เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 245 ขุนนางกังฉินเข้ารับตำแหน่ง

ตอนที่ 245 ขุนนางกังฉินเข้ารับตำแหน่ง

ตอนที่ 245 ขุนนางกังฉินเข้ารับตำแหน่ง


เมื่อล่วงเข้าสู่เดือนเก้า อากาศก็ค่อยๆ เย็นลง ฝูงนกห่านป่าบินอพยพลงใต้ ให้ความรู้สึกอ้างว้างและหนาวเหน็บอย่างบอกไม่ถูก

หลังจากเจ้าเมืองคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง และได้ทราบว่าสมาคมการค้ามีบทบาทสำคัญต่อการเลื่อนขั้นของเจ้าเมืองคนก่อนอย่างเกาหมิงเฉิง เขาจึงมอบนโยบายที่ผ่อนปรนและเอื้อประโยชน์แก่สมาคมการค้าเป็นอย่างมาก

สิ่งที่แตกต่างจากเกาหมิงเฉิงก็คือ เจ้าเมืองคนใหม่ผู้นี้สอบผ่านวุฒิจิ้นซื่อ อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งในสำนักฮั่นหลินมาก่อน วันข้างหน้าย่อมมีอนาคตไกลอย่างแน่นอน เขาจึงจัดอยู่ในกลุ่มขุนนางสายคุณวุฒิที่ไต่เต้าตามผลงาน เช่นเดียวกับเยี่ยหมิงซู่ นายอำเภอหนิงฮว่า

(เชิงอรรถผู้แปล: 

จิ้นซื่อ (进士) ผู้สอบผ่านการสอบเคอจวี่ระดับสูงสุดของประเทศ

สำนักฮั่นหลิน (翰林) ราชบัณฑิตยสถาน / สำนักบัณฑิตหลวง เป็นหน่วยงานรวบรวมขุนนางฝ่ายบุ๋นระดับหัวกะทิ)

คนประเภทนี้มักจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา และให้ความสำคัญกับผลงานรวมถึงชื่อเสียงของตนเองเป็นอย่างมาก

เมื่อสมาคมการค้าได้รับความสะดวกสบาย กิจการก็ยิ่งเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากโรงเงินและสาขาย่อยของสมาคมการค้าจะไปตั้งอยู่ตามอำเภอต่างๆ ในเขตเมืองถิงโจวแล้ว แม้แต่ที่เมืองหนานจิงก็ยังมีสาขาย่อยของสมาคมการค้าเมืองถิงโจวไปตั้งอยู่ด้วย

สาขาย่อยของสมาคมการค้าที่เมืองหนานจิงนั้น ดูจะคล้ายกับสำนักงานตัวแทนในยุคปัจจุบันมากกว่า มีหน้าที่คอยติดต่อเจรจาธุรกิจกับบรรดาพ่อค้าในเมืองหนานจิงและอำเภอต่างๆ ในเขตหนานจื่อลี่ ฮุ่ยเหนียงไม่ได้เดินทางไปดูแลด้วยตนเอง ทว่าได้ส่งหานอู่เหยียไปเป็นผู้รับผิดชอบแทน

(เชิงอรรถผู้แปล: หนานจื่อลี่ (南直隶) เขตปกครองสำคัญทางใต้ในสมัยหมิง บริเวณเมืองหนานจิง)

หานอู่เหยียมีพื้นเพมาจากการเป็นนักเล่านิทาน ย่อมมีวาทศิลป์ในการพูดคุยเจรจาเป็นเลิศ ยิ่งไปกว่านั้น หานอู่เหยียยังเป็น "คนกันเอง" ที่ไว้ใจได้อย่างเต็มร้อย การใช้งานเขาจึงสบายใจหายห่วง

งานแรกที่หานอู่เหยียทำหลังจากไปถึงที่นั่น ก็คือการนำเสนอภาพมงคลปีใหม่แบบสีและยาสำเร็จรูปที่ผลิตเอง พร้อมกับช่วยเป็นกระบอกเสียงแนะนำสมาคมการค้าเมืองถิงโจวไปในตัว

เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ก็ถึงเวลาต้องเร่งพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่แบบสีเพื่อเตรียมขายในช่วงสิ้นปี โรงพิมพ์ต้องทำงานล่วงเวลาแทบทุกวัน บรรดาพ่อค้าแม่ขายที่เดินทางมาซื้อภาพมงคลปีใหม่แบบสีราคาส่งที่เมืองถิงโจว มีทั้งจากแดนเจียงหนาน มณฑลหูกว่าง และมณฑลซื่อชวน หรือแม้กระทั่งอำเภอต่างๆ ในแดนเหนือก็ยังได้ยินกิตติศัพท์ความงดงามของภาพมงคลปีใหม่เมืองถิงโจว ถึงขั้นมีพ่อค้าเร่เดินทางรอนแรมแสนไกลมาซื้อหาด้วยตนเอง และขนกลับไปครั้งละนับหมื่นแผ่น

จากโรงพิมพ์เล็กๆ ในอำเภอหนิงฮว่าที่มีคนงานเพียงยี่สิบสามสิบคน ปัจจุบันได้พัฒนาไปเป็นโรงพิมพ์สองแห่งในสองเมือง มีโกดังจัดเก็บสินค้าถึงสามแห่ง และห้องสายงานอีกแปดห้อง พร้อมด้วยคนงานกว่าสามร้อยชีวิต คนงานบุรุษสตรีต่างมีหน้าที่รับผิดชอบของตนเองอย่างชัดเจน ขั้นตอนการพิมพ์ในแต่ละขั้นตอนถูกจัดระเบียบอย่างเป็นระบบ การผลิตแบบแบ่งสายงานไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น ทว่ายังเป็นการป้องกันเคล็ดลับรั่วไหลได้ดีที่สุดอีกด้วย

การผลิตภาพมงคลปีใหม่แบบสีก้าวเข้าสู่ปีที่สามแล้ว แม้จะมีของลอกเลียนแบบออกมาวางขายเกลื่อนกลาด ทว่าของเหล่านั้นล้วนวาดเสือไม่ได้กลับกลายเป็นสุนัข ภาพมงคลปีใหม่ที่คุณภาพต่ำเหล่านั้น แทบจะขายไม่ออกเลยเมื่อนำมาวางขายในตลาด

(เชิงอรรถผู้แปล: วาดเสือไม่ได้กลับกลายเป็นสุนัข (画虎不成反类犬) การเลียนแบบผู้อื่นแต่ทำไม่ได้ตามมาตรฐาน จนกลายเป็นเรื่องน่าขัน)

แม้ภาพมงคลปีใหม่จะเป็นของที่ใช้แล้วทิ้ง ทว่าในแต่ละปี ทุกครัวเรือนก็ต้องการเพียงหนึ่งหรือสองแผ่นเท่านั้น ประกอบกับราคาของภาพมงคลปีใหม่ของแท้นั้นไม่ได้แพงมากนัก หากครอบครัวใดพอจะมีเงินเหลืออยู่บ้าง ก็ย่อมต้องซื้อกลับไปติดประดับบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลกันทั้งสิ้น

เสิ่นซีเองก็พิจารณาถึงความต้องการของตลาดอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะเริ่มพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่ในแต่ละปี เขาจะลงมือวาดต้นฉบับภาพใหม่ด้วยตนเองเสมอ โดยมุ่งหวังที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ออกมาทุกปี ลวดลายของภาพมงคลปีใหม่จากที่มีเพียงหกลายในปีแรก บัดนี้ก็พัฒนามาเป็นยี่สิบเก้าลายในปีที่สามแล้ว ซึ่งก็เพียงพอที่จะให้ชาวบ้านได้มีตัวเลือกมากมายเหลือเฟือ

เสิ่นซียังคงพัฒนาเคล็ดลับการพิมพ์อยู่อย่างต่อเนื่อง

หลังจากผ่านการค้นคว้าและพัฒนามาหลายปี เคล็ดลับการพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่แบบสีก็มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ภาพมงคลปีใหม่ที่พิมพ์ออกมา ไม่ว่าจะเป็นเส้นสาย สีสัน การแต่งแต้มรายละเอียด หรือการเคลือบประกายทอง ล้วนงดงามตระการตาราวกับของจริง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มภาพมงคลปีใหม่แบบสีแผ่นใหญ่ที่มีการเล่าเรื่องราวคล้ายกับหนังสือภาพเข้ามาด้วย ทำให้ประเภทของภาพมงคลปีใหม่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

โจวซื่อคลอดลูกแฝดชายหญิงเมื่อช่วงกลางปี ประกอบกับโรงพิมพ์สามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้นางอารมณ์ดีเบิกบานใจอยู่ทั้งวัน ถึงขั้นยิ้มจนอ้าปากตาค้างหุบไม่ลงเลยทีเดียว

ฮุ่ยเหนียงช่วยเป็นธุระจัดการซื้อเรือนหลังใหม่ให้ บัดนี้กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมและตกแต่ง คาดว่าก่อนสิ้นปีก็คงจะย้ายเข้าไปอยู่ได้ โจวซื่อจึงรู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก

เวลาที่ร้านขายยาไม่มีลูกค้า นางก็จะดึงตัวเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มานั่งพูดคุยสัพเพเหระกัน คุยกันตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ จนนางแทบจะเปลี่ยนเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ให้กลายเป็นสตรีวัยกลางคนที่ชอบพูดคุยเรื่องชาวบ้านไปเสียแล้ว เสิ่นซีสังเกตเห็นว่า ตอนที่รวมตัวกันทานอาหารเย็น เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ดูจะมีเรื่องพูดคุยมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย

ทางด้านเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เองก็มีเรื่องน่ายินดีเช่นกัน นอกจากเรือนที่ฮุ่ยเหนียงมอบให้แล้ว ในช่วงสิ้นปีนี้ ท่านปู่และท่านพ่อของนางก็จะพ้นโทษออกจากคุก นางเตรียมตัวจะเดินทางไปรับพวกเขากลับบ้านเกิดที่เมืองหลวงด้วยตนเอง

คืนนี้ โจวซื่อให้ซิ่วเอ๋อร์นำอาหารไปส่งให้เสิ่นหมิงจวินก่อน ทว่ารอกันจนแล้วจนรอด ซิ่วเอ๋อร์กลับมาแล้วแต่ฮุ่ยเหนียงก็ยังไม่กลับมา โจวซื่อจึงเรียกให้ทุกคนมานั่งรอที่โต๊ะอาหารก่อน

ครอบครัวมีสมาชิกอยู่หลายคน นอกจากสมาชิกของทั้งสองครอบครัวแล้ว ก็ยังมีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และแม่นมฮูหยินหูอีกด้วย

เสิ่นหมิงจวินทำงานยุ่งมาก มักจะกลับบ้านดึกดื่นค่อนคืนอยู่เสมอ หลังจากที่โจวซื่ออยู่ไฟจนครบกำหนด นางก็มักจะพาเสิ่นซีกลับบ้านหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ส่วนหลินไต้ หลังจากที่นางเริ่มมีระดูแล้ว ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้นอนเตียงเดียวกับเสิ่นซีอีกต่อไป แม้แต่การนอนห้องเดียวกันก็ยังไม่ได้ นางจึงทำได้เพียงไปนอนห้องเดียวกับลู่ซีเอ๋อร์ที่ชั้นสองของร้านขายยาทุกคืน

"...หลายวันมานี้ข้ากำลังเตรียมการ เพื่อขยายสมาคมการค้าไปยังเมืองเอกของมณฑลด้วย"

ขณะที่ทานอาหารกันไปได้ครึ่งทาง ฮุ่ยเหนียงก็เดินกลับมาจากข้างนอก นางขึ้นไปเก็บข้าวของบนชั้นสองครู่หนึ่ง ก่อนจะลงมานั่งที่โต๊ะอาหารในห้องโถงด้านหลัง ประโยคแรกที่นางเอ่ยออกมา ดูเหมือนจะจงใจพูดให้โจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ฟัง ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นการบอกกล่าวให้เสิ่นซีรับรู้ต่างหาก

ก่อนหน้านี้ไม่ว่าฮุ่ยเหนียงจะมีการตัดสินใจเรื่องสำคัญอันใด นางก็จะปรึกษาหารือกับเสิ่นซีเป็นการส่วนตัวเสมอ ประโยคนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณบอกเสิ่นซีว่า คืนนี้ให้ไปหาข้าที่ห้องหน่อย

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ "พี่สาวช่างทะเยอทะยานเสียจริง ทางฝั่งเมืองหนานจิงก็เพิ่งจะเริ่มตั้งตัวได้ไม่นาน พี่สาวก็คิดจะขยายกิจการไปถึงเมืองเอกของมณฑลเสียแล้ว หรือว่าพี่สาวจะรู้สึกว่าเงินที่หาได้ในตอนนี้ยังไม่มากพอหรือเจ้าคะ?"

โจวซื่อเอ่ยเสริม "เงินทองมันไม่ได้ลวกมือเสียหน่อย ยิ่งหาได้มากเท่าไรก็ย่อมดีเท่านั้น ทว่า... ทางฝั่งเมืองเอกของมณฑลพวกเรายังไม่คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คน ไม่สู้รอให้เวลาผ่านไปอีกสักระยะก่อนดีหรือไม่?"

ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้ม "ข้าเองก็ไม่ได้รีบร้อนอันใดหรอก แต่เป็นอันเจ้าเมืองคนใหม่ต่างหากที่เป็นคนจัดการให้ สำหรับสมาคมการค้าแล้ว ถือว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากนี้ หากเสี่ยวหลางสามารถสอบผ่านระดับซิ่วไฉได้ ต่อไปในทุกๆ สามปีเขาก็ต้องเดินทางไปสอบระดับจวี่เหรินที่เมืองเอกของมณฑล หากมีคนที่นั่นคอยดูแลช่วยเหลือ มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?"

กล่าวจบนางก็มองเสิ่นซีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูรักใคร่

ในบรรดาสมาชิกของทั้งสองครอบครัว ผู้ที่ตามใจเสิ่นซีมากที่สุดไม่ใช่สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวิน แต่กลับเป็นนางต่างหาก ฮุ่ยเหนียงเป็นคนรู้คุณคนและรู้จักตอบแทน นางรักและเอ็นดูเสิ่นซีเสมือนลูกในไส้ ดีกับเขายิ่งกว่าลู่ซีเอ๋อร์เสียอีก

เสิ่นซีคีบข้าวเข้าปากพลางพึมพำกับตัวเอง "เจ้าขุนนางแซ่อันนั่น คงไม่ได้มาดีหรอกกระมัง?"

โจวซื่อด่าสวนทันควัน "ไอ้เด็กบ้า พูดอะไรของเจ้า? แม้แต่ใต้เท้าเจ้าเมืองก็ยังกล้าด่าทอ รนหาที่ตายแล้วหรือไร?"

ฮุ่ยเหนียงก็เอ่ยตำหนิเช่นกัน "นั่นสิ เสี่ยวหลาง เจ้าจะกล่าวร้ายใต้เท้าเจ้าเมืองอันสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร? ทันทีที่ท่านเดินทางมาถึงเมืองถิงโจว ก็รีบเกณฑ์คนไปซ่อมแซมกำแพงเมืองทันที ทั้งยังร่วมมือกับสมาคมการค้าแจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์ให้ชาวบ้าน ท่านลงมือจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง หนำซ้ำท่านยังมีชื่อเสียงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด น้าว่าท่านต้องเป็นขุนนางที่ดีและคอยช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างแน่นอน"

เสิ่นซีไม่ได้โต้เถียงกับใคร

อันที่จริง เสิ่นซีค่อนข้างมั่นใจในทักษะการมองคนของตนเองอยู่ไม่น้อย อันหรู่เซิง เจ้าเมืองถิงโจวคนใหม่ผู้นี้อายุราวสี่สิบกว่าปี มองปราดเดียวก็รู้ว่าตั้งใจมากอบโกยผลงานโดยเฉพาะ เขาทำงานอย่างกระตือรือร้นและมักจะเข้าไปก้าวก่ายเสียทุกเรื่อง ประกอบกับเขาไม่ได้พาครอบครัวมาด้วย และเมื่อได้พบกับฮุ่ยเหนียง เขาก็แสดงออกด้วยสายตาที่ไม่ชอบมาพากลนัก ทำให้เสิ่นซีรู้สึกรังเกียจตั้งแต่แรกเห็น

เมื่อพิจารณาตามมาตรฐานความงามในยุคนี้ ฮุ่ยเหนียงไม่ได้ถือว่าเป็นสตรีที่งดงามหยดย้อยอันใดนัก สิ่งที่อันหรู่เซิงหมายตาน่าจะไม่ได้อยู่ที่ตัวของฮุ่ยเหนียง แต่เป็นสมาคมการค้าที่อยู่เบื้องหลังนางต่างหาก วันหน้าอันหรู่เซิงผู้นี้จะต้องใช้สมาคมการค้าเป็นเครื่องมือในการกอบโกยเงินทองและผลงานให้ตนเองอย่างแน่นอน ในฐานะขุนนาง เขาอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเกาหมิงเฉิงเสียอีก

ในยามดึกสงัด เสิ่นซีลอบเดินฝ่าความมืดมาที่ประตูหลังของร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงช่วยเปิดประตูให้ ทั้งสองเดินขึ้นไปบนชั้นสองด้วยกัน เมื่อเข้าไปในห้อง ก็พบว่าฮุ่ยเหนียงได้เตรียมน้ำสำหรับแช่เท้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

เสิ่นซีกวาดสายตามองไปรอบๆ บนโต๊ะหนังสือมีพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกวางเตรียมพร้อมไว้ ดูเหมือนว่าแม้ฮุ่ยเหนียงจะกลับมาถึงบ้านแล้ว แต่นางก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องธุรกิจ ไม่ยอมปล่อยปละละเลยแม้แต่น้อย บางทีนี่อาจจะเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจของนางก็เป็นได้

"น้ำเริ่มจะเย็นแล้ว เดี๋ยวน้าลงไปตักน้ำร้อนมาเติมให้อีกหน่อยนะ" ฮุ่ยเหนียงหันหลังเตรียมจะเดินลงบันไดไป

ทว่าเสิ่นซีกลับดึงรั้งนางไว้ "ท่านน้า ข้าโตแล้วนะ ไม่จำเป็นต้องให้ท่านมาคอยล้างเท้าให้ทุกครั้งที่มาหรอก"

ฮุ่ยเหนียงหันมาแย้มยิ้มให้เสิ่นซีพลางกล่าว "ให้น้าได้ทำให้เจ้าอีกสักหน่อยเถิด รอให้เจ้าโตกว่านี้ น้าก็คงไม่อาจปรนนิบัติเจ้าเช่นนี้ได้อีกแล้ว หากแม่ของเจ้าล่วงรู้เข้า นางคงต้องบ่นน้าแน่ๆ น้าเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้นางฟังอย่างไรดี"

ฮุ่ยเหนียงยังคงเดินลงไปที่ห้องครัว แล้วตักน้ำร้อนที่อุ่นเตรียมไว้ในกระทะใหญ่ขึ้นมา ทว่าเสิ่นซีกลับยืนกรานที่จะล้างเท้าด้วยตนเอง

ครั้งนี้ฮุ่ยเหนียงไม่ได้ดึงดันอีกต่อไป ขณะที่เสิ่นซีกำลังแช่เท้า นางก็นำแผนงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับการขยายสมาคมการค้าไปยังเมืองเอกอย่างฝูโจวมาให้เสิ่นซีดู แผนงานฉบับนี้นางเป็นคนลงมือร่างขึ้นเอง โดยอาศัยโครงร่างจากแผนงานที่เสิ่นซีเคยเขียนให้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกสถานที่ การจัดเตรียมบุคลากร งบประมาณ การบริหารจัดการ ล้วนถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบและชัดเจน

เสิ่นซียิ่งรู้สึกว่าฮุ่ยเหนียงนั้นช่างเฉลียวฉลาดและเก่งกาจสมกับเป็นหญิงเหล็กอย่างแท้จริง หากนางไปอยู่ในยุคปัจจุบัน ต่อให้นางต้องบริหารบริษัทใหญ่ที่มีทรัพย์สินนับร้อยล้าน นางก็คงจะทำได้อย่างเชี่ยวชาญราวกับมืออาชีพเป็นแน่

"เจ้าดูสิ น้าเขียนเป็นอย่างไรบ้าง? ล้วนเลียนแบบมาจากเจ้าทั้งสิ้น น่าเสียดายที่น้าไม่ได้ฉลาดหลักแหลมเหมือนเจ้า จึงไม่อาจคิดวางแผนให้ครอบคลุมรอบด้านได้" ใบหน้าของฮุ่ยเหนียงประดับด้วยรอยยิ้ม ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะทำเรื่องใด เสิ่นซีมักจะเป็นผู้วางแผนอย่างรัดกุมและรอบคอบให้นางเสมอ นางเพียงแค่ทำตามแผนงานที่วางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนก็พอแล้ว

แม้จะไม่มีสามีคอยดูแลเคียงข้าง ทว่านางก็ยังรู้สึกว่าตนเองมีที่พึ่งพิง นางชื่นชอบความรู้สึกที่ได้ทำตัวเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ เช่นนี้มาก ท้ายที่สุดแล้ว การต้องออกไปวิ่งเต้นทำงานหนักนอกบ้าน มันทำให้นางรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เมื่อกลับมาแล้วมีคนคอยคิดอ่านวางแผน และร่วมปรึกษาหารือเรื่องราวต่างๆ กับนาง มันทำให้นางรู้สึกอุ่นใจเป็นอย่างมาก

"เอ่อ..."

เสิ่นซีพิจารณาแผนงานที่ฮุ่ยเหนียงเขียนขึ้นอย่างละเอียด หวังจะหาช่องโหว่ในนั้นให้พบ ในเรื่องนี้เขาจะปล่อยให้ฮุ่ยเหนียงได้ใจไม่ได้เด็ดขาด หากนางเกิดมีความมั่นใจและพึ่งพาตนเองได้แล้ว วันข้างหน้านางอาจจะไม่เห็นความจำเป็นของเขาอีก แล้วเขาจะใช้ข้ออ้างใดมาลักลอบพบปะและฟังเสียงหวานๆ ของนางยามค่ำคืนได้อีกล่ะ?

"ก็มีปัญหาอยู่บ้างนะ น้าฮุ่ย ข้าก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ข้าพูดจะถูกต้องหรือไม่นะ..."

การจะจับผิดในแผนงานสักฉบับนั้นช่างง่ายดายเหลือเกิน เสิ่นซีเป็นคนหัวไว ประกอบกับแผนงานของฮุ่ยเหนียงก็ยังมีจุดบกพร่องอยู่จริงๆ เสิ่นซีจึงใช้เวลาเพียงไม่นานก็หาปัญหาพบหลายจุด "เจ้าเมืองอันผู้นี้ อย่างไรเสียเขาก็เป็นเจ้าเมืองของเมืองถิงโจวของเรา ต่อให้เขาช่วยขยายสมาคมการค้าไปยังเมืองเอกของมณฑล แล้วเราจะไปติดต่อประสานงานกับทางการทางฝั่งนู้นได้อย่างไรเล่า?"

ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ก็ไม่น่าจะจำเป็นต้องติดต่อกระมัง ตอนที่พวกเราไปเปิดที่หนานจิง พวกเราก็ไม่ได้ไปติดต่อกับทางการเลยนี่นา?"

เสิ่นซีส่ายหน้า "เมืองหนานจิงเป็นถึงอดีตเมืองหลวงหกราชวงศ์ และเมืองศูนย์กลางสิบราชวงศ์ แม้ปัจจุบันจะมีการย้ายเมืองหลวงไปแล้ว ทว่าก็ยังคงเป็นเมืองหลวงสำรองของต้าหมิง มีหน่วยงานต่างๆ อย่างหกกรมหลักตั้งอยู่ ขุนนางผู้ใหญ่และผู้มีอิทธิพลก็มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน การเป็นขุนนางในสถานที่เช่นนี้ สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือความสงบเรียบร้อย ขุนนางในแต่ละระดับชั้นย่อมไม่ตั้งใจมารีดไถเงินทองจากสมาคมการค้าหรอก ประกอบกับพวกเราเพียงแค่ไปตั้ง 'สำนักงานตัวแทน' เล็กๆ ในเมืองหนานจิง เพื่อเป็นตัวกลางประสานงานกับพ่อค้าแม่ขายเท่านั้น แม้แต่โรงเงินก็ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ แล้วทางการจะมีกะจิตกะใจมาสนใจพวกเราได้อย่างไร?"

"ทว่าเมืองเอกของมณฑลนั้นแตกต่างออกไป ดินแดนฝูเจี้ยนนี้ห่างไกลหูตาฮ่องเต้ ขุนนางที่เดินทางมารับตำแหน่งที่นี่ สิ่งที่พวกเขาแสวงหาคือสิ่งใดเล่า? หากไม่ใช่ผลงาน ก็เป็นเงินทอง! หากพวกเราไม่อาจตอบสนองความโลภของพวกเขาได้ พวกเขาก็ย่อมหาทางลอบขัดแข้งขัดขาพวกเรา การที่ทางการคิดจะเล่นงานสมาคมการค้านั้น มิใช่ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือหรอกหรือ?"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ สีหน้าของนางดูหนักใจ "แล้ว... แล้วพวกเราควรจะทำอย่างไรดีเล่า? พวกเราไม่ได้คุ้นเคยกับขุนนางในเมืองเอกของมณฑลเสียหน่อย"

เสิ่นซีหัวเราะเบาๆ "พวกเราไม่คุ้นเคย แล้วใต้เท้าอันคุ้นเคยอย่างนั้นหรือ? เหตุผลที่เขาต้องการขยายสมาคมการค้าไปยังเมืองเอกของมณฑล แท้จริงแล้วก็คือการฉวยโอกาสรีดไถเงินทอง และยังสามารถใช้ชื่อสมาคมการค้าไปติดสินบนขุนนางเบื้องบนได้อีกด้วย..."

"น้าฮุ่ย น้าก็แค่มอบเงินให้เขา แล้วขอให้เขาช่วย 'วิ่งเต้น' ให้ เขาจะต้องรับเงินก้อนนั้นไว้อย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งเขาคงจะยักยอกเข้ากระเป๋าตัวเอง ส่วนที่เหลือก็จะนำไปเป็นของกำนัลให้ขุนนางผู้ใหญ่ เมื่อถึงตอนนั้น การที่สมาคมการค้าจะไปเปิดสาขาที่เมืองเอกของมณฑล ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากอะไรแล้วล่ะ"

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยด้วยความสงสัย "ใต้เท้าอันผู้นี้มีชื่อเสียงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เกรงว่าเขาคงจะไม่ยอมรับเงินก้อนนี้ไว้หรอกกระมัง?"

เสิ่นซีตอบกลับด้วยความมั่นใจ "หากน้าฮุ่ยไม่เชื่อ เช่นนั้นพวกเราก็มาคอยดูกันเถอะ"

จบบทที่ ตอนที่ 245 ขุนนางกังฉินเข้ารับตำแหน่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว