- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 230 งานชุมนุมกวี
ตอนที่ 230 งานชุมนุมกวี
ตอนที่ 230 งานชุมนุมกวี
เมื่อซูทงเห็นว่ามีคนมาเชิญเสิ่นซี ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก จึงรีบซักถามความเป็นมา
เสิ่นซีไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องที่เขาเคยไปวาดภาพให้ปี้เซวียนที่เจี้ยวฟางซือ แต่สาวใช้คนนั้นกลับชิงอธิบายจุดประสงค์ของตนออกมาเสียก่อน "คุณหนูของข้าน้อย เชิญคุณชายเสิ่นไปวาดภาพให้เจ้าค่ะ"
ดวงตาของซูทงเป็นประกายวาบ เอ่ยถาม "ไม่ทราบว่าคุณหนูที่ว่า คือคุณหนูบ้านใดหรือ?"
เรื่องที่มีสตรีส่งคนมาเชิญบุรุษไปวาดภาพให้เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง ต่อให้เป็นคุณหนูบ้านไหนที่กำลังจะออกเรือน หากต้องการจ้างจิตรกร ก็ย่อมเป็นเรื่องของคนในครอบครัวที่ต้องจัดการให้ ไม่มีทางที่คุณหนูจะส่งคนมาเชิญด้วยตัวเองเป็นแน่
สาวใช้ตอบว่า "คุณหนูของข้าน้อยคือแม่นางซีเอ๋อร์แห่งเจี้ยวฟางซือ คุณชายซูก็รู้จักนี่เจ้าคะ"
พอได้ยินเช่นนั้น ซูทงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่น เขาพินิจพิจารณาเสิ่นซีด้วยความกังขา "น้องเสิ่น เจ้ากับซีเอ๋อร์สนิทสนมกันมากงั้นหรือ?"
เสิ่นซีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
ซูทงถือว่าซีเอ๋อร์เป็นหญิงในดวงใจของตน มิเช่นนั้นวันนั้นคงไม่ยอมออกหน้าเป็นองครักษ์พิทักษ์บุปผา โต้เถียงกับพวกเกาฉงเพื่อปกป้องซีเอ๋อร์ จนถึงขั้นต้องเจ็บตัวหรอก เขาจึงทำได้เพียงตอบปัดๆ ไป "วันนั้นอวี้เหนียงจู่ๆ ก็พูดเรื่องให้ขาวาดภาพขึ้นมา..."
ซูทงไม่ได้คิดอะไรมาก หากเป็นคุณชายเจ้าสำราญรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีความสัมพันธ์อันคลุมเครือกับซีเอ๋อร์เช่นนี้ เขาอาจจะรู้สึกเป็นศัตรูขึ้นมา แต่เสิ่นซีเพิ่งจะเป็นเพียงเด็กวัยสิบขวบปี ต่อให้เขายอมรับว่าความรู้สู้เสิ่นซีไม่ได้ แต่เขาก็ไม่มีทางพ่ายแพ้ในเรื่องเสน่ห์ของบุรุษเพศอย่างแน่นอน
ซูทงหัวเราะร่วน "ก็น่าสนุกดีนี่... แม่นางน้อย เจ้ารีบกลับไปบอกแม่นางซีเอ๋อร์เถอะ ว่าวันนี้คุณชายเสิ่นมีนัดกับพวกข้าแล้ว รอจนงานชุมนุมกวีเลิกรา ข้าจะพาคุณชายเสิ่นไปเยี่ยมเยียนด้วยตัวเอง"
สาวใช้ไม่กล้าขัดคำสั่ง รับคำแล้วก็รีบจ้ำอ้าวจากไป
รอจนสาวใช้เดินลับสายตาไปแล้ว ซูทงก็ผายมือเชิญเสิ่นซี "น้องเสิ่น พวกเราไปสนทนากันที่โรงน้ำชาดีหรือไม่?"
เสิ่นซีมองไปที่ด้านหลังของซูทง ล้วนเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาที่เคยไปเจี้ยวฟางซือพร้อมกับซูทงในวันนั้น และได้เป็นประจักษ์พยานเหตุการณ์ที่เขาถูกรุมทุบตีด้วยกันทั้งสิ้น
ว่ากันตามหลักแล้ว การที่ซูทงถูกทุบตี ย่อมต้องรู้สึกอับอายขายหน้า ในเวลานี้ควรจะเก็บตัวสำนึกผิดอยู่แต่ในบ้าน ไม่สมควรออกมาจัดงานชุมนุมกวีอันใด ต่อให้จำเป็นต้องออกมา ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นให้มากที่สุด อย่างไรเสียหน้าตาของลูกผู้ชายก็เป็นเรื่องสำคัญ
เสิ่นซีรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง "ข้า... ยังต้องเตรียมตัวสอบตอนสิ้นเดือนอีก"
ซูทงหัวเราะร่วน "งานชุมนุมกวีที่พี่ชายเจ้าเป็นคนจัดในวันนี้ ก็เพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้นี่แหละ... ข้าได้ยินมาว่ามีบัณฑิตในเมืองที่มีแววว่าจะสอบผ่านระดับท้องถิ่นแถมยังเก่งกาจไม่เบา คิดอยากจะประลองความรู้กับเจ้าในการสอบสิ้นเดือนนี้ คนพวกนั้นไม่ใช่ย่อยๆ เลยนะ"
การที่เสิ่นซีสอบได้เป็นอั้นโส่วในการสอบระดับเมือง มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับ โดยเฉพาะพวกถงเซิงรุ่นก่อนๆ ที่ยิ่งรู้สึกไม่ยอมรับเข้าไปใหญ่ การสอบระดับเมืองเป็นเพียงการสอบคัดกรองเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สอบผ่านระดับอำเภอ เพื่อให้ได้สถานะถงเซิง ทว่าในการสอบประจำเดือนครั้งนี้ ตราบใดที่ยังไม่ได้สอบผ่านระดับท้องถิ่นจนได้เป็นซิ่วไฉ เหล่าถงเซิงทุกคนล้วนต้องเข้าร่วม แม้ว่าขอบเขตของผู้เข้าสอบจะแคบกว่าการสอบระดับเมือง แต่คุณภาพของผู้เข้าสอบกลับสูงกว่ามาก
เสิ่นซีกล่าวอย่างถ่อมตน "ข้าเพิ่งจะสอบผ่านระดับเมืองเท่านั้น ยังไม่มีประสบการณ์ในการสอบระดับท้องถิ่นเลย จะกล้าไปแสดงความโง่เขลาต่อหน้าศิษย์พี่ทั้งหลายได้อย่างไร?"
ซูทงหัวเราะร่วน "นับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าหมิงมา ผู้ที่สอบได้อั้นโส่วในการสอบระดับเมืองของเมืองถิงโจว ไม่มีผู้ใดเลยที่ไม่ได้รับบรรดาศักดิ์เซิงหยวน (ซิ่วไฉ) น้องเสิ่น ไม่ใช่ว่าพี่ชายจะว่าเจ้าหรอกนะ การที่เจ้าสอบได้อั้นโส่วแล้วมีคนริษยา นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพรสวรรค์ของเจ้านั่นแหละ พี่ชายล่ะอิจฉาเจ้าจริงๆ"
ในเวลานี้คุณชายเจิ้ง หรือเจิ้งเชียน ก็เดินเข้ามาสมทบ "สิ่งที่พี่ซูพูดมาถูกต้องที่สุด พวกเราล้วนอิจฉาที่น้องเสิ่นมีคนมาริษยา สมดั่งคำกล่าวที่ว่า คนที่ไม่ถูกริษยาคือคนไร้ความสามารถนั่นแหละ"
ซูทงยังคงพูดเกลี้ยกล่อมต่อไป เพื่อให้เสิ่นซีไปพบปะกับคนที่ต้องสอบประจำเดือนด้วยกัน จะได้รู้เขารู้เราไว้ล่วงหน้า เสิ่นซีจนปัญญาจะปฏิเสธ จึงทำได้เพียงไปขออนุญาตโจวซื่อ เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จึงออกเดินทางไปพร้อมกับซูทงและคนอื่นๆ
ระหว่างทาง ซูทงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ พูดคุยหัวเราะร่วนกับเจิ้งเชียนและคนอื่นๆ อย่างออกรสออกชาติ
เสิ่นซีรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก คิดในใจว่า "หรือว่าวันนั้นซูทงจะดื่มจนเมามายไม่ได้สติ พอตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นก็จำอะไรไม่ได้เลย แล้วคิดไปเองว่าตัวเองแค่หกล้มงั้นหรือ?"
ใกล้จะถึงโรงน้ำชาที่นัดหมายไว้ จู่ๆ ซูทงก็หันไปพูดกับเจิ้งเชียน "เมื่อไหร่จะได้ไปเยี่ยมเยียนที่จวนของพี่เจิ้ง แล้วดื่มสุราด้วยกันอีกล่ะ? วันก่อนที่ได้ดื่มสุราด้วยกัน รสชาตินั้นยังติดตรึงใจไม่รู้ลืมเลย"
เมื่อเห็นซูทงมีรอยยิ้มพิลึกพิลั่นปรากฏบนใบหน้า เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ ซูทงผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเจตนาไม่ได้อยู่ที่สุราเสียแล้ว
ดวงตาของเจิ้งเชียนหยีลง "หากพี่ซูยินดีจะไป ข้าน้อยก็พร้อมต้อนรับเสมอ เพียงแต่... ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะได้ไปเป็นแขกที่จวนของท่านบ้างเล่า?"
"เลือกวันสู้วันนี้ไม่ได้หรอก... เอาเป็นวันนี้เลยก็แล้วกัน รอให้งานชุมนุมกวีเลิกรา เจ้าก็กลับจวนไปพร้อมกับข้าเลย ให้ภรรยาของข้าจัดเตรียมสุราอาหารไว้ให้พร้อม แล้วเราสองคนมาดื่มสุราสนทนากันให้สำราญ"
ตอนที่ซูทงพูดประโยคนี้ เขาเอ่ยชวนเจิ้งเชียนเพียงคนเดียว ความหมายแฝงนั้นชัดเจนยิ่งนัก นี่คือ 'ข้อตกลง' ลับๆ ระหว่างเขากับเจิ้งเชียน คนอื่นต่อให้อยากไปก็ไม่มีสิทธิ์
จู่ๆ เสิ่นซีก็รู้สึกขนลุกซู่ โชคดีที่เขายังไม่ได้แต่งภรรยาหรือรับอนุ มิเช่นนั้นหากถูกซูทงหมายตาเข้า ต่อให้ไม่ขยะแขยงจนตาย ก็คงขยะแขยงจนทนไม่ไหวเป็นแน่ ทว่าในยุคสมัยที่พฤติกรรมของบัณฑิตเสื่อมทรามและเละเทะเช่นนี้ เรื่องพรรค์นี้กลับกลายเป็น 'รสนิยมอันสุนทรีย์' ไปเสียได้ แม้แต่ยอดกวีชื่อดังที่ได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์บางคนก็ยังหมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย เสิ่นซีจึงไม่อาจใช้ค่านิยมของเขาไปตัดสินการกระทำของซูทงและเจิ้งเชียนได้
เสิ่นซีเปลี่ยนเรื่องคุย เอ่ยถามขึ้นว่า "คุณชายซู อาการบาดเจ็บที่ท่านได้รับเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ไม่เป็นอะไรมากแล้วใช่หรือไม่?"
ซูทงถอนหายใจด้วยความเคียดแค้น สองมือกำหมัดแน่น "ความอัปยศที่เจ้าแซ่เกามอบให้ข้า วันหน้าข้าจะต้องเอาคืนเป็นสองเท่าให้จงได้!" กล่าวจบ รอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายไป แม้แต่ท่าทีผ่อนคลายยามเอ่ยถึงเรื่องสุรานารีเมื่อครู่ก็อันตรธานไปสิ้น แทนที่ด้วยแววตาดุร้ายและอำมหิต
...
…
สถานที่นัดหมายคือโรงน้ำชาที่ชื่อว่า "ชุ่ยอวิ๋นฉาฟาง" เป็นอาคารไม้สองชั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำถิงเจียงทางทิศตะวันออกของเมือง เมื่อเดินขึ้นไปบนระเบียงชั้นสอง ก็จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขาเขียวขจีและสายน้ำใสสะอาด ตลอดจนความอึกทึกครึกโครมของบ้านเมืองได้อย่างชัดเจน
(เชิงอรรถผู้แปล: ชุ่ยอวิ๋นฉาฟาง (翠云茶坊) มีความหมายว่า โรงน้ำชาเมฆามรกต หรือ โรงน้ำชาเมฆเขียวขจี)
งานชุมนุมกวีในครั้งนี้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ผู้ที่เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมาก่อนล่วงหน้า อาจจะมีคนกลางคอยแนะนำให้รู้จักกันก็ได้
ผู้ที่มาจากสำนักศึกษาและโรงเรียนเดียวกัน หรือมาจากบ้านเกิดเมืองนอนและมีบรรพบุรุษเดียวกัน ก็สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ได้
ซูทงเป็นคนกว้างขวาง มีสหายมากมาย เขาต้องสูญเสียมารดาและบิดาไปตามลำดับ จึงต้องไว้ทุกข์ ทำให้เสียเวลาไปหลายปีกว่าจะได้เข้าร่วมการสอบระดับอำเภอ ซึ่งก็เปรียบเสมือนนักเรียนที่ต้องเรียนซ้ำชั้นนั่นเอง ผู้เข้าสอบในรอบหลายปีมานี้ที่มีชื่อเสียงในเมือง ล้วนเคยไปมาหาสู่กับเขาบ้างไม่มากก็น้อย อีกทั้งเขาก็เป็นคนมีความรู้ อุปนิสัยเปิดเผยใจกว้าง และมือเติบกล้าใช้สอยงินทอง ผู้อื่นจึงเต็มใจที่จะคบหาสมาคมกับเขา
บริเวณชั้นสองของโรงน้ำชาชุ่ยอวิ๋นฉาฟาง ถูกบรรดาบัณฑิตที่มาร่วมงานชุมนุมกวีเหมาไว้ทั้งหมด มีผู้มาร่วมงานประมาณเจ็ดถึงแปดโต๊ะ รวมแล้วสามถึงสี่สิบคน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้เข้าสอบในรอบก่อนๆ ซึ่งซูทงกลับสนิทสนมกับพวกเขามากกว่าผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกันเสียอีก
ในฐานะผู้ริเริ่มจัดงานชุมนุมกวี ซูทงจึงเป็นคนกลางคอยแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกัน และบรรดาบัณฑิตที่มาร่วมงานก็ล้วนทราบดีว่า เสิ่นซีก็คือ 'เด็กอัจฉริยะน้อย' ที่ผู้คนในเขตเมืองถิงโจวกำลังกล่าวขวัญถึงมากที่สุดในขณะนี้ ผู้ซึ่งสามารถคว้าตำแหน่งอั้นโส่วจากการสอบระดับเมืองมาครองได้ด้วยบทกวีเพียงสองบทเท่านั้น
ในแง่ของมารยาท คนเหล่านี้ก็ยังถือว่าปฏิบัติต่อเสิ่นซีอย่างให้เกียรติ แต่พอทักทายกันด้วยรอยยิ้มจอมปลอมจบลง สิ่งที่ตามมาก็คือความคลางแคลงใจและการดูแคลน
เสิ่นซีคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องมีคนริษยา เมื่อแนะนำตัวกันเสร็จสรรพ เขาก็เดินไปนั่งลงที่โต๊ะริมหน้าต่างตามลำพัง ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสบายอารมณ์ ชื่นชมทิวทัศน์ภูเขาและสายน้ำ การออกมาเยือนในครั้งนี้ ก็ถือเสียว่าเป็นการมาพักผ่อนหย่อนใจก็แล้วกัน
ลำดับต่อไปก็คือการนั่งล้อมวงเสวนา สิ่งที่สนทนากันก็คือความรู้และวาทศิลป์ คล้ายคลึงกับการโต้วาที ทว่าไม่มีหัวข้อที่กำหนดตายตัว สามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นทัศนะที่มีต่อบุคคลในประวัติศาสตร์ หรือทรรศนะอันเป็นเอกลักษณ์ในด้านวิชาการ ก็ล้วนหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันได้ทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่น มีคนเปิดประเด็นขึ้นมาว่า "เมื่อวันก่อน ข้าน้อยกลับไปอ่านคัมภีร์กงหยางจ้วนอีกครา บังเอิญได้ข้อคิดบางประการ..." จากนั้นก็บรรยายความยาวเหยียด ผู้อื่นสามารถแสดงความคิดเห็น หรือจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นก็ได้เช่นกัน
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์กงหยางจ้วน (公羊传) หนึ่งในสามคัมภีร์หลักที่อรรถาธิบายคัมภีร์ชุนชิว (春秋三传) ว่าด้วยพงศาวดารและการเมือง)
งานชุมนุมกวีเช่นนี้ ในช่วงกลางราชวงศ์หมิงที่บ้านเมืองสงบร่มเย็น ไร้ซึ่งศึกสงครามทั้งภายในและภายนอก บรรยากาศการเล่าเรียนของบัณฑิตกำลังเฟื่องฟู สามารถกล่าวได้ว่ามีให้เห็นอยู่ดาษดื่น
ทว่านกเบญจวรรณย่อมรวมฝูงกับนกเบญจวรรณ คนประเภทเดียวกันย่อมจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน งานชุมนุมกวีเช่นนี้ โดยพื้นฐานแล้วมักจะเป็นการรวมตัวกันของคนในชนชั้นเดียวกัน ถงเซิงก็จัดงานชุมนุมกวีของถงเซิง เซิงหยวนก็จัดงานชุมนุมกวีของเซิงหยวน ระดับความรู้ความสามารถใกล้เคียงกัน จะได้ไม่เกิดอาการตกตะลึงจนอ้าปากตาค้าง พูดอะไรไม่ออกเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางบัณฑิตผู้ทรงภูมิปัญญา และก็ไม่ต้องรู้สึกเหมือนดีดพิณให้วัวฟังเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางคนไม่รู้หนังสือ
(เชิงอรรถผู้แปล:
เซิงหยวน (生员) คือคำเรียกอย่างเป็นทางการของบัณฑิตที่สอบผ่านและได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาของรัฐ หรือที่บุคคลทั่วไปนิยมเรียกว่า "ซิ่วไฉ" (秀才))
ดีดพิณให้วัวฟัง (对牛弹琴 ) หมายถึงการพูดเรื่องลึกซึ้งให้คนที่ไม่เข้าใจฟัง)
ในด้านอายุก็จะมีการแบ่งกลุ่มกันเองด้วยเช่นกัน อย่างเช่นงานชุมนุมกวีในครั้งนี้ โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นถงเซิงอายุราวๆ ยี่สิบปี ที่เตรียมตัวจะเข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่นในปีหน้ามารวมตัวกัน
เสิ่นซีนั่งฟังอยู่เงียบๆ รู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินสักเท่าไหร่
คนรอบข้างไม่ค่อยมีใครเป็นฝ่ายเริ่มเข้ามาพูดคุยกับเขา เขาจึงทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับฟังก็พอแล้ว และในหลายๆ ครั้ง ต่อให้เขามีโอกาสได้ร่วมวงสนทนา เขาก็ไม่อยากจะแสดงความคิดเห็นอันใด เพราะวิสัยทัศน์ของเขาแตกต่างจากคนเหล่านี้มาก การรับรู้ในเรื่องวิชาการของคนเหล่านี้มีข้อจำกัดที่คับแคบจนเกินไป พวกเขาถูกปรัชญาหลี่เสวียของสำนักเฉิง-จูครอบงำอย่างฝังรากลึก แนวคิดและหลักการหลายอย่างของพวกเขา เสิ่นซีจึงไม่อาจเห็นด้วยได้เลย
ตลอดทั้งงานชุมนุมกวี เสิ่นซีเอ่ยปากแค่ช่วงแรกๆ โดยกล่าวถ้อยคำตามมารยาทเพียงไม่กี่ประโยค อย่างเช่น "เลื่อมใสๆ" หรือ "ยินดีที่ได้รู้จัก" เท่านั้น
ในทางกลับกัน ซูทงกลับพูดจาฉะฉานเป็นคุ้งเป็นแคว แม้แต่เจิ้งเชียนและคนอื่นๆ ก็ยังแย่งกันแสดงทรรศนะ พวกเขาล้วนเป็นผู้เข้าสอบในปีนี้ จำเป็นต้องสร้างชื่อเสียงเพื่อปูทางให้ตัวเองสำหรับการสอบระดับท้องถิ่นในปีหน้า
ในสนามสอบ ผู้คุมสอบมักจะให้ความสำคัญกับ 'คุณธรรมและจริยธรรม' ของผู้เข้าสอบเป็นอย่างมาก และการจะประเมินว่า 'คุณธรรมและจริยธรรม' ดีหรือไม่นั้น ผู้คุมสอบย่อมไม่สามารถไปตรวจสอบด้วยตัวเองทีละคนได้ การจะดูคนให้ออก หากใช้เวลาไม่ถึงสามถึงห้าปีย่อมมองไม่ทะลุปรุโปร่ง วิธีที่ดีที่สุดจึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการสืบเสาะจากชื่อเสียงและเสียงเล่าลือของคนผู้นั้น
หากพบเจอคนที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างในทางที่ไม่ดี หรือแม้กระทั่งถูกขนานนามว่าเป็นพวก 'หยิ่งยโสโอหังบ้าคลั่ง' ต่อให้ความรู้จะดีเลิศเพียงใด ก็ไม่มีทางสอบผ่านอย่างแน่นอน
ตัวอย่างเช่นนี้มีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาดในประวัติศาสตร์ แม้เสิ่นซีจะไม่อยากเสวนากับคนเหล่านี้ แต่เขาก็ไม่สามารถแสดงกิริยาเสียมารยาทจนเกินไปได้ มิฉะนั้นหากชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียแพร่สะพัดออกไป ย่อมส่งผลกระทบต่อเส้นทางการสอบเข้ารับราชการของเขาในภายภาคหน้า
งานชุมนุมกวีสิ้นสุดลงในบรรยากาศที่ค่อนข้างเป็นมิตร ผู้เข้าสอบบางคนต้องกลับไปเตรียมตัวสอบ บางคนก็ต้องไปดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ... ต่อให้ผู้เข้าสอบจะหยิ่งยโสและรักความสันโดษเพียงใด ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาปากท้องอยู่ดี ลำพังแค่การร่ำเรียนตำรา ไม่อาจเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้หรอก
บัณฑิตยากจนทั่วไป ทำงานใช้แรงงานก็ไม่ได้ ทำได้เพียงรับจ้างเขียนจดหมาย หรือแม้กระทั่งคัดลอกหนังสือราชการเพื่อหาเงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ หากโชคดีหน่อย อาจจะได้เข้าตาเศรษฐีมีเงิน ให้ไปสอนหนังสือเบิกปัญญาให้เด็กๆ แต่ในฐานะถงเซิงที่ยังไม่มีตำแหน่งขุนนางติดตัว อย่างมากก็ทำได้แค่สอนในโรงเรียนหมู่บ้านหรือโรงเรียนการกุศลเท่านั้น เงินที่หาได้ ย่อมนำไปเทียบกับการเปิดสำนักศึกษาเอกชนของซิ่วไฉไม่ได้เลย
รอจนผู้คนทยอยกลับไปเกือบหมดแล้ว ซูทงถึงได้หันมามองเสิ่นซี "น้องเสิ่น วันนี้เหตุใดเจ้าจึงไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นเลยเล่า? อย่างเช่นตอนที่ถกเถียงกันเรื่องกุศโลบายการปกครองบ้านเมืองของจักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ ฮั่นจิงตี้ และฮั่นอู่ตี้เมื่อครู่นี้ แต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป หรือว่าเรื่องพวกนี้อาจจะไม่ค่อยถนัดสำหรับน้องเสิ่นกระมัง..."
เจิ้งเชียนหัวเราะร่วน "นั่นสิ คราวหน้าพวกเราพูดคุยเรื่องราวในคัมภีร์ชุนชิวให้มากขึ้นดีกว่า จะได้ไม่ทำให้คุณชายเสิ่นรู้สึกลำบากใจเวลาสนทนา"
ในสายตาของซูทงและเจิ้งเชียน แม้เสิ่นซีจะมีความรู้ความสามารถดี แต่ก็จำกัดอยู่เพียงความรู้ใน "สี่ตำรา" และ "ห้าคัมภีร์" เท่านั้น สำหรับประวัติศาสตร์และนโยบายการปกครองในแต่ละยุคสมัยที่อยู่นอกเหนือจากตำรา เขายังขาดความเชี่ยวชาญ
อย่างเช่นที่ทุกคนเพิ่งจะถกเถียงกันเรื่องการปกครองในยุคของฮั่นเหวินตี้ ฮั่นจิงตี้ และฮั่นอู่ตี้ ว่าการปกครองด้วยบุ๋นหรือบู๊ อย่างไหนจะดีกว่ากัน สำหรับบัณฑิตแล้ว ย่อมต้องเทิดทูนการปกครองด้วยบุ๋น และมองว่าการที่ฮั่นอู่ตี้ทำสงครามอย่างต่อเนื่องจนบั่นทอนกำลังของชาติไปอย่างมหาศาลนั้น เป็นเรื่องที่ขาดวิจารณญาณอย่างยิ่ง
ทว่าเสิ่นซีกลับมองว่า หากฮั่นอู่ตี้ไม่มีความเด็ดเดี่ยวพอที่จะเปิดศึกกับชาวซยงหนู ก็อาจจะไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้แก่ราชวงศ์ฮั่นได้ยาวนานหลายร้อยปีเช่นนี้ก็เป็นได้ แต่ในขณะเดียวกัน หากปราศจากการสะสมกำลังของชาติในยุคของฮั่นเหวินตี้และฮั่นจิงตี้ ในยุคของฮั่นอู่ตี้ก็คงจะไม่มีกำลังมากพอที่จะแผ่ขยายอาณาเขตออกไปได้เช่นกัน
เมื่อเกี่ยวข้องกับปัญหาทางประวัติศาสตร์ หลายๆ เรื่องมักจะเกิดข้อโต้แย้งที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจและมุมมองของแต่ละบุคคล จะไปกะเกณฑ์บังคับให้ผู้อื่นเห็นพ้องด้วยย่อมไม่ได้
ตอนที่ซูทงเตรียมจะลากลับ เขากลับเอาแต่เดินวนเวียนไปมาด้วยความรู้สึกลังเลและตัดสินใจไม่ถูก
จะไปหาซีเอ๋อร์ที่เจี้ยวฟางซือพร้อมกับเสิ่นซีดี หรือจะพาเจิ้งเชียนกลับจวนไปร่ำสุราเคล้านารี กันต่อดี?
ซูทงสับสนอยู่ในใจอยู่นานกว่าจะเอ่ยปาก "น้องเสิ่น เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้า เจ้า และพี่เจิ้ง พวกเราไปเยี่ยมเยียนแม่นางซีเอ๋อร์ก่อน จากนั้นค่อยกลับไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนข้าพร้อมกัน เป็นเช่นไร?"
เสิ่นซีคิดในใจ 'พวกท่านไปเจี้ยวฟางซือเพื่อผลาญเงินหาความสำราญ แต่ข้าไปเพื่อวาดภาพหาเงิน จุดประสงค์มันต่างกันราวฟ้ากับดินเลยนะ' เมื่อเห็นว่าทั้งซูทงและเจิ้งเชียนต่างก็จ้องมองมาที่เขา เสิ่นซีจึงแย้มยิ้มพลางตอบ "พี่ซู พี่เจิ้ง การไปของข้าในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพียงเพื่อรับจ้างวาดภาพให้ผู้อื่นเท่านั้น ไม่ได้ไปเพื่อความสำราญเริงรมย์แต่อย่างใด หากไปถึงที่นั่นแล้ว แม่นางซีเอ๋อร์ไม่ยอมผ่อนปรนให้ เช่นนั้นคงจะทำให้พวกท่านต้องผิดหวังเสียแล้ว?"
ซูทงไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักกาลเทศะ เขามองออกว่าเสิ่นซีไม่อยากให้พวกเขาสองคนร่วมเดินทางไปด้วย จึงโบกมือปฏิเสธ "ไม่เป็นไรหรอก เอาไว้งานเลี้ยงคราวหน้า พี่ชายค่อยเชิญน้องเสิ่นมาร่วมด้วยก็แล้วกัน ในเมื่อต่างคนต่างมีธุระปะปัง ถ้างั้นวันนี้ ก็ขอลาเพียงเท่านี้"