- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 225 เปลี่ยนท่าทีสลับหน้ามือเป็นหลังมือ
ตอนที่ 225 เปลี่ยนท่าทีสลับหน้ามือเป็นหลังมือ
ตอนที่ 225 เปลี่ยนท่าทีสลับหน้ามือเป็นหลังมือ
เกาฉงแค่นเสียงเย็นชา "เหตุผลเรอะ? บนแผ่นดินเมืองถิงโจวแห่งนี้ คำพูดของข้าคือเหตุผล... เด็กๆ ไป 'พูดเหตุผล' กับเขาสักตั้งให้ดีๆ สิ!"
อันที่จริงก็เป็นเพราะเมื่อหลายวันก่อนเกาฉงเพิ่งถูกดักตีอยู่หน้าประตูเจี้ยวฟาง ภายในใจจึงสะสมความเคียดแค้นเอาไว้เต็มอก พอตอนนี้มีคนกระโดดออกมางัดข้อกับเขาตรงๆ เขาจึงไม่อารมณ์ดีพอที่จะมานั่งเจรจา สั่งให้บ่าวไพร่เข้าไป "พูดเหตุผล" ซึ่งก็คือการทุบตีเข่นฆ่านั่นเอง
ซูทงเห็นท่าไม่ดี เขาเป็นเพียงปัญญาชนที่ร่างกายผอมบาง จะไปใช่คู่ต่อสู้ของชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนที่เกาฉงพามาได้อย่างไร?
อวี้เหนียงรีบเอ่ยเกลี้ยกล่อม "อย่านะเจ้าคะ คุณชายเกา ต่อให้ท่านต้องการจะ... พูดเหตุผลจริงๆ ก็เชิญไปพูดกันข้างนอกเถิดเจ้าค่ะ ที่นี่คือจวนทางการ ไม่ว่าข้าวของชิ้นใดพังเสียหาย ล้วนต้องชดใช้ตามราคานะเจ้าคะ"
เกาฉงล้วงเอาตั๋วเงินใบเล็กออกมาจากสาบเสื้อโดยตรง ซึ่งก็คือตั๋วเงินชนิดสิบตำลึงที่เสิ่นซีเป็นผู้พิมพ์ขึ้นมาด้วยมือของเขานั่นเอง เขายัดตั๋วเงินใส่มืออวี้เหนียง "เท่านี้คงพอแล้วกระมัง?" ว่าแล้วก็โบกมือทีหนึ่ง คนที่อยู่ด้านหลังก็กระโจนเข้าใส่ซูทงทันที
เสิ่นซีนั่งร่วมโต๊ะเดียวกับซูทง ทว่าเนื่องจากเตรียมตัวไว้ก่อนแล้วจึงตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาเช่นนี้ใครไม่หลบก็บ้าแล้ว อย่างไรเสียเป้าหมายของบ่าวไพร่เหล่านี้ก็ไม่ใช่เขา เสิ่นซีจึงเบี่ยงตัวหลบ แผ่นหลังแนบชิดติดกำแพง ตอนนี้เขาอยู่ไม่ไกลจากประตู สามารถหาจังหวะหลบฉากออกไปได้ทุกเมื่อ ทว่าพอหันไปมอง กลับพบว่าที่ประตูมีคนของเกาฉงยืนเฝ้าอยู่
เสิ่นซีลอบด่าในใจ 'เกาฉงเอ๋ยเกาฉง เจ้าจะขี้ขลาดตาขาวเกินไปแล้ว มาเที่ยวหอนางโลมยังต้องพกคนมาตั้งมากมาย หรือว่าเวลาที่เจ้าเข้าไปหาความสำราญเริงรมย์กับแม่นางในห้อง เจ้าจะให้คนพวกนี้มายืนแอบฟังอยู่ริมกำแพงด้วยเรอะ?'
(เชิงอรรถผู้แปล: แอบฟังอยู่ริมกำแพง (听墙根) หมายถึงการแอบฟังบทสนทนาหรือเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นอย่างลับๆ)
แม้เจี้ยวฟางจะเป็นสถานที่ต่ำต้อย ทว่าก็ถือเป็นพื้นที่ของทางการ คนที่เกาฉงพามาจึงยังมีความระมัดระวังอยู่บ้าง พวกเขารุมล้อมกันเข้าไปราวกับแมวหยอกหนู ไม่ได้เร่งรีบลงมือ แต่ต้อนซูทงให้จนมุมเสียก่อน แล้วค่อย "พูดเหตุผล" อย่างช้าๆ
เพียงแค่เริ่มลงมือ ซูทงก็ถูกต้อนให้ถอยกรูดไปจนมุม โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็กบนพื้นล้วนถูกเหล่าชายฉกรรจ์ที่พุ่งเข้ามาชนจนล้มระเนระนาด คุณชายเจิ้งและคนอื่นๆ ที่มาพร้อมกับซูทง ในยามนี้กลับไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ล้วนเอาแต่หลบเลี่ยงไปคนละทิศละทาง
อย่างไรเสียห้องจัดเลี้ยงก็มีขนาดเพียงเท่านี้ ต่อให้ซูทงจะหลบหลีกเก่งแค่ไหน สุดท้ายก็ยังถูกคนเหล่านั้นจับตัวไว้อยู่ดี ชายฉกรรจ์เหล่านี้กดตัวซูทงไว้ แล้วก็ประเคนหมัดเท้าเข้าใส่โดยไม่รอให้พูดพร่ำทำเพลง
ซูทงกัดฟันแน่น แม้จะถูกซ้อมแต่ก็ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ หมัดและเท้าที่กระหน่ำลงบนร่าง แม้แต่เสิ่นซีที่ยืนดูอยู่ก็ยังรู้สึกเจ็บแทน
บนใบหน้าของเกาฉงประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชา บางทีอาจเป็นเพราะเขาเคยถูกรุมตีมาก่อน จึงทำให้สภาพจิตใจของเขาบิดเบี้ยวไปบ้าง
ไม่นานซูทงก็ถูกซ้อมจนฟกช้ำดำเขียวไปทั้งตัว เมื่อเขาถูกชายฉกรรจ์สองสามคนหิ้วปีกมาตรงหน้าเกาฉง เขาก็ยืนแทบไม่อยู่แล้ว ทำได้เพียงทรุดลงไปกองกับพื้น ทว่าเขาก็ยังคงไว้ซึ่งความหยิ่งทะนง บนใบหน้าปรากฏแววดื้อรั้นไม่ยอมก้มหัวให้
"ยังจะพูดเหตุผลอยู่อีกหรือไม่?" เกาฉงตวาดกร้าว
"ถุย!"
ซูทงถ่มน้ำลายออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มหยัน "มาก่อนได้ก่อน คือสัจธรรมของฟ้าดิน อาศัยอำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้อื่น ช่างต่ำช้าเยี่ยงหมูหมา"
เกาฉงคาดไม่ถึงว่าซูทงผู้นี้จะใจเด็ดถึงเพียงนี้ เดิมทีเขาคิดว่าซูทงเป็นปัญญาชน ร่างกายอ่อนแอ คงจะไม่มีกระดูกสันหลังนัก แค่ซ้อมสักตั้งก็คงยอมสยบให้แล้ว
เกาฉงโกรธจัด "เจ้ากล้าด่าว่าคุณชายอย่างข้าเป็นหมูหมางั้นเรอะ? ตีมันอีก!"
ในตอนนั้นเอง คุณชายหลี่ที่มาพร้อมกับเกาฉงก็ก้าวเข้ามาเกลี้ยกล่อม "พี่เกา ท่านควรจะไว้หน้ากันบ้างเถิด พวกเรามาสายจริงๆ หากถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือทำร้ายผู้คน คงจะไม่เหมาะสมนัก"
คุณชายหลี่ผู้นี้ ดูเผินๆ คล้ายจะเป็นคนมีเหตุผล แต่เสิ่นซีกลับมองออกว่าคนผู้นี้เป็นเพียงแขกต่างถิ่นที่ไม่อยากก่อเรื่องวุ่นวายก็เท่านั้น
สีหน้าของเกาฉงแปรเปลี่ยนไปมา เรื่องทุบตีคนเขาทำมานับไม่ถ้วน แต่คุณชายหลี่ผู้นี้กลับมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา แม้แต่ปู่ของเขา ซึ่งก็คือเจ้าเมืองเกาหมิงเฉิง ก็ยังให้เกียรติเป็นอย่างมาก เหตุผลหลักเป็นเพราะตอนนี้เกาหมิงเฉิงกำลังวิ่งเต้นหาช่องทาง เพื่อขอย้ายไปดำรงตำแหน่งขุนนางที่อื่นต่อไป และหากเป็นไปได้ ก็อยากจะย้ายไปดำรงตำแหน่งที่อิ้งเทียนฝู่
(เชิงอรรถผู้แปล: อิ้งเทียนฝู่ (应天府) เขตการปกครองในอดีต เป็นที่ตั้งของเมืองหนานจิง (นานกิง) ซึ่งเป็นเมืองหลวงสำรองของราชวงศ์หมิง)
ธรรมเนียมการเกษียณอายุราชการของขุนนางโบราณ เริ่มต้นขึ้นในยุคชุนชิวจ้านกั๋ว ก่อร่างเป็นรูปเป็นร่างในราชวงศ์ฮั่น พัฒนาขึ้นในราชวงศ์ถัง และสมบูรณ์แบบในยุคซ่งและหยวน ในแต่ละราชวงศ์มีการกำหนดไว้คร่าวๆ ว่าขุนนางบุ๋นเกษียณที่อายุเจ็ดสิบ ส่วนขุนนางบู๊เกษียณที่อายุหกสิบ
ทว่านับตั้งแต่เริ่มราชวงศ์หมิง ก็ได้ยกเลิกธรรมเนียมโบราณโดยเลื่อนอายุเกษียณให้เร็วขึ้นถึงสิบปี ในเดือนแรกของรัชศกหงอู่ปีที่สิบสาม ปฐมกษัตริย์หมิงไท่จู่จูหยวนจาง ได้มีพระราชโองการให้ 'ขุนนางบุ๋นบู๊ที่มีอายุตั้งแต่หกสิบปีขึ้นไป ได้รับอนุญาตให้เกษียณอายุราชการ' ต่อมาในรัชศกหงจื้อปีที่สี่ หงจื้อฮ่องเต้จูโย่วถัง ก็ได้มีพระราชโองการอีกว่า 'ขุนนางที่สมัครใจขอลาออก ไม่จำกัดอายุ ให้อนุญาตให้เกษียณอายุราชการได้ทั้งหมด
(เชิงอรรถผู้แปล: หงจื้อ (弘治) พระนามและชื่อรัชศกของจักรพรรดิหมิงเซี่ยวจง เป็นช่วงเวลาปัจจุบันที่เนื้อเรื่องกำลังดำเนินอยู่)
ด้วยอายุของเกาหมิงเฉิง ประกอบกับมีภูมิหลังเป็นเพียงจวี่เหริน การที่คิดจะขอย้ายจากเมืองถิงโจวไปยังเมืองอิ้งเทียน ย่อมเท่ากับว่าเป็นการย้ายจากท้องถิ่นเข้าสู่ส่วนกลางในช่วงบั้นปลายก่อนเกษียณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเส้นสายและใช้เงินทองจำนวนมากทีเดียว
(เชิงอรรถผู้แปล: จวี่เหริน (举人) ผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับมณฑล หรือเซียงซื่อ (乡试) การมีวุฒิเพียงจวี่เหรินและได้เป็นถึงเจ้าเมืองถือว่าเป็นเส้นทางขุนนางสายรอง (乙科) ที่ไม่ง่ายนัก)
"ในเมื่อคุณชายหลี่เอ่ยปากเช่นนี้ วันนี้ก็เลิกรากันไปเถิด เขาอยากให้ซีเอ๋อร์อยู่ปรนนิบัติมิใช่หรือ ก็ให้ซีเอ๋อร์อยู่ที่นี่ปรนนิบัติเขาให้หนำใจไปเลย"
เกาฉงกล่าวจบ ก็หันไปมองอวี้เหนียง "รบกวนอวี้เหนียงไปเชิญแม่นางอวิ๋นหลิ่วออกมาเถิด พวกเราขอให้แม่นางอวิ๋นหลิ่วมาปรนนิบัติรินสุราให้ก็พอ"
อวี้เหนียงกล่าวว่า "คุณชายเกาโปรดอภัยด้วยเถิดเจ้าค่ะ วันนี้อวิ๋นหลิ่วร่างกายไม่สู้ดี เกรงว่าจะออกมาปรนนิบัติแขกไม่ได้นะเจ้าคะ"
ไฟโทสะของเกาฉงที่เพิ่งจะมอดลงไปบ้าง พลันลุกโชนขึ้นมาอีกครา "เจ้าว่าอะไรนะ?"
อวี้เหนียงเอ่ยตอบ "ต่อให้คุณชายเกาจะซักไซ้อีกกี่ครั้ง ผู้น้อยก็ตอบได้เพียงเท่านี้แหละเจ้าค่ะ แม่นางอวิ๋นหลิ่วร่างกายไม่สู้ดีจริงๆ หลายวันมานี้กำลังให้หมอตรวจดูอาการและต้มยาดื่มอยู่ นางไม่ได้ก้าวออกจากห้องมาหลายวันแล้วเจ้าค่ะ"
เกาฉงแค่นเสียงเย็นชา "อวี้เหนียง เจ้าจงใจจะหักหน้าคุณชายอย่างข้าใช่หรือไม่? ไม่กลัวว่าข้าจะบันดาลโทสะ แล้วพังที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากลองงั้นเรอะ?"
อวี้เหนียงถอนหายใจ "หากคุณชายเกาคิดจะพังที่นี่ ผู้น้อยก็คงจนปัญญาจะห้ามปราม ทว่าผู้บัญชาการซุนแห่งกองกำลังถิงโจวเว่ยก็มีความคุ้นเคยกับผู้น้อยอยู่บ้าง ท่านมักจะแวะเวียนมาฟังเพลงที่นี่เป็นประจำ เกรงว่าหากครั้งหน้าท่านผู้เฒ่าแวะมาแล้วเห็นสภาพที่นี่เละเทะไปหมด ท่านอาจจะไม่พอใจเอานะเจ้าคะ"
สีหน้าของเกาฉงพลันดูย่ำแย่ลงทันตา
กองกำลังถิงโจวเว่ย ก่อตั้งขึ้นในรัชศกหงอู่ปีที่สี่ สังกัดสำนักบัญชาการทหารแห่งมณฑลฝูเจี้ยน มีกองพันอู่ผิงและกองพันซ่างหางอยู่ในความดูแล ปู่ของเกาฉง เกาหมิงเฉิงเป็นขุนนางขั้นสี่ ทว่าผู้บัญชาการแห่งกองกำลังถิงโจวเว่ยกลับเป็นขุนนางขั้นสาม ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคุมงานปกครอง ฝ่ายหนึ่งคุมกำลังทหาร ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายทำหน้าที่ น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลองมาโดยตลอด
หากว่ากันตามหลักการแล้ว ราชวงศ์หมิงใช้ระบบบุ๋นข่มบู๊ แม้เจ้าเมืองเกาจะเป็นขุนนางขั้นสี่ แต่ก็สามารถข่มผู้บัญชาการซุนได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทว่าสถานการณ์ของเมืองถิงโจวกลับมีลักษณะเฉพาะตัว เนื่องด้วยทางตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนตั้งอยู่บนแนวปะทะระหว่างชนกลุ่มน้อยและชาวฮั่น มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารอยู่บ่อยครั้ง ผู้บัญชาการซุนกุมอำนาจทหารไว้ในมือ จึงไม่แยแสเกาหมิงเฉิงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เพื่อให้การปกครองเป็นไปอย่างราบรื่น เกาหมิงเฉิงกลับต้องเป็นฝ่ายไปร้องขอต่อผู้บัญชาการซุนเสียด้วยซ้ำ อย่างเช่นในศึกปราบกบฏเมื่อสองปีก่อนก็เป็นเช่นนี้
คุณชายเหอเห็นท่าไม่ดี จึงรีบก้าวเข้ามาเอ่ยว่า "พี่เกาไม่เห็นต้องมีน้ำโหไปเลย หากทำลายบรรยากาศความสนุกของพวกเราก็คงไม่ดีนัก ยังมีแม่นางปี้เซวียนอยู่อีกคนมิใช่หรือ? พวกเราไปทำความรู้จักกับแม่นางคนใหม่ที่มาจากนครหนานจิงผู้นี้กันเถิด ให้นางปรนนิบัตินั่งดื่มสุรา ดีดพิณร้องเพลง..."
บรรดาผู้ติดตามที่มากับเกาฉงต่างก็พากันช่วยพูดเกลี้ยกล่อม อันที่จริงก็เพื่อหาทางลงให้กับเกาฉงนั่นเอง
ความหมายนั้นชัดเจนอยู่แล้ว ต่อให้เกาฉงจะอาศัยบารมีของปู่ที่เป็นถึงเจ้าเมือง วางอำนาจบาตรใหญ่ หรือแม้กระทั่งเบี้ยวหนี้ไม่ยอมจ่ายเงินตำลึง คนอื่นก็คงเอาผิดเขาไม่ได้ แต่หากเขายังดึงดันจะก่อกวนต่อไป ที่นี่ไม่ใช่โรงเตี๊ยมและหอสุราทั่วไป แต่เป็นสถานที่ของทางการ ซ้ำเบื้องหลังยังมีกองกำลังถิงโจวเว่ยคอยหนุนหลัง หากเรื่องราวบานปลายใหญ่โต ความขัดแย้งที่ตามมาก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกลูกหลานขุนนางอย่างเขาจะรับไหว
เกาฉงจึงได้แต่กัดฟันข่มอารมณ์ด้วยความแค้นเคือง "ก็ได้ คุณชายหลี่ พวกเรากลับไปดื่มสุรากันเถอะ อวี้เหนียง ไปเชิญแม่นางปี้เซวียนมาปรนนิบัติพวกเราได้แล้วกระมัง?"
เรือนร่างบอบบางของอวี้เหนียงพลันแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายอันทรงพลัง นางแย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า "คุณชายทุกท่านโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ เมื่อครู่นี้แม่นางปี้เซวียนบอกว่า นางเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงไม่อาจออกมาพบพวกท่านได้เจ้าค่ะ"
เกาฉงโกรธจัดจนถึงขีดสุด เงื้อมือขึ้นหมายจะตบอวี้เหนียงเสียให้เข็ด
อวี้เหนียงกลับไม่หลบเลี่ยง ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับฝ่ามือที่เงื้อขึ้นของเกาฉง นางก็ยังคงประดับรอยยิ้มรับ ราวกับจะบอกว่า หากเจ้ามีน้ำยาก็ตบลงมาสิ!
ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือของอวี้เหนียง ทำให้เกาฉงรู้สึกสับสนงุนงง ในสายตาของเขา อวี้เหนียงก็เป็นเพียงหญิงในหอคณิกาที่มีแต่ความกะล่อนปลิ้นปล้อนเท่านั้น ที่ผ่านมานางมักจะแสดงท่าทีนอบน้อมและพินอบพิเทาต่อเขาเสมอ หากไม่ใช่เพราะเขารังเกียจที่นางเป็นหญิงวัยกลางคน เขาถึงกับสามารถพานางเข้าห้องไปเสพสมให้รู้แล้วรู้รอดด้วยซ้ำ
ใบหน้าของอวี้เหนียงยังคงเปื้อนรอยยิ้ม "คุณชายเกา ที่ผ่านมาพวกท่านมักจะมาแวะเวียนกินดื่มเปล่าๆ ผู้น้อยก็ไม่เคยว่ากล่าวอันใด อย่างไรเสียพวกเราก็ถือเป็นคนของทางการเหมือนกัน ไม่เห็นแก่หน้าพระสงฆ์ก็ต้องเห็นแก่หน้าพระพุทธองค์ ย่อมต้องไว้หน้าท่านเจ้าเมืองเกาอยู่แล้ว"
"เรื่องในวันนี้ หากคุณชายซูเป็นฝ่ายผิด นั่นก็ถือว่าเขารนหาที่เอง พวกเราย่อมไม่ก้าวก่าย ทว่าบัดนี้ คุณชายซูเพียงแค่อธิบายเหตุผลเรื่องมาก่อนได้ก่อน กลับต้องมาถูกทุบตี หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้อื่นคงคิดว่าบนแผ่นดินเมืองถิงโจวแห่งนี้ ไม่มีกฎหมายบ้านเมืองเสียแล้ว"
"การที่ท่านลงไม้ลงมือทุบตีแขกของพวกเราโดยไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุเช่นนี้ จะให้พวกเราเปิดประตูต้อนรับแขกทำมาค้าขายต่อไปได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ?"
เกาฉงตวาดกร้าว "นังหญิงแพศยา ให้สีเจ้าสามส่วน เจ้าก็ริอ่านจะเปิดโรงย้อมผ้าเลยงั้นเรอะ!"
ว่าแล้ว เกาฉงก็ฟาดฝ่ามือลงมา ฝ่ามือนี้เกิดจากความเกรี้ยวกราด หากฟาดโดนเข้าจริงๆ อวี้เหนียงคงต้องถูกตบจนเลือดกลบปากเป็นแน่
ทว่าอวี้เหนียงกลับถอยกายหลบไปด้านหลังอย่างแผ่วเบา หลบพ้นฝ่ามือของเขาไปได้อย่างเฉียดฉิว ท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่ปราดเปรียวและต่อเนื่องนั้น ทำให้เสิ่นซีที่มองดูอยู่ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
"หืม?"
เกาฉงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฝ่ามือของเขากลับไม่กระทบลงบนใบหน้าของอวี้เหนียงเลยแม้แต่น้อย
คุณชายหลี่รีบก้าวเข้ามาดึงรั้งเกาฉงไว้ "พี่เกาโปรดระงับโทสะ พวกเรากลับไปดื่มสุราที่ห้องฝั่งตรงข้ามกันเถิด"
บรรดาคนอื่นๆ ก็ช่วยกันเกลี้ยกล่อม ในที่สุดจึงสามารถห้ามปรามเกาฉงไว้ได้
คุณชายหลี่หันกลับมา เอ่ยกับอวี้เหนียงว่า "ท่านน้า ผู้น้อยเพิ่งมาเยือนเมืองนี้เป็นครั้งแรก ไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมของเมืองถิงโจวมากนัก แต่ผู้น้อยยินดีขอเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ไม่ทราบว่าท่านน้าจะยอมไว้หน้าผู้น้อยสักครั้งได้หรือไม่?"
อวี้เหนียงแย้มยิ้มบางๆ ให้คุณชายหลี่ พลางย่อกายคารวะ ความหมายก็คือ ขอเพียงท่านปฏิบัติตามจารีต ทุกอย่างย่อมตกลงกันได้
เกาฉงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทว่ากลับถูกคุณชายหลี่ คุณชายเหอ และคนอื่นๆ กึ่งลากกึ่งจูงกลับไปยังห้องจัดเลี้ยงฝั่งตรงข้าม พอคนเหล่านั้นจากไป ซูทงก็ทนฝืนร่างกายต่อไปไม่ไหว ล้มพับลงไปกองกับพื้น ไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
"คุณชายซู คุณชายซู..."
คราวนี้ไม่เพียงแต่คุณชายเจิ้งกับพวกที่เข้ามาช่วยพยุง แม้แต่บนใบหน้าของซีเอ๋อร์ก็ยังแฝงความเสียใจอยู่ลึกๆ
อวี้เหนียงเดินเข้ามาเอ่ยว่า "คุณชายทุกท่านโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ เป็นความผิดของผู้น้อยเองที่ดูแลไม่ทั่วถึง ทำให้คุณชายซูต้องบาดเจ็บ งานเลี้ยงในวันนี้ ถือเสียว่าผู้น้อยขอเลี้ยงไถ่โทษก็แล้วกัน... ที่นี่มีเงินตำลึงที่คุณชายเกามอบให้เมื่อครู่ รบกวนคุณชายทุกท่านช่วยเชิญท่านหมอมารักษาอาการของคุณชายซูด้วยเถิดเจ้าค่ะ"
กล่าวจบ อวี้เหนียงก็ยื่นตั๋วเงินสิบตำลึงที่เกาฉงเพิ่งให้มาเมื่อครู่ส่งให้
อวี้เหนียงในยามนี้ ไม่มีท่าทีเบาปัญญาและยั่วยวนเยี่ยงสตรีในหอคณิกาเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้ากลับประดับด้วยความเคร่งขรึมและสง่างาม จนทำให้เสิ่นซีสับสนไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าตัวตนใดคือใบหน้าที่แท้จริงของนางกันแน่
คุณชายเจิ้งกลับรีบปัดปฏิเสธ "อวี้เหนียงกล่าวอันใดกัน นี่ล้วนเป็นเพราะคุณชายซูเขา... ดื่มหนักไปหน่อยต่างหากเล่า โทษผู้อื่นไม่ได้หรอก มา ช่วยกันคนละไม้คนละมือ พวกเราแบกคุณชายซูไปหาหมอกันเถอะ"
ทุกคนต่างชุลมุนวุ่นวายช่วยกันแบกซูทงขึ้นมา ถึงจะไม่รับเงินสิบตำลึงของอวี้เหนียง อย่างน้อยๆ ค่าสุรามื้อนี้ก็ไม่ต้องจ่ายแล้ว เสิ่นซีที่เดินตามอยู่รั้งท้ายกำลังจะลงบันไดไปพร้อมกับคนอื่นๆ ทว่าอวี้เหนียงกลับเอ่ยเรียกขึ้นมา "คุณชายเสิ่น ไม่ทราบว่าพอจะมีเวลาสนทนากันสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นซีหันหน้ามามอง ด้วยสีหน้าฉงนใจ "ท่านเรียกข้าหรือ?"
อวี้เหนียงหัวเราะร่วน "หากไม่ใช่คุณชาย แล้วจะเป็นผู้ใดไปได้อีกเล่าเจ้าคะ?"
เสิ่นซีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง ในเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เขาสวมบทบาทเป็นเพียงผู้ชมมาโดยตลอด อีกทั้งจนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดอวี้เหนียงและซีเอ๋อร์จึงต้องหลอกใช้ซูทงให้ไปงัดข้อกับเกาฉง? หรือเพียงเพื่อให้อวี้เหนียงสามารถสั่งสอนเกาฉงได้อย่างชอบธรรมงั้นหรือ? ผู้คนที่อยู่ในสถานที่เริงรมย์เหล่านี้ ไม่ใช่ว่าควรจะแย้มยิ้มต้อนรับผู้คน และพยายามไม่สร้างความขุ่นเคืองให้ฝ่ายใดหรอกหรือ?
"ข้าต้องรีบกลับบ้านแล้ว ท่านแม่ยังรอข้าอยู่น่ะ" ในเวลานี้เสิ่นซีทำได้เพียงงัดเอาความเป็นเด็กขึ้นมาเป็นเครื่องรางคุ้มภัย
อวี้เหนียงหัวเราะเบาๆ "ได้ยินมาว่าคุณชายเสิ่นไม่เพียงแต่เป็นผู้รอบรู้และมีสติปัญญาปราดเปรื่อง แต่ยังฝีมือวาดภาพโดดเด่นเหนือผู้คนอีกด้วย เมื่อครู่แม่นางปี้เซวียนเพิ่งจะออกมาพบหน้า ไม่ทราบว่าคุณชายเสิ่นจะยอมสละฝีมือตวัดพู่กัน วาดภาพเหมือนของแม่นางปี้เซวียนได้หรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นซีพินิจพิจารณาอวี้เหนียงด้วยความประหลาดใจ เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปรู้เรื่องเหล่านี้มาจากที่ใดกัน
"คุณชายเสิ่นคงกำลังแปลกใจ ว่าผู้น้อยล่วงรู้เรื่องพวกนี้มาได้อย่างไรใช่หรือไม่เจ้าคะ? เมื่อปีก่อน ท่านนายอำเภอเยี่ยแห่งหนิงฮว่าเดินทางไปรายงานตัวที่อิ้งเทียนฝู่ ระหว่างทางได้แวะพักที่เมืองถิงโจวหนึ่งคืน ท่านนายอำเภอเคยเอ่ยถึงคุณชายเสิ่นให้ฟัง น้ำเสียงของท่านเต็มไปด้วยความชื่นชม ผู้น้อยจึงได้รับรู้เรื่องราวของคุณชายจากท่านนั่นแหละเจ้าค่ะ"
เรื่องนี้ทำเอาเสิ่นซีตกตะลึงไปชั่วขณะ ปีที่แล้วนายอำเภอเยี่ยเคยกล่าวชื่นชมสติปัญญาและฝีมือการวาดภาพของเขาต่อหน้าอวี้เหนียงงั้นหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!?