เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 217 ข้าขอร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าบัณฑิต

ตอนที่ 217 ข้าขอร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าบัณฑิต

ตอนที่ 217 ข้าขอร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าบัณฑิต


เสิ่นซีถึงได้ล่วงรู้ว่า ที่แท้ภายในเมืองก็เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ และเป้าหมายที่คนเหล่านั้นพุ่งชน ก็คือเขาผู้ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นอั้นโส่วในการสอบระดับเมืองครั้งนี้นี่เอง

หากจะกล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ ชนวนเหตุย่อมมาจากท่านเจ้าเมืองเกาหมิงเฉิง ที่เดิมทีในการสอบระดับเมืองซึ่งไม่ได้กำหนดจำนวนรับไว้อย่างตายตัว เขาสามารถรับคนได้ถึงร้อยคน แต่กลับรับเพียงห้าสิบคนเท่านั้น จึงสร้างความไม่พอใจแก่ผู้เข้าสอบเบื้องล่างเป็นอย่างยิ่ง มีการคาดเดากันไปต่างๆ นานาในทางลับ และข้อสันนิษฐานที่เป็นประเด็นหลักก็คือ เกาหมิงเฉิงอาศัยการสอบระดับเมืองครั้งนี้เรียกรับสินบน

เหล่าผู้เข้าสอบ สองหูไม่ฟังเรื่องราวนอกหน้าต่าง ประสบการณ์ทางสังคมจึงบางเบาเสียยิ่งกว่ากระดาษ นับเป็นกลุ่มคนที่ถูกยุยงปลุกปั่นได้ง่ายที่สุด ประกอบกับในใจที่เต็มไปด้วยความคับแค้น เมื่อได้ยินข่าวลือจึงปักใจเชื่อว่าเป็นความจริง

(เชิงอรรถผู้แปล: สองหูไม่ฟังเรื่องราวนอกหน้าต่าง (两耳不闻窗外事) สำนวนเปรียบเปรยถึงบัณฑิตที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการอ่านตำรา โดยไม่สนใจความเป็นไปของโลกภายนอกเลย)

หลังจากที่เสิ่นซีถูกประกาศให้เป็นอั้นโส่ว ความโกรธแค้นของผู้เข้าสอบก็ปะทุขึ้นถึงขีดสุด

พวกเราอุตส่าห์อดทนเรียนหนังสือมาเป็นสิบๆ ปี นึกไม่ถึงว่าจะสอบสู้เด็กน้อยวัยสิบขวบปีไม่ได้ ถ้านี่ไม่ใช่การยัดเงินใต้โต๊ะ แล้วมันจะเป็นอะไรไปได้อีก?

เมื่อเรื่องราวลุกลามใหญ่โต บรรดาผู้เข้าสอบเหล่านี้ก็ทนนั่งนิ่งอยู่ไม่ไหวแล้ว

ทว่าคนเหล่านี้ก็เป็นเพียงปัญญาชนที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะมัดไก่ ดั่งคำกล่าวที่ว่าปัญญาชนไร้ประโยชน์ ต่อให้ในใจจะมีความขุ่นเคืองจนต้องบ่นพึมพำออกมาบ้าง หรืออ้างว่าจะไปฟ้องร้องถึงเมืองเอกของมณฑล ก็เป็นเพียงการร้องเอะอะโวยวายไปอย่างนั้นเอง ไม่มีทางที่จะลงมือทำจริงแต่อย่างใด

(เชิงอรรถผู้แปล: 

ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะมัดไก่ (手无缚鸡之力) สำนวนเปรียบเปรยถึงปัญญาชนที่อ่อนแอ ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำเรื่องที่ใช้พละกำลัง

ปัญญาชนไร้ประโยชน์ (百无一用是书生) บัณฑิตที่เก่งแต่ตำรา ทว่าเผชิญโลกความเป็นจริงกลับทำสิ่งใดไม่เป็น)

ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน สมาคมการค้าที่นำโดยฮุ่ยเหนียงรวมถึงราษฎรในเมืองถิงโจวได้ไปรวมตัวประท้วงที่หน้าว่าการเมืองด้วยความไม่พอใจที่พรรคทางบกข่มเหงรังแกชาวบ้าน ผลปรากฏว่าทางการยอมประนีประนอม และระดมกำลังกวาดล้างสาขาของพรรคทางบกภายในเมืองอย่างขนานใหญ่ บรรดาผู้เข้าสอบเห็นดังนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่า ไอ้หยา วิธีนี้ได้ผลแฮะ พวกเราต้องเอาอย่างบ้างแล้ว

ขนาดพวกพ่อค้าวาณิชชนชั้นต่ำไปรวมตัวกันก่อเรื่องวุ่นวายที่ที่ว่าการทางการ ทางการยังต้องรับมืออย่างระมัดระวัง พวกเราแม้จะยังไม่มีคุณวุฒิใดๆ แต่ก็ถือว่าเป็นปัญญาชน ทางการจะปล่อยปละละเลยไม่สนใจพวกเราได้อย่างไร?

ผลก็คือ ในวันที่สามเดือนห้า ซึ่งเป็นวันที่สองหลังจากการประกาศผลสอบฉบับยาวของการสอบระดับเมือง ผู้เข้าสอบราวสองถึงสามร้อยคน ได้พากันไปรวมตัวก่อความวุ่นวายที่หน้าว่าการเมือง โดยอ้างว่าต้องการให้ทางการมอบ 'คำอธิบาย' ให้แก่พวกเขา

"...คนพวกนี้รู้ที่ตั้งร้านขายยาของเรา หากพวกเขามาที่นี่ แล้วฉวยโอกาสตอนชุลมุนทำร้ายเสี่ยวหลาง พวกเจ้าก็ต้องเข้าไปช่วยขวางเอาไว้นะ"

หลังจากฮุ่ยเหนียงสั่งการเสร็จสิ้น ก็รีบร้อนจากไป ดูท่าคงจะไปหาคนมาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นแน่

เสิ่นซีเพิ่งเดินขึ้นมาถึงชั้นสอง เขาก็มองออกไปนอกหน้าต่างแวบหนึ่ง หน้าประตูร้านขายยามีคนท่าทางไม่ประสงค์ดีเดินเตร็ดเตร่อยู่สองสามคน ดูท่าทางน่าจะเป็นผู้เข้าสอบที่สืบรู้ที่ตั้งร้านขายยาแล้วเตรียมตัวมาหาเรื่อง

เดิมทีเสิ่นซีไม่เชื่อว่าบรรดาปัญญาชนเหล่านี้จะมีความกล้าพอที่จะบุกรุกเคหสถานของผู้อื่น ทว่าในสถานการณ์ที่กฎหมายไม่อาจเอาผิดคนหมู่มากเช่นนี้ บรรดาผู้เข้าสอบต่างกำลังโกรธจัด บางเรื่องก็จำต้องป้องกันเอาไว้ก่อน

(เชิงอรรถผู้แปล: กฎหมายไม่อาจเอาผิดคนหมู่มาก (法不责众) เมื่อคนจำนวนมากร่วมกันทำผิด ย่อมยากที่ทางการจะลงโทษได้ทั้งหมด)

ในเวลาเดียวกัน ผู้เข้าสอบที่อยู่หน้าว่าการเมืองก็เริ่มรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ในตอนแรก ผู้เข้าสอบที่นัดแนะกันไปประท้วงมีเพียงสามสี่สิบคนเท่านั้น ทว่าผ่านไปไม่นานก็ลุกลามจนมีถึงสองร้อยคน ในบรรดาผู้เข้าสอบที่สอบตก มีทั้งชาวอำเภอฉางถิง และคนที่มาจากอำเภออื่นๆ ในเขตเมืองถิงโจวซึ่งยังไม่ได้เดินทางกลับ

ขอเพียงเป็นผู้เข้าสอบที่สอบตกในการสอบระดับเมืองครั้งนี้ เมื่อได้ยินเรื่องราว ต่างก็พากันไปสมทบที่ว่าการเมืองเพื่อช่วยกันเพิ่มเสียงสนับสนุน จนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำในช่วงบ่าย หน้าว่าการเมืองก็เนืองแน่นไปด้วยผู้เข้าสอบของการสอบระดับเมืองในรุ่นนี้กว่าสามร้อยคน เมื่อรวมกับชาวบ้านที่มามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น บริเวณหน้าว่าการเมืองจึงถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนาจนแทบไม่มีช่องว่างให้ลมพัดผ่านได้

เสิ่นซีมองดูผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนซึ่งยังคงมุ่งหน้าไปยังฝั่งที่ว่าการเมือง คาดว่าคงจะไปร่วมวงดูเรื่องสนุก ในใจของเขาก็เริ่มหวั่นเกรง ท่าไม่ดีแล้วสิ หากทางว่าการเมืองยอมผ่อนปรนเพื่อยุติปัญหา คงไม่ถึงขั้นปลดตำแหน่งอั้นโส่วของข้าจริงๆ หรอกนะ?

เสิ่นซีรีบวิ่งลงมาจากชั้นสอง เรียกซิ่วเอ๋อร์ไปที่ตีนบันไดหลังร้าน สั่งการให้นางรีบไปตามซ่งเสี่ยวเฉิงที่สำนักรถม้ามาพบเขาทันที

ผ่านไปไม่นาน ซ่งเสี่ยวเฉิงก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาทางประตูหลังของร้านขายยา ก่อนจะก้มหน้าประสานมือคารวะเสิ่นซีด้วยความเคารพ

นับตั้งแต่เสิ่นซีใช้แผนการใส่ร้ายเหลยอู่แห่งพรรคทางบก ผนวกกับการดำเนินการในภายหลังที่ยืมมือทางการมากวาดล้างพรรคทางบกจนสิ้นซาก ซ่งเสี่ยวเฉิงก็รู้สึกเลื่อมใสศรัทธาต่อเสิ่นซีมาโดยตลอด

ยามนี้ซ่งเสี่ยวเฉิงในเมืองถิงโจว ก็นับว่าเป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาอยู่บ้าง คนของพรรคทางน้ำแทบจะเชื่อฟังคำสั่งของเขาทั้งสิ้น และในตอนนี้เขายังกำลังเตรียมการก่อตั้งกิจการรถม้าและสำนักรถม้าอีก ภายภาคหน้าอำนาจบนเส้นทางนักเลงทั่วทั้งเมืองอาจตกอยู่ในกำมือของเขาก็เป็นได้

"พี่ลิ่ว ท่านได้ยินหรือไม่ว่ามีผู้เข้าสอบไปก่อความวุ่นวายที่หน้าว่าการเมือง ข้าต้องการให้ท่านช่วยจัดการเรื่องบางอย่างให้ข้าหน่อย" เสิ่นซีกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง

ซ่งเสี่ยวเฉิงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ "หลงจู๊น้อย ท่านคงไม่ได้อยากให้ข้า... ไปรุมซ้อมคนพวกนั้นหรอกนะขอรับ? เรื่องนี้... เรื่องนี้มันไม่ค่อยเหมาะนะขอรับ ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย สำนักรถม้าของเราก็เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นมา ท่านคงไม่อยากให้พวกเราถูกทางการหมายหัวหรอกกระมัง?"

เสิ่นซีขมวดคิ้ว "ใครบอกให้ท่านไปซ้อมคนกันเล่า?"

ซ่งเสี่ยวเฉิงยิ้มเจื่อน "ข้าได้ยินพวกพี่น้องบอกว่า คนพวกนี้เหมือนจะไม่พอใจที่หลงจู๊น้อยสอบได้อั้นโส่ว... มิสู้ปล่อยให้ทางการเขาจัดการกันเองดีหรือไม่ขอรับ?"

เสิ่นซีส่ายหน้า พลางกวักมือเรียกให้ซ่งเสี่ยวเฉิงขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วกระซิบคำสั่งที่ข้างหูสองสามประโยค ซ่งเสี่ยวเฉิงถึงกับผงะถอยหลัง "ทำเช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือขอรับ?"

เสิ่นซีหัวเราะเบาๆ "จะว่าไปแล้ว พวกเราก็กำลังช่วยแก้ปัญหาอยู่นะ รีบไปเถิด อย่าให้ใครจับได้เสียล่ะ"

พอซ่งเสี่ยวเฉิงรู้ว่าไม่ได้ให้ไปดักซ้อมผู้ใด ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างเป็นเรื่องกล้วยๆ เสียเหลือเกิน จึงรีบวิ่งเตาะแตะจากไปทันที

...

บริเวณหน้าประตูที่ว่าการเมือง บรรดาผู้เข้าสอบกำลังนั่งประท้วงอย่างสงบ

ผู้เข้าสอบระดับเมืองกว่าสามร้อยคน ราวกับนัดหมายกันมาล่วงหน้า พวกเขานำผ้าขาวมาโพกหัว แล้วทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น แสดงท่าทีว่าพร้อมจะสู้ยิบตากับทางการให้ถึงที่สุด

ด้านหน้ายังมีแกนนำอีกหลายคนที่กำลังพ่นน้ำลายอธิบายความเคียดแค้นชิงชังในใจอย่างออกรสออกชาติ พร้อมทั้งประกาศกร้าวว่าการสอบระดับเมืองในครั้งนี้จะต้อง "จัดสอบใหม่" สถานเดียว

"...พวกเราอุตส่าห์อดทนเรียนหนังสือมาเป็นสิบๆ ปี นึกไม่ถึงว่าจะสู้เงินไม่กี่ร้อยตำลึงที่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนำไปมอบให้ทางการไม่ได้ ใต้เท้าเจ้าเมืองช่างกระไรเลย เห็นแก่เงินไม่เห็นแก่ความสามารถ ถึงกับมอบตำแหน่งอั้นโส่วให้มันหน้าตาเฉย เช่นนี้ต่อไปเมืองถิงโจวของเราจะกลายเป็นสถานที่แบบใดกัน? ใครมีเงินก็สอบผ่านการสอบระดับเมืองได้ เช่นนั้นจะให้พวกเราพากเพียรเรียนหนังสือไปเพื่อการใด..."

บางทีบรรดาผู้เข้าสอบเหล่านี้อาจจะปลุกปั่นอารมณ์ตนเองมากเกินไประหว่างที่พรรณนาถึงความผิดของทางการ ถึงขั้นมีคนเป็นลมล้มพับไปเสียดื้อๆ

คนรอบข้างรีบพยุงคนผู้นั้นไปพักด้านข้างอย่างทุลักทุเล ไม่แม้แต่จะตามหมอมาดูอาการเสียด้วยซ้ำ จากนั้นก็หันกลับไปชูหมัดตะโกนก้องต่อไป แท้จริงแล้วถ้อยคำที่คนเหล่านี้กล่าวออกมา หาได้เจตนาพูดให้ผู้เข้าสอบฟังไม่ เพราะผู้เข้าสอบทุกคนล้วนล่วงรู้ข่าวลือเรื่องการติดสินบนในการสอบครั้งนี้ดีอยู่แล้ว คนเหล่านี้ตั้งใจพูดให้ชาวบ้านที่มามุงดูโดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางฟังต่างหาก เพื่อหวังดึงมวลชนมาเป็นพวก

"หากการสอบระดับเมืองครั้งนี้ไม่จัดสอบใหม่ พวกเราก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะขอนั่งประท้วงอยู่ที่นี่ให้ถึงที่สุด!"

"ถูกต้องแล้ว นั่งให้ถึงที่สุด ให้ท่านเจ้าเมืองออกมา พวกเราต้องการพูดคุยกับใต้เท้าเกา!"

"หากท่านเจ้าเมืองไม่ออกมา พวกเราก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น!"

บรรดาผู้เข้าสอบพากันร้องเอะอะโวยวาย พวกเขาก็ฉลาดอยู่ไม่น้อย ทำเพียงแค่นั่งประท้วงและตะโกนคำขวัญเท่านั้น มิได้บุกเข้าไปทำลายข้าวของในที่ว่าการเมืองจริงๆ แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ บรรดามือปราบที่เฝ้าอยู่หน้าประตูที่ว่าการเมือง เมื่อไม่มีคำสั่งจากเบื้องบน ก็ย่อมไม่กล้าลงไม้ลงมือกับปัญญาชนเหล่านี้โดยพลการ

แม้ผู้เข้าสอบเหล่านี้จะยังไม่มีคุณวุฒิใดๆ ติดตัว ทว่าในยุคสมัยนี้สถานะของปัญญาชนนั้น หาใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะนำมาเปรียบเทียบได้ ยิ่งไปกว่านั้น ใครจะไปรู้ว่าในหมู่พวกเขามีผู้ใดที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดาแอบแฝงอยู่บ้างหรือไม่?

เวลาค่อยๆ คล้อยผ่านไป จนล่วงเข้าสู่ยามเซิน หากยังปล่อยให้ยืดเยื้อเช่นนี้ต่อไป คาดว่าจนกระทั่งตะวันตกดินก็คงไม่อาจแก้ไขปัญหาได้

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเซิน (申时) ช่วงเวลา 15.00 - 17.00 น.)

ในยามนั้นเอง ซ่งเสี่ยวเฉิงก็นำพาลูกสมุนสำนักรถม้าที่ดูมีไหวพริบและเสียงดังฟังชัดกลุ่มหนึ่ง มาถึงปากซอยด้านนอกที่ว่าการเมือง

"...เดี๋ยวพอถึงเวลาต้องตะโกน พวกเจ้าจำเอาไว้ให้ดีนะ หากฝูงชนไม่ขยับ พวกเจ้าก็ต้องพาพวกเขาบุกเข้าไป พอเรื่องเริ่มวุ่นวายปุ๊บ พวกเจ้าก็รีบถอยออกมาทันที หากใครถูกจับตัวได้ ต่อไปก็ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าลูกพี่แล้ว เสียชื่อข้าหมด!"

ซ่งเสี่ยวเฉิงกำชับทุกอย่างอย่างชัดเจนตามที่เสิ่นซีสั่งการ พอเขาสะบัดมือ ลูกน้องที่พามาก็แยกย้ายกันแทรกซึมเข้าไปในฝูงชน

ในเวลานี้ มีชายวัยห้าสิบกว่าปีสวมชุดปัญญาชน ในมือถือพัดพับ เดินออกมาจากประตูใหญ่ของที่ว่าการเมือง คาดว่าน่าจะเป็นซือเหยียของท่านเจ้าเมืองเกาหมิงเฉิง พอเขาออกมาก็แสดงสีหน้ารำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด "วันนี้ใต้เท้าเจ้าเมืองไม่มีเวลาว่างมาพบพวกเจ้า จงรีบกลับไปเสียเถิด หากยังดื้อดึง จะส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ลงโทษตามกฎหมายให้หมด ไม่ละเว้นผู้ใดทั้งสิ้น!"

(เชิงอรรถผู้แปล: ซือเหยีย (师爷) ผู้ช่วยส่วนตัวหรือที่ปรึกษาของขุนนาง มักเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย)

ผู้เข้าสอบที่เป็นแกนนำคนหนึ่งชูกำปั้นตะโกนก้อง "ไม่ยอม! หากใต้เท้าเกาไม่ยอมให้คำอธิบายแก่พวกเรา พวกเราก็ไม่มีวันกลับเด็ดขาด!"

"ไม่มีวันกลับ ไม่มีวันกลับ..."

บรรดาผู้เข้าสอบเบื้องล่างราวกับรวมตัวกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาพยายามเลียนแบบพ่อค้าและชาวบ้านที่มาประท้วงหน้าว่าการเมืองเมื่อไม่กี่วันก่อน ในคราวนั้นก็ใช้วิธีการเช่นนี้ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายก็ดูเหมือนจะออกมาดีทีเดียว ทว่าการประท้วงในครั้งนั้น มีเสิ่นซีคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง มีการจัดระเบียบและวินัยอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่ารู้จังหวะรุกรับอย่างชัดเจน ทว่าคนกลุ่มนี้เป็นเพียงฝูงชนที่มารวมตัวกันชั่วคราว ไม่รู้หลักการประท้วงแต่อย่างใด เปรียบดั่งการวาดเสือไม่ได้กลับกลายเป็นสุนัขเสียอย่างนั้น

(เชิงอรรถผู้แปล: วาดเสือไม่ได้กลับกลายเป็นสุนัข (画虎不成反类犬) สำนวนเปรียบเปรยถึงการเลียนแบบผู้อื่นแต่ทำไม่ได้ตามมาตรฐาน จนกลายเป็นเรื่องน่าขัน)

ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียดนั้น จู่ๆ ในฝูงชนก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น "เจ้าเมืองถิงโจวสิ้นไร้มโนธรรม ข้าขอร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าบัณฑิต!"

อีกฝั่งก็ตะโกนรับ "ไอ้เจ้าเมืองสุนัขจะปกป้องคนเลว พวกเราต้องสู้กับมันให้ตายไปข้างหนึ่ง!"

สิ้นเสียงนั้น ก็มีเสียงคนตะโกนต่ออีกว่า "ไอ้เจ้าเมืองสุนัขอยู่ข้างใน บุกเข้าไป บุกเข้าไปเลย!"

เดิมทีความสงบเรียบร้อยยังพอควบคุมได้ ทว่าเมื่อมีเสียงตะโกนปลุกปั่นเหล่านี้ดังขึ้น เริ่มจากชาวบ้านที่มามุงดูเริ่มส่งเสียงอื้ออึง จากนั้นบรรดาผู้เข้าสอบที่นั่งประท้วงอยู่ก็พากันลุกพรวดขึ้นมา ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีหน้าประตูที่ว่าการเมือง

"ข้าขอร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าบัณฑิต..."

จนถึงช่วงท้าย เสียงที่ตะโกนก็มีเพียงประโยคนี้ประโยคเดียว เมื่อปัญญาชนถูกปลุกปั่นจนเลือดขึ้นหน้า ใครจะไปสนว่านี่คือที่ว่าการของราชสำนัก? ในเมื่อในใจข้ารู้สึกไม่พอใจ ข้าก็จะบุกเข้าไปทวงถามเหตุผลกับเจ้าให้รู้เรื่อง

เดิมทีหน้าประตูที่ว่าการเมืองมีมือปราบคอยรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่เพียงไม่กี่นาย พวกเขาคิดเพียงว่าคนเหล่านี้ก็แค่กลุ่มปัญญาชนเท่านั้น ดีแต่พ่นน้ำลายไปวันๆ หากให้เอาจริงก็คงขี้ขลาดตากขาวกันทุกคน

ใครจะไปรู้ว่าปัญญาชนกลุ่มนี้พอถูกยุยงปลุกปั่นขึ้นมา จะลงมือได้หนักหน่วงถึงเพียงนี้ ในตอนแรกมือปราบยังคิดจะใช้กระบองข่มขวัญขวางเอาไว้ ทว่าผู้เข้าสอบที่พุ่งเข้ามากลับรัวหมัดเข้าใส่ใบหน้าของมือปราบเหล่านั้น บรรดามือปราบถูกผลักไสไล่ส่งไปจนมุมกำแพง และถูกกลุ่มผู้เข้าสอบที่กำลังเดือดดาลรุมประเคนหมัดเท้าเตะต่อยอย่างเมามัน

(เชิงอรรถผู้แปล: กระบองข่มขวัญ (杀威棍) กระบองของมือปราบที่ใช้ทุบตีเพื่อข่มขวัญให้เกรงกลัว)

"กบฏแล้ว กบฏแล้ว ปัญญาชนเมืองถิงโจวก่อกบฏแล้ว!" ในขณะที่สถานการณ์เริ่มบานปลายจนควบคุมไม่อยู่ จู่ๆ ในฝูงชนก็มีเสียงตะโกนที่ไม่เข้าพวกดังขึ้นมา

เดิมทีทางฝั่งที่ว่าการเมืองยังคงพยายามรับมืออย่างใจเย็น ทว่าเมื่อเกิดความวุ่นวายถึงเพียงนี้ เรื่องราวก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปเสียแล้ว มือปราบของที่ว่าการเมืองร่วมร้อยนาย ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ต่างก็กรูกันออกมาขับไล่บรรดาผู้เข้าสอบ ทั้งกระบองที่หวดลงมาอย่างไม่ปรานี ผนวกกับมือปราบที่ถูกเรียกตัวมาจากที่ว่าการอำเภอ พวกเขาจึงสามารถตรึงกำลังปกป้องประตูใหญ่ของที่ว่าการเมืองเอาไว้ได้จากการบุกจู่โจมของผู้เข้าสอบนับร้อยคน

"ข้าขอร่วมเป็นร่วมตายกับ..." หลังจากนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่ตะโกนประโยคนี้ออกมา ล้วนตกเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีของมือปราบ เสียงตะโกนยังไม่ทันสิ้นสุด กระบองก็หวดลงมาทักทายเสียแล้ว

"ข้าขอร่วม... แม่จ๋า..."

ในตอนแรกชาวบ้านก็คิดจะผสมโรงเข้าไปด้วย การบุกโจมตีที่ว่าการเมืองเช่นนี้ร้อยปีจะมีให้เห็นสักครั้ง ในยามปกติใครจะมีโอกาสได้เข้าไปดูภายในที่ว่าการเมืองกันเล่า?

ทว่าเมื่อบรรดามือปราบเริ่มแกว่งกระบองไล่ทุบตีคน ชาวบ้านต่างก็วิ่งหนีกันเตลิดเปิดเปิง รวดเร็วกว่าปัญญาชนเหล่านั้นเสียอีก

จนถึงท้ายที่สุด หน้าประตูที่ว่าการเมืองก็เหลือเพียงกลุ่มปัญญาชนเหล่านั้น ที่ถูกมือปราบกว่าร้อยนายล้อมกรอบเอาไว้ตรงกลาง มีหัวหน้ามือปราบตะโกนถามอยู่ตรงนั้น "ใครเป็นแกนนำ ใครเป็นแกนนำ?"

"มารดามันเถอะ!" รองเท้าข้างหนึ่งลอยละลิ่วมา

"ไอ้หนู คราวนี้ข้าจับตัวเจ้าได้แล้ว อย่าหนีนะ เจ้านี่แหละที่ไม่ได้ใส่รองเท้า ลากตัวมันออกมา ทุบให้ตายเลย!"

"อั่ก! อั่ก!"

"ว้าก... พี่ชายมือปราบ ไม่ใช่ข้าเป็นคนปานะขอรับ รองเท้าของข้าหายไปตั้งนานแล้ว ว้ากๆ ข้าไม่กล้าแล้วขอรับ!"

เดิมทีเป็นการนั่งประท้วงอย่างสงบสุขแท้ๆ ท้ายที่สุดกลับลุกลามบานปลายกลายเป็นการวิวาทกันอุตลุด ต่อให้ผู้เข้าสอบจะมีจำนวนมากกว่า ทว่าสิ่งที่พวกเขาอาศัยก็มีเพียงอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น เมื่อความหึกเหิมลดทอนลง พวกเขาจะไปเป็นคู่มือของมือปราบที่ถืออาวุธครบมือได้อย่างไร? บรรดามือปราบที่ได้รับบาดเจ็บจากการบุกโจมตีของผู้เข้าสอบเมื่อครู่นี้ต่างก็กำลังเดือดดาล จึงกระหน่ำฟาดกระบองใส่ผู้เข้าสอบเหล่านี้อย่างไม่ยั้งมือ

เสียงสารพัดสารพันที่สับสนวุ่นวายดังกึกก้องสอดประสานกันไปทั่วบริเวณ

จบบทที่ ตอนที่ 217 ข้าขอร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าบัณฑิต

คัดลอกลิงก์แล้ว