เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 221 เฒ่าเจ้าเล่ห์

ตอนที่ 221 เฒ่าเจ้าเล่ห์

ตอนที่ 221 เฒ่าเจ้าเล่ห์


เสิ่นซีขออนุญาตออกไปรับประทานอาหารร่วมกับผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกัน เดิมทีโจวซื่อไม่อยากจะอนุญาต ทว่าเมื่อลองคิดดูอีกที แม้เสิ่นซีจะสอบได้อั้นโส่วของการสอบระดับเมือง แต่ตระกูลเสิ่นก็นับว่าเป็น "คนต่างถิ่น" ในเมืองถิงโจวแห่งนี้ การให้เสิ่นซีไปมาหาสู่กับกลุ่มปัญญาชนในเมืองให้มากขึ้น ย่อมเป็นผลดีไม่น้อย

ที่สำคัญกว่านั้น ก่อนหน้านี้ฮุ่ยเหนียงเคยมากระซิบบอกนางว่า ซูทงผู้นี้เป็นผู้ที่มีความรู้และจริยธรรมดีเยี่ยม ควรให้เสิ่นซีไปมาหาสู่กับซูทงให้มากขึ้น

"...อย่ากลับให้ดึกนัก ก่อนตะวันตกดินต้องกลับมาให้ได้ แล้วก็ห้ามดื่มสุราเด็ดขาดนะ อย่ากินจนอิ่มเกินไปล่ะ ที่บ้านยังมีข้าวเหลือไว้ให้เจ้าอยู่"

โจวซื่อกำชับเสิ่นซีด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ท้ายที่สุดยังให้ซิ่วเอ๋อร์เดินไปส่งเสิ่นซีก่อน เพื่อดูว่านัดกันที่โรงเตี๊ยมและหอสุราแห่งใด หากตอนกลางคืนเขากลับดึก จะได้ให้ซิ่วเอ๋อร์ไปรับถูก

เมื่อถึงโรงเตี๊ยมและส่งซิ่วเอ๋อร์กลับไปแล้ว ซูทงก็ทอดถอนใจเบาๆ "น้องเสิ่น มารดาของเจ้าช่างดูแลเอาใจใส่เจ้าอย่างอบอุ่นละมุนดั่งหยกเสียจริง"

(เชิงอรรถผู้แปล: อบอุ่นละมุนดั่งหยก (温润如玉) อ่อนโยน นุ่มนวลดั่งเนื้อหยกชั้นดี ในที่นี้ใช้เปรียบเปรยถึงการดูแลอย่างอ่อนโยนและทะนุถนอม)

มารดาของซูทงด่วนจากไปเมื่อหกปีก่อน บิดาของเขาก็เพิ่งป่วยตายไปเมื่อสามปีที่แล้ว ยามนี้ตระกูลซูจึงมีเขาเป็นผู้นำครอบครัว บุตรปรารถนาจะเลี้ยงดู ทว่าบุพการีมิอยู่รอ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะมีความรู้สึกสะท้อนใจเช่นนี้

(เชิงอรรถผู้แปล: บุตรปรารถนาจะเลี้ยงดู ทว่าบุพการีมิอยู่รอ (子欲养而亲不待) วรรคสุภาษิตโบราณ สื่อถึงความโศกเศร้าที่บุตรยังไม่ทันได้ทดแทนคุณ บิดามารดาก็จากไปเสียก่อน)

เมื่อเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมและหอสุรา พวกเขาก็ขึ้นไปบนชั้นสองโดยตรง บริเวณชั้นลอยอันกว้างขวางกลับว่างเปล่าเงียบเหงา มีแขกนั่งอยู่เพียงโต๊ะเดียวเท่านั้น

บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ มีทั้งโต๊ะกลมและโต๊ะเหลี่ยม โต๊ะกลมนั้นเหมาะสำหรับจัดงานเลี้ยงที่มีคนจำนวนมาก งานเลี้ยงในครั้งนี้มีผู้เข้าสอบหกคน เมื่อรวมกับซูทงและเสิ่นซีก็เป็นแปดคนพอดี หลังจากแนะนำตัวและคารวะทักทายกันเรียบร้อยแล้ว แท้จริงแล้วหลายคนก็พอจะพบหน้าค่าตาหรือได้ยินชื่อเสียงเรียงนามกันมาบ้างแล้วหลังจากการสอบสิ้นสุดลง ผู้ที่มาร่วมงานในวันนี้ล้วนเป็นผู้ที่สอบได้อันดับต้นๆ ในการสอบระดับเมืองครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ติดอยู่ในยี่สิบอันดับแรกทั้งสิ้น

เนื่องจากตะวันยังไม่ทันคล้อยต่ำ ช่วงเวลานี้จึงยังไม่ถึงเวลาเริ่มงานเลี้ยง ทว่าอาจเป็นเพราะรู้ว่าเสิ่นซีออกมาได้ไม่นานนัก ผู้เข้าสอบที่เป็นเจ้าภาพจึงสั่งให้เริ่มงานเร็วกว่าปกติ หลังจากนั่งลงประจำที่เรียบร้อยแล้ว ทางร้านก็เริ่มนำสุราอาหารมาขึ้นโต๊ะ เนื่องจากเสิ่นซีไม่สามารถดื่มสุราได้ จึงมีการเตรียมน้ำชาไว้ให้เขาเป็นพิเศษ

"ความรู้ความสามารถของคุณชายเสิ่นช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ไม่ทราบว่าปีหน้ามีแผนจะสอบระดับท้องถิ่นหรือไม่?" ผู้เข้าสอบแซ่เจิ้งคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น

เสิ่นซีครุ่นคิด คำถามนี้ตอบยากยิ่งนัก ยามนี้เขายังอายุยังน้อย ต่อให้สอบผ่านทั้งการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองตั้งแต่อายุสิบขวบปี ก็ไม่ได้หมายความว่าปีหน้าเขาจะต้องไปสอบระดับท้องถิ่นทันที ตามหลักเหตุผลแล้ว เขาสามารถสะสมความรู้เพิ่มเติมไปก่อนแล้วค่อยสอบก็ยังได้ ในการสอบเคอจวี่นั้น หลายครั้งต่อให้มีความรู้ความสามารถ ก็ต้องคำนึงถึง "ความอาวุโส" ด้วย ต่อให้ทำข้อสอบได้คะแนนดี และอยู่ในอันดับต้นๆ ในขั้นตอนการปิดทับชื่อ ทว่าเมื่อเปิดชื่อออกมาแล้ว ผู้คุมสอบรู้สึกว่าเจ้ายังไม่เหมาะสมที่จะได้รับการคัดเลือก เขาก็สามารถคัดเจ้าออกได้อยู่ดี อย่างไรเสียก็ใช่ว่าผู้คุมสอบทุกคนจะกล้าฝ่าฟันแรงกดดันจากภายนอก เพื่อรับเลือกเด็กอายุสิบขวบปีคนหนึ่ง

ก็เหมือนกับเจ้าเมืองถิงโจวเกาหมิงเฉิงในครั้งนี้ เขาชื่นชมความรู้ความสามารถของเสิ่นซีเป็นอย่างมาก จึงมอบตำแหน่งอั้นโส่วให้เสิ่นซีด้วยตนเอง ทว่าเรื่องนี้เกือบจะทำให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ จนเกือบส่งผลกระทบต่อหมวกขุนนางของเขาด้วยซ้ำ

การเกิดเรื่องราวในครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเข้าร่วมสอบระดับท้องถิ่นของเสิ่นซีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เสิ่นซีส่ายหน้า "ยามนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยขอรับ แต่หากมีโอกาส ก็ยังอยากจะลองดูสักตั้ง"

สีหน้าของคนรอบข้างมีทั้งรู้สึกโล่งใจและมีบางคนที่ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ สาเหตุหลักเป็นเพราะผู้ที่มาเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงเชิญเสิ่นซีและซูทงในวันนี้ ต่างก็มีเจตนาแอบแฝงอยู่ทั้งสิ้น

บางคนต้องการประจบสอพลอเสิ่นซีและซูทง เพราะรู้ว่าพวกเขาทั้งสองมีความรู้ความสามารถยอดเยี่ยม ภายภาคหน้าย่อมมีอนาคตที่รุ่งโรจน์อย่างแน่นอน ก็เปรียบเสมือนการลงทุนที่มีความเสี่ยง ยอมลงทุนเลี้ยงข้าวสักมื้อ ภายภาคหน้าไปมาหาสู่กันให้มาก ก็ถือว่าเป็นสหายกันแล้ว หากทั้งสองสามารถสอบเข้าเป็นขุนนางได้ การลงทุนของพวกเขาก็ถือว่าประสบความสำเร็จ สามารถไปขอพึ่งพิงทั้งสองคน ขอตำแหน่งใต้สังกัดหรือที่ปรึกษาได้ หรืออย่างแย่ที่สุดก็ยังได้ชื่อว่ามีสหายเป็นขุนนาง

ส่วนบางคนกลับรู้สึกกังวลกับการสอบระดับท้องถิ่นในปีหน้าของตนเอง อย่างไรเสียการมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน หากเสิ่นซีสอบผ่าน ก็อาจจะเบียดพวกเขาตกลงมาก็เป็นได้

สุราอาหารจัดเตรียมขึ้นโต๊ะ อาหารมีทั้งเนื้อและผักผสมผสานกัน กับข้าวแปดอย่างน้ำแกงหนึ่งอย่างช่างอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก มีคนลุกขึ้นยืนขอชนจอก "วันนี้นับเป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่งที่พวกเราได้มารวมตัวกัน ผู้น้อยขอเป็นฝ่ายดื่มคารวะทุกท่านสักจอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอคารวะคุณชายซูและคุณชายเสิ่น เพื่อเป็นการแสดงความยินดีกับผลสอบอันยอดเยี่ยมของทั้งสองท่านในการสอบระดับเมืองครั้งนี้"

ซูทงกล่าวถ่อมตัว "คุณชายหูควรจะคารวะน้องเสิ่นถึงจะถูกนะ เขาคืออั้นโส่ว ส่วนอันดับสามอย่างข้านั้นไม่คู่ควรแก่การยกย่อง ไม่ได้แตกต่างอะไรกับสิบอันดับแรกคนอื่นๆ เลย"

ผู้เข้าสอบที่ติดสิบอันดับแรกของการสอบระดับเมือง ในการสอบระดับท้องถิ่นจะต้องถูกเรียกหมายเลขขึ้นโถงหลัก ไม่ว่าจะได้เป็นอั้นโส่วหรือได้อันดับสิบ แท้จริงแล้วผลลัพธ์ก็ไม่ได้ต่างกัน อย่างไรเสียอั้นโส่วระดับเมืองก็ไม่ได้มีสิทธิพิเศษส่งตรงไปเป็นซิ่วไฉแต่อย่างใด

การเรียกหมายเลขขึ้นโถงหลัก ก็คือการย้ายที่นั่งให้ขยับเข้าไปใกล้หัวหน้าผู้คุมสอบ เพื่อให้ผู้คุมสอบจับตามองเจ้าในระหว่างการสอบ เหตุผลก็คือเพื่อเพิ่มโอกาสในการสอบผ่านของเจ้าให้มากขึ้น ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่มีการปิดทับชื่อผู้เข้าสอบ สิ่งนี้ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการสอบผ่านให้ผู้เข้าสอบเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน อาจทำให้ผู้เข้าสอบรู้สึกประหม่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหัวหน้าผู้คุมสอบ จนทำข้อสอบได้ไม่ดีเท่าที่ควร

เสิ่นซีใช้ชาแทนสุรา ดื่มร่วมกับทุกคน ทว่ายามนี้บรรดาผู้เข้าสอบกลับจัดเตรียม "การแสดงเพื่อความบันเทิง" เอาไว้ด้วย โดยมีการเชิญนักดนตรีพเนจรชรามาดีดซานเสียนให้ฟัง

(เชิงอรรถผู้แปล: ซานเสียน (三弦) เครื่องดนตรีประเภทดีดของจีน มี 3 สาย คอยาว ตัวกะโหลกเป็นรูปวงรี)

นักดนตรีชราผู้นี้เป็นคน "ตาบอด" ยุคนี้ไม่มีแว่นกันแดด แม้ชายชราจะเบิกตากว้าง ทว่าดวงตากลับขุ่นมัวจนเป็นสีขาว น่าจะเป็น "ต้อกระจก" ในยุคที่ยังไม่มีการผ่าตัด โรคต้อกระจกถือเป็นโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้

ชายชราดีดซานเสียนเสียงดัง "จี๊กก๊าก" "จี๊กก๊าก" เสิ่นซีฟังแล้วรู้สึกทรมานหูเป็นอย่างยิ่ง เสียงเพี้ยนเสียจนทนฟังไม่ได้ แม้จะพอจับจังหวะทำนองได้บ้าง ทว่ากลับไม่มีความไพเราะเสนาะหูเลยแม้แต่น้อย เสิ่นซีรู้ดีว่าซานเสียนในยุคโบราณนั้นแตกต่างจากซานเสียนในยุคปัจจุบัน เสียงที่เปล่งออกมามีเพียงไม่กี่ระดับเสียง ส่วนบทเพลงที่ใช้บรรเลง ยิ่งมีน้อยกว่า

ทว่าบรรดาผู้เข้าสอบ ณ ที่แห่งนั้นกลับฟังกันอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ

หลังจากฟังจบ ซูทงก็ปรบมือชื่นชม พร้อมกับตบรางวัลให้แก่นักดนตรีชราผู้ดีดซานเสียนไปสองสามเหวิน ชายชราคลำหยิบเหรียญทองแดงเก็บเข้าพกเสื้อ ก่อนจะเดินลงไปชั้นล่าง ซูทงหันมามองเสิ่นซี "น้องเสิ่นอาจจะไม่ค่อยได้ออกมาเที่ยวเล่น จึงไม่รู้ถึงความไพเราะของเสียงสายพิณนี้ มิสู้ให้ท่านผู้เฒ่ากลับมาดีดให้ฟังอีกสักเพลงดีหรือไม่?"

เสิ่นซีรีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่เป็นไรขอรับ ข้านอกจากอ่านตำราแล้ว ก็ทำอะไรไม่เป็นเลย ดนตรีชั้นสูงเยี่ยงนี้ ข้าคงไม่อาจเข้าถึงความไพเราะได้ในเวลาอันสั้นหรอกขอรับ"

ซูทงแย้มยิ้ม "ดูท่าทางน้องเสิ่นคงไม่ชอบเสียงสายพิณเสียแล้ว เช่นนั้นเอาเป็นว่า คราวหน้าข้าจะพาเจ้าไปสถานที่ชั้นยอด หาคนมาดีดพิณให้เจ้าฟัง น้องเสิ่นคงจะพอชื่นชมความไพเราะได้บ้างแล้วกระมัง?"

ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นผู้เข้าสอบที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ฐานะทางบ้านก็ไม่เลว เมื่อได้ยินคำกล่าวของซูทง บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างรู้กัน พวกเขาทำราวกับว่าเสิ่นซียังเด็กไม่ประสีประสา จึงจงใจไม่เอ่ยปากอธิบาย ทว่าเสิ่นซีกลับรู้ดีว่า สถานที่ที่คนเหล่านี้พูดถึงก็คือเจี้ยวฟางซือ นั่นเอง

(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวฟางซือ (教坊司) สำนักสังคีตหลวง เป็นหน่วยงานดูแลการแสดงดนตรีและร่ายรำของราชสำนัก แต่มักถูกใช้เป็นสถานที่ลงทัณฑ์ โดยกักขังและบังคับให้สตรีจากครอบครัวขุนนางต้องโทษตกเป็นคณิกาหลวง)

ผู้เข้าสอบคนหนึ่งกล่าวว่า "จะรอคราวหน้าไปไย วันนี้พวกเราอุตส่าห์ได้มารวมตัวกัน มิสู้..."

ผู้เข้าสอบแซ่เจิ้งเอ่ยสนับสนุน "ข้อเสนอนี้ดีทีเดียว จะว่าไปแล้ว งานเลี้ยงที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ อย่างไรเสียก็สู้ความหอมหวลของสุราที่แห่งนั้นไม่ได้ วันนี้พวกเราออกมากันหลายคน ช่วยกันลงขันคนละนิดคนละหน่อย ก็น่าจะเพียงพอแล้ว มิสู้ย้ายสถานที่จัดงานเลี้ยงไปที่นั่นเสียเลยเล่า?"

ซูทงแย้มยิ้ม "ถูกใจข้ายิ่งนัก"

กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นยืน เตรียมจะเดินจากไป

เสิ่นซีรีบรั้งไว้ "ทุกท่าน พวกท่านกำลังจะไปที่ใดกัน? นี่... สุราอาหารเต็มโต๊ะขนาดนี้ จะไม่กินแล้วหรือขอรับ?"

ซูทงตอบว่า "ไม่เป็นไรหรอกๆ อาหารมื้อแค่นี้ใช้เงินไม่กี่เหวินเอง น้องเสิ่นตามพวกเราไปสถานที่ชั้นยอดดีกว่า ช่วงเวลานี้ไปถึงก็ไม่ถือว่าเช้าหรือสายจนเกินไป เมื่อไปถึงย่อมไม่มีผู้อื่นมารบกวน จะได้ลองชมดูว่า... ฮ่าฮ่า น้องเสิ่น เจ้าไม่ต้องกังวลไป พวกเราจะพาเจ้าไปสถานที่ที่สูงส่งสง่างาม ให้เจ้าได้ฟังเสียงพิณที่ไพเราะที่สุดในเมืองระดับฝู่แห่งนี้ รับรองว่าจะทำให้เจ้าเพลิดเพลินจนลืมทางกลับบ้าน เลยเชียวล่ะ"

คนข้างๆ หัวเราะขึ้นมา "คุณชายเสิ่นอายุยังน้อย จะไปเข้าใจความวิเศษของสถานที่เช่นนั้นได้อย่างไร? อย่างมากก็คง... ได้แค่มองดูตาปริบๆ เท่านั้นแหละ"

คนทั้งกลุ่มพากันส่งเสียงหัวเราะครืน

เสิ่นซีอึดอัดคับข้องใจนัก ตอนแรกชวนข้ามากินข้าว ข้าก็อุตส่าห์ตอบตกลง ทว่ายามนี้กลับจะพาข้าไปสถานที่เริงรมย์เสียนี่ นี่ไม่ใช่การรังแกข้าที่ยังเป็นเด็กไม่ประสีประสาหรอกหรือ?

เมื่อวันก่อนที่เขาออกไปเที่ยวเล่นกับเสิ่นหย่งจั๋ว เขาเคยเห็นแม่นางสองคนบนชั้นสองของเจี้ยวฟางซือ ซึ่งสร้างความประทับใจให้เขาอย่างลึกซึ้ง เสิ่นซีเองก็อยากจะไปเปิดหูเปิดตาดูสักครั้งว่า ภายในเจี้ยวฟางซือแห่งนั้นมีสภาพเป็นเช่นไร จะงดงามหรูหราเหมือนที่บรรดากวีและปัญญาชนพรรณนาเอาไว้หรือไม่ ว่าภายในหอนารีนั้นประดับประดาไปด้วยมวลหมู่บุปผา มีเสียงดนตรีบรรเลงทุกค่ำคืน และเหล่าแม่นางล้วนมีเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น งดงามราวกับเทพธิดาจำแลง…

ใจหนึ่งก็อยากไปเปิดหูเปิดตา ทว่าอีกใจก็รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้มีเจตนาแอบแฝง เสิ่นซีจึงแสร้งทำเป็นลังเลเล็กน้อย "ท่านแม่ของข้าบอกว่า กินข้าวเสร็จแล้วให้รีบกลับบ้าน ห้ามปล่อยให้ล่วงเลยจนถึงพลบค่ำ..."

ซูทงแย้มยิ้ม "คุณชายเสิ่นโปรดวางใจ ข้ารับรองว่าจะพาคุณชายเสิ่นกลับไปส่งก่อนฟ้ามืดอย่างแน่นอน วันนี้เพียงแค่ไปร่วมงานเลี้ยง และแวะฟังเพลงพิณสักนิดหน่อย หากมีการฟ้อนรำ... เรื่องเหล่านั้นเอาไว้ก่อนเถิด ก่อนจะพลบค่ำ ผู้น้อยจะไปส่งคุณชายเสิ่นกลับจวนด้วยตนเองอย่างแน่นอน"

เสิ่นซีจึงพยักหน้ารับคำ ภายในใจยังคงพะว้าพะวงอยู่บ้าง ขณะเดินตามซูทงและคนอื่นๆ ลงไปชั้นล่าง

ในเวลานี้ที่ชั้นล่างกำลังเกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ซึ่งก็คือนักดนตรีพเนจรชราผู้ดีดซานเสียนเมื่อครู่นี้ กำลังทะเลาะกับหลงจู๊ของโรงเตี๊ยมเพื่อเงินเพียงหนึ่งเหวิน

เสิ่นซีเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ถึงได้พอจะจับใจความได้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ที่แท้ตามกฎของที่นี่ บรรดานักดนตรีพเนจรที่มาบรรเลงดนตรีเพื่อสร้างความครื้นเครงในโรงเตี๊ยม ไม่ว่าจะได้รับรางวัลมากน้อยเพียงใด ก็ต้องแบ่งส่วนแบ่งให้กับทางโรงเตี๊ยมด้วย ไม่เช่นนั้นทางร้านก็จะไม่ยอมให้พวกเขาเข้ามาหากินอีก

การแบ่งผลประโยชน์อยู่ที่อัตราส่วนสองต่อแปด ซึ่งตามหลักแล้วก็นับว่ายุติธรรมดี โรงเตี๊ยมเก็บเพียงสองส่วน ทว่าสามารถแนะนำลูกค้าให้กับนักดนตรีพเนจรเหล่านี้ได้

"...เงินไม่กี่เหวินนี่ เป็นเงินที่ผู้มีเมตตาท่านหนึ่งที่เดินผ่านมามอบให้ข้าตอนที่ข้ากำลังดีดพิณอยู่ด้านนอกนะ เถ้าแก่ ท่านจะมาขอส่วนแบ่งจากเงินก้อนนี้ไม่ได้นะ"

นักดนตรีชราดูน่าเวทนายิ่งนัก

ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า ท่าทางน่าสงสารของชายผู้นี้เป็นการเสแสร้งแกล้งทำ เพราะเมื่อครู่นี้เสิ่นซีสังเกตเห็นว่า ในขณะที่ชายชราผู้นี้กำลังดีดซานเสียน เมื่อได้ยินเสียงผิดปกติจากด้านนอก เขาไม่ได้เงี่ยหูฟังตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับหันหน้าไปมอง

เสิ่นซีสงสัยว่า "โรคต้อกระจก" ของตาเฒ่าผู้นี้ก็คงจะเป็นการแกล้งทำเช่นกัน

"ตาเฒ่าสวี่ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ทันลูกไม้ของเจ้านะ ก่อนหน้านี้เจ้าแอบซ่อนเงินรางวัลเอาไว้ตั้งเท่าไหร่แล้ว? โรงเตี๊ยมและหอน้ำชาในตรอกนี้ เจ้าก็ไปล่วงเกินมาจนแทบจะหมดแล้ว หากวันนี้เจ้าไม่ยอมคายเงินหนึ่งเหวินนี่ออกมา ภายภาคหน้าเจ้าก็อย่าหวังจะได้เหยียบย่างเข้ามาทำมาหากินในร้านของข้าอีก!"

หลงจู๊โรงเตี๊ยมช่างดื้อดึงนัก เงินเพียงหนึ่งเหวินก็ไม่ยอมผ่อนปรน

ในตอนนั้นเอง ซูทงเดินลงมาถึงชั้นล่าง หลังจากไต่ถามจนรู้เรื่องราว เขาก็อธิบายด้วยรอยยิ้ม พร้อมทั้งแจ้งจำนวนเงินรางวัลที่ตบรางวัลไปเมื่อครู่ หลงจู๊โรงเตี๊ยมจึงได้รับรู้ว่านักดนตรีชรานามว่า "ตาเฒ่าสวี่" ผู้นี้ ไม่ได้แอบซ่อนเงินรางวัลแต่อย่างใด จึงยอมเลิกราไปอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

ตาเฒ่าสวี่บ่นอุบอิบด้วยความไม่พอใจ "ข้าก็บอกแล้วว่าไม่ได้แอบซ่อนเงินเอาไว้ แต่ก็ยังดึงดันจะปรักปรำคนแก่อย่างข้าให้ได้ ชีวิตช่างยากลำบากเสียจริง"

ประโยคนี้ตั้งใจพูดให้ซูทงและพวกฟังอย่างเห็นได้ชัด การเสแสร้งทำตัวน่าสงสารนี้ช่างได้ผลดีนัก ซูทงล้วงมือเข้าไปในพกเสื้อ หยิบเหรียญทองแดงออกมาอีกสองเหวิน แล้วยื่นใส่มือของตาเฒ่าสวี่ แม้สายตาของตาเฒ่าสวี่จะไม่ได้ขยับเขยื้อน ทว่ามือกลับสามารถรับเหรียญทองแดงได้อย่างแม่นยำ

เสิ่นซียิ่งมั่นใจว่าตาเฒ่าสวี่ผู้นี้แกล้งตาบอดอย่างแน่นอน

ทว่าเรื่องพรรค์นี้ เขาก็ไม่สะดวกที่จะฉีกหน้า อย่างไรเสียตาเฒ่าสวี่ผู้นี้แม้จะดูเป็นนักต้มตุ๋นอยู่บ้าง ทว่าอย่างน้อยเขาก็หาเลี้ยงชีพด้วยความสามารถของตนเอง เรื่องแบบนี้ไม่ควรไปแฉต่อหน้าให้เสียหน้า แกล้งโง่ไปเสียบ้างก็ไม่เสียหาย

ทว่าในขณะที่เสิ่นซีกำลังเดินลงบันไดมา ตาเฒ่าสวี่กลับคว้าหมับเข้าที่แขนของเขา สองมือลูบคลำฝ่ามือของเขาไปมา ปากก็พึมพำว่า:

"ไอ้หยาๆ ดูเหมือนข้าจะได้พบเจอกับผู้สูงศักดิ์เข้าแล้ว ลายมือเช่นนี้คือลักษณะของผู้ที่จะมีวาสนาร่ำรวยและสูงศักดิ์มาตั้งแต่กำเนิด พันปีจะมีให้พบเห็นสักครา ภายภาคหน้าจะต้องเป็นผู้มีสติปัญญาและความสามารถระดับแม่ทัพขุนนางอย่างแน่นอน"

จบบทที่ ตอนที่ 221 เฒ่าเจ้าเล่ห์

คัดลอกลิงก์แล้ว