- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 218 ความรู้ความสามารถที่แท้จริง
ตอนที่ 218 ความรู้ความสามารถที่แท้จริง
ตอนที่ 218 ความรู้ความสามารถที่แท้จริง
อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับผู้เข้าสอบนับพันคนของเมืองถิงโจว เกาหมิงเฉิงย่อมไม่กล้าทำให้เรื่องลุกลามใหญ่โต ท้ายที่สุดจึงเพียงให้คนจับกุมผู้เข้าสอบที่เป็นแกนนำก่อความวุ่นวายไม่กี่คนไปขังคุก ส่วนผู้เข้าสอบที่เหลือส่วนใหญ่ก็ถูกผลักไสให้แยกย้ายกันไป
รอจนกระทั่งกลุ่มผู้เข้าสอบที่มีสภาพมอมแมมเปื้อนฝุ่นเดินจากไปจากที่ว่าการเมือง บางคนลูบใบหน้าที่ถูกทุบตีจนฟกช้ำดำเขียว พลางบ่นพึมพำด้วยความเคียดแค้นชิงชัง "เจ้าเมืองถิงโจวสิ้นไร้มโนธรรม ข้าขอร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าบัณฑิต... มารดามันเถอะ ช่างคล้องจองติดปากดีแท้..."
"ยังจะมาสนอีกหรือว่าคล้องจองหรือไม่คล้องจอง คุณชายหลิวกับคนอื่นๆ ถูกทางการจับตัวไปแล้ว ก่อนมาก็ตกลงกันแล้วว่าอย่าทำให้เรื่องลุกลามใหญ่โต คราวนี้เป็นอย่างไรเล่า ต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะลงเอยอย่างไรแล้ว"
ผู้เข้าสอบบางคนถูกกระบองกระหน่ำตีจนหัวหมุนตาลาย บางคนก็โดนฟาดจนก้นปวดแสบปวดร้อน คนส่วนใหญ่ล้วนได้รับบาดเจ็บไม่เบา คนกลุ่มนี้อยู่ในสภาพทุลักทุเล ต่างพยุงกันและกันเดินโซซัดโซเซออกมาจากที่ว่าการเมือง
ผู้กล้าสามร้อยคนบุกฝ่าไป รอดกลับมาได้สองร้อยเก้าสิบคน อย่างไรเสียก็ยังคงมีเจ้าพวกใจร้อนดวงซวยไม่กี่คนที่ถูกจับไปจองจำในคุกเพื่อไต่สวนความผิด
ปัญญาชนในยุคสมัยนี้ ฐานะทางบ้านล้วนไม่เลวร้าย แกนนำไม่กี่คนนั้นยิ่งเป็นถึงคุณชายจากตระกูลคหบดีผู้มีหน้ามีตาในท้องถิ่น ครอบครัวเหล่านี้เพิ่งจะตกใจรับทราบข่าวในภายหลัง จึงรีบจัดเตรียมของกำนัลส่งไปยังที่ว่าการเมือง และในขณะเดียวกันก็ไปวิ่งเต้นติดสินบนทางฝั่งคุกด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คนของตนถูกบรรดามือปราบฉวยโอกาสกลั่นแกล้งตอนอยู่ในคุก
การประท้วงในวันนั้น ก็จบลงด้วยรูปแบบที่ใกล้เคียงกับเรื่องตลกขบขันเช่นนี้เอง จนแล้วจนรอดบรรดาผู้เข้าสอบเหล่านี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าเหตุใดสมาคมการค้าใช้วิธีนี้แล้วได้ผล ทว่าเมื่อพวกเขาเป็นคนใช้กลับไม่สัมฤทธิ์ผล
เดิมทีฮุ่ยเหนียงคิดจะไปหาคนมาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางการ ทว่าเมื่อได้ยินว่าผู้เข้าสอบที่ก่อความวุ่นวายหน้าว่าการเมืองถูกขับไล่ไปแล้ว นางถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเดี๋ยวทางการอาจจะมีความเคลื่อนไหว นางจึงรีบกลับมาปรึกษาหารือกับเสิ่นซี
"ท่านน้า ข้าขอถามท่านสักเรื่องเถิด ท่านได้ไปมอบของกำนัลที่ว่าการเมือง เพื่อให้ข้าสอบผ่านการสอบระดับเมืองจริงๆ หรือขอรับ?" เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
ฮุ่ยเหนียงขมวดคิ้ว "ไอ้เด็กเหม็น ข้าอุตส่าห์กลับมาปรึกษาเรื่องสำคัญกับเจ้า เจ้ากลับมาสงสัยน้าของเจ้ากระนั้นหรือ? ต่อให้ข้ามีใจอยากจะทำจริงๆ ที่ว่าการเมืองใช่สถานที่ที่พวกเราคิดจะเข้าก็เข้าได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?"
เสิ่นซียิ้มรับพลางกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นท่านน้าจะกังวลไปไยเล่าขอรับ ในเมื่อมันเป็นเพียงเรื่องปั้นน้ำเป็นตัว ต่อให้ที่ว่าการเมืองจะสั่งปลดตำแหน่งอั้นโส่วของข้าจริงๆ ก็ไม่ได้กระทบต่อสิทธิ์ในการเข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่นของข้าเสียหน่อย"
ฮุ่ยเหนียงกล่าวด้วยความกังวล "ก็กลัวว่าพอทางการปลดตำแหน่งอั้นโส่วของเจ้าแล้ว พอถึงตอนที่เจ้าไปสอบระดับท้องถิ่น ผู้คุมสอบก็จะพลอยสร้างความลำบากให้เจ้าไปด้วยน่ะสิ"
เสิ่นซีแย้มยิ้มปลอบโยน "ท่านน้า ท่านวางใจได้เลยขอรับ ใต้เท้าเจ้าเมืองเกาไม่มีทางหวั่นไหวไปกับเสียงนินทาว่าร้ายเพียงไม่กี่ประโยคหรอก อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงความเป็นขุนนางของเขา หากเขายอมประนีประนอมในยามนี้ นั่นมิเท่ากับเป็นการพิสูจน์ว่าก่อนหน้านี้เขาทำผิดพลาดไปหรอกหรือ? ตำแหน่งอั้นโส่วของข้าน่าจะมั่นคงปลอดภัยดีขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้า นางเองก็ไม่อยากดับฝันเสิ่นซี หลังจากนั้น นางก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องผู้เข้าสอบก่อความวุ่นวายในครั้งนี้อีก แต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปพูดถึงเรื่องการเรียนของเสิ่นซีแทน
เดิมทีโจวซื่อตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเชิญอาจารย์สักสองสามคนกลับมาสั่งสอนเสิ่นซี ทว่าเมื่อเสิ่นซีถูกประกาศให้เป็นอั้นโส่ว ประกอบกับโจวซื่อเพิ่งคลอดฝาแฝดชายหญิง ท่าทีของโจวซื่อจึงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน นางยอมตกลงให้เสิ่นซีไปเรียนที่สถานศึกษาเสวียเอ๋อร์ต่อไป
ดูเหมือนว่าโจวซื่อเองก็สัมผัสได้ว่า เสิ่นซีจัดอยู่ในกลุ่มคนประเภทโดดเด่นเป็นเอกเทศ ไม่อาจไปบีบบังคับเขามากจนเกินไป ต้องปล่อยให้เขาจัดการเรื่องราวไปตามวิถีทางของตนเองถึงจะดีที่สุด
(เชิงอรรถผู้แปล: โดดเด่นเป็นเอกเทศ (特立独行) สำนวนหมายถึงการมีความคิดและการกระทำที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่คล้อยตามผู้อื่น)
"สิ่งที่น้าพอจะช่วยเจ้าได้ก็มีเพียงเท่านี้แหละ ภายภาคหน้าเจ้าไปเรียนที่สถานศึกษา ก็ต้องตั้งใจเรียนให้ดีล่ะ น้าซื้อหนังสือมาให้เจ้าด้วยนะ ถึงแม้จะไม่ได้เข้าใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ แต่ได้ยินคนในร้านหนังสือบอกว่า ตำราพวกนี้มีประโยชน์ต่อการศึกษาเล่าเรียนของเจ้าเป็นอย่างมาก น้าเลือกไม่เป็น ก็เลยซื้อกลับมาทั้งหมดเลย"
ฮุ่ยเหนียงเรียกให้ซิ่วเอ๋อร์เข้ามา พร้อมกับยกหีบใบใหญ่เข้ามาด้วยใบหนึ่ง ภายในหีบเต็มไปด้วยตำราเรียน เสิ่นซีลองพลิกดูอย่างลวกๆ สิ่งที่เกินความคาดหมายก็คือ หนังสือเหล่านี้ไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกับการสอบเคอจวี่สักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหนังสือประเภทซานทงซื่อสื่อ บนใบหน้าของเขาจึงปรากฏรอยยิ้ม "ขอบคุณท่านน้าขอรับ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ซานทงซื่อสื่อ (三通四史) คำเรียกรวมสามสารานุกรมและสี่ประวัติศาสตร์ เป็นกลุ่มตำราโบราณชิ้นเอกที่บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ จารีตประเพณี และระบบการปกครองของจีน)
บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงประดับไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดู "ขอเพียงมีประโยชน์ต่อการเรียนของเจ้าก็พอ น้าเองก็ปรารถนาให้เจ้าเติบโตเป็นผู้มีความรู้ความสามารถโดยเร็ว ถึงตอนนั้น น้าก็อาจจะได้รับอานิสงส์จากเจ้าไปด้วย"
ในโลกอนาคต เสิ่นซีเคยอ่านตำราโบราณมากมายหลากหลายประเภท เขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับหนังสือเหล่านี้มากนัก ทว่าอย่างไรเสีย นี่ก็คือความหวังดีของฮุ่ยเหนียง ดังนั้นการแสดงความดีใจออกมาอย่างเหมาะสมย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็น
สุดท้ายฮุ่ยเหนียงก็กำชับว่า "น้าปรึกษากับแม่ของเจ้าแล้ว ช่วงสองสามวันนี้เจ้าอย่าเพิ่งไปเรียนที่สถานศึกษาเลย น้าจะไปอธิบายให้อาจารย์เฝิงฮว่าฉีฟังเอง รอให้เรื่องคราวนี้ผ่านพ้นไปก่อน เจ้าค่อยไป ยามปกติก็อ่านหนังสืออยู่บนชั้นสอง ตอนกลางคืนก็นอนในห้องของซีเอ๋อร์ไปก่อน"
"อืม" เสิ่นซีพยักหน้า
...
…
แม้การรวมกลุ่มประท้วงของผู้เข้าสอบจะยุติลงชั่วคราว ทว่าเรื่องราวกลับยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น
หลังจากที่ผู้เข้าสอบเหล่านั้นกลับไป พวกเขาก็ยังคงเคียดแค้นไม่หาย เดิมทีที่พวกเขาอ้างว่าจะไปฟ้องร้องถึงเมืองเอกของมณฑลนั้น เป็นเพียงการระบายอารมณ์เท่านั้น ทว่าเมื่อเกิดการปะทะกับทางการเข้าจริงๆ ก็เริ่มมีคนเป็นแกนนำติดต่อหาพรรคพวก เพื่อรวบรวมค่าเดินทางและหาคนไปเป็นตัวแทนฟ้องร้องเจ้าเมืองถิงโจวเกาหมิงเฉิงที่เมืองเอกของมณฑลจริงๆ
เกาหมิงเฉิงอายุมากแล้ว ตำแหน่งเจ้าเมืองถิงโจวนี้มีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดบนเส้นทางขุนนางของเขา เดิมทีเหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งปีเขาก็จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว ย่อมไม่อยากให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองในช่วงเวลาที่ใกล้จะเกษียณกลับบ้านเกิดเช่นนี้
ช่วงเช้าของวันที่ห้าเดือนห้า เพียงสองวันหลังจากผู้เข้าสอบรวมตัวกันก่อความวุ่นวาย จู่ๆ ที่หน้าประตูที่ว่าการเมืองก็มีป้ายประกาศแผ่นหนึ่งถูกนำมาติดเอาไว้
เนื้อหาหลักของป้ายประกาศ เป็นการอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุของการก่อความวุ่นวายของผู้เข้าสอบในครั้งนี้ให้ราษฎรฟัง พร้อมทั้งระบุว่า สาเหตุที่ผู้เข้าสอบกระทำการเช่นนี้ เป็นเพราะถูกคนที่แอบแฝงเจตนาร้ายบางกลุ่มยุยงปลุกปั่น จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อที่ว่าการเมือง
ในประกาศยังชี้แจงด้วยว่า ช่วงบ่ายจะเลือกเวลาที่เหมาะสม นำสำเนากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบที่ได้คะแนนสิบอันดับแรกในการสอบระดับเมืองครั้งนี้มาติดประกาศให้ทุกคนได้เห็น เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดาผู้เข้าสอบที่สอบตก ก็จะได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วผู้เข้าสอบทั้งสิบอันดับแรกนี้ เขียนบทความออกมาในลักษณะใด จึงคู่ควรกับการได้รับการจัดให้อยู่ในสิบอันดับแรก
และเพื่อพิสูจน์ว่าในหมู่คนเหล่านี้ มีผู้ใดที่ไร้ความสามารถไม่สมกับตำแหน่งหรือไม่
วันนั้น นับตั้งแต่มีป้ายประกาศมาติดที่หน้าประตูที่ว่าการเมือง จำนวนผู้เข้าสอบที่แวะเวียนมาดู กลับไม่น้อยไปกว่าจำนวนคนที่มาดูตอนประกาศผลสอบรอบแรกของการสอบระดับเมืองเลย
ในยุคสมัยนี้ ผู้เข้าสอบที่เข้าร่วมการสอบเคอจวี่ในแต่ละระดับ ไม่มีสิทธิ์ขอดูหรือตรวจสอบกระดาษคำตอบย้อนหลัง ยิ่งไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่าบทความที่ผู้อื่นเขียนนั้นเป็นเช่นไร มีเพียงตอนที่ราชสำนักรวบรวมบทความเฉิงเหวิน ในอีกหลายปีให้หลังเท่านั้น ถึงจะมีการนำโจทย์ข้อสอบที่มีอยู่แล้วมาจับคู่กับบทความชั้นยอด เพื่อใช้เป็นแบบแผนให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา
(เชิงอรรถผู้แปล: บทความเฉิงเหวิน (程文) บทความที่เป็นแบบแผน หรือบทความชั้นเลิศที่ทางการคัดเลือกจากกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่าน เพื่อใช้เป็นตัวอย่างหรือแบบจำลองให้ผู้เรียนรุ่นหลังได้ศึกษาเป็นแนวทาง)
อย่างเช่นสิ่งพิมพ์ ตำราจิงฮว่ารื่อเชา, ตำราหยวนหลิวจื้อลวิ่น, ตำราจู่อี้, ตำราถีกัง ที่อาจารย์เฝิงฮว่าฉีเคยนำมาให้เสิ่นซีดู แท้จริงแล้วส่วนใหญ่ก็คือบทความแปดขาชั้นเลิศในการสอบเคอจวี่เมื่อสิบกว่าปี หรืออาจจะหลายสิบปีก่อนนั่นเอง ผู้รวบรวมอาศัยเส้นสายต่างๆ เพื่อนำบทความเหล่านี้มาไว้ในมือ จากนั้นก็แต่งแต้มคำวิจารณ์ลงไปเล็กน้อย ก่อนจะจัดพิมพ์เป็นเล่มเพื่อนำมาวางขายหาผลกำไร
(เชิงอรรถผู้แปล: ตำราจิงฮว่ารื่อเชา (京华日抄): แปลว่า "บันทึกรายวันแห่งเมืองหลวง" รวบรวมบทความชั้นเลิศจากสนามสอบในเมืองหลวง ตำราหยวนหลิวจื้อลวิ่น (源流至论): แปลว่า "บทวิจารณ์ว่าด้วยต้นกำเนิด" รวบรวมบทความแนววิเคราะห์ประวัติศาสตร์และปรัชญา ตำราจู่อี้ (主意): แปลว่า "ใจความสำคัญ" คู่มือสรุปประเด็นหลักในการตีความคัมภีร์ ตำราถีกัง (提纲): แปลว่า "เค้าโครง" คู่มือสอนการวางโครงสร้างสำหรับการเขียนเรียงความแปดขา)
ทว่าการนำกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบมาติดประกาศหลังการสอบระดับเมืองเช่นในครั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าสอบที่เพิ่งสอบในรุ่นนี้ หรือผู้ที่เคยสอบในรุ่นก่อนๆ ต่างก็อยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่า ความรู้ความสามารถของผู้ที่ได้สิบอันดับแรกในการสอบระดับเมืองครั้งนี้จะยอดเยี่ยมเพียงใด ข่าวลือภายนอกแพร่สะพัดไปทั่วว่ามีการติดสินบนผู้คุมสอบ หากเป็นเช่นนั้น บทความของสิบอันดับแรกก็คงจะย่ำแย่จนดูไม่ได้ พวกเขาเองก็อยากจะสวมบทบาทผู้คุมสอบ เพื่อมาช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์และทวงความยุติธรรมให้แก่เหล่าบัณฑิตสักครา
ผู้เข้าสอบที่รู้ข่าวล่วงหน้า แม้รอยฟกช้ำดำเขียวบนใบหน้าและตามร่างกายจะยังไม่ทันจางหาย ทว่าบ่ายวันนั้นต่างก็รีบมารวมตัวกันที่หน้าประตูที่ว่าการเมืองตั้งแต่เนิ่นๆ
จากบทเรียนการประท้วงของผู้เข้าสอบเมื่อสองวันก่อน ครั้งนี้ทางที่ว่าการเมืองได้เตรียมมาตรการรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่เพียงแต่ระดมกำลังมือปราบมาจนครบทุกหน่วย แต่ยังขอกำลังทหารจากสำนักตระเวนในท้องถิ่นมาเสริมทัพอีกด้วย หากผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวายซ้ำสอง ย่อมสามารถจัดการในฐานะผู้ก่อจลาจลได้ทันที
"...ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเด็กเมื่อวานซืนอายุแค่สิบขวบปี จะสามารถเขียนบทความชั้นเลิศอันใดได้ ถึงขั้นทำให้พวกเราต้องยอมก้มหัวเป็นรองมัน?! เดี๋ยวพอทางการนำบทความของมันมาติดประกาศ หากพวกท่านดูแล้วรู้สึกว่ามันเขียนได้เลอะเทอะเหลวไหล พวกเราก็จะลงชื่อร่วมกันไปยื่นฟ้อง มีผู้ใดยินดีลงชื่อบ้างหรือไม่?"
ผู้ที่ยินยอมลงชื่อ ณ ตรงนั้นมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว พวกที่ชอบดูเรื่องสนุกมักไม่กลัวเรื่องบานปลาย บางคนถึงขั้นไม่ใช่ผู้เข้าสอบในรุ่นนี้ก็ยังเสนอตัวขอร่วมลงชื่อด้วย
ทางฝั่งมือปราบต่างจับตามองเขม็ง เกาหมิงเฉิงได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่า วันนี้ขอเพียงผู้เข้าสอบไม่ก่อความวุ่นวาย ก็ปล่อยให้พวกเขาพ่นน้ำลายระบายอารมณ์กันไป ที่สำคัญก็คือเกาหมิงเฉิงเองก็กำลังกลัดกลุ้มใจ... คนเหล่านี้ล้วนเป็นปัญญาชน ราชสำนักได้กำชับแล้วกำชับอีกว่าต้องปฏิบัติต่อเหล่าบัณฑิตทั่วหล้าด้วยความเมตตาปรานี เมื่อมาถึงมือเขา จะให้ทุบตีหรือเข่นฆ่าก็คงไม่เหมาะสมนัก หากทำเช่นนั้น ต่อให้วันหน้าเขาเกษียณอายุราชการกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิด ก็คงหนีไม่พ้นการถูกกลุ่มปัญญาชนรุมล้อมโจมตีเป็นแน่
หากทางการจับกุมชาวบ้านธรรมดาสักสองสามคน คนเหล่านั้นย่อมไม่กล้าต่อกรกับทางการ ทว่าหากจับกุมปัญญาชน พวกเขามักกว้างขวางมีเส้นสายมากมาย ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถส่งคำฟ้องไปถึงเมืองเอกของมณฑล หรือถึงขั้นส่งตรงไปยังเมืองหลวงเลยก็เป็นได้
ต่อให้อันธพาลพรรคทางบกจะกำเริบเสิบสานเพียงใด ก็เป็นได้แค่เพียงกลุ่มคนพาลไร้การศึกษา ทว่าบรรดาปัญญาชนเหล่านี้ ต่อให้ดูอ่อนแอเพียงใด ก็ยังเป็นผู้ที่ได้เล่าเรียนคัมภีร์อริยปราชญ์และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทั้งยังยืนอยู่บนจุดสูงสุดของลำดับชนชั้นซื่อหนงกงซางอีกด้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: ซื่อหนงกงซาง (士农工商) ลำดับชนชั้นทางสังคมทั้งสี่ของจีนโบราณ ได้แก่ ปัญญาชน ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า)
ในที่สุดก็ถึงเวลาติดประกาศสำเนากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบ
กระดาษคำตอบจะถูกนำมาติดประกาศโดยเรียงจากอันดับที่สิบเป็นต้นไป เนื่องจากเป็นการคัดลอกใหม่ ลายมือของทุกฉบับจึงเหมือนกันหมด อีกทั้งยังไม่มีการแบ่งหน้า ทุกอย่างถูกเขียนรวมไว้บนกระดาษแผ่นเดียว... ในขณะเดียวกันต้องติดกระดาษถึงสิบแผ่นบนป้ายประกาศ ตัวอักษรบนนั้นย่อมไม่อาจใหญ่โตเกินไปได้
ผู้เข้าสอบอันดับที่สิบแซ่หาน ผู้เข้าสอบผู้นี้ตอบคำถามได้ดีทีเดียว ทว่าในบทความแรกมีการอ้างอิงคัมภีร์และตำราโบราณได้ไม่เหมาะสมนัก จึงถูกผู้เข้าสอบบางคนจับผิดได้ในทันที มีคนกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลนว่า "ความรู้ระดับนี้ ก็ยังสอบผ่านการสอบระดับเมือง ซ้ำยังติดหนึ่งในสิบได้อีกหรือ? ใต้เท้าเจ้าเมืองเกาผู้นี้ตาบอดไปแล้วหรืออย่างไร?"
มือปราบที่กำลังติดประกาศอยู่ถึงกับหันขวับกลับมา หมายจะหาตัวคนที่พูดประโยคนี้ ทว่าบรรดาผู้เข้าสอบต่างก็ทำหน้าซื่อตาใส ราวกับจะบอกว่า "ข้าไม่ได้พูดนะ"
มือปราบผู้นั้นได้แต่กัดฟันกรอด ทว่าก็ทำได้เพียงหันกลับไป ทาแป้งเปียกบนป้ายประกาศต่อไป แล้วเริ่มติดกระดาษแผ่นที่สอง
ตั้งแต่อันดับที่สิบ ไล่ขึ้นไปจนถึงอันดับที่สี่ ทุกๆ บทความล้วนมีคนหาข้อบกพร่องมาจนได้ ต่อให้คนที่ยืนอยู่แถวหน้าจะหาไม่เจอ ก็ยังมีคนคัดลอกกระดาษคำตอบแล้วส่งต่อให้คนด้านหลังอ่าน ไม่นานนักคนด้านหลังก็ต้องหาข้อบกพร่องเจอจนได้
อย่างไรเสียก็เป็นเพียงผู้ที่เข้าร่วมการสอบระดับเมืองเท่านั้น ต่อให้จะเป็นสิบอันดับแรก แต่ระดับความรู้ก็ยังคงมีจำกัด ในแง่ของการนำเสนอข้อถกเถียงก็ยังคงมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบรรดาผู้เข้าสอบจะไม่ค่อยยอมรับนัก ทว่าเมื่อได้เห็นกระดาษคำตอบในอันดับต้นๆ เหล่านี้ พวกเขาก็ต้องยอมรับว่าบทความเหล่านี้มีการใช้ภาษาและการร้อยเรียงถ้อยคำที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง การที่พวกเขาถูกจัดให้อยู่ในสิบอันดับแรก ถือได้ว่าพวกเขามีความรู้ความสามารถที่แท้จริง อยู่เช่นกัน
ในที่สุดก็มาถึงสามอันดับแรกที่ผู้คนต่างเฝ้ารอคอย บทความแรกที่ถูกนำมาติดประกาศคือบทความของซูทง ผู้ที่ได้อันดับสาม
หลังจากที่ผู้เข้าสอบทุกคนได้พิจารณาบทความจบแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องในบทความนี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น บทความนี้ยังทำให้พวกเขารู้สึกเลื่อมใสศรัทธาอย่างหาที่สุดมิได้ มีคนเอ่ยปากชมว่า "มิน่าเล่า ผู้อื่นถึงได้กล่าวกันว่า หากตำแหน่งอั้นโส่วของการสอบระดับเมืองในรุ่นนี้ไม่ตกเป็นของคุณชายซูแล้ว จะตกเป็นของผู้ใดได้ ฝีไม้ลายมือในการประพันธ์ของคุณชายซู ช่างล้ำเลิศจริงๆ"
หลายคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย
ในตอนนั้นเอง คนด้านข้างก็เอ่ยถามข้อกังขาขึ้นมาทันควัน "บทความของคุณชายซูนั้นประณีตลึกซึ้งถึงเพียงนี้ แต่กลับต้องรั้งอยู่อันดับที่สาม เป็นไปได้หรือไม่ว่า..."
เขาไม่ได้พูดต่อ ทว่าความหมายนั้นกลับชัดเจนยิ่งนัก บทความที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ยังได้แค่อันดับสาม เช่นนั้นบทความสองอันดับแรก หากไม่ยอดเยี่ยมกว่า ก็ย่อมต้องมีเรื่องการติดสินบนผู้คุมสอบเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นแน่
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชน กระดาษคำตอบของอู๋เสิ่งอวี๋ผู้ที่ได้อันดับสองก็ถูกนำมาติดประกาศ ทันใดนั้น สายตาของคนที่ยืนอยู่แถวหน้าก็จดจ้องเขม็ง พวกเขาเบิกตาดูบทความทั้งฉบับโดยไม่กะพริบตา ราวกับกำลังได้ชื่นชมบทความเฉิงเหวินที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง ความลึกซึ้งแยบยลของบทความนี้ หาได้ด้อยไปกว่าบทความเฉิงเหวินเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเหนือล้ำกว่ามากด้วยซ้ำ
"นี่มันบทความที่เด็กอายุสิบสี่ขวบจะเขียนออกมาได้จริงๆ หรือ? เขา... ไม่ได้ลอกใครมาใช่หรือไม่?" บรรดาผู้เข้าสอบไม่มีความเห็นคัดค้านใดๆ ที่บทความนี้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับสอง พวกเขาเพียงแค่สงสัยว่าบทความนี้อาจจะคัดลอกมาจากที่อื่นหรือไม่เท่านั้น
ผู้เข้าสอบต่างสอบถามกันเอง หวังจะพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าบทความนี้เคยปรากฏอยู่ในบทความเฉิงเหวินที่พวกเขาเคยอ่านผ่านตามาบ้างหรือไม่ ทว่าท้ายที่สุด กลับไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันว่าตนเองเคยเห็นมาก่อน
มีคนเอ่ยขึ้นว่า "ต่อให้ลอกมาแล้วจะทำไมเล่า? ขอเพียงไม่ได้ซุกซ่อนโพยเข้าไปในลานสอบ การที่เขาสามารถเขียนออกมาได้ตรงตามหัวข้อที่กำหนด นั่นก็ถือเป็นความสามารถของเขาแล้ว ยามปกติพวกเจ้าท่องจำบทความเฉิงเหวินเพื่อเก็งข้อสอบกันน้อยเสียที่ไหนกันเล่า?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้เข้าสอบหลายคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น ต่างก็ต้องก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ
เรื่องการเก็งข้อสอบแล้วท่องจำบทความเฉิงเหวินนั้น ทุกคนล้วนเคยทำกันมาทั้งสิ้น บางคนถึงขั้นแอบสวดมนต์ขอพรก่อนเข้าห้องสอบ ขอให้บทความเฉิงเหวินที่ตนเองท่องจำมานั้น ตรงกับข้อสอบที่ออกพอดี เช่นนั้นก็ถือว่าราบรื่นไร้กังวลแล้ว
ผู้เข้าสอบต่างรู้สึกละอายใจในความด้อยความสามารถของตนเอง ทว่าก็มีบางคนเอ่ยขึ้นว่า "คราวนี้ได้ดูเรื่องสนุกแน่ บทความที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ทั้งสองบทความ กลับต้องรั้งอันดับสองและสาม เสิ่นซีวัยสิบขวบปีผู้นี้จะมีความสามารถล้นฟ้าเพียงใดกัน ถึงได้เขียนบทความที่ทำให้ท่านเจ้าเมืองถึงกับต้องตื่นตะลึงจนประกาศให้เป็นอั้นโส่วได้?"