เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 235 พายุฝนกระหน่ำกลายเป็นอุทกภัย

ตอนที่ 235 พายุฝนกระหน่ำกลายเป็นอุทกภัย

ตอนที่ 235 พายุฝนกระหน่ำกลายเป็นอุทกภัย


หญิงสาวผู้นี้ไม่อาจนับว่ามีรูปโฉมงดงามเป็นเลิศ ทว่ากลับมีกลิ่นอายของสตรีสูงศักดิ์แฝงอยู่บนร่าง เมื่อก้าวเข้ามาในร้านสุรา แม้นางจะพยายามเก็บซ่อนอารมณ์ไว้เพียงใด แต่ก็ไม่อาจปกปิดสีหน้าอันเต็มไปด้วยความวิตกกังวลไว้ได้มิด

หญิงสาวมีท่าทีลุกลนทำอะไรไม่ถูก ดูราวกับว่านางได้ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับนักต้มตุ๋นเร่ร่อนที่ไม่รู้จักมักจี่ผู้นี้เสียแล้ว ต่อให้ต้องฝ่าสายฝนลงมาจากเรือ นางก็ต้องตามหาคนผู้นี้เพื่อไต่ถามเรื่องราวให้กระจ่างแจ้งจงได้

"มุ่งหน้าขึ้นเหนือ นั่นเป็นเพียงทิศทางคร่าว ๆ อันที่จริงแล้ว... ทางที่ดีควรมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงจะดีกว่า ในเมืองหลวงคุณหนูพอจะมีญาติสนิทมิตรสหายอยู่บ้างหรือไม่? ลองไหว้วานให้พวกเขาช่วยสืบข่าวดู บางทีอาจจะได้เบาะแสอะไรบ้าง..."

คำพูดของตาเฒ่าสวี่ไม่ได้มีประโยชน์ในทางปฏิบัติมากนัก ทว่าสำหรับหญิงสาวที่กำลังตามหาบิดาผู้นี้ กลับเปรียบประดุจแสงสว่างชี้นำทางเลยทีเดียว

เสิ่นซีส่ายหน้า ก่อนจะเดินมุ่งหน้ากลับไปยังร้านขายยาของตนทางฝั่งตะวันตกของเมือง

ระหว่างทางเขาก็ขบคิดถึงเรื่องของหญิงสาวผู้นั้นไปด้วย "บิดาของหญิงสาวผู้นั้นอาจจะถูกราชสำนักจับกุมตัวไปอย่างลับ ๆ แล้ว ต่อให้นางตามหาจนพบแล้วจะทำเช่นไรเล่า เป็นหรือตายก็ยังมิอาจรู้ได้ มิใช่ว่าทำให้นางต้องดีใจเก้อหรอกหรือ?"

ในที่สุดก็กลับมาถึงบ้าน เสิ่นซีเดินเข้าไปในร้านขายยา เนื่องจากด้านนอกฝนตกหนัก ภายในร้านจึงไม่มีลูกค้าเลยแม้แต่คนเดียว

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กำลังยืนสนทนาอยู่กับโจวซื่อ ทันทีที่เห็นเสิ่นซีเดินเข้ามา เสียงด่าทอของโจวซื่อก็ดังลั่นขึ้นมาก่อน "นับวันยิ่งไร้กฎระเบียบใหญ่แล้วนะ! เมื่อก่อนจะออกไปไหนยังรู้จักมาบอกกล่าวแม่แกก่อน เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งนักนะ พอหาคนมาบอกแทนได้ก็หายตัวไปเลยเชียว?"

เสิ่นซีมีสีหน้าจนปัญญา "ท่านแม่ ข้ามิได้เป็นคนเสนอตัวอยากไปสักหน่อย เป็นคุณชายซูกับพรรคพวกต่างหากที่ดึงดันจะลากข้าไปล่องเรือให้จงได้"

เดิมทีโจวซื่อคิดจะด่าทอต่อ แต่พลันนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า "ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าอธิบายให้แม่ฟังกังแจ้งก่อนเถิด การล่องเรือที่ว่านั่นมันคืออันใดกัน?"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อมยิ้ม ก่อนจะอาสาเป็นคนอธิบายให้โจวซื่อฟัง

พอโจวซื่อได้ฟังจนกระจ่างแจ้งแล้ว นางก็โบกมืออย่างไม่แยแส "ล่องเรือบ้าบออันใดกัน มันน่าสนุกตรงไหน? โคลงเคลงไปมาอยู่บนน้ำ สู้ยืนอยู่บนพื้นดินให้มั่นคงยังจะดีเสียกว่า ไอ้เด็กทึ่ม เข้าไปอ่านหนังสือเสีย พรุ่งนี้ก็ต้องไปสถานศึกษาแล้ว สอบเสร็จคราวนี้ก็ตั้งหน้ารอสอบเป็นซิ่วไฉในปีหน้า เข้าใจหรือไม่?"

เสิ่นซีหยิบร่มจากโถงด้านหลัง กางฝ่าสายฝนปรอย ๆ กลับเข้าบ้าน ภายในใจก็เอาแต่ขบคิดถึงเรื่องของสตรีตระกูลขุนนางที่กำลังตามหาบิดาผู้นั้น

บิดาของนาง ต่อให้ถูกจับกุมตัวไปก็ควรจะยังไม่ถูกตัดสินโทษ มิเช่นนั้นครอบครัวคงถูกเนรเทศไปเป็นทาสแล้ว หรือไม่ก็ขุนนางผู้นั้นคงจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา ราชสำนักจึงไม่ต้องการให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป

หลินไต้กลับไม่มีโชคดีเช่นนี้ บิดาของนางถูกองครักษ์เสื้อแพรจับกุมตัวไป ครอบครัวจึงพลอยต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปด้วย

พายุฝนโหมกระหน่ำติดต่อกันหลายวัน

ในช่วงสองสามวันแรก เสิ่นซียังคงไปเข้าเรียนที่สถานศึกษา แต่ช่วงหลังฝนตกหนักมากจนหลังคาสถานศึกษาเริ่มรั่ว เฝิงฮว่าฉีจึงทำได้เพียงปล่อยให้นักเรียนกลับไปอ่านหนังสือทบทวนตำราด้วยตนเองที่บ้าน

เนื่องจากสายฝนเทกระหน่ำไม่ขาดสาย ร้านรวงตามริมถนนในตัวเมืองส่วนใหญ่จึงพากันปิดกิจการชั่วคราว ร้านขายยาแม้จะยังเปิดทำการอยู่ครึ่งบาน แต่ลูกค้าก็บางตาอย่างยิ่ง นาน ๆ ทีถึงจะมีผู้ป่วยฉุกเฉินมาสอบถามซื้อยา โจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงมักจะจับเข่าคุยกันเสียเป็นส่วนใหญ่

ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับไม่ได้ว่างเว้นเลย นางไม่เพียงต้องจัดการธุระของสมาคมการค้า แต่ยังต้องประสานงานกับทางการ เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับรายละเอียดในการเปิดสาขาโรงเงินและสมาคมการค้าในอำเภอข้างเคียง

เมื่อพายุฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำในแม่น้ำถิงเจียงก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อำเภอที่อยู่ปลายน้ำเริ่มประสบอุทกภัยแล้ว

เดิมทีริมตลิ่งแม่น้ำบริเวณรอบเมืองถิงโจวยังถือว่าปลอดภัยดี ทว่าเมื่อฝนยังคงเทลงมาไม่หยุดหย่อน ทางการจึงเริ่มระดมกำลังคนให้ไปช่วยกันซ่อมแซมตลิ่งป้องกันน้ำท่วม สมาคมการค้าก็พลอยต้องร่วมสมทบทุนและออกแรงช่วยเหลือไปด้วย

เมื่อก่อนยามที่ทางการมีธุระอันใด สิ่งแรกที่มักจะนึกถึงก็คือการเรี่ยไรเงินจากเหล่าคหบดีในเมือง แต่เมื่อสมาคมการค้าเมืองถิงโจวผงาดขึ้นมา ทางการก็คล้ายกับจะค้นพบช่องทางที่สะดวกรวดเร็วยิ่งกว่า

ทางการต้องการกำลังคนเพื่อไปซ่อมแซมตลิ่งกั้นน้ำ จำเป็นต้องใช้กระสอบทรายจำนวนมหาศาล ทั้งยังต้องหาคนมาขุดและขนย้าย ทางฝั่งสมาคมการค้ามีแรงงานที่กำลังว่างงานอยู่พอดี ทางการจึงเรียกใช้กำลังคนเหล่านี้โดยตรง หนำซ้ำยังไม่จ่ายค่าแรง ปล่อยให้สมาคมการค้ารับผิดชอบดูแลกันเอง

ที่ว่าการเมืองเพื่อรับมือกับอุทกภัย ถึงกับอ้าปากเรียกร้องเอาเงินจากสมาคมการค้าถึงสองพันตำลึงในคราวเดียว ในขณะเดียวกันก็ขูดรีดเอาจากเหล่าคหบดีในเมืองอีกพันกว่าตำลึง รวมเบ็ดเสร็จแล้วก็สามพันกว่าตำลึง

ผลกำไรของสมาคมการค้านั้นแม้จะงดงาม ทว่าจู่ ๆ จะให้ควักเงินสดถึงสองพันตำลึงออกมาในรวดเดียว ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสอยู่ไม่น้อย

ช่วงหลายวันที่ผ่านมาฮุ่ยเหนียงทั้งเคร่งเครียดและวุ่นวานจนหัวปั่น ด้านหนึ่งก็ร้อนใจเรื่องการสัญจรทั้งทางน้ำและทางบกที่แทบจะหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากพายุฝนที่ตกหนักติดต่อกัน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น นางต้องหาทางระดมทุนก้อนนี้มาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวนสองพันตำลึงให้จงได้

"...ทางการทำเช่นนี้กะจะเอาชีวิตพวกเราให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยหรืออย่างไร หรือว่า... พวกเราจะยุบสมาคมการค้าทิ้งไปเสียเลยดีกว่า วัน ๆ ต้องมาคอยรองรับอารมณ์ก็เหลือทนแล้ว ขุนนางใหญ่พวกนี้แค่ขยับปากสั่ง พวกเราก็ต้องวิ่งวุ่นหัวซุกหัวซุน ทว่ากลับไม่เห็นจะมีเจ้าหน้าที่ทางการสักคนที่ลงไปลุยโคลนซ่อมตลิ่ง แต่เรื่องออกไปเดินสายทวงเงินบริจาคตามบ้านคนนี่ขยันขันแข็งกันเสียจริง"

โจวซื่อมีสีหน้าขุ่นเคือง

สมาคมการค้าต้องออกเงินถึงสองพันตำลึง แต่เนื่องจากเพิ่งจะซื้อที่ดิน เปิดสถานศึกษา ก่อตั้งกองเรือและสำนักรถม้า เงินหมุนเวียนในบัญชีของสมาคมการค้าในตอนนี้จึงเหลืออยู่เพียงสองพันกว่าตำลึงเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องนำไปจ่ายค่ากระสอบทรายและค่าแรงงานของพวกจับกังที่อยู่ใต้บังคับบัญชา บวกกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำวันของกองเรือและสำนักรถม้า เงินก้อนนี้จึงไม่อาจแตะต้องได้มากนัก

แต่หากจะไปเรี่ยไรเงินบริจาคจากสมาชิกภายในสมาคมการค้า หลงจู๊ของร้านค้าแต่ละแห่งก็พากันบ่ายเบี่ยงด้วยข้ออ้างสารพัด

เดิมทีเวลาที่ในเมืองมีเรื่องเดือดร้อน แต่ละร้านก็สมทบทุนกันเต็มที่ก็แค่ร้านละไม่กี่เฉียนหรือสักหนึ่งถึงสองตำลึงก็เพียงพอแล้ว ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นว่า พอสมาคมการค้าก่อตั้งขึ้น เมื่อมีภัยพิบัติหรือเรื่องเดือดร้อน สมาคมการค้ากลับต้องเป็นฝ่ายรับภาระหนักที่สุด ผู้คนมากมายจึงรู้สึกไม่พอใจ ในสายตาของพวกเขา ในเมื่อฮุ่ยเหนียงในฐานะประธานสมาคมการค้าเป็นคนแกว่งเท้าหาเสี้ยน ฮุ่ยเหนียงก็ควรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง และเงินก้อนใหญ่ที่สุดนั้น ฮุ่ยเหนียงก็ควรจะต้องเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายเอง

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของสมาคมการค้าได้อย่างชัดเจน ร่วมสุขกันได้แต่ไม่อาจร่วมทุกข์ ยามมีเงินกำไรก็กอบโกยด้วยกัน ทว่าพอยามมีภัยมาเยือน แต่ละคนก็แทบจะรีบสะบัดก้นหนีเอาตัวรอดกันเป็นพัลวัน

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองอันใด ท้ายที่สุดแล้วนางก็ไม่ได้มีหุ้นส่วนในสมาคมการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเงิน นางจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "พี่ฮุ่ยเหนียงตัดสินใจจะจัดการเรื่องนี้เช่นไรหรือเจ้าคะ?"

ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "ข้าเตรียมจะ... ดึงเงินจากโรงเงินออกมาสักพันสองร้อยตำลึง เพื่อนำไปอุดช่องโหว่ตรงนี้ชั่วคราวก่อน ตลอดสองปีที่ผ่านมาตั้งแต่ย้ายมาอยู่เมืองถิงโจว ก็นับว่าพอจะมีกำไรอยู่บ้าง ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนราษฎรก็แล้วกัน"

เสิ่นซีที่ยืนอยู่ด้านข้างแค่นเสียงหัวเราะหยัน "ข้าว่าไม่ใช่การตอบแทนราษฎรหรอกขอรับ แต่เป็นการเอาไปประเคนให้พวกขุนนางกังฉินเสียมากกว่า"

"นับส่วนของข้าไปด้วยก็แล้วกัน" โจวซื่อแม้ปากจะบ่นอุบ ทว่าในยามนี้กลับมิได้ลังเลที่จะควักกระเป๋าจ่ายเลยแม้แต่น้อย

ภัยพิบัติมาจ่ออยู่ตรงหน้า เมื่อทางการไร้เงินทุน การจะมาขอรับบริจาคจากชาวบ้านก็นับว่ายังพอเข้าใจได้ ทว่าปัญหามันอยู่ที่ทางการกลับฉวยโอกาสนี้กอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตังเองต่างหาก

แม้ว่าเกาหมิงเฉิงจะไม่ได้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในด้านการปกครองท้องถิ่นมากนัก แต่เขาก็มิใช่ขุนนางตงฉินมือสะอาดแต่อย่างใด มิเช่นนั้นเขาจะเอาเงินจากที่ใดไปวิ่งเต้นติดสินบนบนล่าง เพื่อปูทางให้ตนเองได้นั่งเก้าอี้ขุนนางต่อไปเล่า?

(เชิงอรรถผู้แปล: ติดสินบนบนล่าง (上下打点) การใช้เงินทองวิ่งเต้นหรือติดสินบนเจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้น เพื่อปูทางให้การงานราบรื่นหรือแสวงหาความก้าวหน้า)

พิจารณาจากความมือเติบของเกาฉง เสิ่นซีก็พอจะจับเค้าลางได้บ้างแล้ว ขุนนางระดับเจ้าเมือง มีเบี้ยหวัดรายปีเพียงไม่ถึงร้อยตำลึง ทว่าหลานชายของเขากลับกล้าทุ่มเงินถึงสิบตำลึงเพียงเพื่อไปเที่ยวเจี้ยวฟางซือสักหน หากบอกว่าคนผู้นี้เป็นขุนนางมือสะอาดละก็ คงมีแต่ผีสางเท่านั้นที่เชื่อ!

ในยุคสมัยนี้ หากขุนนางคิดจะกอบโกยความมั่งคั่ง แหล่งรายได้หลักก็หนีไม่พ้นการรับสินบน ของกำนัลที่ผู้ใต้บังคับบัญชานำมามอบให้ ของบรรณาการจากเหล่าคหบดีและพ่อค้าในท้องถิ่น ตลอดจนเงินค่าอำนวยความสะดวกจากผู้ที่มาขอความช่วยเหลือเมื่อยามเกิดเรื่อง

หากจะสืบสาวราวเรื่องการทุจริตยักยอก โดยมากก็มักจะเริ่มสาวไส้กันที่คลังเสบียงของทางการก่อนเป็นอันดับแรก เสบียงอาหารและเสบียงกรังที่ทางการยักยอกไปจากคลังเล็กคลังน้อยในเมืองแต่ละปีนั้น นับเป็นตัวเลขมหาศาลอย่างยิ่ง คลังเสบียงที่ราชสำนักจัดตั้งไว้ตามท้องถิ่นเพื่อรับมือกับทุพภิกขภัย ล้วนตกเป็นเป้าหมายหลักให้พวกพวกเหลือบไรเหล่านี้เข้ามากัดกินจนพรุนไปหมด

ในยามนี้เกาหมิงเฉิงฉวยโอกาสยักยอกเงินเข้ากระเป๋าจากภัยพิบัติไปก้อนหนึ่งแล้ว และเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องลงจากตำแหน่ง คลังเสบียงย่อมต้องได้รับการเติมเต็ม เขาก็จะถือโอกาสนี้กอบโกยอีกระลอกหนึ่ง... เมื่อถึงเวลานั้น เกาหมิงเฉิงก็จะอ้างว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเมืองถิงโจวประสบกับ 'ภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์อย่างไม่หยุดหย่อน' แล้วก็แบมือขอเงินจากสมาคมการค้าและเหล่าคหบดีในเมืองเพื่อนำไปเติมคลังเสบียงให้เต็ม ซึ่งในกระบวนการนี้ย่อมมีธรรมเนียมมืดและกลโกง แอบแฝงอยู่มากมายก่ายกอง

คลังเสบียงที่ขุนนางคนก่อนทิ้งเอาไว้ให้หลังจากย้ายออกไปนั้น แท้จริงแล้วก็คือบัญชีเน่า ๆ เล่มหนึ่งที่ทิ้งไว้ให้ผู้มารับตำแหน่งต่อต้องคอยตามเช็ดตามล้าง ทว่าผู้ที่มารับตำแหน่งต่อก็จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง ในการแบมือขอเงินจากท้องถิ่น จากนั้นก็นำเสบียงและสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ราชสำนักจัดสรรลงมาไปเร่ขายจนหมดเกลี้ยง แล้วก็ทิ้งช่องโหว่นี้ไว้ให้ขุนนางคนต่อไปตามล้างตามเช็ดอีกทอดหนึ่ง

วงจรอุบาทว์เช่นนี้วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้ราชสำนักจะรับรู้ถึงความฟอนเฟะเบื้องล่างมากมายเพียงใด ทว่าการจะปฏิรูปให้เป็นรูปธรรมก็ยากยิ่งนัก สาเหตุหลักเป็นเพราะราชสำนักยังขาดความกล้าหาญและความเด็ดขาดในการลงดาบนั่นเอง

เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ฟังคำพูดของเสิ่นซี ใบหน้าก็พลันปรากฏแววไร้หนทางอยู่หลายส่วน "ต่อให้รู้เต็มอกว่าทางการจะยักยอกเงินเข้ากระเป๋าตัวเองแล้วจะทำอันใดได้เล่า? พ่อค้าแม่ขายอย่างพวกเราก็เป็นเพียงชนชั้นล่างของสังคม ทางการนั้นเปรียบดั่งผืนฟ้า ข้าเพียงแค่หวังว่าราษฎรที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจะปลอดภัยก็พอแล้ว..."

ฮุ่ยเหนียงนั้นมีจิตใจเมตตาอารี แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าคราวนี้คงถูกปอกลอกจนหมดตัว นางก็ยังคงกัดฟันยอมรับชะตากรรม

เรื่องนี้ทำให้เสิ่นซีตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า ในสังคมที่ยึดถือขุนนางเป็นใหญ่ การมีคนในครอบครัวรับราชการนั้น สำคัญยิ่งยวดเพียงใด หากในภายภาคหน้าเขาสามารถสอบเคอจวี่เข้ารับราชการได้สำเร็จ ต่อให้เป็นเพียง ขุนนางตำแหน่งลอย ที่ไร้อำนาจที่แท้จริง ทว่าทางการท้องถิ่นก็ยังต้องเกรงใจอยู่บ้างสามส่วน ใครเล่าจะกล้าอ้าปากขอเงินจากสมาคมการค้าดื้อ ๆ เช่นนี้?

ท้ายที่สุดฮุ่ยเหนียงก็ยอมเป็นฝ่ายกลืนเลือดลงคอ นางดึงเงินสดพันกว่าตำลึงจากโรงเงินออกมา เมื่อนำไปสมทบกับเงินบริจาคที่รวบรวมมาจากสมาชิกสมาคมการค้า ก็ครบสองพันตำลึงพอดี

เดิมทีฮุ่ยเหนียงกำลังจะรีบนำเงินก้อนนี้ไปส่งให้ทางการ ทว่าเสิ่นซีกลับมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป

"...ท่านน้า หากท่านส่งมอบเงินทั้งหมดนี้ไปในคราวเดียว พอทางการเห็นว่าพวกเราจ่ายเงินง่ายดายปานนี้ ย่อมต้องหาข้ออ้างร้อยแปดพันเก้ามาขูดรีดพวกเราต่อไปเป็นแน่ ต่อให้พวกเราจะยอมจ่าย ก็ควรจะแบ่งทยอยส่งไปทีละงวด ทางที่ดีในแต่ละงวดควรจะมีจำนวนเงินไม่เท่ากัน และต้องไม่ใช่ตัวเลขกลม ๆ ภายในนั้นควรจะมีทั้งเศษเงินก้อนและเหรียญทองแดงปะปนกันไป เช่นนี้ทางการถึงจะเชื่อว่า พวกเราต้องวิ่งเต้นหยิบยืมจากที่นั่นที่นี่จนแทบกระอักเลือด กว่าจะรวบรวมเงินก้อนนี้มาได้ ภายภาคหน้าพวกเขาจะได้ไม่มาระรานพวกเราอีก"

ฮุ่ยเหนียงรู้สึกว่าคำพูดของเสิ่นซีนั้นมีเหตุผลยิ่งนัก

อันที่จริงแล้ว แม้ทางการจะรู้ว่าสมาคมการค้าทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ทว่าพวกที่มิได้อยู่ในแวดวงการค้า ย่อมไม่มีทางหยั่งรู้หรอกว่า กิจการแต่ละประเภทนั้นสามารถทำกำไรได้มากน้อยเพียงใด

ในสายตาของคนอย่างเกาหมิงเฉิง ต่อให้สมาคมการค้าจะหาเงินเก่งสักเพียงใด จะทำกำไรได้สักเท่าไรเชียว? คาดว่าเหล่ากุนซือของเกาหมิงเฉิงคงจะเคยคำนวณบัญชีให้เขาอย่างละเอียดแล้วว่า สมาคมการค้าสามารถทำกำไรได้เท่าไร เพื่อให้เขาเอ่ยปากเรียกร้องเอาเงินส่วนแบ่งสักสี่ถึงห้าส่วนจากกำไรนั้นมาเป็นของตนให้จงได้ เช่นนี้เกาหมิงเฉิงก็จะได้ทั้ง "ผลงาน" ในการบรรเทาอุทกภัย แถมยังได้เงินก้อนโตเข้ากระเป๋า เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียว

ทว่าเหล่าขุนนางพวกนั้นหารู้ไม่ว่า ในช่วงเวลาเพียงปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา สมาคมการค้านั้นกอบโกยผลกำไรไปได้อย่างมหาศาล ลำพังเพียงแค่โรงเงิน หลังจากปล่อยกู้มาได้เกือบหนึ่งปี ทุนเรือนหุ้นรวมก็พุ่งทะยานจากสามพันตำลึงเมื่อแรกเริ่ม ขึ้นไปแตะที่หนึ่งหมื่นตำลึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หุ้นแต่ละหุ้นก็ยังทำกำไรได้มากกว่าสิบส่วนอีกด้วย ด้วยสัดส่วนการถือหุ้นของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อที่รวมกันแล้วมีถึงห้าส่วนจากทั้งหมด ลำพังเพียงแค่ปีเดียว พวกนางก็ฟันกำไรเนื้อ ๆ ไปแล้วถึงห้าพันกว่าตำลึง

นี่ขนาดยังไม่ได้นับรวมผลกำไรอันเกิดจากการผูกขาดของโรงพิมพ์และโรงผลิตยาด้วยซ้ำ

โรงเงินมิได้เป็นเพียงร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราและเหรียญทองแดงเท่านั้น ทว่ายังทำหน้าที่เป็นโรงรับจำนำ และมีกลไกการทำงานบางส่วนที่คล้ายคลึงกับธนาคารในยุคปัจจุบันอีกด้วย

ภายใต้กลไกการทบต้นทบดอก เงินกำไรที่โรงเงินกอบโกยได้นั้นจึงมหาศาลอย่างยิ่ง หากเรียกเก็บเงินกู้ที่ปล่อยออกไปทั้งหมดกลับคืนมาได้ ฮุ่ยเหนียงก็แทบจะก้าวขึ้นเป็นคหบดีหญิงผู้มั่งคั่งที่สุดในเมืองถิงโจวได้เลยทีเดียว และนับตั้งแต่ที่นางเริ่มก่อตั้งสมาคมการค้า จนมาถึงบัดนี้ ก็เพิ่งจะผ่านไปเพียงไม่ถึงสามปีเท่านั้น

ทางฝั่งของที่ว่าการเมือง ก็เป็นไปตามที่เสิ่นซีคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน เงินที่ส่งมอบไปนั้น มีเพียงส่วนน้อยนิดที่ถูกนำไปใช้ซ่อมแซมตลิ่งกั้นน้ำและแจกจ่ายเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ราษฎร ส่วนที่เหลือนั้นล้วนถูกเจ้าหน้าที่ทางการยักยอกเข้ากระเป๋าตนเองไปจนหมดสิ้น

เดิมทีหากพายุฝนครั้งนี้พัดผ่านไป เกาหมิงเฉิงและเหล่าขุนนางผู้ใต้บังคับบัญชาก็คงจะตบมือฉลองกันถ้วนหน้าแล้วแท้ ๆ

ทว่าสวรรค์กลับไม่ให้สมปรารถนา ทันทีที่พายุฝนบริเวณรอบนอกเมืองถิงโจวเริ่มซาลง พายุฝนระลอกใหม่ก็เทกระหน่ำลงมายังพื้นที่เทือกเขาอู่อี๋ซึ่งอยู่ต้นน้ำของแม่น้ำถิงเจียงอย่างฉับพลัน เมื่อน้ำป่าไหลหลาก ระดับน้ำในแม่น้ำถิงเจียงที่ควรจะลดลงกลับเพิ่มระดับสูงขึ้นแทน

เวลาล่วงเลยไปอีกสองสามวัน พายุฝนก็กลับมาเยือนทั่วทุกหย่อมหญ้าของเมืองถิงโจวอีกครา เพียงไม่กี่วันระดับน้ำในแม่น้ำก็เอ่อล้นทะลักกลายเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ อย่าว่าแต่เรือกสวนไร่นาและหมู่บ้านที่อยู่นอกเมืองเลย แม้แต่ภายในตัวเมืองถิงโจวเองก็ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือของภัยพิบัติ มวลน้ำมหาศาลทะลักเข้าท่วมตัวเมือง ระดับน้ำจากที่เคยสูงเพียงแค่หัวเข่า ก็เพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับเอว และยังมีทีท่าว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

คราวนี้เกาหมิงเฉิงถึงกับสติแตกเลยทีเดียว

เดิมทีเขามองว่า อุทกภัยครั้งนี้คือของขวัญที่สวรรค์ประทานมาให้ เพื่อให้เขาได้สร้างผลงานทิ้งทวนก่อนจะลงจากตำแหน่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการแสวงหาตำแหน่งใหม่ในภายภาคหน้า อีกทั้งยังได้กอบโกยทรัพย์สินเข้ากระเป๋าอย่างเป็นกอบเป็นกำอีกด้วย

ใครจะคาดคิดเล่าว่า อุทกภัยครั้งนี้จะรุนแรงเกินคาด จนแทบจะดับฝันเส้นทางขุนนางของเขาให้มอดไหม้เป็นจุลไปเสียแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 235 พายุฝนกระหน่ำกลายเป็นอุทกภัย

คัดลอกลิงก์แล้ว