- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 229 แบ่งรับแบ่งสู้
ตอนที่ 229 แบ่งรับแบ่งสู้
ตอนที่ 229 แบ่งรับแบ่งสู้
เรื่องบางเรื่อง ต่อให้เสิ่นซีไม่ปริปากพูด ก็ปิดบังไปได้ไม่ตลอดหรอก
ในขณะที่หลินไต้กำลังเตรียมจะหอบผ้าปูที่นอนกลับไปซักเงียบๆ ที่บ้านตระกูลเสิ่น เพื่อทำลาย 'ของกลาง' ให้สิ้นซากนั้น ก็บังเอิญถูกฮุ่ยเหนียงมาเห็นเข้าพอดี
ฮุ่ยเหนียงเดินเข้าไปสอบถาม หลินไต้ก็อึกอักไม่ยอมตอบ ทว่าลู่ซีเอ๋อร์กลับเป็นคนใจร้อนปากไว เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน "ท่านแม่เจ้าคะ เมื่อเช้าตอนตื่นขึ้นมา ข้าเห็นพี่ไต้เอ๋อร์มีเลือดไหลออกมาตั้งเยอะแน่ะเจ้าค่ะ"
ด้วยความที่นอนเตียงเดียวกัน ลู่ซีเอ๋อร์ตาไว จึงสังเกตเห็นเรื่องนี้ตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ฮุ่ยเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น นางจึงดึงมือหลินไต้เข้าไปหาโจวซื่อในห้อง
เสิ่นซีและลู่ซีเอ๋อร์ถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าไปในห้องโดยเด็ดขาด
เนื่องจากสมาคมการค้ามีธุระด่วน ฮุ่ยเหนียงเข้าไปได้เพียงครู่เดียวก็ต้องรีบออกมา แล้วเร่งรีบออกจากบ้านไป ฟังจากคำกำชับก่อนไปของนาง ดูเหมือนว่าธุระที่ว่านั้นจะเกี่ยวข้องกับทางการ
ส่วนโจวซื่อและหลินไต้ก็ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องตลอดเวลา แม้แต่อาหารเช้าก็ไม่ยอมออกมาทาน
เมื่อเสิ่นซีเลิกเรียนและกลับมาถึงบ้านในตอนบ่าย ฮุ่ยเหนียงก็กลับมาถึงร้านขายยาแล้ว นางกำลังปรึกษาหารือบางอย่างกับโจวซื่ออยู่ และในขณะเดียวกันก็เรียกให้เสิ่นซีและหลินไต้เข้าไปหา
"...ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าต้องแยกห้องกันนอน ห้ามนอนเตียงเดียวกันอีกต่อไป เข้าใจหรือไม่?" โจวซื่อตวาดเสียงแข็ง
เสิ่นซีพยักหน้ารับ เขาดาดเดาไว้ก่อนแล้วว่าจะต้องลงเอยเช่นนี้
ก่อนหน้านี้ การที่เขานอนเตียงเดียวกับหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์แล้วไม่มีใครคอยห้ามปราม นั่นก็เพราะพวกผู้ใหญ่เห็นว่าพวกเขายังเป็นเด็ก ไม่ประสีประสาเรื่องระหว่างชายหญิง จึงไม่ได้ทำผิดจารีตประเพณีอันใด ทว่าหลังจากที่หลินไต้มีเทียนกุ่ยเป็นครั้งแรก ต่อให้เสิ่นซีและลู่ซีเอ๋อร์จะยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่อย่างน้อยๆ หลินไต้ก็ถือว่าเริ่มโตเป็นสาวแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: เทียนกุ่ย (天癸) ศัพท์แพทย์แผนจีน หมายถึงประจำเดือนของสตรี)
หลินไต้กลับมีสีหน้าฉงน "ท่านแม่ ห้องหับที่นี่ถ้าไม่ใช้เก็บของก็มีคนนอนเต็มไปหมดแล้ว หากต้องแยกห้องนอน แล้วจะให้ข้าไปนอนที่ไหนเล่าเจ้าคะ?"
โจวซื่อเอ็ดเสียงเขียว "บ้านของเราก็ว่างอยู่ไม่ใช่หรือไง? เจ้ากลับไปนอนที่บ้านสิ พอตอนเช้าค่อยกลับมาที่นี่"
"หา?"
พอหลินไต้ได้ยินดังนั้นถึงกับอ้าปากตาค้าง ปกตินางเป็นคนขี้ขลาดตาขาวที่สุด แค่ได้ยินเสียงหนูร้องก็ตกใจจนตัวสั่นงันงกแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต้องนอนอยู่บ้านคนเดียวตามลำพังเลย
ฮุ่ยเหนียงกลับแย้มยิ้มพลางเอ่ยเตือน "พี่เขยก็อยู่ที่บ้านฝั่งนู้นด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"
โจวซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง การจะให้พ่อสามีกับลูกสะใภ้นอนอยู่ในลานเรือนเดียวกันตามลำพังก็ดูไม่งามนัก นางจึงพยักหน้ารับ "เรื่องนี้จัดการง่ายนิดเดียว ให้เจ้าเด็กทึ่มนี่กลับไปนอนที่บ้านก็แล้วกัน ส่วนไต้เอ๋อร์ก็ให้อยู่ที่นี่ นอนกับซีเอ๋อร์ไป"
เสิ่นซีส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น หลินไต้โตเป็นสาวแล้ว เขาไม่สามารถเสวยสุขกับการถูก 'ขนาบซ้ายขวา' ได้อีกต่อไป แต่คิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการเล่านิทานให้เด็กหญิงทั้งสองคนฟังทุกคืน ซ้ำตอนนอนก็ไม่ต้องคอยระแวงว่าจะถูกหัวเล็กๆ ของพวกนางทับจนหายใจไม่ออกอีกด้วย
เสิ่นซีรับคำ "เข้าใจแล้วขอรับ ท่านแม่"
เมื่อจัดการเรื่องนี้เสร็จ โจวซื่อก็ไล่หลินไต้ให้ออกไปก่อน แล้วจึงหันมากำชับเสิ่นซี "ท่านน้าซุนมีธุระจะคุยกับเจ้า แวะขึ้นไปเก็บข้าวของของเจ้าที่ชั้นสองด้วยล่ะ ขนกลับไปไว้ที่บ้านให้หมดเลยนะ"
เสิ่นซีเดินตามหลังฮุ่ยเหนียง ขึ้นไปยังห้องของนางบนชั้นสอง
ฮุ่ยเหนียงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เสิ่นซีฟังอย่างละเอียด
ที่แท้เมื่อช่วงเช้า ท่านเจ้าเมืองเกาหมิงเฉิงแห่งเมืองถิงโจว ได้เรียกพบตัวแทนสมาคมการค้าที่จวนว่าการเมือง โดยแจ้งว่าทางการต้องการผลักดันให้โรงเงินและตั๋วเงินมูลค่าน้อยแพร่หลายไปยังอำเภอและเมืองรอบข้าง ฮุ่ยเหนียงยังตัดสินใจไม่ได้ จึงกลับมาปรึกษาเสิ่นซี
พอเสิ่นซีได้ยินก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งทันที เกาหมิงเฉิงคงจะหาเส้นสายได้แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะสามารถรับราชการต่อไปได้แม้จะถึงวัยเกษียณแล้วก็ตาม เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าจะถูกย้ายไปประจำที่ใด
ในตอนนี้ วาระการดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองถิงโจวของเกาหมิงเฉิงเหลือเวลาอีกเพียงสองเดือน ว่ากันตามหลักแล้ว ในช่วงสองเดือนนี้เขาไม่ควรจะดิ้นรนสร้างผลงานอันใด เพียงแค่ประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาด สะสางบัญชีในคลังให้เรียบร้อย รอส่งมอบงานให้เจ้าเมืองคนต่อไปก็พอแล้ว ทว่าจู่ๆ เขากลับเรียกพบคนของสมาคมการค้า แถมยังต้องการผลักดันให้มีการใช้โรงเงินและตั๋วเงินอีก เห็นได้ชัดว่านี่คือการเตรียมความพร้อมเพื่อการรับราชการในตำแหน่งต่อไป ซึ่งก็คือการสร้างผลงานนั่นเอง
การจะสร้างผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันให้สำเร็จภายในเวลาเพียงสองเดือนนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบาก ดังนั้นเกาหมิงเฉิงจึงเล็งเป้าหมายมาที่สมาคมการค้า อย่างไรเสียตอนนี้สมาคมการค้าของเมืองถิงโจวก็กำลังดำเนินไปอย่างคึกคักดั่งไฟลามทุ่ง บางทีอาจจะช่วยสร้างชื่อเสียงที่ดีงามให้แก่เขาได้บ้าง
(เชิงอรรถผู้แปล: คึกคักดั่งไฟลามทุ่ง ปรับบริบทมาจาก 有声有色 (yǒu shēng yǒu sè) หมายถึงสถานการณ์หรือกิจการที่ดำเนินไปอย่างดุเดือด ร้อนแรง หรือคึกคักเต็มที่)
บนใบหน้าของเสิ่นซีปรากฏรอยกังวลขึ้นมา "ท่านน้า ข้าดูแล้วท่านเจ้าเมืองเกาคงคิดจะใช้สมาคมการค้าเป็นบันไดปูทางให้เขาได้รับราชการต่อไป ทว่าหากสมาคมการค้าเข้าไปพัวพันกับทางการลึกซึ้งเกินไป วันข้างหน้าหากคิดจะขยายกิจการ เกรงว่าจะมีอุปสรรคตามมา..."
ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าเรื่องใดก็ล้วนขาดทางการไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรือการทำเกษตรกรรม เพียงแค่คำพูดของทางการประโยคเดียว ก็อาจทำให้เจ้าล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัวได้เลย
ทุกคนล้วนต้องพึ่งพาอาศัยทางการในการดำรงชีวิต ทว่าก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปสนิทสนมคลุกคลีกับทางการมากจนเกินไปเช่นกัน
หากสมาคมการค้าเข้าไปพัวพันกับทางการ ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็น 'พ่อค้าหลวง' บรรดาพ่อค้าทั่วไปและชาวบ้านก็จะพากันเคารพผีสางเทวดาแต่อยู่ให้ห่าง ส่วนพวกขุนนางก็ถือโอกาสตักตวงผลประโยชน์จากสมาคมการค้าได้อย่างเปิดเผย
(เชิงอรรถผู้แปล: เคารพผีสางเทวดาแต่อยู่ให้ห่าง (敬鬼神而远之) หลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย ใช้เปรียบการหลีกเลี่ยงคนพาลหรือผู้มีอิทธิพล)
ฮุ่ยเหนียงยิ้มขื่น "ในเมื่อท่านเจ้าเมืองเกามีไมตรีจิตอย่างเปี่ยมล้น ซ้ำยังให้เกียรติพวกเราที่เป็นเพียงพ่อค้าวาณิช ถึงขั้นจะช่วยพวกเราผลักดันโรงเงินให้แพร่หลาย หากพวกเราปฏิเสธ... เกรงว่าจะถูกหาเรื่องเล่นงานเอาน่ะสิ"
ครั้นจะเข้าใกล้ก็ไม่กล้า ครั้นจะตีตัวออกห่างก็ไม่ได้ ในเมื่อเกาหมิงเฉิงเป็นฝ่ายหยิบยื่นไมตรีมาให้ก่อน สมาคมการค้าจะกล้าขัดขืนได้อย่างไร? สุดท้ายสมาคมการค้าก็ทำได้เพียงช่วยเกาหมิงเฉิงสร้างผลงาน เพื่อปูทางให้เขารับราชการต่อไป
เสิ่นซีกล่าวว่า "ต่อให้ต้องรับข้อเสนอนี้ ท่านน้าก็ควรจะปรึกษาหารือกับคนในสมาคมการค้าให้ดีเสียก่อน หากเรื่องนี้ท่านน้าเป็นคนตัดสินใจเองเพียงผู้เดียว ภายหลังหากทางการแว้งกัดขึ้นมา คนในสมาคมย่อมต้องมาพาลโกรธแค้นท่านน้าเป็นแน่... สู้เรียกประชุมหอผู้อาวุโสและผู้ถือหุ้นของโรงเงิน ให้พวกเขาร่วมกันตัดสินใจเองดีกว่า ว่าจะร่วมมือกับทางการหรือไม่"
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เหตุผลง่ายๆ ใครก็เข้าใจได้ เมื่อทางการขอความร่วมมือ สมาคมการค้าย่อมไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอยู่แล้ว แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการตัดสินใจนี้ หากฮุ่ยเหนียงตอบตกลงไปโดยไม่เรียกประชุม วันหลังหากสมาคมการค้าหรือโรงเงินได้รับความเสียหาย คนอื่นๆ ก็จะปัดความรับผิดชอบมาลงที่นางคนเดียว แต่หากตัดสินใจโดยผ่านการลงมติจากหอผู้อาวุโสและผู้ถือหุ้นของโรงเงิน วันข้างหน้าหากเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมา ทุกคนก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ความหมายของเสิ่นซีก็คือ หากพวกเจ้าเหล่าผู้อาวุโสและผู้ถือหุ้นมีน้ำยา ก็ไปคัดค้านทางการกันเอาเอง อย่าเอาแต่ปัดความรับผิดชอบมาให้ฮุ่ยเหนียงแต่เพียงผู้เดียว
การอาศัยบารมีของทางการเพื่อช่วยสนับสนุนสมาคมการค้าและโรงเงิน หากมองในระยะสั้น ย่อมเป็นผลดี เพราะจะทำให้สมาคมการค้ามีทางการเป็นพนักพิง อีกทั้งการมีทางการเป็นผู้ผลักดัน ย่อมทำให้สมาคมการค้าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทว่าหากมองในระยะยาวแล้ว กลับแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงอันใหญ่หลวง ยิ่งสมาคมการค้าขยายตัวใหญ่โตมากเพียงใด ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะล่มสลายมากยิ่งขึ้น ไม่มีราชสำนักใดที่จะยอมให้มีขุมอำนาจจากราษฎรที่เข้มแข็งก่อตัวขึ้นมาได้หรอก
เสิ่นซีจำเป็นต้องวางแผนทุกอย่างล่วงหน้าให้ฮุ่ยเหนียงอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องคาดไม่ถึงจนรับมือไม่ทัน
...
…
ด้วยการสนับสนุนจากเกาหมิงเฉิง เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน สมาคมการค้าก็ได้รับอนุญาตจากเมืองรอบข้างอย่างเมืองเซ่าอู่ เมืองเหยียนผิง เมืองจางโจว และเมืองเจี้ยนหนิง ให้สามารถไปเปิดสาขาของโรงเงินในเมืองเหล่านั้นได้แล้ว
ก้าวเข้าสู่เดือนหก เสิ่นซีก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับการ 'สอบประจำเดือน' ครั้งแรก หลังจากที่เขาได้เป็นถงเซิง
การสอบผ่านระดับเมือง หมายความว่าเสิ่นซีได้รับสถานะ 'ถงเซิง' อย่างเป็นทางการ และการสอบผ่านการสอบระดับถงเซิงทั้งระดับอำเภอและระดับเมืองแล้ว เขาก็มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่น ซึ่งจะจัดขึ้นสองครั้งในรอบสามปีได้
(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบระดับถงเซิง (童生试) การสอบคัดกรองเบื้องต้นของผู้เข้าสอบระดับต้น ก่อนจะสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ)
แม้ว่าถงเซิงจะไม่ต้องเข้ารับการทดสอบทบทวนความรู้ประจำปี และไม่ต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาประจำอำเภอหรือเมือง แต่สำนักศึกษาประจำเมืองก็มักจะจัดการสอบจำลองขนาดเล็กขึ้นเป็นประจำ เพื่อประเมินระดับความรู้ของถงเซิง ถือเป็นการกระตุ้นเตือนและกำกับดูแลเหล่าถงเซิงที่กำลังเตรียมตัวสอบซิ่วไฉไปในตัว
ช่วงปลายเดือนหกนี้ จะมีการจัด 'การสอบประจำเดือน' ซึ่งถือเป็นการประเมินผลกลางปีสำหรับถงเซิง
การสอบครั้งนี้จะไม่ได้เรียกทุกคนมารวมตัวกันสอบในที่เดียว แต่เมื่อถึงปลายเดือน ทางสำนักศึกษาประจำเมืองจะประกาศหัวข้อสอบออกมา เมื่อผู้เข้าสอบได้รับหัวข้อแล้ว ก็ให้นำกลับไปทำข้อสอบด้วยตนเอง เพียงแค่นำกระดาษคำตอบมาส่งคืนที่สำนักศึกษาประจำเมืองให้ตรงเวลาก็เพียงพอแล้ว
เจี้ยวอวี้ ซวิ่นเต่า และจู่ทัวประจำสำนักศึกษาประจำเมือง จะเป็นผู้ตรวจกระดาษคำตอบ แล้วคัดเลือกผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดมาติดป้ายประกาศ เพื่อเป็นการยกย่องชื่นชมผู้เข้าสอบที่ทำผลงานได้ดี
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวอวี้ ซวิ่นเต่า และจู่ทัว (教谕, 训导, 嘱托) ตำแหน่งทางการศึกษาในระดับท้องถิ่น เจี้ยวอวี้คือนายทะเบียนการศึกษาหรือครูใหญ่ ซวิ่นเต่าคือผู้ช่วยนายทะเบียน และจู่ทัวคือครูพี่เลี้ยงหรือผู้ช่วยสอน)
การสอบประจำเดือนครั้งนี้ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากนัก ไม่ว่าจะทำคะแนนได้ดีหรือแย่ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการสอบระดับท้องถิ่นในปีหน้า ดังนั้นทางการจึงไม่กลัวว่านักเรียนจะทุจริตหรือจ้างคนมา 'สอบแทน'... เพราะต่อให้ทำไปเพื่อรักษาหน้าตาก็ตามที หากสอบประจำเดือนได้คะแนนดีเลิศ แต่พอถึงเวลาสอบระดับท้องถิ่นจริงๆ กลับสอบตก นั่นยิ่งจะทำให้อับอายขายหน้ายิ่งกว่าเสียอีก
ถึงกระนั้น ในทุกๆ ปี ก็ยังมีคนแอบไปจ้างวานให้ผู้อื่นช่วยทำข้อสอบให้อยู่ดี
ยิ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน งานชุมนุมกวีมีมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาบัณฑิตที่มารวมตัวกันพูดคุยและแต่งบทความ ก็มักจะแอบปรึกษาหารือเกี่ยวกับหัวข้อสอบด้วย 'ข้าช่วยเจ้าเขียนเรียงความสี่ตำรา เจ้าช่วยข้าเขียนเรียงความห้าคัมภีร์' ที่ทำไปทั้งหมดก็เพียงเพื่อสร้างชื่อเสียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
เสิ่นซีอายุยังน้อย จึงไม่อยากไปเข้าร่วมงานชุมนุมกวีเหล่านี้ เขาไม่ได้รู้จักมักจี่กับบัณฑิตในเมืองมากนัก และก็ไม่อยากจะเสนอหน้าไปให้ผู้ใดหมางเมินใส่ ทุกวันนี้นอกจากการไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว เขาก็เอาแต่อยู่บ้านทบทวนสี่ตำราห้าคัมภีร์ และอ่านบทความสือเหวินต่างๆ เวลาว่างก็สอนหนังสือให้เด็กหญิงทั้งสองคน
เสิ่นซีไม่ได้ใส่ใจกับการสอบประจำเดือนมากนัก ทว่าเฝิงฮว่าฉีกลับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
เฝิงฮว่าฉีมองว่า นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้พิสูจน์ความรู้ความสามารถของเสิ่นซี เพราะข้างนอกต่างก็ลือกันไปทั่วว่า ที่เสิ่นซีสอบได้เป็นอั้นโส่วนั้น เป็นเพราะแต่งกลอนได้คล้องจองงดงามเพียงสองบทเท่านั้น ทว่าเฝิงฮว่าฉีกลับสามารถมองเห็นพรสวรรค์อันล้ำเลิศของเสิ่นซีได้จากตัวอักษรทุกบรรทัดในเรียงความ เขาจึงไม่อยากให้ลูกศิษย์ของตนเองถูกคนภายนอกเข้าใจผิดอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ เสิ่นซีจึงต้องเขียนเรียงความตามหัวข้อที่เฝิงฮว่าฉีกำหนดให้ทุกวัน โดยเฝิงฮว่าฉีกำหนดให้เขียนตามรูปแบบการสอบจริง คือต้องเขียนยาวสามถึงสี่ร้อยตัวอักษร และต้องเขียนด้วยรูปแบบเรียงความแปดขา จากนั้นเฝิงฮว่าฉีก็จะเป็นผู้วิจารณ์และชี้แนะ
เมื่อเข้าสู่วันที่เก้าเดือนหก อากาศก็ร้อนอบอ้าวขึ้นมาก
วันนี้โจวซื่อตื่นแต่เช้าตรู่มาเปิดร้านขายยา หลังจากพักฟื้นร่างกายมาหนึ่งเดือนเต็ม สุขภาพของนางก็ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงดีแล้ว นางมอบหมายหน้าที่เลี้ยงบุตรให้สาวใช้และแม่นมดูแล ส่วนตัวนางเองก็หันมาทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลกิจการร้านขายยาอย่างเต็มที่
ประจวบเหมาะกับเป็นวันหยุดของสำนักศึกษา เสิ่นซีจึงตื่นสายกว่าปกติ ประกอบกับช่วงนี้เขาบังเอิญเป็นไข้หวัด สภาพร่างกายจึงไม่ค่อยสู้ดีนัก
หลังจากตื่นขึ้นมา ลานเรือนตระกูลเสิ่นก็เหลือเพียงเขาแค่คนเดียว ขณะที่เขากำลังก้มหน้าก้มตาล้างหน้าบ้วนปากอยู่ริมบ่อน้ำเก่า จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เสิ่นซีเดินไปดู ก็พบว่าเป็นเด็กสาวหน้าตาแปลกหน้าคนหนึ่ง
"ที่นี่ใช่จวนของคุณชายเสิ่นหรือไม่เจ้าคะ?" เด็กสาวผู้นั้นดูคล้ายกับจะเป็นสาวใช้ เมื่อเสิ่นซีเปิดประตูออก นางก็ยื่นเทียบเชิญให้เขาอย่างนอบน้อม ซึ่งนั่นก็คือบัตรเชิญที่ส่งถึงเสิ่นซีนั่นเอง
"นี่คือ..."
เด็กสาวส่งยิ้มกว้าง "คุณหนูของข้าน้อยสั่งมาว่า อยากเชิญคุณชายเสิ่นไปวาดภาพให้หน่อยเจ้าค่ะ เงินตำลึงก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว หากคุณชายมีเวลาว่าง ได้โปรดตามข้าน้อยไปเถิดเจ้าค่ะ"
เสิ่นซีฟังปุ๊บก็รู้ทันทีว่าเป็นซีเอ๋อร์แห่งเจี้ยวฟางซือ
นึกไม่ถึงเลยว่าแม่หนูนี่จะรวบรวมเงินห้าสิบตำลึงมาได้จริงๆ เสิ่นซีกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะไปดีหรือไม่ ทว่าที่ปากซอยกลับมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา และคนที่เดินนำหน้ามาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคนกันเองอย่างซูทงนั่นเอง
"น้องเสิ่น ข้ารู้ว่าวันนี้เจ้าไม่ต้องไปสำนักศึกษา ข้าก็เลยจัดงานชุมนุมกวีขึ้น และได้เชิญสหายสนิทมาร่วมงานด้วย ข้าจึงตั้งใจมาเชิญเจ้าไปร่วมงานโดยเฉพาะ"
นับตั้งแต่ซูทงถูกเกาฉงและพวกรุมซ้อม เสิ่นซีก็ยังไม่ได้พบหน้าเขาอีกเลย ซูทงในเวลานี้ ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่หลงเหลือเค้าลางความน่าเวทนาเมื่อตอนที่ถูกรุมทุบตีเมื่อเดือนก่อนเลยแม้แต่น้อย
เสิ่นซีแอบคิดในใจว่าตัวเองช่างเนื้อหอมเสียจริง เดิมทีตั้งใจว่าจะพักผ่อนให้เต็มอิ่มสักวัน และถือโอกาสแวะไปทำการ 'ทดลอง' ที่ห้องทดลองใหม่หลังร้านขายยาสักหน่อย มาตอนนี้เดี๋ยวซีเอ๋อร์ก็มาเชิญไปวาดภาพ เดี๋ยวซูทงก็มาเชิญไปงานชุมนุมกวี ช่างหัวปั่นจนปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลยจริงๆ