เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 219 ยอมจำนนด้วยใจทว่าปากไม่ยอมรับ

ตอนที่ 219 ยอมจำนนด้วยใจทว่าปากไม่ยอมรับ

ตอนที่ 219 ยอมจำนนด้วยใจทว่าปากไม่ยอมรับ


ความรู้ความสามารถของซูทงนั้น เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง ด้วยฝีไม้ลายมือในการประพันธ์ของเขา อย่าว่าแต่การสอบระดับเมืองเลย ต่อให้สอบเป็นซิ่วไฉแล้วได้รับการแต่งตั้งเป็นเจิงเซิง หรือ หลิ่นเซิง ก็คงเหลือเฟือ หากมิใช่เพราะเมื่อสามปีก่อนเขาต้องไว้ทุกข์ให้บิดาที่ล่วงลับ ซูทงคงจะประสบความสำเร็จในสนามสอบตั้งแต่ยังเยาว์วัย ไม่ต้องรอจนถึงอายุยี่สิบปีถึงค่อยมาประชันฝีมือกับเด็กรุ่นหลังเช่นนี้

(เชิงอรรถผู้แปล:

ทว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ซูทงกลับต้องมาเผชิญหน้ากับอู๋เสิ่งอวี๋

อู๋เสิ่งอวี๋ คุณชายทายาทขุนนางที่แต่เดิมถูกผู้คนส่วนใหญ่ดูแคลน กลับใช้บทความสองบทที่ลึกล้ำแยบยลยิ่งกว่าบทความเฉิงเหวิน ทำให้ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นยอมจำนนอย่างราบคาบ มาถึงยามนี้ ความรู้ความสามารถของอู๋เสิ่งอวี๋ก็ได้รับการยอมรับจากผู้คนแล้ว ไม่มีผู้ใดสงสัยว่าเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องการติดสินบนในการสอบอีกต่อไป

ตอนนี้จึงเหลือเพียงเสิ่นซีเท่านั้น

บุคคลผู้เป็นปริศนาในสายตาของคนจำนวนมากผู้นี้ อายุเพียงสิบขวบปีก็เข้าร่วมการสอบระดับอำเภอ และการสอบระดับเมือง ทั้งยังสอบผ่านตั้งแต่รอบแรก ซ้ำร้ายในการสอบระดับเมืองยังถูกใต้เท้าเจ้าเมืองเกาแต่งตั้งให้เป็นอั้นโส่วอีกด้วย

หากบทความของเสิ่นซีไม่สามารถมีความล้ำเลิศเหนือล้ำไปกว่าซูทงและอู๋เสิ่งอวี๋ ย่อมต้องถูกยัดเยียดข้อหาติดสินบนในการสอบอย่างแน่นอน และหากคุณภาพของบทความด้อยกว่ามาก บรรดาผู้เข้าสอบเหล่านี้ก็อาจจะก่อความวุ่นวายขึ้นมาตรงนั้นเลยก็เป็นได้

ในที่สุดก็มาถึงช่วงเวลาติดประกาศกระดาษคำตอบแผ่นสุดท้าย ทุกคนต่างกลั้นหายใจจดจ่อรอคอย

ในตอนแรกผู้เข้าสอบต่างรู้สึกว่า เป็นเพราะมีการติดสินบนในการสอบ พวกเขาถึงต้องสอบตก ทว่ายามนี้เมื่อดูจากบทความทั้งเก้าอันดับแรกแล้ว แม้จะมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง แต่คนเหล่านี้ล้วนมีฝีมือการประพันธ์อันยอดเยี่ยม หากจะกล่าวหาว่าติดสินบนก็ดูจะฝืนทนเกินไป ทว่าอย่างไรเสีย เรื่องราวทั้งหมดในครั้งนี้ ล้วนมีชนวนเหตุมาจากการที่เด็กน้อยวัยสิบขวบปีถูกประกาศให้เป็นอั้นโส่ว เสิ่นซีจึงกลายเป็นเป้าโจมตีของทุกคน

ในที่สุดท่ามกลางความคาดหวังของฝูงชน กระดาษคำตอบก็ถูกนำมาติดประกาศ

ขนาดของกระดาษนั้นไม่ใหญ่นัก เนื่องจากบทความของเสิ่นซีไม่ได้เขียนจนเต็มจำนวนคำสูงสุด บทความทั้งสองบทรวมกันมีตัวอักษรเพียงเจ็ดร้อยกว่าคำเท่านั้น

ทันใดนั้นก็เริ่มมีคนอ่านออกเสียงดังลั่น เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาในนั้นให้คนที่อยู่ด้านหลังซึ่งมองไม่เห็นได้รับฟัง

แม้ผู้คนที่หลั่งไหลมาจะมีจำนวนมาก ทว่าสถานที่แห่งนั้นกลับเงียบกริบ ทุกคนต่างตั้งใจรับฟังอย่างจดจ่อ

หลังจากอ่านจบ คนที่อยู่ด้านหน้าก็จะเป็นฝ่ายคัดลอกบทความแล้วส่งไปให้คนด้านหลังได้อ่านต่อตามลำดับ หลายจุดที่อาจจะฟังไม่ถนัด เมื่อได้อ่านจากตัวอักษรย่อมสามารถทำความเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

"บทความแรกนี้ ก็งั้นๆ แหละ เกรงว่าคงจะนำไปเทียบเคียงกับบทความของคุณชายอู๋และคุณชายซูไม่ได้กระมัง..."

เนื่องจากบทความแรกกล่าวถึงการบ่มเพาะขัดเกลาตนเอง แม้เสิ่นซีจะมีการอ้างอิงคัมภีร์โบราณลงไป ทว่าเนื่องจากตัวโจทย์เองมีเจตนาเพื่อทดสอบความรู้ความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อคำสอนของอริยปราชญ์ในสี่ตำรา จึงคล้ายคลึงกับการตอบคำถามตายตัว ต่อให้เขียนได้สละสลวยล้ำเลิศเพียงใด ก็ยังดูเป็นไปตามแบบแผนอยู่ดี

บรรดาผู้เข้าสอบต่างมีอคติฝังใจอยู่ก่อนแล้ว จึงคิดเอาเองว่าบทความของเสิ่นซีต้องเขียนออกมาไม่ดีแน่ ต่อให้เรียงความแปดขาบทแรกนี้จะสูสีคู่คี่กับของซูทงและอู๋เสิ่งอวี๋ ก็ยังคงถูกค่อนขอดว่าไม่อาจนำมาเทียบเคียงกันได้อยู่ดี

เห็นได้ชัดว่าผู้เข้าสอบเหล่านี้ตั้งใจมาจับผิดตั้งแต่แรก เพื่อเตรียมปูทางไว้สำหรับการดูถูกเหยียดหยามอั้นโส่ววัยสิบขวบปีอย่างเสิ่นซีในภายหลัง พวกเขาถึงขั้นเตรียมจะใช้บทความนี้เป็นหลักฐานชิ้นเอกเพื่อยืนยันว่าการสอบระดับเมืองในครั้งนี้มีการติดสินบนผู้คุมสอบจริงๆ

ทว่าผู้ที่ตั้งใจพิจารณาอย่างถ่องแท้บางคน ได้เริ่มอ่านบทความที่สองแล้ว นั่นคือจุดชี้ขาดว่าการสอบในครั้งนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่

ผู้เข้าสอบหลายคนสังเกตเห็นแล้วว่า ในกระดาษคำตอบสิบอันดับแรก บทความที่สองล้วนมีเนื้อหาหลักกล่าวถึง มีวิญญูชนผู้งดงามสง่า หาใช่ เรียนรู้และหมั่นทบทวนอยู่เสมอ ไม่ สิ่งนี้ทำให้บรรดาผู้เข้าสอบตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้ววิญญูชนผู้มีความรู้ความสามารถในสายตาของเกาหมิงเฉิงนั้น จำเป็นต้องผ่านการขัดเกลามาแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: 

มีวิญญูชนผู้งดงามสง่า (有匪君子) มาจาก “มีวิญญูชนผู้งดงามสง่า ดุจดั่งการตัดและตะไบ ดุจดั่งการสกัดและขัดเงา” วรรคจากคัมภีร์ซือจิง เปรียบการบ่มเพาะตนเองเหมือนการเจียระไนหยก

เรียนรู้และหมั่นทบทวนอยู่เสมอ (学而时习之) วรรคทองจากคัมภีร์หลุนอวี่ ว่าด้วยการศึกษาเรียนรู้และหมั่นทบทวนเป็นประจำ)

การที่ผู้เข้าสอบสิบอันดับแรกสามารถจับจุดสำคัญในการวิจารณ์ได้แม่นยำ จำเป็นต้องมีประสบการณ์ชีวิตและความเข้าใจในโลกอยู่ระดับหนึ่ง พวกเขาคาดเดากันว่าด้วยวัยเพียงสิบขวบปีของเสิ่นซี ประกอบกับได้ยินมาว่าคัมภีร์หลักของเขาไม่ใช่คัมภีร์ซือจิง เมื่อเห็นโจทย์ข้อนี้ ย่อมต้องทุ่มเทเขียนขยายความในหัวข้อ "เรียนรู้และหมั่นทบทวนอยู่เสมอ" อย่างแน่นอน

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์ซือจิง (诗经) 1 ใน 5 คัมภีร์หลัก ว่าด้วยบทกวี)

ในตอนเริ่มต้นของบทความที่สอง เสิ่นซีได้หยิบยกประโยคที่มีโครงสร้างขนานกันมาใช้ เพื่อบรรยายถึงความสำคัญของการเรียนรู้และหมั่นทบทวนอยู่เสมอ ทำให้หลายคนยิ่งรู้สึกว่าบทความนี้ก็งั้นๆ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น

ทว่ายิ่งอ่านต่อไป บรรดาผู้เข้าสอบก็ยิ่งตระหนกตกใจ ในการเขียนบทความที่สองนี้ เสิ่นซีได้เข้าสู่สภาวะการทำข้อสอบอย่างเต็มตัว ถ้อยคำที่ร้อยเรียงออกมานั้นสละสลวยงดงาม โดดเด่นสะดุดตาบนหน้ากระดาษ สิ่งที่แตกต่างจากการสอบระดับอำเภอคือ ในการสอบระดับเมืองครั้งนี้เสิ่นซีไม่ได้เก็บงำประกายความสามารถเอาไว้ เมื่ออารมณ์สุนทรีย์บรรเจิด บทความที่พรั่งพรูออกมาจึงแสดงให้เห็นถึงรากฐานความรู้ที่หนักแน่นลึกซึ้ง

เดิมทียังมีคนที่กำลังคัดลอกบทความเพื่อเตรียมส่งต่อให้ผู้อื่นอ่าน ทว่าเมื่อได้เห็นบทความนี้ ผู้ที่กำลังคัดลอกก็ดูเหมือนจะเหม่อลอยไปเช่นกัน จิตใจถูกดึงดูดให้เข้าไปอยู่ในเนื้อหาของบทความอย่างสมบูรณ์

"...ความคมกริบของกระบี่วิเศษ ล้วนเกิดจากการขัดฝน กลิ่นหอมของดอกเหมย ล้วนผลิบานผ่านความหนาวเหน็บ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ความคมกริบของกระบี่วิเศษ ล้วนเกิดจากการขัดฝน กลิ่นหอมของดอกเหมย ล้วนผลิบานผ่านความหนาวเหน็บ (宝剑锋从磨砺出,梅花香自苦寒来) คำพังเพยเปรียบความสำเร็จที่ต้องผ่านความยากลำบาก)

เมื่อคนที่กำลังอ่านออกเสียงบทความนี้ อ่านมาถึงประโยคนี้ ผู้คน ณ ที่แห่งนั้นต่างก็ประหลาดใจกันถ้วนหน้า แม้แต่คนที่กำลังอ่านก็ยังต้องหยุดชะงัก ต่างหันมาสอบถามกันและกัน ว่าเคยเห็นบทกวีสองวรรคนี้จากที่ใดมาก่อน?

หากจะกล่าวว่ามีบทความสือเหวินสักหนึ่งหรือสองบท หรือตำราโบราณที่มีการอ้างอิงถึง ซึ่งคนในที่นั้นไม่เคยผ่านตามาก่อน ก็ยังพอเข้าใจและให้อภัยได้ ทว่าบทกวีมักจะแพร่หลายเป็นวงกว้างมากกว่า และบทกวีสองวรรคนี้ก็อ่านได้คล้องจองไพเราะเสนาะหู ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่ผู้คนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ ทว่าหลังจากสอบถามกันไปมา กลับไม่มีผู้ใดสามารถบอกที่มาที่ไปได้เลย เช่นนั้นก็มีเพียงคำอธิบายเดียว นั่นคือบทกวีนี้เสิ่นซีเป็นผู้ประพันธ์ขึ้นเองในสนามสอบ

(เชิงอรรถผู้แปล: บทความสือเหวิน (时文) หรือก็คือคำเรียกแทนเรียงความแปดขาในยุคหมิง-ชิง)

บทกวีวรรคนี้ ช่างเหมาะสมราวกับถูกสร้างสรรค์มาเพื่อการอธิบายความหมายของคำว่า "มีวิญญูชนผู้งดงามสง่า" โดยเฉพาะ เมื่อมีบทกวีสองวรรคนี้ประกอบอยู่ ความงดงามทางภาษาของบทความทั้งฉบับก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นในทันที

หลังจากที่ฝูงชนอ่านบทความจบแล้ว หลายคนถึงกับก้มหน้าส่ายหัวถอนหายใจ ในยามนี้พวกเขารู้สึกแล้วว่า การต้องตกเป็นรองผู้อื่นนั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล หาได้มีเรื่อง "ติดสินบน" อยู่จริงไม่

"เป็นไปไม่ได้ เด็กน้อยอายุแค่สิบขวบปีอย่างเขา จะประพันธ์บทความเช่นนี้ ประพันธ์บทกวีเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร? นี่ต้องเป็นการหาคนมารับจ้างแต่งแทนเป็นแน่!"

มาถึงจุดนี้ หลายคนเริ่มเดือดดาลกระวนกระวาย พวกเขาไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ จึงมีเจตนาจะดึงดันเอาชนะให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด

อย่างไรเสียกระดาษคำตอบที่นำมาติดประกาศก็เป็นฉบับที่ถูกคัดลอกใหม่โดยเจ้าหน้าที่ หาใช่กระดาษคำตอบต้นฉบับไม่ เรื่องที่ว่าภายในจะมีเงื่อนงำ ไม่ชอบมาพากลหรือไม่นั้น ย่อมยากจะฟันธงได้

มือปราบผู้นั้นแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ใต้เท้าเจ้าเมืองรู้แต่แรกแล้วว่าพวกเจ้ากลุ่มนี้ไม่มีทางยอมถอดใจง่ายๆ จึงอุตส่าห์นำกระดาษคำตอบต้นฉบับของคุณชายเสิ่นออกมา เพื่อให้พวกเจ้าได้เบิกตาดูกันอย่างไรเล่า"

กล่าวจบ ก็มีมือปราบเฉพาะกิจนำกระดาษคำตอบของเสิ่นซีที่ก่อนหน้านี้เคยถูกปิดทับชื่อเอาไว้ออกมา ไม่ได้นำไปติดบนป้ายประกาศ แต่ถือไว้ในมือเพื่อให้ฝูงชนได้ชม พลิกให้ดูทีละหน้า ด้านบนมีรอยวงกลมที่ผู้คุมสอบใช้พู่กันหมึกแดงวงเอาไว้ รวมถึงถ้อยคำวิจารณ์อีกสองสามประโยค

บทความบนกระดาษคำตอบ ไม่มีความแตกต่างอันใดกับฉบับที่นำมาติดประกาศก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งทางการยังนำเอกสารรับรองประวัติที่เสิ่นซีเคยเขียนด้วยลายมือของตนเองออกมา เพื่อใช้เปรียบเทียบลายมือบนนั้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานที่เพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่า บทความนี้เป็นสิ่งที่เสิ่นซีบรรจงเขียนขึ้นมาด้วยลายมือของตนเองอย่างแท้จริง

"เป็นอย่างไร หมดข้อกังขาแล้วใช่หรือไม่?"

มือปราบผู้นั้นกล่าวด้วยความเดือดดาลโมโหจนเลือดขึ้นหน้า "ใต้เท้าเจ้าเมืองเกาได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว หากพวกเจ้ารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็จงไปฟ้องร้องที่เมืองเอกของมณฑลเสียเถิด ต่อให้พวกเจ้าจะไปถวายฎีกาต่อหน้าพระพักตร์โอรสสวรรค์ ก็ย่อมปล่อยให้เป็นไปตามใจพวกเจ้า แต่หากยอมรับแล้ว ก็จงกลับไปทบทวนตำราอย่างว่านอนสอนง่ายเสีย ภายภาคหน้ายังมีโอกาสให้สอบผ่านอีกมากมาย หากยังกล้าก่อความวุ่นวายอีก อย่าหาว่าแค่ถูกโบยหรือถูกจับขังคุกเลย แม้แต่โอกาสในการสอบของพวกเจ้าในวันข้างหน้าก็จะถูกยึดคืนไปด้วย นั่นถือว่าพวกเจ้ารนหาที่เอง จะไปโทษผู้ใดไม่ได้"

บัณฑิตที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น พลันรู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

ข่าวลือเรื่อง "ติดสินบน" ทั้งหลายแหล่ที่แพร่สะพัดออกมาก่อนหน้านี้ หลังจากที่ทางว่าการเมืองนำกระดาษคำตอบทั้งสิบฉบับมาติดประกาศ ก็พังทลายลงอย่างราบคาบ

ต่อให้คนบางกลุ่มยังอยากจะดันทุรังเอาเรื่องให้ได้ ทว่าเมื่อนึกถึงคำขู่ของทางว่าการเมืองที่จะตัดสิทธิ์ในการสอบระดับเมืองของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็ไม่กล้าจะเอาตัวไปขวางพายุที่กำลังโหมกระหน่ำอีก

การสอบเคอจวี่คือความหวังตลอดชีวิตของปัญญาชน พวกเขาย่อมไม่กล้าเอาอนาคตของตนเองมาเป็นเดิมพัน

"อนิจจาเอ๋ย อนิจจา นี่มันยุคสมัยอันใดกัน ข้าอุตส่าห์ร่ำเรียนอย่างหนักมาหลายสิบปี บทความที่เขียนออกมายังสู้เด็กอายุสิบขวบปีไม่ได้ ช่างไม่มีหน้าจะอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว"

ผู้เข้าสอบวัยสี่สิบกว่าปีคนหนึ่ง ยืนรำพึงรำพันตัดพ้อต่อโชคชะตาอยู่หน้าป้ายประกาศ

คนข้างกายเอ่ยปลอบใจ "พี่หลิน อย่าได้คิดสั้นไปเลย ท่านก็แค่แต่งกวีบทเดียวได้ไม่ดีเท่าเด็กสิบขวบปีนั่นเท่านั้นแหละ ท่านลองคิดดูสิ หากไม่ใช่เพราะบทกวีอันยอดเยี่ยมที่เปรียบดั่งวาดมังกรแต้มตาบทนี้ เขาจะถูกประกาศให้เป็นอั้นโส่วได้หรือ?"

(เชิงอรรถผู้แปล: วาดมังกรแต้มตา (画龙点睛) เป็นสำนวนจีน หมายถึง การแต่งเติมจุดสำคัญในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งช่วยชูให้ผลงานศิลปะหรืองานเขียนชิ้นนั้นโดดเด่นและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เปรียบดั่งจิตรกรที่แต้มตาดำให้ภาพวาดมังกร ทำให้มังกรดูมีชีวิตและโบยบินขึ้นฟ้าได้) 

เดิมทีผู้เข้าสอบหลายคนรู้สึกว่าจิตใจไม่มั่นคง เจ็บปวดเจียนตาย ทว่าเมื่อได้ยินประโยคนี้ ก็ราวกับได้พบที่พึ่งพิงทางใจ เมื่อลองคิดทบทวนดูอีกครั้ง ก็เห็นจะจริงดังนั้น นอกจากบทกวีที่แต่งได้ดีแล้ว เสิ่นซียังมีอะไรอีก?

ส่วนเรื่องความล้ำลึกแยบยลของบทความเสิ่นซีนั้น กลับถูกคนเหล่านี้เลือกที่จะมองข้ามไปเสียสนิท

ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างการเดินทางกลับเป็นกลุ่มเล็กๆ สองสามคน คนเหล่านี้ต่างก็ปลอบโยนซึ่งกันและกัน ถ้อยคำที่กล่าวออกมาล้วนคล้ายคลึงกัน นั่นคือ สิ่งที่พวกเราพ่ายแพ้ หาใช่ฝีไม้ลายมือในการประพันธ์หรือบทความไม่ พวกเราเพียงแค่แพ้ให้แก่บทกวีของเด็กน้อยอายุสิบขวบปีนั่นบทเดียวเท่านั้น

"ความคมกริบของกระบี่วิเศษ ล้วนเกิดจากการขัดฝน กลิ่นหอมของดอกเหมย ล้วนผลิบานผ่านความหนาวเหน็บ..."

แต่ละคนต่างครุ่นคิดไตร่ตรองอยู่ในใจ ถ้อยคำเหล่านี้คล้ายกับกำลังปลุกปลอบใจพวกเขาอยู่ การสอบครั้งนี้ไม่ผ่าน ก็ยังมีปีหน้า และยังมีปีต่อๆ ไป ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ การสอบก็ยังคงดำเนินต่อไป สักวันหนึ่งข้าจะต้องมีชื่อบนป้ายทองคำ และได้ไปยืนอยู่กลางท้องพระโรงอย่างแน่นอน... ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า พวกเขาต่างวาดฝันถึงอนาคต ทว่ากลับยึดถือบทกวีของเสิ่นซีวรรคนี้เป็นคติประจำใจ และเตรียมตัวกลับบ้านไปมุมานะศึกษาเล่าเรียนต่อไป

(เชิงอรรถผู้แปล: มีชื่อบนป้ายทองคำ (金榜题名) สอบผ่าน / ประสบความสำเร็จในการสอบขุนนาง)

บัณฑิตบางส่วนที่เดิมทีรั้งอยู่ในเมืองถิงโจวเพื่อรอ "การสอบใหม่" เมื่อรู้ว่าความหวังพังทลายลงจนหมดสิ้นแล้ว ก็เก็บข้าวของเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านเกิด

ทว่าในโรงเตี๊ยมและหอสุราบริเวณปากซอยหน้าว่าการเมือง กลับมีเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีผู้หนึ่ง กำลังถือสำเนาบทความสอบระดับเมืองของเสิ่นซี พิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน บนใบหน้าของเขาแฝงไว้ด้วยความสะท้อนใจอยู่หลายส่วน และมีแววแห่งความผิดหวังเผยออกมาให้เห็นเป็นระยะอย่างไม่อาจปิดบังได้

"นายน้อย พวกเราควรกลับกันได้แล้วนะขอรับ เมื่อสองวันก่อนนายท่านส่งคนมาเร่งรัด บอกว่าทันทีที่การสอบสิ้นสุดลง ก็ให้ส่งนายน้อยกลับบ้าน ทว่าท่าน..."

บ่าวชราร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะนายน้อยของตนผลัดวันประกันพรุ่ง เลื่อนกำหนดการเดินทางกลับบ้านเกิดมาหลายครั้งแล้ว

เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคืออู๋เสิ่งอวี๋ ผู้ที่ได้อันดับสอง รองจากเสิ่นซีในการสอบระดับเมืองครั้งนี้นั่นเอง

อู๋เสิ่งอวี๋ยังคงจ้องมองบทความที่คัดลอกมาในมือ พลางส่ายหน้ากล่าวว่า "ข้าไม่เพียงแต่พ่ายแพ้เรื่องอายุให้แก่เขา แม้แต่บทความก็ยังสู้เขาไม่ได้ ช่างเจ็บใจนัก"

หลังจากที่มีการประกาศผลสอบฉบับยาว แม้อู๋เสิ่งอวี๋จะกล่าวแสดงความยินดีกับเสิ่นซีด้วยกิริยามารยาทที่สง่างาม ทว่าในใจกลับไม่ยอมแพ้ ด้วยความที่เขามั่นใจในความรู้ความสามารถของตนเองเป็นอย่างมาก จึงไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะต้องมาพ่ายแพ้ให้แก่เสิ่นซี ที่เขายังรั้งอยู่ในเมืองถิงโจว ก็เพื่อรอดูบทสรุปของเรื่องราว ว่าท้ายที่สุดแล้ว ทางการจะยอมปลดตำแหน่งอั้นโส่วของเสิ่นซีภายใต้แรงกดดันจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น เขาถึงจะได้เลื่อนขึ้นไปรับตำแหน่งอั้นโส่วแทน

แม้ตระกูลอู๋จะเป็นตระกูลคหบดีผู้ทรงอิทธิพล ทว่าอู๋เสิ่งอวี๋ก็เป็นเพียงบุตรของอนุภรรยาเท่านั้น เขาจึงมีความทะเยอทะยานมาตั้งแต่เด็ก ประจวบกับเขาเป็นคนฉลาดและใฝ่รู้ ผลการเรียนจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ถือว่าโดดเด่นเหนือผู้คนในบรรดาลูกหลานตระกูลอู๋ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เอง เขาถึงได้รับการฟูมฟักสั่งสอนเป็นพิเศษจากนายท่านผู้เฒ่าแห่งตระกูลอู๋ ซึ่งก็คืออู๋เหวินตู้ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลซานซีในปัจจุบัน ทั้งที่ตัวเขาเป็นเพียงบุตรอนุภรรยาก็ตาม

(เชิงอรรถผู้แปล: ผู้ว่าการมณฑล หรือ ข้าหลวงฝ่ายปกครอง (布政使) เป็นตำแหน่งขุนนางระดับสูงที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการฝ่ายพลเรือน และดูแลจัดการด้านการคลังของทั้งมณฑล ถือเป็นขุนนางใหญ่ที่มีอิทธิพลเหนือกว่าระดับเจ้าเมือง (จือฝู่) เป็นอย่างมาก)

แม้ว่าในโลกของการประพันธ์จะไม่มีผู้ใดเป็นที่หนึ่งอย่างแท้จริง และบทความเพียงบทเดียวก็ไม่อาจใช้ตัดสินความสูงต่ำจากความสละสลวยของประโยคได้เสมอไป ทว่าบทความที่ดีก็ย่อมเป็นบทความที่ดีวันยังค่ำ อู๋เสิ่งอวี๋นับว่าเป็นคนใจกว้างอยู่บ้าง หลังจากที่ได้อ่านบทความสอบของเสิ่นซีแล้ว เขาก็รู้ตัวทันทีว่าตนเองพ่ายแพ้แล้วจริงๆ

บ่าวรับใช้ผู้นั้นยิ้มพลางกล่าวว่า "นายน้อย ท่านก็ยังอยู่ในวัยเยาว์ อนาคตยังอีกยาวไกลนัก นายท่านบอกไว้ว่า ได้ส่งจดหมายแจ้งข่าวเรื่องนายน้อยสอบผ่านการสอบระดับเมืองไปยังซานซี เพื่อแจ้งให้นายท่านผู้เฒ่าทราบแล้ว หากนายท่านผู้เฒ่าทราบเรื่อง จะต้องดีใจมากแน่ๆ ถึงตอนนั้น นายน้อยอาจจะได้รับความเมตตาจากนายท่านผู้เฒ่า ให้ไปเรียนที่ราชวิทยาลัยก็เป็นได้นะขอรับ"

อู๋เสิ่งอวี๋ยิ้มหยัน "ข้าไม่ต้องการพึ่งพาบารมีของตระกูล อนาคตของข้า ข้าจะไขว่คว้ามาด้วยสองมือของข้าเอง ทว่า... พวกเราก็รั้งอยู่ในเมืองถิงโจวมาหลายวันแล้วจริงๆ ลุงเจียง ท่านไปเตรียมรถม้าเถิด พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางกลับอำเภอชิงหลิว ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ในการสอบระดับท้องถิ่นปีหน้า เขาจะยังสามารถสอบผ่านและคว้าอันดับหนึ่งมาได้อีก"

"ถึงตอนนั้น ข้าคงต้องประลองฝีมือกับเขาให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย"

จบบทที่ ตอนที่ 219 ยอมจำนนด้วยใจทว่าปากไม่ยอมรับ

คัดลอกลิงก์แล้ว