- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 231 เรียกค่าตอบแทนสูงลิ่ว
ตอนที่ 231 เรียกค่าตอบแทนสูงลิ่ว
ตอนที่ 231 เรียกค่าตอบแทนสูงลิ่ว
เสิ่นซีต้องกลับไปเอาพู่กันและสีที่บ้านเสียก่อน จึงจะสามารถไปที่เจี้ยวฟางซือได้ แต่พอเพิ่งจะเดินพ้นประตูโรงน้ำชาออกมา ก็มีคนเดินตามมาติดๆ เสิ่นซีรู้สึกกังวลขึ้นมาทันที ทว่าพอหันกลับไปมองเห็นอีกฝ่ายสวมชุดบัณฑิต ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"คุณชายเสิ่น ขออภัยที่มารบกวนขอรับ"
ผู้ที่เดินเข้ามานั้นดูเกรงอกเกรงใจเป็นอย่างยิ่ง พอเดินเข้ามาใกล้ก็โค้งคำนับประจบประแจง ท่าทางดูสอพลอไม่เบา
เสิ่นซีพิจารณาคนผู้นี้แวบหนึ่ง อีกฝ่ายเป็นคนตัวเตี้ยผอมแห้ง ใบหน้าซีดเซียวเหลืองอ๋อย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นบัณฑิตยากไร้ที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะมัดไก่ ในเวลานี้เขากำลังซุกมือไว้ในแขนเสื้อพลางฉีกยิ้มประจบประแจง มองดูแล้วชวนให้รู้สึกน่ารังเกียจ
เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ท่านคือ?"
เขาจำไม่ได้เลยว่าเคยพบปะคนผู้นี้มาก่อน แต่เมื่อครู่นี้บนโรงน้ำชาก็มีคนอยู่ตั้งมากมาย หากเขาจะไม่ได้สังเกตเห็นใครบางคนก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
"คุณชายเสิ่นอย่าเพิ่งตกใจไปขอรับ ความจริงแล้วข้าน้อยมาเป็นคนกลางเจรจาแทนคุณชายเจี่ยงแห่งฝั่งตะวันตกของเมืองขอรับ คุณชายเจี่ยงอยากให้คุณชายเสิ่นช่วยเขียนบทความสือเหวินให้เขาสักบท ส่วนเรื่องค่าตอบแทน รับรองว่าคุณชายเจี่ยงจะไม่เอาเปรียบท่านอย่างแน่นอนขอรับ..."
พอได้ยินเช่นนั้น เสิ่นซีก็เข้าใจทันทีว่าคนผู้นี้เป็นคนมาเจรจา คาดว่าคุณชายเจี่ยงผู้นั้นคงไม่ได้สนิทสนมกับพวกคุณชายซูเท่าไหร่นัก จึงไม่ได้รับเชิญมาร่วมงานชุมนุมกวีในวันนี้ หรือไม่ก็อาจจะไม่เห็นคุณค่าของงานชุมนุมกวีนี้ จึงได้ส่งบัณฑิตยากไร้ผู้นี้มาเป็นนายหน้า เพื่อเจรจาขอให้เสิ่นซีช่วยทุจริตในการสอบประจำเดือนที่กำลังจะมาถึง
เสิ่นซีแกล้งถามกลับไป "ไม่ทราบว่าเป็นบทความเกี่ยวกับเรื่องอันใดหรือ?"
บนใบหน้าของบัณฑิตผู้นั้นปรากฏรอยยิ้มลึกลับ "คุณชายเสิ่นไม่เข้าใจหรือขอรับ? เอาจริงๆ ก็คือการสอบประเมินผลตอนสิ้นเดือนนี้นั่นแหละขอรับ อยากให้คุณชายเสิ่นช่วยแต่งเรียงความสี่ตำราให้สักบท ไม่ทราบว่าคุณชายเสิ่นจะสะดวกไปเจรจากับคุณชายเจี่ยงด้วยตัวเองได้หรือไม่ขอรับ?"
เสิ่นซีแอบคิดในใจว่า นี่ช่างพูดตรงไปตรงมาเสียจริง
การสอบประจำเดือนนั้นถึงจะไม่มีการคุมเข้ม แต่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรตามอำเภอใจได้หรอกนะ
ทว่าเรื่องนี้เสิ่นซีก็ยังไม่สามารถปฏิเสธไปตรงๆ ได้ เขาไม่รู้ว่าคุณชายเจี่ยงผู้นี้มีภูมิหลังอย่างไร หรือบางทีอาจจะมีคนที่หมั่นไส้เขา แอบจ้างคนมา 'ล่อซื้อ' ตั้งใจรอให้เขารับปากแล้วเขียนเรียงความให้เสร็จสรรพ จากนั้นก็เอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศให้ทั่วถึงตอนนั้นชื่อเสียงของเขาก็คงจะป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
"เรื่องนี้เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถิด"
เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าว "พอดีตอนนี้ข้าน้อยยังมีธุระด่วนต้องไปจัดการ เอาไว้มีโอกาสค่อยคุยกันใหม่ ดีหรือไม่?"
คนผู้นั้นรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทีของเสิ่นซีไม่ได้เหมือนคนพูดปด จึงพยักหน้ารับ "เช่นนั้น ข้าน้อยจะแวะไปเยี่ยมเยียนท่านใหม่ในวันหลังนะขอรับ"
เสิ่นซีประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะแยกย้ายกันไป
เสิ่นซีเดินพลางคิดในใจ 'วันหลังข้าขี้เกียจจะสนใจเจ้าแล้ว'
เนื่องจากเพิ่งจะสอบติดเป็นถงเซิงได้ไม่นาน ในเวลานี้เสิ่นซีจึงยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับบรรยากาศของบัณฑิตในยุคนี้เท่าไหร่นัก ทว่ากลิ่นอายของบัณฑิตในเมืองถิงโจวนี้ กลับทำให้เขารู้สึกถึงความว้าวุ่นและรีบร้อนอย่างประหลาด ทุกคนล้วนอยากจะก้าวกระโดดขึ้นสู่ยอดเขากันทั้งนั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: ก้าวกระโดดขึ้นสู่ยอดเขา ปรับบริบทมาจาก 一步登天 (yībù dēng tiān) ก้าวเดียวขึ้นสวรรค์ หมายถึงความสำเร็จหรือความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเกินไป)
อย่างเช่นงานชุมนุมกวีเมื่อครู่นี้ สิ่งที่บัณฑิตเหล่านั้นนำมาถกเถียงกัน แทนที่จะเป็นวิชาความรู้เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการอย่างจริงจัง กลับกลายเป็นการวิเคราะห์เรื่องการทหารและปัญหาบ้านเมือง ราวกับว่าเมื่อสอบผ่านระดับท้องถิ่นในปีหน้าแล้ว พวกเขาก็จะได้เข้ารับราชการเป็นขุนนางในราชสำนัก เพื่อเป็นที่พึ่งให้ราษฎรทั่วหล้าในบัดดล ช่างเป็นเรื่องที่น่าขบขันยิ่งนัก!
พอกลับไปถึงบ้านเพื่อหยิบพู่กันและสี เสิ่นซีก็กำชับหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์อีกครั้ง ก่อนจะออกเดินทางไปยังเจี้ยวฟางซือ
เมื่อไปถึงก็เพิ่งจะล่วงเข้าสู่ช่วงบ่ายคล้อย บรรยากาศรอบๆ เจี้ยวฟางซือในเวลานี้ช่างเงียบสงบยิ่งนัก
บ่าวรับใช้ที่คอยดูแลแขกคุ้นหน้าเสิ่นซีเป็นอย่างดีแล้ว จึงพาเขาเข้าไปจนถึงลานด้านในด้วยตนเอง ทว่าคราวนี้คนที่ออกมารับรองกลับไม่ใช่อวี้เหนียง แต่เป็นแม่นางซีเอ๋อร์ที่เดินออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
ซีเอ๋อร์ในยามนี้ แต่งตัวมาเป็นพิเศษ หยาดเยิ้มไปด้วยเสน่ห์หญิงสาว ในยามที่นางส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้ เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะใจเต้นระรัว ดวงตากลมโตดำขลับเป็นประกายแวววาว ราวกับดวงจันทร์และดวงดาวบนท้องฟ้า ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก นางเกล้าผมสูงเป็นมวยซ้ายขวา เข้ากับรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เอวคอดกิ่วราวกับหยิบจับได้ด้วยมือเดียว ลำคอเรียวระหงดุจหงส์ ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดละออไร้ที่ติ ยิ่งขับเน้นเสน่ห์อันเย้ายวนให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
เสิ่นซีพยายามอย่างหนักที่จะสะกดกลั้นความรู้สึกหวั่นไหวในใจลงไป พลางคิดในใจ 'หรือว่านางจะลงทุนเปลี่ยนจากหญิงสาวบริสุทธิ์กลายเป็นสตรีที่ผ่านการหลับนอนมาแล้ว เพื่อแลกกับเงินมาจ้างขาวาดภาพจริงๆ?'
เมื่อซีเอ๋อร์เห็นเสิ่นซี บนใบหน้านางก็ปรากฏรอยยิ้มแฝงความขี้เล่น "คุณชายเสิ่นนี่เชิญยากเชิญเย็นเสียจริงนะเจ้าคะ ปล่อยให้ข้าน้อยต้องรออยู่ที่นี่เสียนาน ชะเง้อชะแง้รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มา... หรือว่าคุณชายเสิ่นจะไม่ประสีประสาเรื่องความรู้สึกของหญิงสาวเอาเสียเลย?"
เสิ่นซีแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ "แม่นางซีเอ๋อร์หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?"
"ดีดพิณให้วัวฟัง"
ซีเอ๋อร์ขมวดคิ้วเรียว ดูเหมือนนางจะตระหนักได้ว่า การมาทำตัวยั่วยวนใส่เด็กอายุสิบขวบปีช่างเปล่าประโยชน์เสียจริง "ขึ้นมาสิ"
นางหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไป น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความดูแคลน
เสิ่นซีกวาดสายตามองไปรอบๆ "อวี้เหนียงล่ะขอรับ?"
ซีเอ๋อร์ตอบกลับอย่างเหยียดหยัน "แหม ช่างเลือกจริงๆ นะ คนอื่นก็ไม่สนใจ หรือว่าเจ้าแอบมีใจให้อวี้เหนียง... นางมีธุระ วันนี้ไม่อยู่หรอก เจ้าขึ้นมาที่ห้องข้าสิ ข้าไม่เอาเปรียบเจ้าแน่"
เสิ่นซีรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปในถ้ำแมงมุมก็ไม่ปาน
บนชั้นสองฝั่งทิศใต้ของเจี้ยวฟางซือแห่งนี้ มีห้องพักทั้งหมดสามห้อง ห้องหนึ่งเป็นของปี้เซวียน อีกสองห้องที่เหลือ ห้องหนึ่งเป็นของซีเอ๋อร์ และอีกห้องย่อมต้องเป็นของอวิ๋นหลิ่วอย่างแน่นอน
สตรีทั้งสามคนนี้น่าจะเป็น 'หญิงงามอันดับหนึ่ง' ของที่นี่ เสิ่นซีไม่เคยเห็นหน้าค่าตาที่แท้จริงของอวิ๋นหลิ่วมาก่อน แต่พอจะนึกภาพออกว่า สตรีผู้ที่ทำให้เกาฉงและเหลยอู่ต้องมาขัดแย้งกัน และทำให้ซูทงถึงกับเก็บไปเพ้อฝันหาอยู่ไม่ขาด อยากจะนัดพบเป็นการส่วนตัวให้ได้นั้น เพียงแค่การโฆษณาชวนเชื่อก็คงทำมาอย่างดีเยี่ยมแล้ว และรูปโฉมที่แท้จริงก็คงจะไม่ด้อยไปกว่าซีเอ๋อร์หรือปี้เซวียนเป็นแน่
เสิ่นซีเดินตามเข้าไปในห้องของซีเอ๋อร์พลางครุ่นคิดไปด้วย
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง กลิ่นหอมของดอกมะลิก็โชยมาปะทะจมูก... นี่คือกลิ่นของชาดและแป้งประทินโฉม การตกแต่งภายในห้องดูมีความเป็นห้องหอของหญิงสาวมากกว่าห้องของปี้เซวียนเสียอีก
หรูหราและงดงาม!
บนผนังมีผ้าแพรและผ้าไหมโปร่งสีสันสดใสแขวนประดับอยู่ มีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ตั้งพื้นถึงสี่ตู้ คาดว่าน่าจะเป็นตู้ที่ซีเอ๋อร์ใช้เก็บเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ส่วนผ้าห่มลายปักบนเตียงนอนก็ถูกพับเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หมอนปักลวดลายสวยงามนั้น เพียงแค่มองก็ชวนให้อยากจะทิ้งตัวลงไปหนุนนอนแล้ว
"เป็นอย่างไรบ้าง? ห้องของข้า ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ?" ซีเอ๋อร์ไม่เรียกตัวเองว่า 'ข้าน้อย' ต่อหน้าเสิ่นซีอีกต่อไป แต่กลับเรียกตัวเองว่า 'ข้า' อย่างเป็นกันเอง
เสิ่นซีพยักหน้าเล็กน้อย ตอบว่า "แม่นางซีเอ๋อร์จัดห้องได้สวยงามมากขอรับ"
บนใบหน้าของซีเอ๋อร์ปรากฏความลำพองใจ "นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว หากห้องหอของหญิงสาวดูจืดชืดจนเกินไป ก็คงจะพักผ่อนได้ไม่เต็มอิ่มเป็นแน่"
ทว่าเสิ่นซีกลับคิดในใจ 'ที่เจ้าตกแต่งห้องเสียสวยงามขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเพื่อดึงดูดใจบุรุษให้ลุ่มหลงจนลืมทางกลับบ้านหรอกหรือ?'
เสิ่นซีนั่งลง คราวนี้แม้แต่น้ำชาสักถ้วยก็ไม่มีมาต้อนรับ ซีเอ๋อร์โบกมือไปมาพลางเอ่ย "เริ่มวาดภาพได้แล้ว"
เสิ่นซีเงยหน้าขึ้นมองนาง "แม่นางซีเอ๋อร์ จะไม่รีบร้อนไปหน่อยหรือขอรับ? การจะวาดภาพนั้น ย่อมต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะอารมณ์และสร้างสรรค์จินตนาการเสียก่อน... อีกอย่าง ดูเหมือนว่าท่านจะลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไปนะขอรับ"
บนใบหน้าของซีเอ๋อร์ปรากฏแววโกรธเคืองจางๆ นางตวาด "ในเมื่อเชิญเจ้ามาแล้ว ข้าจะเบี้ยวหนี้เจ้าได้อย่างไรกัน? อายุยังน้อยแท้ๆ กลับทำตัวเป็นคนขี้เหนียว วันหน้าโตขึ้นไปจะต้องเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวชนิดที่ว่าดึงขนสักเส้นยังยากเป็นแน่ เจ้าคอยดูเถอะ..."
(เชิงอรรถผู้แปล: ดึงขนสักเส้นยังยาก ปรับบริบทมาจาก 一毛不拔的铁公鸡 ไก่เหล็กที่ถอนขนไม่ได้แม้แต่เส้นเดียว หมายถึงคนที่ขี้เหนียวและตระหนี่มากๆ)
ซีเอ๋อร์เดินเข้าไปหลังฉากกั้น ไม่นานก็มีเสียงรื้อค้นหีบดังแว่วมา เห็นได้ชัดว่านางเก็บซ่อนเงินก้อนนี้ไว้ลึกมากทีเดียว
"ไอ้เด็กขี้เหนียว..."
ซีเอ๋อร์ประคองห่อผ้าใบเล็กเดินออกมา พลางก้าวเดินอย่างแช่มช้อยและยังคงบ่นพึมพำไม่เลิก
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ที่จริงแล้ว ข้าน้อยเพียงแค่อยากจะเตือนแม่นางซีเอ๋อร์ว่า ควรจะเรียกคนมายกกระดานวาดภาพเข้ามาได้แล้ว ในเมื่อแม่นางซีเอ๋อร์ยินดีจะมอบค่าตอบแทนล่วงหน้า ข้าน้อยก็ขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดีขอรับ"
"เจ้านับดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าครบห้าสิบตำลึงหรือไม่? หากคิดว่าไม่ครบ จะเอาไปชั่งน้ำหนักที่ร้านรับแลกเงินดูก็ได้ ข้ารับรองว่าไม่ขาดไปแม้แต่ตำลึงเดียวแน่นอน" บนใบหน้าของซีเอ๋อร์แฝงความปวดร้าวใจอยู่ไม่น้อย
นางทั้งอยากได้ภาพวาดบุคคลที่งดงามเหนือใคร แต่ก็อดเสียดายเงินตำลึงก้อนนี้ไม่ได้เช่นกัน ระหว่างสองสิ่งนี้ย่อมต้องมีสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมสละ เมื่อทอดสายตามองดูก้อนเงินแต่ละก้อน นางก็จำต้องกัดฟันกรอด แล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
ภายในห่อผ้าใบเล็กนั้นเต็มไปด้วยก้อนเงินขนาดห้าตำลึง เนื้อเงินบริสุทธิ์ดีเยี่ยม แม้ว่าตราประทับจะถูกหลอมละลายทำลายทิ้งไปอย่างจงใจ ทว่ามองเพียงปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นเงินหลวง
ในสมัยราชวงศ์หมิง เงินแท่งแบ่งออกเป็นเงินที่หล่อโดยทางการและเงินที่หล่อโดยเอกชน มีขนาดตั้งแต่ห้าสิบตำลึง, สิบตำลึง, ห้าตำลึง, สี่ตำลึง, สามตำลึง, สองตำลึง และหนึ่งตำลึง เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ว บนเงินแท่งจะมีรอยจารึกระบุแหล่งที่มาของรายได้ แหล่งผลิต ปีที่ผลิต ความบริสุทธิ์ของเนื้อเงิน ชื่อโรงหล่อ หรือชื่อช่างทำเงิน เป็นต้น และในแต่ละก้อนก็จะมีชื่อหน่วยงานทางการกำกับไว้ด้วย เช่น "สำนักภาษี" หรือ "โรงหล่อเงินตราหลวง" เป็นต้น
หากไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินหลวงเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ก็เป็นเรื่องง่ายมากที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาล
เสิ่นซีหยิบก้อนเงินสองก้อนขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ "เงินก้อนนี้ เกรงว่าที่มาคงจะไม่ค่อยถูกต้องนักกระมังขอรับ?"
พอซีเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟทันที "เจ้าหมายความว่าอย่างไร? นี่เจ้ากำลังกล่าวหาว่าเงินของข้าเป็นเงินที่ขโมยมางั้นเรอะ?"
เสิ่นซีหัวเราะเบาๆ "ข้าน้อยไม่ได้มีความหมายเช่นนั้นเลยขอรับ เพียงแต่ก้อนเงินเหล่านี้ เป็นก้อนเงินหลวงที่หล่อขึ้นในรัชศกหงจื้อปีที่สี่ หากท่านนำออกไปใช้จ่ายเช่นนี้ ย่อมต้องเกิดเรื่องเป็นแน่"
"เจ้า... เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน?"
ซีเอ๋อร์เบิกตากว้างมองเสิ่นซีด้วยความตกใจ จากสีหน้าของนาง คาดว่านางคงจะรู้ดีอยู่แล้วว่าก้อนเงินเหล่านี้เป็นเงินหลวง เพียงแต่หวังจะหลอกเสิ่นซีที่ยังเด็กว่าไม่รู้ประสีประสา
เสิ่นซีส่ายหน้าพลางเอ่ย "แม่นางซีเอ๋อร์อาจจะยังไม่ทราบ ข้าน้อยมีญาติผู้ใหญ่ทำงานอยู่ที่โรงเงินในเมืองนี้เองขอรับ"
"ถุย เจ้าคิดว่าข้าหลอกง่ายนักหรือ? ใครๆ เขาก็รู้กันทั่วว่าเจ้าเป็นนายน้อยของโรงเงิน อายุแค่นี้ กลับเชี่ยวชาญเรื่องเงินๆ ทองๆ เสียเหลือเกิน... ตกลงว่าอย่างไร เงินก้อนนี้เจ้าจะรับหรือไม่รับ?" สุดท้ายซีเอ๋อร์ก็จ้องมองเสิ่นซีด้วยสายตาแกมข่มขู่
เสิ่นซีส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
ก้อนเงินหลวงประเภทนี้ เห็นได้ชัดว่าผ่านการจงใจทำลายหลักฐานมาแล้ว ร้อยทั้งเก้าสิบล้วนมีที่มาไม่ถูกต้อง อันที่จริงหากเขานำเงินพวกนี้กลับไป เขาก็มีวิธีจัดการได้ นั่นคือการให้โรงเงินนำไปหลอมใหม่ ทว่าการทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการปลอมแปลงเงินตรา การหลอมเงินหลวง หากมีผู้ล่วงรู้เข้า โทษถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว
ซีเอ๋อร์ขบฟันแน่น สองมือกำหมัดแน่น ราวกับอยากจะพุ่งเข้าไปทุบตีเสิ่นซีให้แหลกคามือ แต่สุดท้ายนางก็ทำได้เพียงกระทืบเท้าด้วยความโกรธแค้น "เจ้าคอยดูเถอะ"
กล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินเข้าไปในห้อง จัดการรื้อค้นข้าวของหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ถึงขนาดดึงปิ่นหยกที่ปักอยู่บนศีรษะออกมารวมไว้ในกล่องผ้าไหมจนหมดสิ้น ก่อนจะยกกล่องผ้าไหมนั้นมาวางไว้ตรงหน้าเสิ่นซี
"เอ้านี่ เครื่องประดับของข้า หลายชิ้นข้าก็ซื้อมาด้วยเงินหลายตำลึง หรือเป็นสิบตำลึงเชียวนะ ต่อให้หักค่าเสื่อมราคา... รวมๆ แล้วก็น่าจะถึงห้าสิบตำลึงแล้วกระมัง?"
เสิ่นซีพิจารณาเครื่องประดับในกล่องผ้าไหมอย่างละเอียด ไม่มีเครื่องประดับทองคำเลย แต่มีเครื่องประดับเงินอยู่สองสามชิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องหยกและเครื่องประดับทำมือที่สวยงามแต่ไม่มีราคาค่างวดอันใด
ดูออกว่าของเหล่านี้ล้วนเป็นของรักของหวงของหญิงสาว แต่ละชิ้นได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เสิ่นซีส่ายหน้าอีกครั้ง "ของพวกนี้ หากนำไปโรงรับจำนำ อย่างมากก็คงได้เงินแค่สิบตำลึงเท่านั้นขอรับ"
คราวนี้ซีเอ๋อร์ถึงกับเดือดปุดๆ ขึ้นมาจริงๆ "เจ้า... เจ้าอย่ามารังแกกันให้มากนักนะ ของพวกนี้ข้าใช้เงินซื้อมาตั้งมากมาย ซื้อมาจากหลายที่ด้วย..."
หรือบางทีนางอาจจะนึกขึ้นได้ว่ามีคำพูดบางคำที่ไม่สมควรพูด นางจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง "ข้าขอถามเจ้าคำเดียว เจ้าจะรับหรือไม่รับ?"
เสิ่นซีรู้สึกสงสัยอยู่ในใจ ตามหลักแล้วหญิงสาวที่อยู่ในเจี้ยวฟางซือ ก็เปรียบเสมือนนกในกรงทอง แล้วนางจะเดินทางไปซื้อของจากหลายที่ได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น ก้อนเงินหลวงที่มาไม่ถูกต้องเหล่านั้น ก็ยิ่งทำให้เสิ่นซีรู้สึกเคลือบแคลงใจมากขึ้นไปอีก
แต่จะบอกว่านางไม่ใช่หญิงคณิกาในสถานเริงรมย์ ก็คงจะไม่ใช่ เพราะก่อนหน้านี้ในงานเลี้ยงตอนที่นางรินสุราปรนนิบัติซูทง นางก็แสดงท่าทียั่วยวนบุรุษด้วยความเอียงอายและมีเสน่ห์ได้อย่างแนบเนียน ชนิดที่เรียกว่าสินค้าแท้ราคาเป็นธรรมเลยทีเดียว
(เชิงอรรถผู้แปล: สินค้าแท้ราคาเป็นธรรม (货真价实) ของแท้คุณภาพดีสมราคา ไม่หลอกลวง)
ทำอาชีพใดก็ต้องรักอาชีพนั้น…
"ข้าน้อยเป็นคนมีหลักการขอรับ หากบอกว่าไม่พอ ก็คือไม่พอ ยกเว้นเสียแต่ว่า..." จู่ๆ เสิ่นซีก็ทอดสายตาพิจารณาปิ่นปู้เหยาที่ประดับอยู่บนศีรษะของซีเอ๋อร์
อันที่จริงปิ่นปู้เหยาชิ้นนั้น ไม่ใช่เครื่องประดับทองคำแต่อย่างใด ทว่ากลับถูกรังสรรค์ขึ้นจากการผสมผสานระหว่างหยกและเงิน ยามที่ก้าวเดินจะเกิดเสียงดังกังวาน "กรุ๊งกริ๊ง" แผ่วเบา ไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก
สองครั้งก่อนหน้านี้ที่เสิ่นซีพบซีเอ๋อร์ เขาไม่เคยเห็นนางสวมใส่ปิ่นชิ้นนี้มาก่อน คาดว่าน่าจะเป็นของล้ำค่าก้นหีบของนาง เพียงแต่วันนี้นางต้องการให้เสิ่นซีวาดภาพให้ นางจึงอยากจะเผยความงดงามที่สุดออกมาให้เห็น จึงได้นำปิ่นชิ้นนี้มาประดับ
ซีเอ๋อร์รู้ตัวทันทีว่าสายตาของเสิ่นซีกำลังจับจ้องไปที่ใด บนใบหน้าของนางพลันปรากฏแววโกรธเคืองจางๆ ดวงตาคู่สวยลุกวาวด้วยไฟโทสะ ราวกับอยากจะพุ่งเข้าไปฉีกร่างของเสิ่นซีออกเป็นชิ้นๆ ทว่าสุดท้ายนางก็ยอมกัดฟันตอบ "ให้เจ้าก็ได้ แต่... เจ้าต้องให้ข้าสวมปิ่นนี้ไว้ตลอดทั้งวันนี้ก่อน รอจนเจ้าวาดภาพเสร็จ ถึงจะถอดให้เจ้าได้"