่นซี ตลอดจนบุตรชายและบุตรสาวที่เพิ่งเกิดมา ก็ย่อมสะดวกสบายขึ้นมาก

แต่หลังจากเซี่ยป๋อเหลียนมานั่งตรวจคนไข้ได้เพียงวันแรก ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็จำต้องพับความคิดนี้เก็บไป เพราะหลังจากเซี่ยป๋อเหลียนเริ่มตรวจรักษาคนไข้ได้ไม่นาน ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันเล็ก ๆ ขึ้นเสียแล้ว

เรื่องมีอยู่ว่า ในวันนั้นลูกค้าที่มาร้านขายยา ก็ยังคงเป็นเหมือนเช่นเคย ญาติผู้ป่วยจะเดินตรงไปซื้อยาที่โต๊ะร้าน ส่วนตัวผู้ป่วยก็จะไปที่จุดตรวจ เพื่อให้หมอทำการวินิจฉัยโรคตามหลัก มอง ฟัง ถาม แมะ

อาจเป็นเพราะเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นสตรี เมื่อก่อนในบรรดาคนที่มาขอรับการรักษานั้น นอกจากจะมีบุรุษแล้ว ยังมีสตรีและเด็กอีกเป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักก็คือการให้หมอหญิงเป็นคนตรวจ ย่อมไม่ทำให้ชื่อเสียงของสตรีเสื่อมเสีย แม้ว่าการปกปิดอาการป่วยเพราะกลัวการรักษานั้นจะไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ แต่ด้วยขนบธรรมเนียมทางสังคมอันอนุรักษ์นิยมในยุคนี้ ทำให้สตรีส่วนใหญ่ทำได้เพียงหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องหอ เมื่อล้มป่วยก็ไม่ได้รับการรักษาและดูแลอย่างถูกวิธี

ลูกค้าที่มาในวันนี้มีสตรีรวมอยู่ด้วยหลายคน พอพวกนางเห็นว่าหมอที่นั่งตรวจอยู่เป็นชายแก่ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ก็พากันล้มเลิกความตั้งใจ แล้วหันหลังเดินกลับไปเสียดื้อ ๆ

เดิมทีเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทว่าหลังจากนั้นกลับมีผู้ป่วยอาการกำเริบกะทันหันคนหนึ่ง ถูกคนในครอบครัวแบกขึ้นหลังเข้ามาในร้าน มองปราดเดียวก็รู้ว่าหัวใจมีปัญหาจนถึงขั้นหมดสติไปแล้ว

ทว่าเซี่ยป๋อเหลียนกลับวางนิ้วมือลงบนข้อมือผู้ป่วยอย่างสั่นเทา เวลาผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่อาจวินิจฉัยออกมาได้ว่าเป็นอะไร

"เอ่อ... ใต้เท้า... คนในครอบครัวของพวกท่าน..."

อาจเป็นเพราะความผิดพลาดจากการวินิจฉัยโรคให้แก่ขุนนางใหญ่โตก่อนหน้านี้ จนทำให้ตนเองและบิดาต้องติดคุก ได้สร้างฝันร้ายและตราบาปในใจให้แก่เซี่ยป๋อเหลียนมากจนเกินไป เขาได้สูญเสียความน่าเชื่อถืออันเป็นพื้นฐานที่สุดของการเป็นหมอไปเสียแล้ว พูดจา อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ จับใจความไม่ได้

"ลูกเอ๋ย เจ้ารีบออกมานี่ที มีคนไข้มารักษาน่ะ "

สุดท้ายเมื่อเซี่ยป๋อเหลียนรู้ตัวว่าไม่อาจชักช้าจนทำให้คนไข้เสียโอกาสในการรักษาไปได้ จึงทำได้เพียงร้องเรียกเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่แอบดูอยู่หลังม่านด้วยความร้อนใจให้ออกมาช่วยเท่านั้น

จบบทที่ ตอนที่ 246 เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว