เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 237 ซื้อที่ดินกว้านซื้อเรือน

ตอนที่ 237 ซื้อที่ดินกว้านซื้อเรือน

ตอนที่ 237 ซื้อที่ดินกว้านซื้อเรือน


การที่เกาหมิงเฉิงถูกโยกย้ายไปรับตำแหน่งผู้ตรวจการมณฑลเหอหนาน นับเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งเมืองถิงโจว ฮุ่ยเหนียงและพรรคพวกที่เพิ่งจะวุ่นวายอยู่กับภารกิจบรรเทาทุกข์อุทกภัยจนหัวหมุน ก็ต้องจำใจรวบรวมสมาชิกสมาคมการค้าไปร่วมแสดงความยินดีและจัดงานเลี้ยงส่งให้แก่เกาหมิงเฉิงอีกระลอก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม่น้ำฮวงโหเกิดอุทกภัยใหญ่แทบทุกปี จนกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อความมั่นคงของราชสำนัก ทว่าเกาหมิงเฉิงกลับมัวแต่หลงระเริงอยู่กับความปีติยินดีที่ได้เลื่อนขั้น โดยมิได้ตระหนักเลยแม้แต่น้อยว่า ตำแหน่งใหม่นี้คือเผือกร้อนลวกมือที่รับมือได้ยากเย็นเพียงใด และด้วยความที่เขาจะต้องเดินทางขึ้นเหนือไปยังเหอหนานในเดือนเก้า ก่อนจะจากไป เกาหมิงเฉิงจึงฉวยโอกาสกอบโกยของกำนัลไปได้อีกไม่น้อย

(เชิงอรรถผู้แปล: เผือกร้อนลวกมือ (山芋烫手) ภาระหรือปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน โยนทิ้งก็ไม่ได้ ถือไว้ก็ลวกมือ)

แม้ในใจของฮุ่ยเหนียงจะรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง ทว่าหากสามารถจัดการปัญหาน้ำท่วมให้ผ่านพ้นไปได้ เพื่อให้ราษฎรได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้ง นั่นก็ถือเป็นสิ่งที่นางปรารถนาที่สุดแล้ว เงินทองที่ใช้เป็นของกำนัลมอบให้เกาหมิงเฉิงไป นางจึงไม่ได้รู้สึกเสียดายมากนัก

ในเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ สมาคมการค้าได้ทุ่มเททั้งกำลังทรัพย์และกำลังคนไปมากมาย จนกลายเป็นที่รักและศรัทธาของราษฎรในท้องถิ่น แม้กระทั่งร้านค้าที่เคยลังเลใจไม่ยอมเข้าร่วมสมาคมก่อนหน้านี้ หลังจากผ่านพ้นภัยพิบัติไปแล้ว ก็พากันกระตือรือร้นมาขอสมัครเข้าร่วมกันถ้วนหน้า และด้วยชื่อเสียงอันดีงามของสมาคมการค้า เมื่อขยายกิจการไปยังเมืองและอำเภอโดยรอบ ก็ล้วนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ทางการท้องถิ่นในแต่ละแห่ง

ก่อนหน้านี้ หานเสีย นายอำเภอหนิงฮว่า ซึ่งเป็นขุนนางบิดามารดาในพื้นที่ที่สมาคมการค้าตั้งอยู่ ก็เพิ่งจะถูกโยกย้ายไปรับตำแหน่งที่เมืองหนานจิง เนื่องจากมีผลงานโดดเด่นในการรับมือกับโรคระบาด มาบัดนี้ เกาหมิงเฉิงก็ยังได้เลื่อนขั้นจากเจ้าเมืองขึ้นเป็นผู้ตรวจการมณฑลโดยตรง ด้วยข้ออ้างเรื่องการจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าขุนนางทั้งสองจะเนรคุณไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ ทว่าขุนนางในพื้นที่โดยรอบก็ยังมีพวกผู้มีสายตาแหลมคมอยู่ไม่น้อย ในเมื่อสมาคมการค้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ ไฉนจึงไม่รีบชักนำให้มาลงทุนในพื้นที่ของตนเล่า? นอกจากจะมีคนคอยส่งส่วยให้แล้ว ยังสามารถสร้างผลงานได้อีกด้วย ไม่แน่ว่าในภายภาคหน้า อาจจะมีวาสนาเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานเหมือนอย่างหานเสียและเกาหมิงเฉิงบ้างก็เป็นได้

"...ทางฝั่งเมืองและอำเภอที่อยู่รอบ ๆ เมืองถิงโจว ข้าได้ติดสินบนบนล่างปูทางไว้คร่าว ๆ แล้ว รอเพียงให้พวกเราเปิดสาขาย่อยของสมาคมการค้าและโรงเงินไปตั้งที่นั่นเท่านั้น ข้าเตรียมจะโยกย้ายกำลังคนจากในตัวเมืองถิงโจวไปดูแลและบริหารจัดการงานที่นั่น อันที่จริงแล้ว ข้าควรจะไปลงพื้นที่ด้วยตัวเองถึงจะดีที่สุด ทว่า... การเดินทางไกลเช่นนี้ออกจะไม่สะดวกนัก"

หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อก็มานั่งทำบัญชีกันอย่างจริงจัง การบรรเทาทุกข์อุทกภัยในครั้งนี้ เมื่อรวมกับค่าของกำนัลที่มอบให้เกาหมิงเฉิงแล้ว สมาคมการค้าต้องสูญเสียเงินไปถึงสามพันตำลึง ซึ่งครึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นมาจากกระเป๋าของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ

เดิมทีโจวซื่อตั้งใจจะรับผิดชอบความเสียหายร่วมกันคนละครึ่ง ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบของนางในฐานะประธานสมาคมการค้า นางจึงควักเงินสดหนึ่งพันตำลึงออกมาในรวดเดียว ส่วนโจวซื่อนั้นเพียงแค่ช่วยสมทบทุนจากเงินเก็บของนางอีกห้าร้อยตำลึงเพื่ออุดช่องโหว่ก็เพียงพอแล้ว

โจวซื่อทอดถอนใจ "มีได้ก็ย่อมมีเสีย ทำกิจการโรงเงิน เอาเงินของผู้อื่นมาปล่อยกู้เพื่อกินกำไร เงินได้มาง่ายก็เสียง่ายเป็นธรรมดา น้องสาวอย่าได้เก็บไปใส่ใจให้มากความเลย ข้าเดาว่าคงใช้เวลาแค่ครึ่งปีหรือหนึ่งปี พวกเราก็น่าจะหาเงินที่เสียไปกลับคืนมาได้แล้วล่ะ"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มบาง ๆ "ข้าเกรงว่าพี่สาวจะเสียดายเงินน่ะสิเจ้าคะ"

โจวซื่อโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "จะเป็นไปได้อย่างไร เงินทองที่หามาได้ ตอนเกิดก็ไม่ได้พกมา ตอนตายก็เอาไปไม่ได้ สองปีมานี้จู่ ๆ ก็หาเงินได้ตั้งมากมายก่ายกอง ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะเอาไปทำอันใดดี ตอนนี้ก็ดีแล้ว ถือเสียว่าไม่ใช่ทรัพย์สินที่คู่ควรกับข้า ก็เลยต้องมีอันให้ผลาญจนหมดไป"

บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อล้วนประดับไปด้วยรอยยิ้ม

แม้ความสูญเสียในครั้งนี้จะดูเหมือนมหาศาล ทว่าลำพังเพียงแค่กำไรจากโรงพิมพ์ ในเวลาหนึ่งปีก็หาได้มากกว่าสามพันตำลึงแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อก่อนกิจการที่ทำกำไรได้มากที่สุดของทั้งสองครอบครัวคือโรงพิมพ์ ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นโรงเงินไปเสียแล้ว เมื่อโรงเงินเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ธุรกิจรับฝากและปล่อยกู้ก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ผลกำไรย่อมหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย

เมื่อสองพี่น้องปรึกษาหารือกันจนได้ข้อสรุป ฮุ่ยเหนียงก็พลันเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง "พี่สาว หลังจากเกิดภัยพิบัติใหญ่ในครั้งนี้ บ้านเรือนหลายแห่งในเมืองล้วนต้องได้รับการบูรณะซ่อมแซม คนที่ประกาศขายบ้านขายเรือนจึงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น น้องลองไปสืบเสาะดูทำเลร้านค้าและเรือนพักอาศัยขนาดใหญ่มาได้สองสามแห่ง แล้วก็เตรียมจะซื้อที่ดินนอกเมืองเพิ่มอีกสักหน่อย พี่สาวสนใจจะร่วมหุ้นด้วยหรือไม่เจ้าคะ?"

แม้ปากโจวซื่อจะบอกว่าไม่เสียดาย ทว่าในใจลึก ๆ กลับปวดร้าวแทบขาดใจ ทว่าพอได้ฟังคำพูดของฮุ่ยเหนียง นางก็โยนความอาลัยอาวรณ์เรื่องเงินทองทิ้งไปจนหมดสิ้นทันที "ถูกสักแค่ไหนเชียว? หากเป็นของดีละก็ พวกเราคงต้องกว้านซื้อมาให้มากหน่อยแล้ว"

ฮุ่ยเหนียงจึงอธิบายรายละเอียดให้โจวซื่อฟัง ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นอกจากการออกไปช่วยตั้งรกรากให้แก่ผู้ประสบภัยทั้งในและนอกเมืองแล้ว นางยังคอยสืบข่าวเรื่องการขายที่ดินและบ้านเรือนมาด้วย

ภัยพิบัติน้ำท่วมเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูร้อน การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จึงแทบจะหมดหวังอย่างแน่นอนแล้ว ครอบครัวที่ยังมีเสบียงตุนไว้บ้างก็ยังพอดูแลตัวเองได้ แต่สำหรับคนที่ไม่มีเสบียงตุนไว้เลย หากไม่ยอมขายที่ดินทิ้ง ก็คงไม่มีหนทางอื่นให้ประทังชีวิตต่อไปได้

"...สิ่งที่ข้าคิดไว้ก็คือ พวกเราจะรับซื้อที่ดินเหล่านั้นมา แล้วปล่อยเช่าให้ชาวบ้านกลุ่มเดิมเป็นผู้เช่าทำกิน พวกเราก็อย่าไปเก็บค่าเช่าพวกเขาให้แพงนัก ในภายภาคหน้าหากพวกเรามีเรื่องเดือดร้อนอันใด ชาวนาผู้เช่าเหล่านี้ก็คงพอจะช่วยเป็นหูเป็นตาให้เราได้บ้าง"

บนใบหน้าของโจวซื่อเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มแห่งความวาดหวัง "คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ผ่านไปแค่ไม่กี่ปี พวกเราก็มีเงินกว้านซื้อที่ดินปล่อยเช่าแล้ว ต่อไปพวกเราจะสามารถทำเหมือนคหบดีรายใหญ่ เลี้ยงอันธพาลสักสิบยี่สิบคนในบ้าน แล้วพาคนไปเดินเก็บค่าเช่าตามหมู่บ้านเพื่อวางอำนาจบาตรใหญ่ได้หรือไม่?"

ฮุ่ยเหนียงหัวเราะร่วน "หากพี่สาวชอบ จะทำเช่นไรก็ได้ทั้งนั้นเจ้าค่ะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ประเดี๋ยวน้องจะจัดการให้เอง ตอนนี้ที่นาสุกงอมหนึ่งหมู่ราคาเพียงแค่ห้าถึงหกตำลึงเท่านั้น พวกเราสามารถซื้อทีเดียวเป็นร้อยหมู่ได้เลยนะเจ้าคะ นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนเรือนพวกนี้ พี่สาวลองดูว่าถูกใจหลังไหน พวกเราจะได้ซื้อเก็บไว้ พอถึงสิ้นปีก็จะได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนหลังใหญ่ด้วยกัน"

โจวซื่อรับเอกสารข้อมูลที่ฮุ่ยเหนียงรวบรวมมาให้มาถือไว้ในมือ พลันรู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที "น้องสาว เจ้าดูข้าสิ ข้ามันก็แค่คนตาบอดคลำช้าง หากเป็นชื่อสมุนไพร ข้าอาจจะพออ่านออกบ้าง แต่ตัวอักษรพวกนี้ มันรู้จักข้า แต่ข้าไม่รู้จักมันเลยสักตัว"

(เชิงอรรถผู้แปล: ตาบอดคลำช้าง ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน (目不识丁) แปลตรงตัวว่า ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว หมายถึงอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เลย)

ฮุ่ยเหนียงอมยิ้มพลางอธิบายรายละเอียดทั้งหมด พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียให้โจวซื่อฟัง "...ล้วนแต่เป็นเรือนของตระกูลใหญ่ในเมืองทั้งนั้น ฮวงจุ้ยดีเลิศ ซื้อมาแล้วแค่เก็บกวาดตกแต่งอีกนิดหน่อยก็ย้ายเข้าไปอยู่ได้เลย เรือนที่ข้าเลือกมาล้วนอยู่ไม่ไกลกันนัก ภายภาคหน้าครอบครัวของพวกเราจะได้ไปมาหาสู่กันได้สะดวก"

โจวซื่อทอดถอนใจ "มีเงินนี่มันดีจริง ๆ เมื่อก่อนแค่บ้านในตัวอำเภอหนิงฮว่าก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะคิด ทว่าบัดนี้กลับสามารถเลือกซื้อบ้านในระดับเมืองได้ตามใจชอบแล้ว คงต้องรบกวนให้น้องสาวเป็นคนตัดสินใจก็แล้วกัน เลือกได้เมื่อใดค่อยพาข้าไปดู ไอ้เด็กทึ่ม ได้ยินหรือไม่ อีกไม่นานพวกเราก็จะได้ย้ายบ้านใหม่กันแล้วนะ"

เสิ่นซีที่อ้างว่ากำลังทบทวนตำราเพื่อยืนแอบฟังพวกนางคุยกันมาตลอด เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธ "ท่านแม่ พวกเราอยู่ที่นี่ก็สุขสบายดีอยู่แล้วมิใช่หรือขอรับ?"

"ไอ้เด็กเวร! เมื่อไม่กี่วันก่อนยังบ่นกระปอดกระแปดกับแม่อยู่เลยว่าคนในบ้านเยอะเกินไป มาตอนนี้กลับลุกขึ้นมาพูดจาขัดคอเสียอย่างนั้น สรุปว่าในบ้านนี้มีแต่เจ้าใช่หรือไม่ที่เอาใจยากที่สุด?" โจวซื่อเริ่มสบถด่าทออีกครา

ฮุ่ยเหนียงรีบเอ่ยปราม "พี่สาวกล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ เสี่ยวหลางนั้นมีปณิธานสูงส่งและวิสัยทัศน์กว้างไกล สมควรได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี การที่สองครอบครัวของพวกเรามีชีวิตที่สุขสบายได้ถึงเพียงนี้ เสี่ยวหลางนับว่ามีคุณูปการใหญ่หลวง ต่อไปพวกเราควรจะรับฟังความคิดเห็นของเขาให้มากขึ้น เสี่ยวหลางเอ๋ย รอให้ย้ายบ้านก่อนเถิด น้าจะจัดห้องนอนใหญ่ให้เจ้าสักห้อง แล้วก็จะเตรียมห้องหนังสือที่กว้างขวางให้เจ้าด้วย จะได้อ่านหนังสืออย่างสบายใจ..."

เสิ่นซียิ้มบาง ๆ โดยไม่แสดงความคิดเห็นอันใดเพิ่มเติม อันที่จริงแล้ว เขากลับชื่นชอบการที่ทั้งสองครอบครัวได้อยู่รวมกันอย่างใกล้ชิดเช่นนี้มากกว่า การได้พึ่งพาร้านขายยาและโรงพิมพ์เพื่อทำมาค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปวัน ๆ เป็นชีวิตที่มีเป้าหมายและไม่สะดุดตาจนเกินไปนัก เป็นชีวิตที่ราบเรียบแต่เต็มอิ่ม น่าเสียดายที่บัดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่อาจหวนกลับไปเป็นเหมือนวันวานได้อีกแล้ว

ฮุ่ยเหนียงนั้นทำงานรวดเร็วเด็ดขาด ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน หลังจากผ่านพ้นเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปได้ไม่นาน นางก็จัดการเรื่องกว้านซื้อที่ดินนอกเมืองจนเสร็จสรรพเรียบร้อย

รวมทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบหมู่

เนื่องจากต้องปล่อยเช่าให้เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้ทำกิน อีกทั้งชาวนาเหล่านั้นก็ยังรู้สึกซาบซึ้งใจที่สมาคมการค้าให้ความช่วยเหลือในช่วงภัยพิบัติ พวกเขาจึงเสนอราคาให้ฮุ่ยเหนียงอย่างราคาเป็นธรรม โดยเฉลี่ยแล้วตกหมู่ละห้าตำลึงเท่านั้น ที่ดินหนึ่งร้อยยี่สิบหมู่จึงใช้เงินไปเพียงหกร้อยตำลึง

เมื่อได้รับโฉนดที่ดินและสัญญาซื้อขายกลับมา โจวซื่อก็ประคองโฉนดในส่วนของนางไว้ในมือ ลูบคลำไปมาด้วยความชื่นชอบจนวางไม่ลง

เมื่อก่อนตั๋วเงินที่เสิ่นซีพิมพ์ออกมา นางไม่เคยให้ราคาเลยแม้แต่น้อย สาเหตุหลักก็คือ นางรู้สึกว่าตั๋วเงินพวกนั้นอยากจะพิมพ์ออกมามากเท่าไรก็ได้ จึงไม่รู้สึกว่าเป็นของหายาก ทว่าโฉนดที่ดินเหล่านี้กลับเป็น 'ทรัพย์สิน' ของแท้ที่จับต้องได้ ที่สามารถสืบทอดส่งต่อให้ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปได้

"...ส่วนนี้ให้เจ้า ส่วนนี้ให้ลูกสิบ ส่วนนี้... เฮ้อ ช่างเถอะ แม่ยังต้องเก็บไว้เป็นทุนรอนยามแก่เฒ่า พวกเจ้าเป็นเด็กเป็นเล็ก โตขึ้นก็ไปหาเงินเอาเอง อย่ามาหวังพึ่งเงินของแม่เลย"

โจวซื่อที่เพิ่งจะทำใจกว้าง "แบ่ง" ทรัพย์สินให้ลูก ๆ ได้เพียงครู่เดียว ก็พลันตระหนี่ถี่เหนียวขึ้นมากะทันหัน นางรีบกวาดโฉนดที่ดินที่แบ่งออกเป็นสามกองเมื่อครู่ กลับมารวบตึงไว้ในกำมือของตนเองจนหมดสิ้น

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "หากในภายภาคหน้า พวกเจ้าคนใดคนหนึ่งไม่เอาถ่าน ไม่รู้จักกตัญญูรู้คุณ หลังจากที่แม่ตายไปแล้ว ที่ดินพวกนี้ก็อย่าหวังจะได้แตะต้องเลยแม้แต่กระเบียดนิ้ว... จริงสิ ไอ้เด็กทึ่ม แม่เห็นว่าเจ้ามีความสามารถพอตัว ภายภาคหน้าเจ้าก็อย่าได้รังแกน้องชายของเจ้าเชียวนะ..."

บางทีอาจจะเป็นเพราะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ตระกูลเสิ่นเกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย พี่น้องแตกคอกัน เดิมทีตระกูลเสิ่นก็เป็นเพียงครอบครัวที่ตกต่ำยากจนอยู่แล้ว ทว่ากลับยังต้องมาแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเอง จนนางรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทน นางจึงอดเป็นกังวลไม่ได้ว่าลูก ๆ ของนางจะดำเนินรอยตามในอนาคต

"ท่านแม่ ท่านวางใจเถิดขอรับ ภายภาคหน้าข้าจะดูแลน้อง ๆ ราวกับเป็นคนสำคัญที่สุดของข้า เลยทีเดียว" เสิ่นซีเอ่ยพร้อมกับยิ้มแป้น

"น้องสาวเจ้าพอโตขึ้นก็ต้องแต่งงานออกเรือนไป ยังจะต้องให้เจ้ามาคอยทะนุถนอมอีกหรือ? ตอนที่แม่เพิ่งแต่งเข้าตระกูลเสิ่นของพวกเจ้าใหม่ ๆ ลุงของเจ้าหลายคนก็ดีกับพ่อของเจ้ามาก แต่พอต่างคนต่างก็มีภรรยาเป็นของตัวเองแล้วเล่า? แม่เกรงว่าในภายภาคหน้าพอเจ้ามีภรรยา..." พูดมาถึงตรงนี้ โจวซื่อก็พลันตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "อัยหยา ข้าจะมาเปลืองน้ำลายกับเจ้าเพื่อการใดกันเนี่ย แม่ไปคุยกับไต้เอ๋อร์ดีกว่า ไสหัวไป ไสหัวไปอ่านหนังสือตำราเสีย!"

แท้จริงแล้วโจวซื่อเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า การจะทำให้ลูก ๆ ของนางปรองดองรักใคร่กลมเกลียวกันนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือการอบรมบ่มนิสัยของหลินไต้ในฐานะ "พี่สะใภ้ใหญ่" ให้ดีเสียก่อน ท้ายที่สุดแล้วพี่สะใภ้ใหญ่เปรียบดั่งมารดา หากหลินไต้มีจิตใจเมตตาอารี ลูกคนอื่น ๆ ของนางก็ย่อมได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ดังนั้น หลินไต้ที่กำลังสับสนมึนงงจึงถูกโจวซื่อลากตัวมาเทศนาสั่งสอนเรื่องหลักสามเชื่อฟัง สี่คุณธรรมชุดใหญ่

หลินไต้รับฟังถ้อยคำที่นางเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนัก นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง นางจึงทำได้เพียงส่งสายตาอ้อนวอนไปทางเสิ่นซี

เสิ่นซียักไหล่และผายมือออกเป็นเชิงบอกว่า ท่านแม่ต้องการคุยกับเจ้า ข้าเองก็จนปัญญาเหมือนกัน

หลินไต้ถลึงตาใส่เสิ่นซีแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปทนฟังโจวซื่อบ่นกระปอดกระแปดต่อไป

ในขณะนั้นเอง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เดินออกมาจากโกดังหลังบ้าน พลางส่งยิ้มหวานพลางเอ่ยทัก "พี่สาวกำลังอบรมลูกสะใภ้อยู่หรือเจ้าคะ?"

โจวซื่อตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก "ก็ใช่น่ะสิ ต้องรีบอบรมลูกสะใภ้ให้ดีเสียแต่เนิ่น ๆ ภายภาคหน้าหากน้องอวิ้นเอ๋อร์มีลูก... น้องอวิ้นเอ๋อร์เองก็ควรจะอบรมน้อง ๆ ของเจ้าให้ดีเช่นกันนะ"

โจวซื่อพูดไปได้เพียงครึ่งประโยคก็เพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากพูดจาไม่ระวังออกไป เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ในยามนี้อายุใกล้จะยี่สิบปีแล้ว อายุอานามปานนี้แล้วยังไม่ได้แต่งงานออกเรือน เรียกได้ว่าเป็น "สตรีที่ล่วงเลยวัยออกเรือน" อย่างเต็มตัว

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับไม่ได้ถือสาหาความอันใด นางหัวเราะพลางเอ่ย "พวกเราล้วนเป็นพี่น้องกันทั้งนั้น มีสิ่งใดต้องระแวดระวังปิดบังกันด้วยหรือเจ้าคะ? มีอะไรก็พูดออกมาเถิด ภายภาคหน้าข้าเองก็ไม่อยากจะกลายเป็นสตรีที่ล่วงเลยวัยออกเรือน ที่ไม่มีใครเอาหรอกนะเจ้าคะ..."

ทว่าคำพูดประโยคนี้ของนาง กลับไปพาดพิงถึงฮุ่ยเหนียงเข้าอย่างจัง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หันซ้ายแลขวา เมื่อแน่ใจว่าฮุ่ยเหนียงไม่ได้อยู่ในร้านขายยา นางก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นอกจากฮุ่ยเหนียงจะยุ่งอยู่กับการเป็นธุระจัดการกว้านซื้อที่ดินและบ้านให้ตัวเองกับโจวซื่อแล้ว นางยังควักกระเป๋าตัวเองซื้อเรือนที่ครอบครัวตระกูลเซี่ยพักอาศัยอยู่ เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแทนใจสำหรับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อีกด้วย

กลยุทธ์ซื้อใจของฮุ่ยเหนียงในครั้งนี้นับว่าได้ผลอย่างดีเยี่ยม ยามนี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่ได้มีท่าทีอึดอัดเกร็งเหมือนตอนที่เพิ่งมาถึงใหม่ ๆ อีกต่อไป หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป นางถึงกับสั่งให้รื้อฉากกั้นที่ใช้บังสายตาเวลาตรวจโรคออกไปจนหมดสิ้น แล้วหันมาทำหน้าที่เป็นหลงจู๊คนที่สามของร้านขายยาอย่างเต็มตัว

ในบรรดาพี่น้องร่วมสาบานทั้งสามคนของร้านขายยา ผู้ที่มีความสุขที่สุดก็คงหนีไม่พ้นโจวซื่อ นางมีสามีที่รักใคร่ทะนุถนอม มีลูก ๆ อยู่เคียงข้างกาย ซ้ำยังมีเสิ่นซีที่ฉลาดเฉลียวคอยสร้างเชิดหน้าชูตาให้นางอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ฮุ่ยเหนียงและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้แต่เฝ้ามองด้วยความอิจฉา ทว่าก็มิอาจไขว่คว้ามาครอบครองได้

จบบทที่ ตอนที่ 237 ซื้อที่ดินกว้านซื้อเรือน

คัดลอกลิงก์แล้ว