เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 234 คำทำนาย

ตอนที่ 234 คำทำนาย

ตอนที่ 234 คำทำนาย


บนเรือสำราญไม่เพียงมีของว่างและน้ำชา ทว่ายังมีสุราและเนื้อตุ๋นพะโล้จัดเตรียมไว้เรียบร้อย แต่ซูทงนั้นมัวแต่พะวงถึงการไปดื่มสุราที่เจี้ยวฟางซือในยามบ่าย เวลาบนเรือจึงหมดไปกับการชมทิวทัศน์ จิบชา ทานขนม และเดินหมากเท่านั้น

นับตั้งแต่เสิ่นซีเดินทางมาถึงเมืองถิงโจว เขายังไม่เคยมาล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำถิงเจียงเลยสักครั้ง ขุนเขาเขียวขจีและผืนน้ำใสสะอาดประสานเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นภาพทิวทัศน์อันงดงามตามธรรมชาติ เรือโดยสารที่แล่นผ่านไปมาอย่างเร่งรีบกลางแม่น้ำ เรือพายลำน้อยที่จอดเทียบอยู่ริมท่าน้ำ ชายชราที่กำลังนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง หรือแม้กระทั่งชาวนาที่ปรากฏกายให้เห็นประปราย กลางป่าเขา ล้วนประกอบกันเข้าเป็นดั่งภาพวาดซานสุ่ยที่ถูกตวัดพู่กันลงสีอย่างวิจิตรบรรจง

(เชิงอรรถผู้แปล: ภาพวาดซานสุ่ย (山水画) คือศิลปะการวาดภาพทิวทัศน์ภูเขาและสายน้ำดั้งเดิมของจีน ซึ่งเน้นการสื่ออารมณ์และปรัชญาธรรมชาติ มากกว่าการเน้นความสมจริง)

เสิ่นซีรู้สึกว่า เขาควรจะพกพู่กันและกระดาษออกมาวาดภาพร่างทิวทัศน์จากสถานที่จริงด้วย ทิวทัศน์งดงามตระการตาเช่นนี้ หากมิได้เก็บรังสรรค์ลงบนแผ่นกระดาษก็นับว่าน่าเสียดายยิ่งนัก

พอเข้าสู่ยามอู่ ท้องฟ้าก็พลันเทสายฝนลงมาอย่างหนักหน่วง ทั่วทั้งฟ้าดินถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีเทาหม่น ทุกคนจึงทำได้เพียงหลบเข้าไปเบียดเสียดกันในห้องโดยสาร อารมณ์สุนทรีย์ในการล่องเรือชมแม่น้ำจึงมลายหายไปในพริบตา

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามอู่ (午时) ช่วงเวลา 11.00 - 13.00 น.)

เดิมทีกะว่าจะรอจนกว่าฝนจะหยุด ทว่าสายฝนกลับยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เสิ่นซีจึงฉวยโอกาสนี้เอ่ยเสนอให้กลับกันเถิด ซูทงเองก็เห็นว่าการล่องเรือคงดำเนินต่อไปไม่ได้แล้ว จึงจำต้องสั่งให้เรือสำราญหันหัวกลับไปยังท่าเรือเมืองถิงโจว

"เดิมทีวันนี้ข้าตั้งใจจะชวนคุณชายเสิ่นไปหาความสำราญเริงรมย์ด้วยกันเสียหน่อย แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว เกรงว่าคงต้องนัดหมายกันใหม่วันหลังเสียแล้ว" ซูทงกล่าวด้วยใบหน้าที่เผยให้เห็นถึงความเสียดาย

เวลานี้เจี้ยวฟางซือยังไม่เปิดทำการ สถานที่เริงรมย์เช่นนั้น ล้วนต้องรอจนกว่าดวงอาทิตย์ตกดินจึงจะเปิดประตูต้อนรับแขก การไปเยือนเจี้ยวฟางซือในตอนกลางวันแสกๆ ออกจะดูผิดผีและขัดหูขัดตาอยู่ไม่น้อย

เมื่อเรือสำราญเข้าเทียบท่าตรงใจกลางเมือง บริเวณโดยรอบก็มีเรือจอดเทียบท่าอยู่ก่อนแล้วเป็นจำนวนมาก ทว่านอกเสียจากเรือสินค้าสองสามลำที่เร่งรีบและไม่หวั่นเกรงต่อสายฝนซึ่งกำลังเร่งขนถ่ายสินค้าอยู่นั้น เรือลำอื่นๆ ล้วนจอดนิ่งเพื่อรอให้ฝนซา

"ดูท่าคงต้องรออีกสักพักถึงจะไปได้ บนเรือก็ไม่มีร่ม หากพวกเราเดินฝ่าฝนกลับไปคงไม่เหมาะนัก" เจิ้งเชียนเดิมทีคิดจะลงจากเรือ แต่พอก้าวพ้นประตูห้องโดยสาร สายฝนก็สาดเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว ชายเสื้อซีกหนึ่งเปียกชุ่มไปในพริบตา ทำเอาเขาตกใจจนต้องรีบถอยกลับเข้ามา... ฝนตกหนักหนาเม็ดปานนี้ ต่อให้กางร่มก็คงเอาไม่อยู่ การฝ่าฝนกลับไปย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

ตอนนั้นเอง คนด้านข้างก็ชี้ไปยังเรือลำหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "นั่นใช่เรือทางการที่พวกเราเจอเมื่อตอนเช้าหรือไม่?"

พอเอ่ยเช่นนี้ ทุกคนก็ต่างมองตามไป และก็พบว่าเป็นเรือทางการลำที่พวกเขาบังเอิญเจอระหว่างล่องเรืออยู่จริงๆ ด้วยเหตุที่ลมกรรโชกแรงและฝนตกหนัก บนดาดฟ้าเรือจึงมองไม่เห็นเงาคนเลยแม้แต่ผู้เดียว

"พี่ซู ท่านว่าพวกเราควรจะข้ามไปทักทายสักหน่อยดีหรือไม่?" เจิ้งเชียนพลันโพล่งถามขึ้นมา

ซูทงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง "ในเมื่อเป็นเรือทางการ แล้วพวกเราจะไปทักทายพวกเขาเพื่อการใดเล่า? มิใช่เป็นการรนหาที่หรอกหรือ?"

เจิ้งเชียนกลับหัวเราะร่วน "ข้าดูแล้ว บนเรือลำนี้น่าจะมีแต่สตรีสายเลือดขุนนาง คาดว่าคงแวะเทียบท่าพักผ่อนที่เมืองถิงโจวเมื่อตอนเที่ยง คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกับพายุฝนเข้าพอดี ทำให้พวกเขาจำต้องจอดพักอยู่ที่นี่เพื่อรอให้พายุสงบลงก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อ ไม่ลองขึ้นไปดูสักหน่อยหรือว่าเกิดอันใดขึ้นบ้าง?"

ซูทงยังคงเคืองใจไม่หายที่คนบนเรือทางการลำนั้นแสดงกิริยาไร้มารยาทใส่เมื่อครู่ จึงยิ่งไม่มีอารมณ์จะเอาหน้าร้อนๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ของผู้อื่น เขาจึงเอ่ยปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "ในเมื่อเป็นเพียงแค่การพานพบดั่งผิงสุ่ย ต่อไปก็คงไม่มีทางได้มาบรรจบกันอีก แล้วจะไปพบหน้ากันให้ป่วยการทำไมเล่า?"

เชิงอรรถผู้แปล:

เอาหน้าร้อนๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ของผู้อื่น (拿热脸贴人家的冷屁股) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงการที่ฝ่ายหนึ่งพยายามเข้าไปประจบประแจงหรือแสดงความเป็นมิตรอย่างกระตือรือร้น ทว่าอีกฝ่ายกลับแสดงท่าทีเย็นชาเฉยเมยตอบกลับมา

พานพบดั่งผิงสุ่ย (萍水相逢) สำนวนเปรียบเปรยถึงคนแปลกหน้าที่มาพบกันโดยบังเอิญ ดั่งแหน (ผิง) ที่ลอยมาตามน้ำ (สุ่ย) แล้วมาพบกันเพียงชั่วคราว)

เจิ้งเชียนหุบปากเงียบกริบ เสิ่นซีแหงนมองสีหน้าของท้องฟ้า ก่อนจะเอ่ยถามว่า "ลุงเจ้าของเรือ ท่านพอจะมีหมวกกุ้ยเล้ยหรือไม่? ข้าอยากจะลงจากเรือ แล้วเดี๋ยวฟ้าเปิดเมื่อใดข้าจะนำหมวกกุ้ยเล้ยกลับมาคืนให้"

(เชิงอรรถผู้แปล: หมวกกุ้ยเล้ย คือ หมวกสานปีกกว้างทรงกรวยแหลมแบบจีนโบราณ มักสานจากไม้ไผ่หรือใบไม้ ใช้สำหรับสวมกันแดดกันฝน)

เจ้าของเรือรีบไปหาหมวกกุ้ยเล้ยมาให้เสิ่นซี ซูทงเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจว่า "น้องเสิ่น นี่ก็เข้ามาในตัวเมืองแล้ว บนท่าเรือก็ปลอดภัยดี จะกลับบ้านก็ไม่เห็นต้องรีบร้อนอันใด... ข้าว่ารอให้พายุฝนซาลงกว่านี้อีกสักหน่อยแล้วค่อยไปเถิด!"

เสิ่นซีถอนหายใจยาว "พี่ซู ท่านไม่เข้าใจความลำบากของคนวัยอย่างข้าหรอก ออกมาข้างนอกนานหน่อยคนทางบ้านก็เป็นห่วง ยิ่งฝนตกเช่นนี้ หากข้ายังเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก พวกเขาคงพานกังวลว่าข้าจะพลัดตกแม่น้ำไป ไม่แน่ว่าป่านนี้อาจจะว้าวุ่นกันไปใหญ่แล้ว... ช่างยุ่งยากเสียจริง!"

"เช่นนั้นหรือ..." ซูทงยิ้มบางๆ "ถ้าอย่างนั้นข้าคงออกไปส่งไม่ได้แล้วล่ะ"

เสิ่นซีรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องส่งหรอกขอรับ ข้าจำทางกลับบ้านได้ จากตรงนี้ไปบ้านข้าก็อยู่ไม่ไกลนัก"

หลังจากกล่าวลาซูทงและคนอื่นๆ เสิ่นซีก็สวมหมวกกุ้ยเล้ยใบใหญ่ โดยมีเจ้าของเรือคอยประคองให้ เขาก้าวเท้าลงไปบนแผ่นกระดานพาดเรืออย่างระมัดระวัง เมื่อสองเท้าเหยียบลงบนพื้นดินอย่างมั่นคงแล้ว จึงหันกลับไปโบกมือให้กับซูทงและพรรคพวกที่ยืนมองส่งอยู่เบื้องหลัง จากนั้นก็สับเท้าวิ่งเหยาะๆ มุ่งหน้ากลับบ้านของตน

ทว่าลมพายุและสายฝนนั้นตกหนักหน่วงเกินไปจริงๆ เสิ่นซีจึงทำได้เพียงดึงหมวกกุ้ยเล้ยลงมาบังหน้า วิ่งไปได้เพียงครู่เดียว เสื้อผ้าบนร่างก็เปียกปอนไปหมดแล้ว เขาได้แต่กัดฟันวิ่งฝ่าฝนต่อไป ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีสุ่มเสียงหนึ่งดังแว่วมาจากด้านข้าง "มาทางนี้! มาทางนี้!"

เสิ่นซีปรายตามองไป ก็เห็นว่าริมทางมีร้านสุราแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งดื่มสุราอยู่ตรงโต๊ะติดประตู บนโต๊ะเบื้องหน้ามีกับแกล้มวางอยู่สองจาน คนผู้นั้นก็คือตาเฒ่าสวี่ที่เขาเคยพบตรงริมท่าเรือเมื่อคราวก่อนนั่นเอง

นานทีปีหนจะได้เจอที่หลบฝน เสิ่นซีจึงพุ่งพรวดเข้าไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาก็ถอดหมวกกุ้ยเล้ยออก ร่างกายเปียกชุ่มไปทั้งตัวจนหนาวสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง

"ดูสภาพเจ้าสิ ราวกับเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากแม่น้ำก็ไม่ปาน"

ตาเฒ่าสวี่พิจารณามองเสิ่นซีตั้งแต่หัวจรดเท้า สิ่งแปลกปลอมสีขาวที่เขาเคยใช้ตบตาว่าตาบอดถูกนำออกจากดวงตาไปแล้ว นัยน์ตาทั้งสองข้างทอประกายสว่างวาบ ยังจะมีท่าทีของคนตาบอดอยู่ที่ใดกัน?

เสิ่นซีสะบัดหยาดน้ำฝนออกจากตัว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า "ไฉนท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"

"เข้ามาหลบฝนน่ะสิ แล้วก็ถือโอกาสแวะกินข้าวมื้อเที่ยงด้วย หึๆ ข้าเองก็นานๆ ทีถึงจะได้มานั่งเป็นลูกค้ากับเขาสักครา" ตาเฒ่าสวี่ดูมีท่าทีเบิกบานลำพองใจยิ่งนัก แม้จะสวมเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน ทว่ากลับมานั่งกระดกสุราแกล้มกับข้าวอยู่ในร้านสุราอย่างองอาจผ่าเผย ดูท่าชีวิตความเป็นอยู่คงไม่เลวเลยทีเดียว แต่ทว่า... จากภาพความแร้นแค้นตกต่ำของตาเฒ่าสวี่ที่เสิ่นซีเคยเห็นเมื่อคราวก่อน ตาเฒ่าผู้นี้ไปเอาเงินมาจากที่ใดกัน?

"ไม่ต้องตกใจไป วันนี้ข้าดวงดี บังเอิญเจอเข้ากับลูกค้ารายใหญ่เข้าให้น่ะสิ หากมิเป็นเช่นนั้น ข้าหรือจะกล้าเข้ามานั่งดื่มสุรา คงถูกคนเขากระเพิดไล่ออกไปตั้งนานแล้ว"

ตาเฒ่าสวี่เอ่ยพลางผายมือเป็นเชิงบอกให้เสิ่นซีนั่งลงคุยกัน

เสิ่นซีนั่งลงร่วมโต๊ะกับตาเฒ่าสวี่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าร้านสุราแห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ค่อนข้างห่างไกลผู้คน กิจการจึงไม่ค่อยสู้ดีนัก ตัวร้านมีเพียงชั้นเดียว เมื่อนับรวมกันแล้วก็มีโต๊ะเพียงหกเจ็ดตัวเท่านั้น กระทั่งเงาของเถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อร์ก็ยังไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย

"ที่นี่เป็นร้านของท่านหรือ?" เสิ่นซีเอ่ยถาม

"หากชายชราเช่นข้ามีปัญญาถึงปานนั้น ยังจะต้องบากหน้าออกไปดิ้นรนหาเลี้ยงชีพอยู่ข้างนอกอีกหรือ?" ตาเฒ่าสวี่ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขื่น เขาหยิบตะเกียบออกมาจากกระบอกไม้ไผ่แล้วยื่นส่งให้เสิ่นซี "กินด้วยกันหรือไม่?"

เสิ่นซีไม่มีความคิดจะร่วมโต๊ะทานอาหารในสถานที่แปลกตาดังเช่นที่แห่งนี้เลยแม้แต่น้อย ข้อแรก เขาไม่รู้ว่าจานชามและอาหารพวกนี้สะอาดดีหรือไม่ ข้อสอง ภายในใจเขายังคงแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังอยู่หลายส่วน "ข้ากินมาจากบนเรือเรียบร้อยแล้วล่ะ"

ตาเฒ่าสวี่มองทะลุปรุโปร่งถึงความกังวลในใจของเสิ่นซี จึงดึงตะเกียบกลับคืนมาแล้วคลี่ยิ้มบางๆ "สหายตัวน้อย ข้าดูออกตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ว่าเจ้าโดดเด่นเหนือผู้คน... ข้าแกล้งตาบอดมาตั้งหลายปี ผู้ที่มองเพียงแวบเดียวก็รู้เท่าทันถึงความผิดปกติได้ ก็มีแต่สหายตัวน้อยเช่นเจ้าเพียงคนเดียวนี่แหละ"

เสิ่นซีขมวดคิ้วเอ่ยถาม "ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าดูออก?"

บนใบหน้าของตาเฒ่าสวี่เผยให้เห็นถึงความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน "ออกมาเร่ร่อนหากิน หากแม้แต่วิชาสังเกตสีหน้าท่าทางพื้นฐานยังทำไม่ได้ ก็คงเอาตัวไม่รอดถึงทุกวันนี้ คุณชายเจ็ดเสิ่น อายุยังน้อยทว่ากลับคว้าตำแหน่งอั้นโส่วประจำเมืองมาครองได้ ภายภาคหน้าย่อมมีวาสนาได้สอบผ่านเป็นจวี่เหรินและจิ้นซื่ออย่างแน่นอน... คำพูดของข้าในวันนั้น ก็เป็นเพียงการคาดเดาไปตามปกติ หากได้เงินตกรางวัลกลับมาสักสองสามเหวินก็ถือว่าดีแล้ว เจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย"

เสิ่นซีปรายตามองตาเฒ่าสวี่แวบหนึ่ง เขาคิดไม่ถึงเลยว่านักต้มตุ๋นเฒ่าเร่ร่อนผู้นี้จะอธิบายเรื่องราวเหล่านี้ให้ตนฟัง

เขามองดูพายุฝนที่สาดซัดกระหน่ำอยู่เบื้องนอก พลันรู้สึกกลัดกลุ้มใจขึ้นมาในบัดดล

"สหายตัวน้อย นานทีปีหนพวกเราถึงจะมีวาสนาพานพบกัน ให้ชายแก่ผู้นี้ตรวจดูโหงวเฮ้งให้เจ้าสักหน่อยดีหรือไม่? ข้าไม่คิดเงินหรอกนะ เพียงแค่อยากจะเอ่ยทำนายดูสักหน่อย หากเจ้าเชื่อ จะตกรางวัลให้เท่าไรก็ตามแต่ใจ แต่หากไม่เชื่อ... หึ ๆ ก็ถือเสียว่าชายแก่ผู้นี้พูดจาเหลวไหลก็แล้วกัน"

อีกฝ่ายแสดงความมีน้ำใจ เสิ่นซีก็ไม่อาจเสียมารยาทจนเกินไปนัก ทว่าการถูกตาเฒ่าซอมซ่อชวนให้รู้สึกน่ารำคาญจ้องมองเช่นนี้ ก็มิใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์นักเช่นกัน

เสิ่นซีเอ่ยขึ้น "โหงวเฮ้งของข้านั้นไม่ต้องรบกวนท่านดูหรอก ในเมื่อท่านกล่าวว่าตนเองทำนายดวงชะตาได้ ข้ามีอักษรอยู่ตัวหนึ่ง อยากให้ท่านช่วยทำนายทายทักดูสักหน่อย"

"ย่อมได้"

ตาเฒ่าสวี่ยื่นมือออกไปทันที เขาใช้นิ้วชี้จุ่มสุราในจอกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม "เจ้าว่ามา เป็นอักษรตัวใด?"

เสิ่นซีเอ่ยตอบ "อักษร 'ไต้' (黛) จากบทกวีที่ว่า หกตำหนักสนมนางในล้วนจืดจางไร้สีสัน"

(เชิงอรรถผู้แปล: หกตำหนักสนมนางในล้วนจืดจางไร้สีสัน (六宫粉黛无颜色) วรรคทองจากบทกวี "ฉางเฮิ่นเกอ" (เพลงโศกนิรันดร์) ของไป๋จวีอี้ กวีเอกแห่งราชวงศ์ถัง บรรยายถึงความงามของหยางกุ้ยเฟยที่ทำให้สนมกำนัลทั้งวังหลังดูจืดชืดไปถนัดตา ในที่นี้เสิ่นซีนำอักษร "ไต้" (黛) ที่แปลว่าผงเขียนคิ้วสีดำจากวรรคนี้มาให้ทำนาย)

ตาเฒ่าสวี่ใช้นิ้วเขียนอักษรตัวนั้นลงบนโต๊ะ ทว่าด้วยเพราะอักษรมีเส้นขีดมาก เพียงแค่เขียนอักษรตัวนี้ตัวเดียวเขาก็ใช้เวลาไปครึ่งค่อนวันแล้ว จากนั้นจึงเอ่ยถาม "เจ้าอยากรู้เรื่องใดเล่า?"

"เรื่องนี้คงต้องให้ท่านเดาเอาเองแล้วล่ะ หากสามารถทำนายได้ถูกต้องสักส่วนสองส่วน ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะมอบเงินตกรางวัลให้ท่านสักสองสามเหวิน พอดีข้ามีติดตัวอยู่พอดี" เสิ่นซีล้วงเหรียญทองแดงสองสามเหรียญออกมาจากสาบเสื้อ ซึ่งล้วนเป็นเงินค่าขนมที่โจวซื่อให้เขาไว้ใช้จ่ายในยามปกติ

ตาเฒ่าสวี่จ้องมองตัวอักษรนั้นอยู่พักใหญ่ พลันถอนหายใจออกมาแผ่วเบา "หากชายแก่ผู้นี้คาดเดามิผิด คุณชายใหญ่เสิ่นก็คงเหมือนกับลูกค้ารายใหญ่ที่ข้าได้พบในวันนี้ การที่มาหาข้าเพื่อขอให้ทำนายดวงชะตา ย่อมมีจุดประสงค์เดียวกัน"

"โอ้?" เสิ่นซีพิจารณามองตาเฒ่าสวี่

ตาเฒ่าสวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ตามหาคน... คุณชายเสิ่น ไม่ทราบว่าชายแก่ผู้นี้พูดถูกหรือไม่?"

เสิ่นซีจำต้องพิจารณาตาเฒ่าผู้นี้ใหม่อีกครั้ง ในความทรงจำของเสิ่นซี คนผู้นี้เป็นเพียงนักต้มตุ๋นเฒ่าที่เร่ร่อนหากินด้วยการหลอกลวงต้มตุ๋นชาวบ้านสารพัดวิธี ดีไม่ดีจนป่านนี้อาจไม่มีญาติมิตรอยู่เคียงข้างเลยแม้แต่คนเดียว ล่วงเข้าสู่วัยฮวาเจี่ยแล้วก็ยังต้องออกมาดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง ทว่าประสบการณ์ชีวิตของเขาย่อมต้องโชกโชนกว่าคนทั่วไปมากนัก มีเพียงผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนเท่านั้น ถึงจะรู้ลึกถึงการคาดเดาจิตใจผู้คน และเข้าใจหลักเหตุผลบางประการได้อย่างถ่องแท้

(เชิงอรรถผู้แปล: วัยฮวาเจี่ย (花甲) คือคำเรียกผู้ที่มีอายุ 60 ปี มีที่มาจากการนับปีนักษัตรและธาตุของจีนที่จะวนกลับมาบรรจบครบรอบในทุกๆ 60 ปี)

"อืม" เสิ่นซีไม่คิดจะปิดบัง เขายื่นเหรียญทองแดงสองสามเหรียญนั้นให้ "คนอยู่ที่ใด?"

ตาเฒ่าสวี่ทอดถอนใจ "พูดยาก พูดยากยิ่งนัก... ก็เหมือนกับที่ลูกค้ารายใหญ่วันนี้เอ่ยถามนั่นแหละ นางต้องการตามหาบิดา ทว่าบิดาของนางรับราชการเป็นขุนนางมานานปี จู่ ๆ กลับหายตัวไป เจ้าว่าเรื่องนี้มันมีเงื่อนงำหรือไม่เล่า? มีคนบอกให้นางมุ่งหน้าลงใต้เพื่อตามหา นางก็อุตส่าห์ดั้นด้นดุ่มลงมาถึงนี่จริง ๆ ทว่าคำแนะนำของข้าที่มีต่อนางนั้นมีเพียงประการเดียว นั่นคือจงมุ่งหน้าขึ้นเหนือ... ฮ่า ๆ คุณชายเสิ่น เจ้าทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?"

พอเสิ่นซีได้ฟังเช่นนี้ ก็พลันนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้

เรือทางการที่แวะเทียบท่าเมื่อตอนเที่ยงลำนั้น ล่องตามแม่น้ำลงมาจากทางเหนือ บางทีอาจจะเป็น 'ลูกค้ารายใหญ่' ตามที่ตาเฒ่าสวี่เอ่ยถึงก็เป็นได้

หากขุนนางเกิดหายตัวไปกะทันหัน ในยุคราชวงศ์หมิงเช่นนี้ย่อมมีความเป็นไปได้เพียงสองประการเท่านั้น ประการแรกคือถูกจับกุมตัวไปอย่างลับ ๆ ส่วนอีกประการก็คือถูกลอบสังหาร หากคนผู้นั้นตกตายไปแล้ว ศพย่อมต้องถูกเคลื่อนย้ายไปฝังกลบ การจะตามหาให้พบนั้นยากลำบากแสนสาหัส ทว่าความเป็นไปได้ในข้อนี้กลับไม่สูงนัก ท้ายที่สุดแล้วราษฎรย่อมไม่หาเรื่องต่อกรกับขุนนาง ไม่ว่ายุคสมัยใดการลอบสังหารขุนนางย่อมมีความผิดถึงประหารชีวิต ความเป็นไปได้มากที่สุดจึงน่าจะเป็นการถูกหน่วยงานของทางการจับกุมตัวไปอย่างลับ ๆ ซึ่งทิศทางที่มุ่งหน้าไปย่อมหนีไม่พ้นสองเมืองหลวงเหนือใต้อย่างแน่นอน

เสิ่นซีขบคิดจนทะลุปรุโปร่งแล้ว ทว่าเขาก็ยังคงส่ายหน้าอยู่ดี

ตาเฒ่าสวี่คลี่ยิ้ม ก่อนจะกล่าวต่อ "คนผู้นี้ที่คุณชายเสิ่นต้องการตามหา เมื่อข้าคำนวณจากตัวอักษรแล้ว ก็สมควรจะเกี่ยวข้องกับทางการเช่นกัน เรื่องของทางการนั้น... เป็นเรื่องที่ทำนายยากจริง ๆ ขืนพลั้งปากไปอาจเป็นการชักนำเภทภัยมาสู่ตน ก็เหมือนกับที่ตัวคุณชายเสิ่นเองได้เข้าใจเรื่องราวบางอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว ทว่ากลับเลือกที่จะเก็บงำไว้ในใจไม่ยอมปริปากพูดออกมา ล้วนเป็นเหตุผลเดียวกันนั่นแหละ"

พอเสิ่นซีได้ฟังดังนั้นก็รีบดึงเหรียญทองแดงกลับคืนมาทันที ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ขืนมัวแต่อมพะนำเช่นนี้ย่อมไม่ได้รับเงินตกรางวัลหรอกนะ ท่านลองพูดออกมาเถิด ข้าไม่ปริปากบอกใครแน่ แล้วเช่นนี้จะเป็นการชักนำภัยมาสู่ท่านได้อย่างไรกัน?"

ตาเฒ่าสวี่ส่ายหน้า "เงินเพียงไม่กี่เหวินนี้ ข้าไม่รับก็แล้วกัน ในเมื่อคุณชายเสิ่นอยากรู้ถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าก็ขอเตือนสติเจ้าสักประโยคเถิด คนบางคนแม้อยู่ไกลสุดหล้า ทว่าก็คล้ายอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม ชีวิตคนเราหลายครั้งหลายคราก็มักจะเป็นเช่นนี้ ยามที่เจ้าจงใจดั้นด้นตามหา กลับคว้าน้ำเหลวหาไม่พบ ทว่ายามที่เจ้ามิได้ใส่ใจ เขาผู้นั้นกลับมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเจ้าเสียอย่างนั้น"

เสิ่นซีนึกค่อนขอดอยู่ในใจ ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ พูดมาก็เท่ากับไม่ได้พูด คิดว่าเงินของข้าลอยมากับสายลมหรืออย่างไร?

"ไม่พูดก็ช่างเถิด"

เสิ่นซีมองดูพายุฝนเบื้องนอกที่เริ่มซาลงบ้างแล้ว จึงหยิบหมวกกุ้ยเล้ยขึ้นมาแล้วเดินจากไปทันที

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูร้าน ก็แลเห็นร่างของใครบางคนกำลังเร่งรีบมุ่งหน้ามาจากทางท่าเรือ ทว่ากลับเป็นสตรีผู้หนึ่งกางร่มที่โอนเอนไปมา วิ่งเหยาะ ๆ ฝ่าสายฝนตรงมาทางนี้อย่างเร่งร้อน

หญิงสาวผู้นั้นดูท่าคล้ายกำลังตามหาใครบางคนอยู่ กระทั่งวิ่งมาถึงหน้าร้านสุรา บนใบหน้าก็พลันปรากฏแววตื่นเต้นดีใจขึ้นมา นางถึงกับไม่ทันได้แยแสเส้นผมที่ถูกลมพัดจนยุ่งเหยิงและเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำฝน รีบก้าวพรวดพลาดเข้าไปด้านในทันที

สวนทางกับเสิ่นซีเข้าพอดิบพอดี

"ท่านผู้เฒ่า ในที่สุดก็หาท่านพบเสียที"

หญิงสาวเดินตรงดิ่งไปหยุดอยู่เบื้องหน้าตาเฒ่าสวี่ สีหน้าแฝงไว้ด้วยความร้อนรนและคาดหวังอยู่หลายส่วน "ข้าน้อยกลับไปขบคิดถึงคำกล่าวของท่านอย่างถี่ถ้วนแล้วเจ้าค่ะ ทว่าคิดไปคิดมา ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าควรจะมุ่งหน้าไปแห่งหนใด ฟ้ากว้างดินใหญ่ปานนี้ หากมุ่งหน้าขึ้นเหนือเพียงอย่างเดียว แล้วจะตามหาท่านพ่อพบได้อย่างไรกัน?"

จบบทที่ ตอนที่ 234 คำทำนาย

คัดลอกลิงก์แล้ว