เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 223 ลมบุปผาถามไถ่จันทรา (ตอนปลาย)

ตอนที่ 223 ลมบุปผาถามไถ่จันทรา (ตอนปลาย)

ตอนที่ 223 ลมบุปผาถามไถ่จันทรา (ตอนปลาย)


เจี้ยวฟางหากคิดจะป่าวประกาศชื่อเสียงแม่นางคนใหม่ ย่อมต้องยอมทุ่มทุนสักหน่อย

ยุคสมัยนี้ไม่มีเครื่องบันทึกภาพ หากคิดจะป่าวประกาศให้เลื่องลือแถมยังต้องคงความ 'ละเมียดละไม' เอาไว้ ย่อมไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการให้เหล่าบัณฑิตเจ้าสำราญแต่งกวีวาดภาพให้ หากทำเช่นนั้นค่าตัวของสตรีผู้นั้นจะถูกยกระดับขึ้นมาทันตาเห็น

เหมือนอย่างหลิวซานเปี้ยนแห่งราชวงศ์ซ่ง เหตุที่เขาสามารถหมกมุ่นหาสำราญในหอคณิกาได้นานนับสิบๆ ปีโดยที่ชื่อเสียยังคงโด่งดังไม่เสื่อมคลาย ล้วนเป็นเพราะชื่อเสียงด้านกวีนิพนธ์ของเขา บรรดาหญิงงามทั้งหลายต่างก็อยากจะอิงแอบพึ่งพาเขาเพื่อยกระดับค่าตัวของตนเองทั้งสิ้น

(เชิงอรรถผู้แปล: หลิวซานเปี้ยน (柳三变) หรือหลิวหย่ง (柳永) กวีเอกสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือผู้มีชื่อเสียงด้านการแต่งบทกวีซือไผ (词牌) เขามักใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับเหล่าหญิงคณิกาและแต่งบทกวีให้พวกนาง จนเป็นที่รักใคร่และแย่งชิงตัวกัน)

ถึงเวลานั้นก็จะไม่ใช่วิญญูชนเลี้ยงดูคณิกา แต่เป็นคณิกาเลี้ยงดูวิญญูชนต่างหาก

ซูทงกลับโบกไม้โบกมือ "ข้าดูแล้วอวี้เหนียงคงไม่ได้มีความคิดจะให้พวกเราวาดภาพหรอก เพียงแค่ให้พวกเราได้พบหน้าแม่นางผู้นี้ เพื่อจะได้ช่วยป่าวประกาศชื่อเสียงให้นางก็เท่านั้น ตอนนี้พวกเรายังไม่ได้เป็นกระทั่งซิ่วไฉเสียด้วยซ้ำ และก็ไม่ใช่บัณฑิตเจ้าสำราญอะไรที่ไหน..."

คุณชายเจิ้งหัวเราะร่วน "นั่นก็ไม่แน่เสมอไป คุณชายเสิ่นของพวกเราอายุเพียงเท่านี้ กลับได้รับการขนานนามว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ ดูเหมือนแม้แต่อวี้เหนียงก็ยังให้ความเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ ซ้ำคุณชายเสิ่นยังแต่งกวีได้ดีเยี่ยม ถึงไม่ได้วาดภาพ แต่หากแต่งกวีสักบท ไม่แน่อาจจะก่อเกิดเป็นเรื่องราวอันงดงามเล่าขานกันต่อไปก็ได้"

เดิมทีก็ตั้งใจมาหาสุขสำราญที่นี่อยู่แล้ว คนเหล่านี้ยามเอ่ยปากจึงไม่ได้มีเรื่องอันใดให้ต้องระแวดระวัง

ทว่าอย่างไรเสียเจี้ยวฟางก็ย่อมมีความแตกต่างจากหอคณิกาทั่วไป สตรีในที่แห่งนี้ หลายคนล้วนมีชาติตระกูลสูงศักดิ์ ประกอบกับจุดขายที่ว่า 'ขายศิลปะไม่ขายเรือนร่าง' หากเกิดเรื่องราวอันงดงามระหว่างบัณฑิตหนุ่มกับหญิงงามขึ้นมา ย่อมทำให้บรรดาแขกเหรื่อยิงเกิดความใฝ่ฝันหา แม้จะรู้ดีว่าการมาเยือนที่นี่เป็นเพียงการรับชมศิลปะการแสดงและไม่อาจใกล้ชิดกับบรรดาแม่นางไปได้มากกว่านี้ แต่แขกเหรื่อก็ยังยินดีที่จะประเคนเงินตำลึงให้อยู่ดี

ผ่านไปไม่นาน บานประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง ทว่าผู้ที่ก้าวเข้ามากลับเป็นสาวใช้สองคนที่อุ้มพิณเข้ามาเสียก่อน

จากนั้น สตรีผู้หนึ่งก็ก้าวตามเข้ามา นางก้มหน้าน้อยๆ หลุบตาต่ำ อายุอานามราวสิบหกสิบเจ็ดปี ใบหน้าเรียวรูปไข่ตามแบบฉบับดั้งเดิมนั้นขาวผุดผ่อง เส้นสายเครื่องหน้านุ่มนวล ชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกคุ้นเคยและเป็นมิตรตั้งแต่แรกพบ คิ้วโก่งดั่งจันทร์เสี้ยว ดวงตาทั้งคู่กลมโตและสุกสกาวเป็นประกาย หากจะเปรียบว่าใสกระจ่างดั่งสายน้ำในฤดูสารทก็คงไม่เกินจริงไปนัก จมูกโด่งสันงามหมดจดดั่งหยก ประกอบกับริมฝีปากจิ้มลิ้มและลักยิ้มบางๆ ดูงดงามผุดผ่องเหนือโลกีย์ ยิ่งเมื่อสวมเข้ากับชุดกระโปรงหรูฉวินสีชมพูอ่อน ก็ยิ่งขับเน้นความงามเย้ายวนชวนให้หลงใหล

เมื่อเดินเข้ามา นางก็ย่อกายคารวะอย่างแช่มช้อย ภายในแววตาคู่ระยับเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา

เสิ่นซีมองเพียงปราดเดียวก็จำได้ทันที นี่คือหนึ่งในสตรีสองนางที่เขากับเสิ่นหย่งจั๋วเคยเห็นปรากฏตัวอยู่ที่ริมหน้าต่างชั้นสองของเจี้ยวฟางเมื่อวันก่อน ในตอนนั้นสตรีนางนี้กำลังแย้มยิ้มพลางชี้ชวนให้ชมทิวทัศน์เบื้องหน้า ท่าทางดูร่าเริงสดใส ส่วนสตรีอีกนางที่อยู่ข้างๆ กลับใช้พัดใบน้อยปิดบังใบหน้าด้วยท่าทีขวยเขิน

"คุณชายซู ได้พบกันอีกแล้วนะเจ้าคะ" ยามสตรีนางนี้เอื้อนเอ่ย สายตาก็ช้อนมองซูทง ดวงตาคู่นั้นราวกับสามารถสื่อสารแทนคำพูดได้

เห็นได้ชัดว่า ด้วยวัยที่ยังคงไร้เดียงสาบริสุทธิ์ของสตรีนางนี้ เดิมทีนางย่อมไม่รู้จักวิธีดึงดูดบุรุษเพศเป็นแน่ ที่อวี้เหนียงเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าแม่นางซีเอ๋อร์เอาแต่บ่นพร่ำถึงเขาอยู่ตลอด ก็เพื่อปูทางให้นางแสดงความรู้สึก 'เลื่อมใสศรัทธา' ต่อซูทงในยามนี้นี่เอง แม้แต่สายตาที่ทอดมองมา หรือบางทีอาจเป็นอวี้เหนียงที่คอยพร่ำสอนอย่างพิถีพิถัน

ลูกไม้นี้ใช้ได้ผลกับซูทงดียิ่งนัก เขาลุกขึ้นประสานมือคารวะตอบ "แม่นางซีเอ๋อร์ ผู้น้อยขอคารวะ"

ซูทงในเวลานี้ดูเบิกบานลำพองใจยิ่งนัก การที่สามารถพิชิตใจหนึ่งในหญิงคณิกาที่โด่งดังที่สุดของเจี้ยวฟางได้นั้น นับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

บรรดาแม่นางในสถานที่แห่งนี้ล้วนสะอาดสะอ้านกว่าหญิงคณิกาในหอเริงรมย์ทั่วไปมากนัก อย่างซีเอ๋อร์ผู้นี้ จนถึงบัดนี้นางก็ยังคงเป็นถึง 'ชิงกวานเหริน' ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือดรุณีที่เปรียบดั่งบุปผาแรกแย้มรอวันผลิบานนั่นเอง

(เชิงอรรถผู้แปล: ชิงกวานเหริน (清倌人) หญิงคณิกาในยุคโบราณที่ขายเพียงศิลปะการแสดง ขับร้อง หรือดีดพิณ โดยไม่ขายเรือนร่าง)

หากได้รับความโปรดปรานจากแม่นาง ชักชวนเข้าไปรื่นเริงในห้องหอเพื่อร่วมสนทนาและใช้เวลาอันแสนหวานร่วมกันในยามค่ำคืน ไม่เพียงแต่จะได้หาความสำราญเริงรมย์เท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องรับผิดชอบ และไม่ตกเป็นภาระผูกพันใดๆ อีกด้วย

หลังจากนั้น ซู่เอ๋อร์และซิ่วเย่ว์ที่อวี้เหนียงเคยแนะนำไว้ก็เดินตามเข้ามา ทว่ากลับมีพิณเพียงตัวเดียวเท่านั้น ส่วนแม่นางที่เดินทางมาจากนครหนานจิงซึ่งอวี้เหนียงเคยกล่าวถึง กลับยังไม่ปรากฏตัว ดูเหมือนนางคงจะรอเป็นผู้แสดงปิดท้าย

ซีเอ๋อร์เดินเข้ามารินสุราคารวะเหล่าคุณชายที่อยู่ในวงสนทนาด้วยตนเอง ทุกครั้งที่รินสุราให้นางจะช้อนตามองคนผู้นั้นคราหนึ่ง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มละมุนละไมเป็นธรรมชาติ

ทว่าเมื่อถึงคราวรินสุราให้ซูทง นางกลับแสดงท่าทีเอียงอาย ประหนึ่งว่านางมีความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาต่อซูทงจากใจจริง

จนกระทั่งถึงคนสุดท้าย นางจึงเดินเข้ามารินสุราให้เสิ่นซี ทว่าเสิ่นซีกลับดึงจอกสุราหลบไปด้านหลัง "ขออภัย ข้าดื่มเพียงน้ำชา" ซีเอ๋อร์เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงว่าจะมีเด็กชายปะปนอยู่ในวงด้วย เมื่อครู่นางมัวแต่งัดเอาทักษะที่อวี้เหนียงพร่ำสอนออกมาใช้เสียจนหมด จึงไม่ได้สังเกตเห็นตัวตนที่แปลกแยกอย่างเสิ่นซีเลยแม้แต่น้อย

ซูทงเห็นบนใบหน้าของซีเอ๋อร์เผยแววฉงนและกระอักกระอ่วน จึงรีบยิ้มอธิบาย "ท่านนี้คือเสิ่นซี คุณชายเสิ่น อายุของเขายังเยาว์นัก จึงดื่มได้เพียงน้ำชา"

ซีเอ๋อร์เพิ่งจะแย้มยิ้มออก "ที่แท้ก็คุณชายเสิ่นนี่เอง ได้ยินชื่อเสียงมานานเจ้าค่ะ" ท้ายที่สุดแล้วนางจะได้ยินชื่อเสียงมานานจริงๆ หรือไม่นั้น ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ทว่าคำประจบเอาใจประโยคนี้กลับกล่าวออกมาได้อย่างจริงใจยิ่งนัก นางยกป้านน้ำชาขึ้นมารินชาคารวะเสิ่นซี เสิ่นซีเพียงพยักหน้ารับถือเป็นการขอบคุณ

เสิ่นซีสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ประการหนึ่ง ยามที่ซีเอ๋อร์รินสุราให้ทุกคน แม้ภายนอกจะดูนอบน้อม แต่แท้จริงแล้วนางกลับจงใจหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้คนเหล่านี้มากเกินไป มีเพียงตอนที่รินน้ำชาให้เขาเท่านั้นที่นางไม่ได้ถอยห่าง เสิ่นซีคิดในใจ 'นางคงเห็นว่าข้าเป็นเพียงเด็ก จึงไม่น่าจะล่วงเกินนางกระมัง'

ทว่าในยามที่ซีเอ๋อร์หันกลับไปรินสุราให้ตนเอง เสิ่นซีกลับพบว่านางหดร่างหนีเล็กน้อย จงใจหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับซูทง... เช่นนี้จะเรียกว่ามีความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาอันใดต่อซูทงได้เล่า? น่าเสียดายที่ซูทงเอาแต่จมปลักอยู่ในห้วงนิทานเรื่องหญิงงามหลงรักบัณฑิตที่อวี้เหนียงและซีเอ๋อร์ร่วมกันถักทอขึ้นมา จนไม่มีกะจิตกะใจจะสังเกตสิ่งอื่นใดรอบกาย

ซีเอ๋อร์ใช้สองมือยกจอกสุราขึ้นเสมอคิ้ว เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า "ผู้น้อยขอคารวะคุณชายทุกท่านหนึ่งจอกเจ้าค่ะ" กล่าวจบก็ใช้แขนเสื้อบังใบหน้า แหงนลำคอขึ้นราวกับกระดกสุราดื่มจนหมดจอก ทว่าเสิ่นซีที่อยู่ใกล้นางที่สุด กลับสังเกตเห็นว่าแขนเสื้อของนางเปียกชื้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางแอบเทสุราทิ้งลงในแขนเสื้อต่างหาก

บรรดาคุณชายคนอื่นๆ ล้วนไม่มีกะจิตกะใจจะมาสังเกตรายละเอียดเหล่านี้ ต่างคนต่างก็รื่นเริงกับการร่ำสุราของตนเอง

หลังจากร่ำสุราเสร็จ ซูทงก็หัวเราะร่วน "แม่นางซีเอ๋อร์ วันนี้ที่พวกเรามาเยือน จุดประสงค์หลักก็เพื่อรับฟังบทเพลงพิณ ไม่ทราบว่าแม่นางพอจะดีดพิณให้พวกเราฟังซักเพลงได้หรือไม่?"

ซีเอ๋อร์ก้มหน้าน้อยๆ ด้วยท่าทีขัดเขิน "ฝีมือดีดพิณของซีเอ๋อร์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก อวี้เหนียงมักจะดุด่าข้าอยู่เสมอ หากคุณชายทุกท่านไม่รังเกียจ ซีเอ๋อร์ยินดีแสดงฝีมืออันต่ำต้อยให้ชมเจ้าค่ะ แต่พวกท่านห้ามหัวเราะเยาะข้านะเจ้าคะ"

ซูทงประสานเสียงหัวเราะฮ่าๆ "จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรกัน?"

ซีเอ๋อร์จึงลุกขึ้นด้วยใบหน้าเบิกบาน แล้วเดินไปนั่งลงที่หน้าโต๊ะพิณ ซู่เอ๋อร์และซิ่วเย่ว์ที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้างก็ลุกขึ้นยืน ดูท่าคงจะเตรียมร่ายรำประกอบบทเพลง

ซีเอ๋อร์ปรับเทียบเสียงพิณกู่ฉินอย่างลวกๆ จากนั้นจึงสอดสองมือออกมาจากแขนเสื้ออันกว้างขวาง มือเรียวงามดั่งหยกขาวเริ่มกรีดกรายลงบนสายพิณ บังเกิดเป็นท่วงทำนองอันไพเราะเพราะพริ้ง บทเพลงพิณเพลงหนึ่งพลันดังแว่วกังวานขึ้นมา

เสิ่นซีแอบคิดในใจ ท่วงทำนองนี้ช่างไพเราะกว่าเสียงดีดซานเสียนของนักดนตรีชราผู้นั้นเสียอีก แต่หากจะนำไปเทียบกับเครื่องดนตรียุคใหม่ ก็คงถือว่ายังขาดความโดดเด่นอยู่มาก ทว่าหากวัดจากมาตรฐานการซึมซับศิลปะในยุคสมัยนี้แล้ว ก็นับว่าเป็นบทเพลงที่ไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: ซานเสียน (三弦) เครื่องดนตรีประเภทดีดของจีนโบราณ มี 3 สาย คอยาว ตัวกะโหลกเป็นรูปวงรี)

ซูทงและคนอื่นๆ ต่างหลับตาพริ้มรับฟัง ราวกับได้หลอมรวมเข้าไปอยู่ในห้วงทำนองพิณอันเลื่อนลอยนี้ ทว่าพวกเขาก็ยังพอจะฟังออกว่า ท่วงทำนองที่บรรเลงออกมานั้น บางครั้งยังมีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง สมดั่งที่ซีเอ๋อร์กล่าวไว้ นางยังเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของบทเพลงพิณนี้จริงๆ

ส่วนสตรีสองนางที่ร่ายรำประกอบอยู่เบื้องข้าง ท่วงท่าร่ายรำของพวกนาง ในสายตาของเสิ่นซีแล้วยิ่งมองไม่เข้าตา ที่บอกว่ารูปร่างดีนั้น เอาเข้าจริงกลับสวมเสื้อผ้าห่อหุ้มร่างกายเสียมิดชิด แม้จะใกล้เข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อนแล้วแต่ก็ยังแต่งกายราวกับกลัวจะขาดทุน ไม่มีกลิ่นอายรูปร่างอรชรเย้ายวนชวนให้จิตใจหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย

การร่ายรำที่ว่านี้ แม้แต่ท่วงท่าบิดเอวหรือยกขายังไม่มีให้เห็น เป็นเพียงการขยับมือและเท้าเพียงเล็กน้อย ร่างกายทั้งร่างมองดูแล้วช่างคล้ายกับท่อนไม้ไผ่ที่แตกกิ่งก้านใบออกมาไม่กี่กิ่ง แล้วโอนเอนพริ้วไหวไปตามสายลมก็ไม่ปาน

เมื่อบทเพลงจบลง ซูทงไม่ได้เอ่ยชมในทันที แต่กลับหลับตาลงอย่างครุ่นคิด ราวกับกำลังดื่มด่ำไปกับท่วงทำนอง... นี่คือการให้กำลังใจซีเอ๋อร์ทางอ้อมอย่างหนึ่ง ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงลืมตาขึ้นมองซีเอ๋อร์ ยิ้มพลางปรบมือชื่นชม ท่าทีดูยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

"ผู้น้อยทำเรื่องน่าอายเสียแล้ว ข้าบอกแล้วว่าข้าดีดพิณไม่เก่ง หากอวี้เหนียงมาได้ยินเสียงพิณนี้เข้า คงต้องดุด่าข้าอีกเป็นแน่"

ซูทงกลับล้วงเอาก้อนเงินเล็กๆ ออกมาจากสาบเสื้อ แล้วแอบยัดใส่มือซีเอ๋อร์ อาศัยจังหวะนั้นลูบคลำเอวของนางไปหนึ่งที พลางหัวเราะร่วน "เสียงพิณของแม่นางซีเอ๋อร์ช่างจับใจ อวี้เหนียงจะมีใจคอคับแคบถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?"

บทเพลงพิณที่บรรเลงออกมาได้ธรรมดาสามัญ กลับแลกมาด้วยเงินรางวัลถึงสองตำลึง เรื่องนี้ทำให้ซีเอ๋อร์เบิกบานใจยิ่งนัก ขณะที่นางกำลังจะรินสุราให้ทุกคนอีกครั้ง บานประตูก็ถูกเปิดออกอีกครา เป็นอวี้เหนียงที่ก้าวเข้ามานั่นเอง

"อวี้เหนียง แม่นางจากนครหนานจิงที่กล่าวถึงเมื่อครู่นี้ ไม่ทราบว่าจะขึ้นมาเมื่อใดหรือ?" ซูทงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

ใบหน้าของอวี้เหนียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "คุณชายทุกท่าน ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ เรื่องนี้... เกิดเหตุขัดข้องเล็กน้อยเจ้าค่ะ"

ซูทงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "หรือว่าแม่นางผู้นั้นร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง จึงไม่อาจออกมาต้อนรับแขกได้?"

อวี้เหนียงทอดถอนใจ "หากร่างกายของนางไม่สู้ดีจริงๆ ก่อนหน้านี้ผู้น้อยจะกล้าเอ่ยถึงต่อหน้าคุณชายซูและทุกท่านได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ? เป็นคุณชายเกาแห่งจวนว่าการต่างหาก เขาเพิ่งส่งคนมาแจ้งข่าว บอกว่าจะมาส่งสหายเดินทางไกล ประเดี๋ยวก็จะแวะมาเยือนที่นี่ ทั้งยังเจาะจงเรียกให้แม่นางผู้นี้ไปปรนนิบัติอีกด้วย ทว่าแม่นางผู้นี้ยังไม่เคยออกเรือน ไหนเลยจะเคยพบเห็นโลกภายนอก... หากต้องรับแขกทั้งสองฝั่ง เกรงว่านางคงรับมือไม่ไหวน่ะเจ้าค่ะ"

ซูทงขมวดคิ้วมุ่น "คุณชายเกาอีกแล้วหรือ เขาตามพัวพันแม่นางอวิ๋นหลิ่วก็แล้วไปเถอะ แต่นี่เพิ่งจะมีแม่นางคนใหม่มา เขากลับคิดจะชิงตัดหน้าลงมือก่อน ช่างไม่รู้จักเหตุผลเอาเสียเลย อวี้เหนียง เรื่องนี้อย่างไรเสียก็ต้องมีธรรมเนียมมาก่อนได้ก่อน พวกเราก็ไม่ได้อยากจะบังคับฝืนใจเจ้า เพียงแค่ให้แม่นางผู้นี้มาหา รินสุราให้พวกเราสักจอก ให้พวกเราได้เห็นหน้าค่าตา เรื่องนี้ก็ถือว่าจบสิ้นกันไป เป็นเช่นไร?"

แม้ว่าถ้อยคำตาต่อตาฟันต่อฟันของซูทงจะดูเหมือนว่าเขาไม่เกรงกลัวผู้ใด แต่ในความเป็นจริง แม้ซูทงจะเกิดในตระกูลขุนนาง แต่ในหมู่ญาติสายตรงกลับไม่มีผู้ใดดำรงตำแหน่งขุนนางที่มีระดับขั้นอีกแล้ว หากเทียบกับพวกลูกหลานขุนนางใหญ่อย่างเกาฉง ก็ยังถือว่ามีช่องว่างชั้นฐานะห่างกันอยู่มาก

อวี้เหนียงดูมีสีหน้าลำบากใจยิ่งนัก แต่นางก็รู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ นางคาดเดาว่าแม้เกาฉงจะส่งคนมาแจ้งล่วงหน้า แต่แท้จริงแล้วเขาคงเกรงว่าพอตกดึก แม่นางคนใหม่จะเข้าไปในห้องอื่นแล้วไม่ออกมาจนทำให้เสียบรรยากาศความสนุกของเขาเสียมากกว่า ที่บอกว่าจะมาในประเดี๋ยวนี้ เอาเข้าจริงก็คงต้องประวิงเวลาออกไปอีกสักพักใหญ่

"เช่นนั้นคุณชายซูโปรดเห็นใจด้วยนะเจ้าคะ ผู้น้อยจะรีบไปบอกให้แม่นางปี้เซวียนแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วมาพบพวกท่านเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ"

อวี้เหนียงถอยกายออกไป รอจนนางปิดประตูห้อง คุณชายเจิ้งที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยเตือนขึ้น "คุณชายซู ดูท่าพวกเราอย่าไปใกล้ชิดกับพวกแซ่เกานั่นมากเกินไปจะดีกว่า... คราวก่อนพวกเขาก็เพิ่งถูกรุมตีอยู่หน้าประตูเจี้ยวฟาง ได้ยินมาว่าจนป่านนี้ยังจับตัวการไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คนพวกนี้ความประพฤติไม่ค่อยจะดีนัก ไม่ควรไปตอแยด้วยหรอก"

พอซีเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้น ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ "คุณชายทุกท่าน พวกท่านคงยังไม่รู้ คุณชายเกาผู้นั้นมีนิสัยวางอำนาจบาตรใหญ่ อาศัยบารมีปู่ของเขาที่เป็นถึงเจ้าเมือง มาเยือนเจี้ยวฟางทีไรก็มักจะไม่ยอมจ่ายเงินตำลึง ซ้ำยังกล้าบุกรุกเข้าไปในห้องส่วนตัวของพี่อวิ๋นหลิ่ว ช่างสามหาวนัก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าเขาคงจะทำเรื่องไร้มารยาทมากยิ่งกว่านี้เป็นแน่"

ซูทงเห็นขอบตาของซีเอ๋อร์รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาคล้ายจะร้องไห้ออกมารอมร่อ ก็อดไม่ได้ที่จะปวดใจ "แม่นางซีเอ๋อร์อย่าร้องไห้ไปเลย ท่านเจ้าเมืองเกาผู้นี้ อีกสองเดือนก็ต้องพ้นจากตำแหน่งแล้ว ต่อให้เจ้าแซ่เกานั่นจะเหิมเกริมเพียงใด ถึงเวลาก็ต้องตามปู่ของเขากลับบ้านเกิดอยู่ดีมิใช่หรือ?"

ซีเอ๋อร์ยิ่งรู้สึกน้อยใจ "ถ้าเช่นนั้น ความหมายของคุณชายซูกงจื่อก็คือ พวกเรายังต้องทนรับอารมณ์ของเขาไปอีกตั้งสองเดือนงั้นหรือเจ้าคะ?"

ถ้อยคำนี้ทำเอาซูทงถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี

เสิ่นซีมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ซีเอ๋อร์ผู้นี้ดูเหมือนจะมีเจตนายุยงให้ซูทงไปงัดข้อกับพวกเกาฉง

แม้จะกล่าวว่าฝ่ายนั้นคือหลานชายเจ้าเมือง ส่วนพวกของซูทงเป็นเพียงลูกหลานปัญญาชนคหบดี ทั้งสองฝ่ายต่างกันคนละชั้นอย่างสิ้นเชิง ทว่าบุรุษหนุ่มย่อมมีเลือดลมพลุ่งพล่าน การจะบันดาลโทสะเพื่อหญิงงามสักคราก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว

ทว่าการกระทำอย่างซีเอ๋อร์นี้ ทั้งเสแสร้งทำเป็นเลื่อมใสศรัทธาซูทง ซ้ำยังจงใจมาระบายความทุกข์ให้ฟังอีก เห็นได้ชัดว่านางกำลังคิดจะใช้ประโยชน์จากทิฐิลูกผู้ชายของซูทง เพื่อให้ออกหน้าแทนนาง

จบบทที่ ตอนที่ 223 ลมบุปผาถามไถ่จันทรา (ตอนปลาย)

คัดลอกลิงก์แล้ว