เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 220 กลับมาพร้อมเกียรติยศ

ตอนที่ 220 กลับมาพร้อมเกียรติยศ

ตอนที่ 220 กลับมาพร้อมเกียรติยศ


ในขณะที่อู๋เสิ่งอวี๋กำลังตั้งปณิธานอันแรงกล้าของตนอยู่นั้น ในฐานะตัวเอกของเหตุการณ์ เสิ่นซีกลับยังคงวาดภาพทิวทัศน์อย่างสบายอารมณ์ อยู่ในห้องหนังสือที่ดัดแปลงมาจากห้องของลู่ซีเอ๋อร์บนชั้นสองของร้านขายยาตระกูลลู่

เสิ่นซีวาดภาพอย่างตั้งใจ ประหนึ่งภาพที่เคยวาดให้เยี่ยหมิงซู่ในตอนนั้น สิ่งที่เขาวาดคือภาพทิวทัศน์และบุคคล ในภาพวาดทิวทัศน์ของเสิ่นซีภาพนี้ มีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ริมลำธาร นางกำลังชำเลืองมองไปด้านข้าง ดูอ่อนไหวเศร้าสร้อยอยู่บ้าง สตรีนางนั้นกางร่ม ราวกับกำลังรอคอยผู้ใดอยู่

หลังจากวาดภาพเสร็จ เสิ่นซีรู้สึกพึงพอใจกับผลงานชิ้นนี้ของตนเป็นอย่างมาก ทว่ากลับไม่รู้ว่าควรจะเขียนคำจารึกบนภาพวาดเช่นไรดี จู่ๆ เขาก็นึกถึงบทกวีบทหนึ่งที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง "แดนทักษิณามีโฉมงามสะคราญ รูปโฉมงดงามปานดอกท้อดอกหลี่"

นี่คือบทกวีของเฉาจื๋อ

(เชิงอรรถผู้แปล: เฉาจื๋อ หรือ โจสิด (曹植 ) เป็นบุตรชายของโจโฉในยุคสามก๊ก ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดกวีเอกแห่งยุค บทกวีนี้คัดมาจากผลงาน "บทกวีเบ็ดเตล็ด (杂诗)" ของเขา มีความหมายว่า แดนใต้มีหญิงงาม ผู้มีรูปโฉมเปล่งปลั่งงดงามดั่งดอกท้อและดอกหลี่)

หลังจากจารึกบทกวีลงไปแล้ว จู่ๆ เสิ่นซีก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าทีนัก เพียงแค่คำว่า 'รูปโฉมงดงามปานดอกท้อดอกหลี่' ดูเหมือนจะไม่อาจพรรณนาถึงภาพลักษณ์ของฮุ่ยเหนียงที่เกือบจะสมบูรณ์แบบในใจของเขาได้

เขาจึงเขียนเพิ่มเติมลงไปในตอนท้ายอีกหนึ่งประโยค "ธารใสไหลรินชโลมใจฮุ่ย งามล้ำเลิศเลอโดดเด่นเหนือผู้ใด"

ในวรรคแรก เสิ่นซีจงใจนำอักษรจากชื่อของตนเองคือคำว่า 'ซี' (溪 - ลำธาร) และอักษรจากชื่อของฮุ่ยเหนียงคือคำว่า 'ฮุ่ย' (惠 - ความกรุณา) มาสอดแทรกซ่อนเอาไว้ ส่วนท่อนที่ว่า "งามล้ำเลิศเลอโดดเด่นเหนือผู้ใด" นั้น เขายกมาจากท่อนหนึ่งในบทกวีทำนอง 'สุ่ยหลงอิ๋น' ของซินชี่จี๋

(เชิงอรรถผู้แปล: ซินชี่จี๋ (辛弃疾) เป็นยอดกวีและขุนพลแห่งราชวงศ์ซ่งใต้ มีชื่อเสียงด้านการแต่งบทกวีที่มีท่วงทำนองห้าวหาญและลึกซึ้ง ส่วน สุ่ยหลงอิ๋น (水龙吟) มีความหมายว่า "มังกรวารีครวญ" เป็นชื่อทำนองเพลง (ซือไผ) ชนิดหนึ่งที่กวีจีนโบราณนิยมใช้เป็นโครงสร้างในการแต่งบทกวี)

หลังจากเขียนเสร็จ เสิ่นซีรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก จนอดไม่ได้ที่จะอยากเก็บสะสมเอาไว้ หรือไม่ก็อาจจะนำไปมอบให้ฮุ่ยเหนียงในภายหลัง ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ประตูก็เปิดออกดัง "แอ๊ด" จากด้านนอก เมื่อหันไปมอง ก็พบว่าเป็นฮุ่ยเหนียงและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่เดินเข้ามาด้วยกัน

"อ๊ะ ข้าว่าแล้วเชียวว่าเจ้าเด็กนี่อยู่บนชั้นสองไม่ได้ทำเรื่องดีอันใด ดูสิ เขากำลังวาดภาพอยู่"

บนใบหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจเล็กน้อย อาจเป็นเพราะคุ้นเคยกันดีแล้ว นางจึงเริ่มมองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่นี้ทีละน้อย

เดิมทีเสิ่นซีคิดจะปกปิด ทว่าเพิ่งจะเขียนบทกวีเสร็จ รอยหมึกด้านบนยังไม่ทันแห้ง คราวนี้ถูกจับได้คาหนังคาเขา จึงไม่อาจซ่อนเร้นได้อีกต่อไป

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หยิบภาพวาดขึ้นมาพิจารณาพลางกล่าวว่า "จะว่าไป ฝีมือวาดภาพของเสี่ยวหลางก็ไม่เลวเลยจริงๆ เพียงแต่ภาพนี้จะว่าภาพทิวทัศน์ก็ไม่ใช่ ภาพบุคคลก็ไม่เชิง ดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง... 'แดนทักษิณามีโฉมงามสะคราญ รูปโฉมงดงามปานดอกท้อดอกหลี่ ธารใสไหลรินชโลมใจฮุ่ย งามล้ำเลิศเลอโดดเด่นเหนือผู้ใด' พี่สาว ข้ากลับรู้สึกว่าคนที่เขาวาดและบทกวีที่เขาเขียน... คือท่านนะเจ้าคะ"

ฮุ่ยเหนียงหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย กล่าวว่า "น้องสาว เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหลไปเลย คนตัวเล็กแค่นี้ มองหน้าตาก็ไม่ชัด จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า?" นางชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับจงใจจะกลบเกลื่อน สายตาไม่ได้หลบเลี่ยง แต่จ้องมองไปที่เสิ่นซีโดยตรงแล้วเอ่ยถาม "บทกวีบทนี้แต่งได้ไม่เลวเลย เจ้าเป็นคนเขียนเองหรือ?"

"ใช่ขอรับ" บนใบหน้าของเสิ่นซีเผยรอยยิ้มไร้เดียงสาบริสุทธิ์

"ถุย"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างว่าเข้าให้ "บทกวีท่อนแรกนี่ เห็นชัดๆ ว่ายกมาจากบทกวี จ๋าซือ·หนานกั๋วโหย่วเจียเหริน ของเฉาจื๋อ เจ้าเด็กนี่รังแกที่พวกเราไม่สันทัดเรื่องบทกวี เลยเอาดีเข้าตัว ช่างไม่รู้จักหน้าบางเสียเลย"

(เชิงอรรถผู้แปล: จ๋าซือ·หนานกั๋วโหย่วเจียเหริน (杂诗·南国有佳人) บทกวีเบ็ดเตล็ดว่าด้วยโฉมงามแห่งแดนใต้ ของกวีเอกเฉาจื๋อ(โจสิด))

เสิ่นซีมีท่าทีไม่พอใจเล็กน้อย "พี่อวิ้นเอ๋อร์ช่างไม่มีอารมณ์สุนทรีย์เอาเสียเลย บทกวีที่ข้าแต่งขึ้นมา ท่านดึงดันจะบอกว่าเป็นของผู้อื่นให้ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามท่านหน่อย ท่อนหลังใครเป็นคนแต่งกันเล่า?"

คราวนี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถึงกับถูกถามจนพูดไม่ออก

ฮุ่ยเหนียงอดไม่ได้ที่จะเม้มปากยิ้ม เมื่อครู่นี้นางไม่ยอมรับว่าภาพที่วาดคือนาง ทว่านางกลับมองออก สตรีในภาพวาดทั้งภาพนั้นไม่ได้ถูกลงหมึกมากมายนัก เพียงแค่ตวัดเส้นเค้าโครงเล็กน้อย ทว่าไม่ว่าจะเป็นใบหน้าด้านข้างหรือท่วงท่า ล้วนคล้ายคลึงกับนางเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประโยค "ธารใสไหลรินชโลมใจฮุ่ย" นั่นเห็นได้ชัดว่าซ่อนชื่อของนางเอาไว้ในนั้นด้วย

สีหน้าของฮุ่ยเหนียงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย "เสี่ยวหลาง เรื่องวุ่นวายที่เกิดจากการที่เจ้าถูกประกาศให้เป็นอั้นโส่วระดับเมืองได้จบลงแล้ว ทางการนำบทความของเจ้าไปติดประกาศ ในที่สุดก็อุดปากคนเหล่านั้นได้เสียที น้าไม่เข้าใจเรื่องบทความนัก ทว่าน้าเอาบทความสอบของเจ้าไปลองถามคนอื่นดู พวกเขาล้วนบอกว่าเจ้าเขียนได้ดีมาก ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าก็กลับไปเรียนที่สถานศึกษาได้แล้วล่ะ"

เดิมทีนี่เป็นเรื่องน่ายินดี ทว่าเสิ่นซีกลับดีใจไม่ออก เพราะนี่หมายความว่าวันหยุดพักผ่อนของเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กล่าวว่า "ดูท่าทางห่อเหี่ยวของเจ้าสิ ไม่เห็นเหมือนคนตั้งใจเรียนเลยสักนิด หากน้องชายของข้าไม่ตั้งใจเรียนเหมือนเจ้า ข้าต้องเอาไม้เรียวตีเขาแน่... เสี่ยวหลาง น้าเซี่ยมีเรื่องจะถามเจ้า บทกวีบทนี้ใครเป็นคนแต่ง เนื้อหาเต็มๆ เป็นเช่นไรหรือ?"

พูดพลาง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ บนนั้นเขียนไว้ว่า "ความคมกริบของกระบี่วิเศษ ล้วนเกิดจากการขัดฝน กลิ่นหอมของดอกเหมย ล้วนผลิบานผ่านความหนาวเหน็บ" ซึ่งก็คือประโยคที่เขาอ้างอิงในการสอบระดับเมืองนั่นเอง

เสิ่นซีส่ายหน้า "ไม่มีคำอธิบายขอรับ"

"เจ้าเด็กนี่..." เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เริ่มร้อนใจ ท้ายที่สุดก็กระทืบเท้า "พี่สาว ท่านควรจะอบรมสั่งสอนเสี่ยวหลางบ้างนะเจ้าคะ อย่างไรเสียเขาก็เป็นบุตรบุญธรรมของท่านมิใช่หรือ?"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางส่ายหน้า "หาใช่ไม่ ตอนแรกที่ข้าคิดจะรับเสี่ยวหลางเป็นบุตรบุญธรรม ซีเอ๋อร์เด็กคนนั้นคัดค้านหัวชนฝา ข้าเลยคิดว่าจะรอให้นางโตขึ้นอีกสักสองปีก่อนค่อยว่ากัน เรื่องนี้ก็เลยยังไม่สำเร็จน่ะ"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พลันเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "เช่นนั้นก็มิน่าเล่า"

มิน่าเล่าเรื่องอันใด นางไม่ได้พูดออกมา และฮุ่ยเหนียงก็กระดากอายเกินกว่าจะเอ่ยถาม

พอตกเย็นถึงเวลาอาหารค่ำ โจวซื่อก็ออกมาจากห้องเพื่อร่วมรับประทานอาหารด้วย

เดิมทีตอนเย็นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะต้องกลับไปกินข้าวที่บ้าน ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดเป็นต้นมา ยามที่ร้านขายยาตั้งโต๊ะอาหารค่ำ จะมีการวางตะเกียบเพิ่มไว้ให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อีกหนึ่งคู่เสมอ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะกินข้าวที่นี่ก่อนทุกวันแล้วค่อยกลับบ้าน ประการแรกเป็นเพราะอาหารการกินที่นี่มีคุณภาพดี ประการที่สองคือจะได้นั่งคุยกับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ สำหรับนางที่ไม่ค่อยสันทัดเรื่องการทำมาค้าขาย การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ทำให้ได้รับความรู้และประสบการณ์ไม่น้อยเลยทีเดียว

"พี่สาว ไฉนท่านถึงออกมาเล่าเจ้าคะ? หากพี่เขยไม่กลับมา เดี๋ยวให้พวกสาวใช้ยกข้าวไปส่งให้ท่านที่ห้องก็ได้" ฮุ่ยเหนียงเห็นโจวซื่อห่อตัวมิดชิดเดินออกมา ก็รีบเข้าไปประคอง

โจวซื่อถอนหายใจ "คงเป็นเพราะเข้ามาอยู่ในเมืองถึงได้รู้สึกว่าตัวเองบอบบางขึ้นกระมัง สมัยก่อนตอนที่คลอดไอ้เด็กทึ่มนั่น พอตอนเช้าคลอดลูกเสร็จ ตอนบ่ายก็ต้องเข้าครัวทำกับข้าว วันรุ่งขึ้นก็ต้องลงนาไปทำงาน ไม่เห็นจะรู้สึกเป็นอะไรเลย แต่คราวนี้สิ... สงสัยจะอายุมากขึ้น ร่างกายเลยไม่ค่อยสู้ดีแล้วกระมัง?"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มกล่าว "พี่สาว ไฉนท่านไม่บอกว่าเป็นเพราะคลอดฝาแฝดชายหญิงในคราวเดียว ร่างกายถึงรับไม่ไหวจนเป็นเช่นนี้เล่าเจ้าคะ? ในเมื่อมาแล้ว ก็นั่งลงกินข้าวเถิด ช่วงหลายวันนี้พี่สาวเอาแต่นอนอยู่บนเตียง มีสาวใช้กับพี่เขยคอยปรนนิบัติ มันก็สบายอยู่หรอก แต่ก็ควรจะลงมาเดินเหินขยับร่างกายบ้างนะเจ้าคะ"

"ใช่เลยเจ้าค่ะ" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอ่ยสมทบ "ช่วงหลายวันนี้ไม่มีพี่สาวคอยคุมร้าน อาศัยข้าเพียงคนเดียว รับมือแทบไม่ไหวเลยนะเจ้าคะ"

โจวซื่อพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม กล่าวว่า "ได้ๆ รอให้ข้าอยู่ไฟเสร็จเมื่อไหร่ จะรีบออกมาช่วยงาน ขืนชักช้าเดี๋ยวจะมีคนหาว่าข้ามากินเปล่าเอาได้ ลูกจ้างอย่างข้าคงรับไม่ไหวหรอกนะ..."

สตรีเต็มห้องนั่งล้อมวงรับประทานอาหารกันอย่างสรวลเสเฮฮา

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ยามที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กำลังจะกลับ นางก็ฉุกคิดถึงเรื่องบทกวีบทนั้น แล้วเอ่ยถามเสิ่นซีขึ้นมาอีกครั้ง

เสิ่นซีส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "พี่อวิ้นเอ๋อร์ถามไปก็เปล่าประโยชน์ขอรับ นี่ไม่ใช่บทกวีเบ็ดเตล็ดที่ข้าแต่งเล่นๆ ในยามปกติ แต่เป็นผลงานที่เกิดจากแรงบันดาลใจชั่วแล่นตอนสอบระดับเมือง ตอนนั้นคิดออกแค่สองวรรคนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าจะถูกนำออกมาให้ผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คล้ายกับจะแง่งอนอยู่บ้าง จึงกล่าวว่า "เจ้าไม่ยอมบอกก็ช่างเถิด ข้ากลับไปค้นคว้ารวบรวมดูสักรอบ ย่อมต้องรู้ที่มาที่ไปอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นข้าจะทำให้เจ้ายอมจำนนอย่างราบคาบให้จงได้"

เสิ่นซีไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะไปค้นคว้าหาอันใดเจอ เพราะสองวรรคที่เขาเขียนนี้ ไม่ใช่ท่อนใดท่อนหนึ่งในบทกวี แต่เป็นเพียงคำพังเพยเท่านั้น

ในเมื่อไม่ใช่บทกวี แล้วนางจะไปค้นหาจากที่ใดกันเล่า?

...

วันรุ่งขึ้น เสิ่นซีไปเข้าเรียนที่สถานศึกษาเสวียเอ๋อร์ตามปกติ

เมื่อกลับมายังสถานที่ที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา เสิ่นซีก็รู้สึกว่าตนเองกำลังจะกลับมาใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ อีกแล้ว

เดิมทีเสิ่นซีก็จัดว่าเป็นนักเรียนที่พิเศษที่สุดในบรรดานักเรียนทั้งหมดของสถานศึกษาแห่งนี้อยู่แล้ว ในที่แห่งนี้ เขาคือ 'หลงจู๊น้อย' มีสถานะโดดเด่นล้ำเลิศ ต่อให้นักเรียนในแต่ละระดับชั้นจะรวมหัวกันตั้งกลุ่มแบ่งพักแบ่งพวก ก็ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินเขา การกลับมาในครั้งนี้ เขายิ่งเป็นถึงผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับเมืองแล้ว จัดว่าเป็นผู้ที่กำลังจะมีคุณวุฒิความก้าวหน้าติดตัว

หากเขาสามารถสอบผ่านการสอบระดับท้องถิ่นได้อีกด่าน ระดับความรู้ความสามารถของเขาก็แทบจะทัดเทียมกับอาจารย์แล้ว

นับตั้งแต่ผ่านพ้นช่วงปีใหม่ สถานศึกษาก็ได้ขยายการรับนักเรียน ไม่เพียงแต่มีนักเรียนเพิ่มขึ้น ทว่ายังมีอาจารย์เพิ่มขึ้นอีกด้วย สถานศึกษารับเฉพาะบุตรหลานของสมาคมการค้าเท่านั้น ทว่าก็มีข้อยกเว้นบางประการ เช่น น้องชายทั้งสองคนของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เรียนอยู่ที่นี่เช่นกัน

การที่เสิ่นซีสอบผ่านทั้งการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลลัพธ์ประดุจการโฆษณา มีผู้คนมากมายพากันมาสอบถามเรื่องการเข้าเรียน ทว่าฮุ่ยเหนียงไม่ต้องการทำสถานศึกษาให้ใหญ่โตจนเกินไป เพียงตั้งใจจะให้เป็นสถานศึกษาสำหรับบุตรหลานสมาคมการค้าเท่านั้น ต่อให้ขยายการรับนักเรียน จำนวนนักเรียนก็ยังคงถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบสองร้อยคน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดล้วนมีสมาคมการค้าเป็นผู้รับผิดชอบ

"เสิ่นซี เจ้ามีความสามารถถึงเพียงนี้ ยังจะกลับมาทำไมอีกเล่า? อาจารย์ที่บ้านข้าเคยจ้างมา ก็แค่สอบผ่านการสอบระดับเมืองเท่านั้น เจ้าสามารถออกไปเป็นอาจารย์ได้สบายๆ แล้วนะ"

บรรดาสหายร่วมเรียนต่างรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในตัวเสิ่นซีเป็นอย่างมาก

อย่างไรเสีย ความหวังที่ทางบ้านมีต่อพวกเขาก็เป็นเพียงการสอบเป็นซิ่วไฉเท่านั้น ส่วนเรื่องการเป็นจวี่เหริน ครอบครัวคนธรรมดาทั่วไปย่อมไม่กล้าแม้แต่จะวาดฝัน การได้เป็นซิ่วไฉ ก็สามารถมีอภิสิทธิ์มากมาย ที่สำคัญที่สุดก็คือไม่ต้องถูกเกณฑ์เหยาอี้ และยังถึงขั้นได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: เหยาอี้ (徭役) การเกณฑ์แรงงานตามชายฉกรรจ์ที่ทางการบังคับใช้กับราษฎร)

เสิ่นซีกลับมีท่าทีถ่อมตัวเป็นอย่างยิ่ง "ข้าไม่ได้มีความสามารถอันใดหรอก ก็แค่ดวงดีเท่านั้น ข้ารู้สึกว่าความรู้ที่เล่าเรียนมายังไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงกลับมาศึกษาหาความรู้จากอาจารย์ให้มากขึ้นน่ะ"

หากประโยคนี้ไปเข้าหูผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกับเสิ่นซี พวกเขาย่อมต้องด่ากราดออกมาอย่างแน่นอนว่า มารดามันเถอะ เจ้าสอบได้อั้นโส่วยังกล้าบอกว่าความรู้ยังไม่เพียงพออีก พวกเรายังสู้เจ้าไม่ได้เลย นี่มิเท่ากับหลอกด่าว่าความรู้ที่พวกเราเรียนมาถูกโยนทิ้งลงท้องสุนัขไปหมดแล้วกระนั้นหรือ?

ทว่าในสายตาของบรรดาสหายร่วมเรียน กลับรู้สึกว่าสิ่งที่เสิ่นซีพูดนั้นช่างมีเหตุมีผลยิ่งนัก เพราะคำพูดของเสิ่นซีช่างเหมือนกับที่อาจารย์พร่ำสอนไม่มีผิดเพี้ยน... เสิ่นซีเปรียบเสมือนศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จแล้วกลับมากล่าวสุนทรพจน์ที่สำนักเดิม ขอเพียงกล่าววาจาที่ดูสวยหรูดูดี ก็สามารถทำให้บรรดาศิษย์น้องเคารพเทิดทูนราวกับเป็นกฎทองคำแล้ว

เสิ่นซียังคงเรียนร่วมกับนักเรียนชั้นโต ทว่าเฝิงฮว่าฉีจะไม่ออกไปก้าวก่ายว่าเขาจะศึกษาเรื่องใด

ในยามที่นักเรียนรอบข้างกำลังท่องคัมภีร์ต้าเสวีย และคัมภีร์จงยง เขากลับถือคัมภีร์จั่วจ้วน พลิกอ่านไปมา ซึ่งเฝิงฮว่าฉีกลับรู้สึกพึงพอใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก อย่างไรเสียคัมภีร์หลักของเฝิงฮว่าฉีก็คือ คัมภีร์ชุนชิว เขารู้สึกว่าหลักคำสอนอันยิ่งใหญ่ในคัมภีร์ชุนชิวนั้น ล้ำเลิศกว่าคัมภีร์อีกสี่เล่มที่เหลือ แม้แต่เรื่องที่เสิ่นซีสามารถสอบผ่านการสอบระดับเมืองจนได้ตำแหน่งอั้นโส่ว เขาก็ยังคิดว่าเป็นเพราะเลือกคัมภีร์หลักได้ดี

(เชิงอรรถผู้แปล: ต้าเสวีย (มหาการศึกษา) และ จงยง (ทางสายกลาง) เป็นตำราพื้นฐานในหมวด "คัมภีร์ทั้งสี่" (ซื่อซู) ที่เด็กนักเรียนทุกคนต้องเริ่มท่องจำ ส่วน ชุนชิว เป็นพงศาวดารระดับสูงในหมวด "คัมภีร์ทั้งห้า" (อู่จิง) โดยมีตำรา จั่วจ้วน เป็นคู่มืออรรถาธิบายขยายความคัมภีร์ชุนชิวอีกทอดหนึ่ง)

คนเป็นอาจารย์ ย่อมมีความภาคภูมิใจในแบบฉบับของคนเป็นอาจารย์ การค้นพบเด็กอัจฉริยะนั้นว่ายากแล้ว ทว่าการขัดเกลาเด็กอัจฉริยะให้กลายเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ย่อมยากยิ่งกว่า หากไม่เป็นเช่นนั้น จะมีบทความซางจ้งหย่งเล่าขานสืบต่อกันมาบนโลกใบนี้ได้อย่างไร

(เชิงอรรถผู้แปล: ซางจ้งหย่ง (伤仲永) บทความชิ้นเอกของหวังอันสือ กวีแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ เล่าถึงเด็กอัจฉริยะนามจ้งหย่งที่สูญเสียพรสวรรค์ไปเพราะบิดาไม่ยอมให้ร่ำเรียนหนังสือต่อ มักใช้เตือนใจเรื่องการละเลยการศึกษา)

เมื่อเลิกเรียน เสิ่นซีเดินออกจากประตูสถานศึกษา ทว่ากลับไม่เห็นซิ่วเอ๋อร์ที่มารับเขา แต่กลับพบซูทงยืนรออยู่ตรงนั้น

"พี่ซู? ไฉนท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้..."

เสิ่นซีไม่ค่อยอยากจะเผชิญหน้ากับซูทงสักเท่าใดนัก สาเหตุหลักเป็นเพราะการสอบระดับเมืองครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว และอันดับของเขาอยู่เหนือกว่าซูทง เขาไม่ใช่คนประเภทชอบโอ้อวด การไม่พบหน้ากันย่อมช่วยลดความกระอักกระอ่วนลงไปได้บ้าง ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าซูทงจะเป็นฝ่ายมาหาเขาด้วยตนเอง

ซูทงแย้มยิ้ม "บทความทั้งสองบทของการสอบระดับเมืองของน้องเสิ่น หลังจากที่ผู้น้อยได้อ่านก็รู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก จึงตั้งใจมาเชิญคุณชายเสิ่นไปร่วมงานเลี้ยง คุณชายเสิ่นอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ ครั้งนี้ผู้น้อยมิได้เป็นผู้เชิญเพียงลำพัง ทว่ายังมีผู้เข้าสอบที่สอบผ่านการสอบระดับเมืองในครั้งนี้อีกหลายท่าน ต้องการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยง ไม่ทราบว่าคุณชายเสิ่นจะยอมให้เกียรติไปร่วมงานหรือไม่?"

เสิ่นซีพยักหน้า พอจะเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆ แล้ว การที่เขาสอบได้อั้นโส่ว แล้วผู้อื่นตีตัวออกห่างเขา เป็นเพราะคนเหล่านั้นเคลือบแคลงสงสัยในความรู้ความสามารถของเขา และคิดว่าตำแหน่งอั้นโส่วนี้ใช้เงินตราแลกมา

ทว่ายามนี้คนเหล่านั้นรู้แล้วว่า เสิ่นซีสอบผ่านการสอบระดับเมืองด้วยความรู้ความสามารถที่แท้จริง ในเมื่ออายุเพียงสิบขวบปีก็สามารถประพันธ์บทความได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ภายภาคหน้าในสนามสอบย่อมต้องมีอนาคตที่รุ่งโรจน์อย่างแน่นอน ในฐานะผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกัน ย่อมต้องผูกมิตรไมตรีกันให้มาก การจัดงานเลี้ยงเชิญเขารับประทานอาหาร หากวันข้างหน้าเสิ่นซีได้เข้าไปอยู่ในราชสำนักจริงๆ บางทีอาจจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาบ้างก็เป็นได้

"ข้ายังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง การไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก"

สีหน้าของเสิ่นซีเต็มไปด้วยความลำบากใจ "ทว่าความหวังดีของคุณชายซู ข้าก็ยากจะปฏิเสธได้ลงจริงๆ มิสู้เอาเช่นนี้ คุณชายซูกลับไปที่บ้านกับข้าเพื่อขออนุญาตท่านพ่อท่านแม่ของข้าก่อน หากพวกท่านอนุญาต ข้าถึงจะไป แบบนี้ดีหรือไม่ขอรับ?"

จบบทที่ ตอนที่ 220 กลับมาพร้อมเกียรติยศ

คัดลอกลิงก์แล้ว