- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 236 สวรรค์ไม่เป็นใจ
ตอนที่ 236 สวรรค์ไม่เป็นใจ
ตอนที่ 236 สวรรค์ไม่เป็นใจ
มวลน้ำมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมตัวเมือง ราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำทางทิศตะวันออกและทิศใต้ของเมืองล้วนตกเป็นผู้ประสบภัยก่อนเป็นอันดับแรก พวกเขาจำต้องอพยพออกจากถนนหนทางที่เคยอยู่อาศัย แล้วถอยร่นไปหลบภัยยังเขาว่อหลงทางทิศเหนือของเมือง
ส่วนพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำถิงเจียงและแม่น้ำสาขาที่ไหลผ่านตัวเมืองนั้น ผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็ถูกน้ำท่วมมิดจนแปรสภาพเป็นเมืองบาดาลไปโดยสมบูรณ์
ทางฝั่งทิศตะวันตกของเมืองนั้น เนื่องจากอยู่ติดกับเขาซีซาน ภูมิประเทศจึงค่อนข้างสูงกว่า ทว่าโดยพื้นฐานแล้วก็ยังคงท่วมน้ำเช่นกัน ผู้คนส่วนมากจึงอพยพออกจากเมืองเพื่อถอยร่นขึ้นไปบนเขาซีซาน
ครอบครัวตระกูลลู่และครอบครัวตระกูลเสิ่นนั้นเลือกที่จะพักอาศัยอยู่บนชั้นสองของร้านขายยา ต่อมาเมื่อฮูหยินเซี่ยและลูก ๆ ประสบปัญหา พวกนางจึงจำต้องย้ายเข้ามาอาศัยรวมกันด้วย ทำให้ชั้นสองของร้านขายยาแออัดยัดเยียดขึ้นมาทันตาเห็น เมื่อนับรวมคนแก่และเด็กแล้วก็มีจำนวนถึงยี่สิบชีวิต ปัญหาเรื่องปากท้องและการขับถ่ายจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที
เนื่องจากผู้คนในร้านขายยามีแต่สตรีและเด็กเล็ก เสิ่นหมิงจวินจึงไม่สะดวกที่จะกลับมาพักด้วย เขาจึงตัดสินใจพักอาศัยและคอยดูแลอยู่ที่โรงพิมพ์แทน พื้นที่บริเวณโรงพิมพ์นั้นตั้งอยู่บนเนินเขาสูงพอดี เมื่อเทียบกับพื้นที่โดยรอบแล้วก็มีความสูงต่างกันอยู่นับสิบฉื่อ จึงรอดพ้นจากน้ำท่วมมาได้อย่างหวุดหวิด ทว่าบริเวณนี้ก็กลับกลายเป็นที่พักพิงของเหล่าราษฎรไร้บ้านจำนวนมากที่แห่แหนกันมาหลบภัย
(เชิงอรรถผู้แปล: ฉื่อ (尺) มาตราวัดความยาวของจีน 1 ฉื่อประมาณ 33.3 เซนติเมตร)
ในยามนี้หากต้องการจะเดินทาง ล้วนต้องพึ่งพาเรือเป็นหลัก ฮุ่ยเหนียงยังคงยืนกรานที่จะเดินทางไปยังหอการค้าของสมาคมการค้าซึ่งน้ำท่วมไม่ถึงเพื่อจัดการธุระต่างๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยเหตุนี้ เรือมีประทุนลำใหม่ที่กองเรือเพิ่งจะซื้อมาได้ไม่นาน จึงต้องแล่นไปมาระหว่างหอการค้าของสมาคมการค้าและร้านขายยาอยู่เสมอ
ในช่วงเวลาหลายวันที่น้ำท่วมเมือง ฮุ่ยเหนียงกลับยิ่งยุ่งวุ่นวายมากกว่ายามปกติเสียอีก ธุระที่นางต้องจัดการในยามนี้มิใช่เรื่องเกี่ยวกับการค้าขายอีกต่อไป ทว่ากลับกลายเป็นการช่วยทางการบรรเทาทุกข์ราษฎร
ก่อนหน้านี้ในตอนที่เริ่มมีคำสั่งให้รับมือกับอุทกภัย เกาหมิงเฉิงเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในที่ว่าการเมือง ไม่เคยแม้แต่จะย่างกรายไปตรวจดูตลิ่งกั้นน้ำเลยสักครั้ง ทว่าเมื่อน้ำทะลักเข้าท่วมเมือง ในที่สุดเขาก็สติแตก เงินทองที่ยักยอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ เขาก็ไม่กล้าเก็บซ่อนไว้อีกต่อไป... หลังจากเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ราชสำนักย่อมต้องส่งขุนนางลงมาตรวจราชการและสืบสวนเรื่องราวอย่างแน่นอน หากความลับเรื่องที่เขาทุจริตแตกออกไป ตามกฎหมายต้าหมิงแล้ว เขาย่อมต้องถูกลงโทษสถานหนักถึงขั้นถลกหนังเลาะกระดูก และคนในครอบครัวก็จะถูกลดขั้นให้กลายเป็นทาสอีกด้วย
ทุกวันนี้เสิ่นซีเอาแต่นั่งว่างงาน ไม่มีอะไรให้ทำ เนื่องจากไม่ต้องไปเรียนที่สถานศึกษาแล้ว เขาจึงทำได้เพียงนั่งเขียน ๆ วาด ๆ อยู่แต่ในห้อง บนชั้นสองนี้เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เสียงดังจอแจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องชายและน้องสาวฝาแฝดของเขาที่เพิ่งจะอายุได้เพียงไม่กี่เดือน เมื่อร้องไห้ขึ้นมาทีไร เสียงก็ดังลั่นไปทั่วทั้งชั้น
น้องชายและน้องสาวฝาแฝดของเสิ่นซีคู่นี้ ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อเป็นผู้ตั้งชื่อให้ คนพี่เป็นผู้หญิงให้ชื่อว่า ‘เสิ่นอี้เอ๋อร์’ ส่วนคนน้องเป็นผู้ชาย มีศักดิ์เป็นหลานชายคนที่สิบของตระกูล จึงให้ชื่อว่า ‘เสิ่นอวิ้น’
โจวซื่อที่เพิ่งจะคลอดบุตร อารมณ์จึงยังไม่ค่อยคงที่นัก ประกอบกับเสียงรบกวนอันน่ารำคาญจากชั้นบน เมื่อรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมา นางก็มักจะอดไม่ได้ที่จะด่าทอออกมาเสียงดังลั่น คราวนี้ก็เลยเดือดร้อนไปถึงบรรดาสาวใช้ที่ต้องทนฟังเสียงตวาดด่าอยู่ทั้งวัน
บนชั้นสองมีห้องหับอยู่เพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น แม้ว่าสมุนไพรส่วนใหญ่จะถูกย้ายไปเก็บไว้ที่โรงพิมพ์และหอการค้าของสมาคมการค้าได้ทันท่วงที ทว่าก็ยังคงมีสมุนไพรบางส่วนหลงเหลืออยู่เพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุไม่คาดฝัน เมื่อคนทั้งสามครอบครัวต้องมาอัดแน่นรวมกัน ต่อให้ปูที่นอนบนพื้นก็ยังดูคับแคบแออัดไปถนัดตา
ในขณะที่เสิ่นซีกำลังสอนเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองให้ท่องตำราและคัดอักษรอยู่นั้น ข้างกายของเขาก็มีลูกศิษย์เพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน ซึ่งก็ล้วนเป็นน้อง ๆ ของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั่นเอง
บิดาของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีภรรยาเอกและอนุภรรยารวมแล้วสี่คน แม้ว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะไม่ค่อยชอบหน้าน้อง ๆ ที่เกิดจากพวกอนุภรรยามากนัก แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ก่อนหน้านี้นางได้ส่งน้องชายทั้งสองคนไปเรียนที่สถานศึกษาแล้ว ทว่าสำหรับน้องสาวนั้น นางกลับไร้ปัญญาจะสั่งสอน ยามนี้เมื่อมีโอกาสได้เรียนหนังสือกับเสิ่นซี นางจึงยกมือเห็นด้วยอย่างเต็มที่
ถึงอย่างไรเสีย หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ก็ร่ำเรียนกับเสิ่นซีมาเป็นเวลานานแล้ว พวกนางจึงสามารถจดจำตัวอักษรได้เป็นส่วนใหญ่ ทว่าน้องสาวทั้งสองของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้นกลับไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว เสิ่นซีจึงทำได้เพียงเริ่มสอนใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ลู่ซีเอ๋อร์รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง
ในยามปกติที่ลู่ซีเอ๋อร์ยอมญาติดีกับหลินไต้ นั่นก็เป็นเพราะหลินไต้มีฐานะเป็นถึง 'ว่าที่ภรรยา' ของเสิ่นซี แม้นางจะอายุยังน้อย แต่นางก็รู้ดีว่าไม่สมควรไปล่วงเกินหลินไต้ ทว่าตอนนี้จู่ ๆ กลับมีเด็กผู้หญิงหน้าไหนก็ไม่รู้โผล่มาตั้งสองคน แถมยังมาแย่ง 'พี่เสิ่นซี' ไปจากนางอีก เด็กน้อยจึงเอาแต่จ้องเขม็งอยู่ทั้งวัน และบางครั้งก็จงใจก่อกวนให้วุ่นวาย
สองวันหลังจากที่น้ำท่วมเมือง ภายในเมืองก็เริ่มมีข่าวคนตายแพร่สะพัดออกมาอย่างต่อเนื่อง
ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ล้วนเป็นราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ เมื่อมีผู้เสียชีวิตปรากฏขึ้น ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคระบาดในเมืองก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
หลังจากเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ย่อมตามมาด้วยโรคระบาดครั้งใหญ่ อันที่จริงแล้วสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริงนั้นมิใช่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หากแต่เป็น 'ภัยจากน้ำมือมนุษย์' ที่ตามมาหลังจากนั้นต่างหาก ในยุคสมัยนี้ยังไม่มียาปฏิชีวนะ ทั้งยังขาดแคลนมาตรการป้องกันโรคระบาดที่จำเป็น เมื่อน้ำลด แหล่งน้ำก็จะปนเปื้อน ราษฎรจึงล้มป่วยได้ง่าย ประกอบกับการที่ราษฎรมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก โรคระบาดจึงสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
ยามนี้สมาคมการค้าต้องรับภาระหนักอึ้งในการช่วยทางการรับมือกับอุทกภัย ฮุ่ยเหนียงนั้นทั้งมีลูกน้องในสังกัดและมีอิทธิพลในการระดมผู้คน เสิ่นซีจึงทำได้เพียงอาศัยประสบการณ์และความรู้ของตน ถ่ายทอดผ่านฮุ่ยเหนียงเพื่อหาทางป้องกันโรคระบาด
ในสถานการณ์ที่ยารักษาโรคขาดแคลน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการดูแลเรื่องสุขอนามัยของน้ำดื่มน้ำใช้ ลำดับต่อมาคือการแบ่งพื้นที่พักอาศัยของผู้อพยพออกเป็นสัดส่วน และรณรงค์ให้ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างราษฎรด้วยกันให้มากที่สุด หากพบผู้ป่วยก็ต้องรีบแยกตัวออกมากักบริเวณ และตามหมอมาตรวจรักษาโดยเร็วที่สุด
นับตั้งแต่โรคฝีดาษระบาดเมื่อไม่กี่ปีก่อน ฮุ่ยเหนียงก็ได้รับความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดมาบ้างแล้ว ประกอบกับการมีเสิ่นซีคอยชี้แนะอยู่เบื้องหลัง นางจึงสามารถร่างข้อเสนอและยื่นเรื่องต่อทางการได้อย่างรวดเร็ว
เกาหมิงเฉิงกำลังทำตัวไม่ถูกด้วยเกรงว่าอนาคตของตนอาจจะดับวูบลงเพราะอุทกภัยในครั้งนี้ จู่ ๆ ก็มีคนมาเสนอแผนรับมืออุทกภัยให้ เมื่อเขาอ่านจบก็เห็นชอบด้วยทันที
ข้อเสนอข้อแรกในแผนรับมืออุทกภัยที่เสิ่นซีร่างขึ้นมาก็คือ การจัดตั้งคณะกรรมการบรรเทาทุกข์ขึ้นมาเป็นอันดับแรก
โดยให้เจ้าเมืองถิงโจวและนายอำเภอฉางถิงเป็นแกนนำ และให้ตัวแทนจากสมาคมการค้า คหบดีในเมือง ฝางเจี่ย และกลุ่มชาวบ้าน เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน โดยอาศัยกำลังคนจากสมาคมการค้าและทางการ ผนวกกับเงินทองและสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่เรี่ยไรมาจากสมาคมการค้าและเหล่าคหบดี เพื่อใช้ในการอพยพและจัดสรรที่พักอาศัยให้แก่ราษฎรในเมือง เรื่องน้อยใหญ่ทั้งหมดภายในเมืองล้วนต้องให้คณะกรรมการบรรเทาทุกข์เป็นผู้รับผิดชอบดูแล
(เชิงอรรถผู้แปล: ฝางเจี่ย (坊甲) คือ ตำแหน่งผู้นำชุมชนหรือหัวหน้าแขวงในเขตเมืองตามระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นของจีนโบราณ)
ในช่วงแรก เกาหมิงเฉิงยังพอจะลงมือทำงานด้วยตนเองได้บ้าง เนื่องจากเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันต่ออนาคตของตนเอง จึงลงพื้นที่ไปตรวจตราตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมืองด้วยตนเอง ทว่าเมื่อระดับน้ำในเมืองเริ่มลดลง ซากศพที่ลอยน้ำมาก็เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งภายในเมืองก็เริ่มมีโรคระบาดขนาดย่อมเกิดขึ้นแล้ว เกาหมิงเฉิงซึ่งเกรงว่าตนที่แก่ชราและร่างกายอ่อนแอจะติดโรคระบาดไปด้วย จึงตัดสินใจหมกตัวอยู่แต่ในที่ว่าการเมืองไม่ยอมออกไปไหน ซ้ำร้าย รองเจ้าเมือง ทงพ่าน (ผู้ช่วยเจ้าเมือง) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการก็พากันละทิ้งหน้าที่ เขาจึงกัดฟันสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของที่ว่าการเมืองทั้งหมดไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของนายอำเภอฉางถิงแทน
นายอำเภอเหออิงเซิงนั้นเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวและกลัวจะมีเรื่องมีราว แม้ว่าเขาจะดำรงตำแหน่งเป็นถึงป่ายหลี่โหวที่ปกครองบ้านเมือง แต่ก็มักจะถูกเจ้าเมืองกดหัวอยู่เสมอ ในยามนี้เจ้าเมืองคิดจะปัดความรับผิดชอบมาให้เขา เขาก็ยิ่งทำตัวได้เฉียบขาดกว่า ด้วยการโยกย้ายกำลังคนทั้งหมดไปให้ฮุ่ยเหนียงซึ่งเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งคณะกรรมการบรรเทาทุกข์รับช่วงต่อเสียเลย
(เชิงอรรถผู้แปล: ป่ายหลี่โหว (百里侯) คำเรียกขานเชิงยกย่องตำแหน่งนายอำเภอ หมายถึงเจ้าผู้ครองแคว้นร้อยลี้)
ไป ๆ มา ๆ บรรดาเจ้าหน้าที่ทางการที่เคยเดินกร่างวางอำนาจบาตรใหญ่ในยามปกติ ก็ทำได้เพียงวิ่งรอกตามก้นฮุ่ยเหนียงและเหล่าคหบดีไปมาเพื่อรอรับคำสั่งเท่านั้น เจ้าหน้าที่ศาลระดับล่างที่ชาวบ้านมักจะเกลียดชังเข้าไส้เหล่านี้ เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้รับการยกย่องและพึ่งพาจากชาวบ้าน แน่นอนว่าเพื่อรักษาชามข้าวเหล็กของตนเอาไว้ เจ้าหน้าที่พวกนี้ก็จำต้องทำงานอย่างแข็งขันเช่นกัน
ในที่สุด หลังจากที่น้ำท่วมเมืองมานานนับสิบกว่าวัน ระดับน้ำในเมืองก็ค่อย ๆ ลดลง
ราษฎรต่างพากันทยอยกลับสู่บ้านเรือนของตน เพื่อเริ่มต้นบูรณะซ่อมแซมที่อยู่อาศัยขึ้นมาใหม่ ทว่าสภาพอันพังทลายย่อยยับที่ปรากฏแก่สายตานั้น กลับทำให้พวกเขาถึงกับทำตัวไม่ถูก เมืองถิงโจวที่เคยเจริญรุ่งเรือง หลังจากน้ำลด กำแพงเมืองทางทิศใต้และทิศตะวันออกก็พังทลายลงไปเกือบครึ่ง ภายในเมืองเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง บ้านเรือนหลายหลังที่ทรุดโทรมขาดการซ่อมแซมมานาน ก็พากันพังครืนลงมาเพราะถูกน้ำท่วมขังในครั้งนี้
ครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ก็พากันง่วนอยู่กับการจัดงานศพ ทั่วทั้งเมืองล้วนเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญและภาพอันน่าเวทนา
ภายในเมืองยังย่ำแย่ถึงเพียงนี้ นอกเมืองยิ่งไม่ต้องพูดถึง
และแล้วในเวลาเช่นนี้เอง เกาหมิงเฉิงและเหออิงเซิงก็ยอมโผล่หัวออกมาในที่สุด พวกเขาใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก เดินทางไป "ตรวจตรา" สถานการณ์ภัยพิบัติและให้กำลังใจราษฎรทั้งในและนอกเมือง
หลังจากน้ำลด น้ำในบ่อก็ล้วนถูกปนเปื้อนจนหมดสิ้น ไม่อาจนำมาดื่มกินได้อีกต่อไป ราษฎรในเมืองหากต้องการจะดื่มน้ำ ล้วนต้องเดินทางไปหาบน้ำพุจากเขาว่อหลงทางทิศเหนือ และเขาซีซานทางทิศตะวันตกเท่านั้น ต่อให้ฮุ่ยเหนียงจะเป็นถึงประธานสมาคมการค้า ทว่านางก็มิได้มีอภิสิทธิ์เหนือผู้ใด ซิ่วเอ๋อร์และหนิงเอ๋อร์ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ไปเข้าแถวรอ กว่าจะได้น้ำเต็มสองถังกลับมาก็ปาเข้าไปยามบ่ายคล้อย ซึ่งน้ำจำนวนนี้ก็เพียงพอสำหรับประทังชีวิตทั้งสามครอบครัวไปได้แค่วันเดียวเท่านั้น
ส่วนพวกที่กล้าเสี่ยงดื่มน้ำบ่อ ไม่นานนักก็ทยอยล้มป่วยกันเป็นแถว เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ในฐานะหมอพิเศษของสมาคมการค้า จึงต้องทำงานง่วนอยู่กับการตรวจรักษาคนไข้จนหัวหมุน
หลังจากน้ำลด ร้านขายยาก็เริ่มจัดระเบียบสมุนไพรใหม่
เคราะห์ดีที่ก่อนหน้านี้มีพายุฝนตกลงมาอย่างหนัก จึงพอให้ได้เตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า สมุนไพรของร้านขายยาตระกูลลู่ส่วนใหญ่ถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ก่อนแล้ว การจัดเก็บจึงนับว่าเรียบร้อยรัดกุม ไม่ได้รับความเสียหายอันใดมากนัก
สิ่งแรกที่ฮุ่ยเหนียงทำหลังจากภัยพิบัติผ่านพ้นไป ก็คือการออกคำสั่งห้ามร้านขายยาทุกแห่งในเมืองขึ้นราคาสมุนไพรอย่างเด็ดขาด ส่วนร้านค้าอื่น ๆ ในสมาคมที่ขายสินค้าประเภทอื่น ก็ห้ามขึ้นราคาสินค้าเกินสองส่วน มิเช่นนั้นจะถูกขับออกจากสมาคมการค้า และส่งตัวให้ทางการดำเนินคดีตามกฎหมาย
มาตรการของสมาคมการค้าข้อนี้ บังเกิดผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม และมีบทบาทสำคัญยิ่งยวดในการช่วยให้ราษฎรก้าวผ่านช่วงเวลาหลังภัยพิบัติไปได้อย่างราบรื่น
ในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา บทบาทที่ฮุ่ยเหนียงได้แสดงให้เห็นนั้น สำคัญยิ่งกว่าเกาหมิงเฉิงซึ่งเป็นถึงเจ้าเมืองเสียอีก
ยามที่ราษฎรต้องเผชิญกับภัยพิบัติจนแทบสิ้นหวัง สิ่งที่พวกเขาได้เห็นนั้น หาใช่เหล่าขุนนางที่เอาแต่นั่งชูคออยู่บนหอคอยงาช้างไม่ ทว่ากลับเป็นเรือกู้ภัยที่ฮุ่ยเหนียงนำกลุ่มออกไปช่วยเหลือด้วยตนเองต่างหาก
เมื่อก่อนราษฎรในตัวเมืองมักจะตั้งแง่และมีอคติต่อสมาคมการค้า ทว่ามาบัดนี้ พวกเขาถึงเพิ่งจะได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่สมาคมการค้าเมืองถิงโจวได้มอบให้
หลังจากเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ราษฎรก็เริ่มลงมือบูรณะซ่อมแซมบ้านเรือน ทว่าทุกอย่างกลับดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
หลังจากเส้นทางสัญจรทั้งทางน้ำและทางบกกลับมาใช้งานได้ตามปกติ สิ่งแรกที่ฮุ่ยเหนียงทำก็คือการเร่งระดมเสบียงอาหารและสิ่งของจำเป็นจากเจียงซีและหูกว่างอย่างเร่งด่วน โดยอาศัยความได้เปรียบของสมาคมการค้าที่สามารถจัดหาสินค้าได้โดยตรง นางปฏิเสธที่จะทำมาค้าขายกับพวกพ่อค้าเร่ที่ฉวยโอกาสมักง่ายฉวยโอกาสกักตุนสินค้า สินค้าทั้งหมดล้วนถูกนำมาขายในเมืองด้วยราคาเป็นธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ค่าขนส่งและค่าแรงงานทั้งหมด ทางสมาคมการค้าก็ยังเป็นผู้ออกให้เองอีกด้วย
พวกพ่อค้าเร่ที่เดิมทีตั้งใจจะฉวยโอกาสกอบโกยกำไรจากอุทกภัยในครั้งนี้ พอเห็นสมาคมการค้าใช้ไม้ตายเช่นนี้ ก็ถึงกับต้องหดหัวกลับไปทันที
พวกเจ้าแน่มาก ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้วก็ได้ ข้าขนไปขายที่อื่นก็ได้กำไรเหมือนกัน ถึงอย่างไรเสียคราวนี้ทั่วทั้งมณฑลฝูเจี้ยนก็มีพายุฝนตกลงมาอย่างหนัก พื้นที่ที่ประสบภัยก็ไม่ได้มีแค่เมืองถิงโจวของเจ้าที่เดียว สมาคมการค้าของเจ้าคุมเมืองถิงโจวได้ แต่คุมเมืองอื่นไม่ได้หรอก
หลังจากย่างเข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อนในปีนี้ พายุฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโห แม่น้ำหวยเหอ แม่น้ำฉางเจียง แม่น้ำเฉียนเจียง แม่น้ำหมิ่นเจียง แม่น้ำถิงเจียง และแม่น้ำซีเจียง ล้วนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดจากการรับมืออุทกภัย
เกาหมิงเฉิงหวาดกลัวว่าตนเองจะหมดอนาคตในเส้นทางขุนนางเพราะทำงานบรรเทาทุกข์ล่าช้า ทว่าอันที่จริงแล้ว สถานการณ์ของขุนนางบิดามารดาในพื้นที่อื่น ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ทางการมณฑลได้ส่งขุนนางระดับสูงลงพื้นที่ไปตรวจราชการตามหัวเมืองต่าง ๆ ในขณะที่ราชสำนักก็ส่งข้าหลวงผู้แทนพระองค์ลงไปสืบดูความเดือดร้อนของราษฎรทั่วทุกแห่งหนเช่นกัน
ในบรรดาเมืองและอำเภอต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำถิงเจียง เมืองถิงโจวนับเป็นพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติรุนแรงเป็นอันดับต้น ๆ ทว่าภายใต้การนำของสมาคมการค้าซึ่งมีฮุ่ยเหนียงเป็นหัวหอกในการบรรเทาทุกข์ กลับส่งผลให้พื้นที่รอบเมืองถิงโจวไม่มีโรคระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นเลยแม้แต่หนเดียว ซ้ำร้ายจำนวนราษฎรที่บาดเจ็บล้มตายก็ยังน้อยที่สุดอีกด้วย
หลังจากผ่านพ้นอุทกภัยไปแล้ว เมืองถิงโจวก็กลับมาเปิดตลาดได้เร็วที่สุด ส่งผลให้วิถีชีวิตของราษฎรกลับคืนสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าถึงอย่างไรฮุ่ยเหนียงก็เป็นเพียงตัวแทนของชาวบ้าน อีกทั้งยังเป็นสตรี จึงมิอาจออกหน้าออกตาได้ ในท้ายที่สุด บนม้วนฎีกาความดีความชอบที่กราบทูลต่อราชสำนัก ความดีความชอบทั้งหมดก็ถูกบันทึกให้เป็นของเกาหมิงเฉิง เจ้าเมืองถิงโจวแต่เพียงผู้เดียว
เนื่องจากขุนนางที่ลงมาสืบดูขนบธรรมเนียมพื้นบ้านนั้น มิได้ไปติดต่อประสานงานกับที่ว่าการท้องถิ่น ในขณะที่พวกเขากำลังเขียนฎีกากราบทูลราชสำนัก เพื่อเชิดชูผลงานการบริหารราชการของเกาหมิงเฉิงให้เป็นแบบอย่างอันดีงามอยู่นั้น เกาหมิงเฉิงเองกลับเก็บข้าวของเตรียมตัวหนีไปเรียบร้อยแล้ว
เป็นเพราะอุทกภัยครั้งนี้สิ้นสุดลง ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองครบวาระสามปีพอดี ข่าวลือที่ส่งมาจากเมืองหนานจิงระบุว่า เส้นทางขุนนางของเขานั้นมืดมนเสียแล้ว บรรดาเส้นสายที่เขาเที่ยววิ่งเต้นไว้ก่อนหน้านี้ ยามนี้ก็พากันตัดขาดความสัมพันธ์กับเขาจนหมดสิ้น เห็นได้ชัดว่าเกรงจะถูกหางเลขจากเรื่องอุทกภัยไปด้วย
เกาหมิงเฉิงนั้นมิได้มีขั้วอำนาจหนุนหลังอยู่ในราชสำนักมากนัก ที่พอจะพึ่งพาได้ก็มีเพียงอาจารย์ผู้คุมสอบในสมัยที่เขาสอบเคอจวี่ รวมถึงเพื่อนร่วมรุ่นที่เจริญก้าวหน้าในเส้นทางขุนนางเพียงไม่กี่คน ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ล้วนรับราชการอยู่ในหกกรมที่เมืองหนานจิง เมื่อได้ยินข่าวร้ายเช่นนี้ เกาหมิงเฉิงก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับกรรม เขาเตรียมจะเก็บข้าวของกลับบ้านเกิด เพื่อนำเงินทองที่ได้มาจากการทุจริตยักยอกมาตลอดชีวิตการเป็นขุนนางยี่สิบกว่าปี ไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบาย
ทว่าบางทีอาจเป็นเพราะหลังจากเกิดอุทกภัย การสื่อสารจึงติดขัด ราชโองการแต่งตั้งเจ้าเมืองถิงโจวคนใหม่จึงมาไม่ถึงเสียที กระทั่งเจ้าเมืองถิงโจวคนใหม่เป็นใครก็ยังมิอาจรู้ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ขุนนางใหม่จะมารับตำแหน่งเลย
หลังจากเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ตราบใดที่ราชสำนักยังไม่ส่งเจ้าเมืองคนใหม่มารับตำแหน่ง เกาหมิงเฉิงก็จำต้องนั่งเก้าอี้ขุนนางบิดามารดาของเขาต่อไป
เดิมทีเกาหมิงเฉิงยังคิดจะฉวยโอกาสกอบโกยเงินทองจากการเติมคลังเสบียง ทว่ายามนี้กลับได้อุทกภัยมาช่วยชีวิต คลังเสบียงถูกน้ำท่วมมิดไปหมดแล้ว หลังภัยพิบัติยังต้องแจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์อีก แค่ท้องถิ่นไม่ไปแบมือขอเงินและเสบียงจากราชสำนักก็นับว่าบุญกุศลแล้ว
เกาหมิงเฉิงนั้นหมดไฟเสียแล้ว เขาไม่ได้ใส่ใจกับวาระการดำรงตำแหน่งในช่วงสุดท้ายของตนอีกต่อไป เพียงแค่รอให้พ้นช่วงภัยพิบัติ แล้วจะได้ปลดเกษียณกลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสียที
วันที่เก้าเดือนแปด ไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากอุทกภัยผ่านพ้นไป จู่ ๆ ก็มี 'ราชโองการ' จากเมืองหลวงร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า เกาหมิงเฉิงได้รับการแต่งตั้งจากจักรพรรดิหงจื้อโดยตรง ให้เลื่อนขั้นจากเจ้าเมืองถิงโจว ไปเป็นผู้ตรวจการมณฑลเหอหนาน จากขุนนางขั้นสี่ชั้นเอก เลื่อนขึ้นเป็นขุนนางขั้นสองชั้นโท
ใต้หล้าที่เราปกครอง ล้วนเต็มไปด้วยความร่มเย็นเป็นสุข จนราษฎรแซ่ซ้องสรรเสริญ มีเพียงแม่น้ำฮวงโหเท่านั้นที่ไม่ไว้หน้าเรา น้ำท่วมครั้งใหญ่ทุกปี ทำเอาเราปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ทุกปี
เจ้ามิใช่เก่งกาจเรื่องการจัดการน้ำหรอกหรือ? เช่นนั้นก็จงใช้ความสามารถของเจ้า ไปจัดการกับแม่น้ำฮวงโหให้เราเสียเถิด!