- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 216 เรื่องมงคลประดังสาม
ตอนที่ 216 เรื่องมงคลประดังสาม
ตอนที่ 216 เรื่องมงคลประดังสาม
โจวซื่อตั้งครรภ์แฝดกระนั้นหรือ!
นี่เป็นเรื่องที่เสิ่นหมิงจวินคาดไม่ถึง เขาเบิกบานใจที่มีความหวังจะได้บุตรชาย ทว่าอีกใจหนึ่งก็เริ่มเป็นกังวลว่าร่างกายของภรรยาจะแบกรับไหวหรือไม่
นับตั้งแต่โจวซื่อแต่งงานกับเขา นางก็ไม่เคยได้มีชีวิตที่สุขสบายเลย ร่างกายของโจวซื่อเดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้ว สมัยที่อยู่หมู่บ้านเถาฮวานางต้องกินแต่ของหยาบๆ อย่างรำข้าวและผักดองทุกวัน แม้ว่าหลังจากเข้ามาอยู่ในเมือง ชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้นบ้าง แต่เสิ่นหมิงจวินกลับนำค่าแรงที่สองสามีภรรยาหามาได้ทั้งหมดไปมอบให้หลี่ซื่อ เขารู้สึกผิดอย่างยิ่งที่ไม่ได้ดูแลภรรยาให้ดี
หลังจากที่ฮุ่ยเหนียงกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง เสิ่นหมิงจวินก็นั่งลงบนขอบบ่อบ้ำด้วยความกังวลใจ สองมือกุมศีรษะพลางสำนึกผิดไม่หยุดหย่อน
เสิ่นซีเดินเข้าไปปลอบโยน "ท่านพ่อ ในเมื่อท่านแม่คลอดออกมาได้คนหนึ่งแล้ว คนต่อไปก็คงไม่ยากลำบากนักหรอกขอรับ"
การคลอดฝาแฝด ทารกคนแรกที่ต้องเบิกทางย่อมคลอดออกมาได้ยากลำบากที่สุด แต่ทารกคนต่อไปจะคลอดได้ง่ายดายกว่ามาก และก็เป็นไปดังคาด ผ่านไปไม่นานนัก ฮุ่ยเหนียงก็เดินออกมาด้วยใบหน้าเบิกบานพลางกล่าวว่า "พี่เขย พี่สาวคลอดบุตรชายแล้ว แม่ลูกปลอดภัย... ไม่สิ ทั้งแม่ ลูกชาย และลูกสาว ล้วนปลอดภัยดี"
แม้เสิ่นหมิงจวินจะเป็นชายชาตรีอกสามศอก แต่หลังจากเผชิญกับเรื่องราวที่พลิกผันสลับซับซ้อน เช่นนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาร้อนผ่าวออกมา เขารีบก้าวเท้าหมายจะเข้าไปดูภายในห้อง ทางด้านเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และหมอตำแยก็เดินมาถึงประตูพอดี หนิงเอ๋อร์และหงเอ๋อร์ต่างก็อุ้มเด็กไว้ในมือคนละคน เสิ่นหมิงจวินทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องรับเด็กคนไหน และไม่รู้ว่าคนไหนคือลูกชาย คนไหนคือลูกสาว
"ขอแสดงความยินดีกับนายท่านด้วยเจ้าค่ะ ยินดีด้วยเจ้าค่ะ ได้บุตรฝาแฝดชายหญิง ช่างเป็นนิมิตหมายอันดีเยี่ยมเสียจริง"
หมอตำแยผู้นี้ช่างพูดจาฉอเลาะนัก เดิมทีการทำคลอดเด็กหนึ่งคนจะได้รับอั่งเปาหนึ่งซอง ยามนี้ทำคลอดทีเดียวสองคน แถมยังเป็นการคลอดลำบาก อย่างไรเสียก็ต้องได้อั่งเปาสองเท่า
ฮุ่ยเหนียงกำลังอารมณ์ดี จึงไม่ตระหนี่ถี่เหนียวแม้แต่น้อย นางหยิบอั่งเปาซองโตยื่นให้ หมอตำแยเปิดดูถึงกับเบิกตากว้างจนหุบปากไม่ลง "ขอบพระคุณฮูหยินเจ้าค่ะ ขอบพระคุณฮูหยินเจ้าค่ะ ฝาแฝดชายหญิงเช่นนี้ ภายภาคหน้าครอบครัวนี้จะต้องมีมังกรและหงส์มาจุติเป็นแน่เจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้ม "ขอบใจสำหรับคำอวยพรของเจ้านะ พี่สาวของข้ามีวาสนาดีนัก บุตรชายคนโตเพิ่งสอบได้อันดับหนึ่งของการสอบระดับเมืองในปีนี้ อายุเพิ่งจะสิบขวบปีก็มีอนาคตไกลแล้ว ยามนี้ยังคลอดฝาแฝดชายหญิงอีก ภายภาคหน้าครอบครัวนี้คงมีมังกรและหงส์เคียงคู่กันนำพาสิริมงคลมาให้เป็นแน่"
หมอตำแยเอ่ยชื่นชม "ช่างมีวาสนาดีจริงๆ วาสนาดีจริงๆ เจ้าค่ะ"
ยามนี้โจวซื่อที่นอนหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่บนเตียง เมื่อได้ยินคำกล่าวเหล่านี้ มุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มอิ่มเอมใจ สิ่งที่ฮุ่ยเหนียงกล่าวล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้นางภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ ความยากลำบากจากการตั้งครรภ์ฝาแฝดในครั้งนี้ถือว่าผ่านพ้นไปแล้ว ต่อจากนี้นางคงได้พักผ่อนสักระยะ ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจนต้องฝืนกินข้าวเยอะๆ อีก และไม่ต้องอุ้มท้องโย้เดินไปไหนมาไหนอีกต่อไปแล้ว
"น้องหญิง..."
เสิ่นหมิงจวินขยับเข้าไปใกล้เตียง ก่อนจะกุมมือของโจวซื่อไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ
ในยามนี้ ต่อให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะยืนอยู่ข้างกาย เขาจก็ไม่มีกะจิตกะใจจะปรายตามองนางแม้แต่น้อย เพราะในใจของเขายามนี้ มีเพียงภรรยาผู้คอยเคียงข้างและให้กำเนิดบุตรแก่เขาเท่านั้น แม้โจวซื่อจะไม่ได้งดงามสะคราญโฉม หรือแม้กระทั่งมีนิสัยดั่งแม่สิงโตเหอตงไปบ้าง แต่ในสายตาของเขา นางกลับเป็นภรรยาที่ประเสริฐเลิศเลอที่สุด ไม่เพียงแต่ช่วยหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่ยังให้กำเนิดบุตรชายหญิงแก่เขาอีกด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: แม่สิงโตเหอตง (河东狮) เปรียบเปรยถึงภรรยาที่ดุร้าย ขี้หึง หรือมีอำนาจเหนือสามี)
ฮุ่ยเหนียงส่งหมอตำแยกลับไปแล้ว จึงเดินกลับมากล่าวว่า "วันนี้ช่างเป็นวันเรื่องมงคลประดังสามจริงๆ เสี่ยวหลางสอบได้อั้นโส่ว พี่สาวก็คลอดฝาแฝด ต่อไปร้านขายยาของเราคงจะครึกครื้นขึ้นอีกมาก หงเอ๋อร์ ลวี่เอ๋อร์ ต่อไปพวกเจ้าไม่ต้องไปทำงานอื่นแล้ว คอยช่วยพี่สาวเลี้ยงเด็กก็พอ ยามนี้ไม่มีธุระอะไรแล้ว พวกเจ้าออกไปรอข้างนอกก่อนเถิด"
โจวซื่อนอนอยู่บนเตียง มีสามีคอยอยู่เคียงข้าง มีบุตรชายยืนอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าของนางประดับไปด้วยรอยยิ้ม ทว่าริมฝีปากของนางกลับขยับมุบมิบราวกับต้องการจะกล่าวบางสิ่ง
ฮุ่ยเหนียงจึงเอ่ยขึ้น "ยังไม่รีบอุ้มเด็กมาให้ท่านป้าของพวกเจ้าดูอีก?"
หนิงเอ๋อร์และหงเอ๋อร์จึงอุ้มเด็กเข้าไปใกล้เตียง เนื่องจากทารกทั้งสองถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่ม โจวซื่อจึงแยกไม่ออกว่าคนไหนคือลูกชาย คนไหนคือลูกสาว นางเองก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ล้วนเป็นสายเลือดที่นางให้กำเนิดมา นางหาได้ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่
เสิ่นหมิงจวินฉีกยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า "นี่คือคุณชายสิบแห่งตระกูลเสิ่น และเป็นเสี่ยวหลางน้อยของครอบครัวเราด้วย ข้าจะรีบให้คนเขียนจดหมายกลับไปบอกท่านแม่..."
ฮุ่ยเหนียงกล่าวแย้ง "ดูพี่เขยพูดเข้าสิ ยามนี้ครอบครัวของท่านมีอั้นโส่วระดับเมืองแล้ว ทั้งยังเป็นว่าที่ซิ่วไฉในอนาคต ยังต้องไปไหว้วานให้คนอื่นเขียนจดหมายให้อีกหรือ? เสี่ยวหลาง รีบไปเขียนจดหมายให้ท่านย่าของเจ้าเถิด บอกว่าแม่ของเจ้าคลอดฝาแฝดชายหญิง แม่ลูกทั้งสามล้วนปลอดภัยดี แล้วก็อย่าลืมเขียนบอกข่าวดีที่เจ้าสอบได้อั้นโส่วไปด้วยล่ะ"
บางทีอาจเป็นเพราะฮุ่ยเหนียงมองว่าโจวซื่อคือคนใกล้ชิดที่สุด เมื่อโจวซื่อคลอดบุตร นางจึงดีใจยิ่งกว่าผู้ใด แม้แต่การที่เสิ่นหมิงจวินอยู่ในห้อง นางก็ไม่ได้มีท่าทีระแวดระวังปิดบังแต่อย่างใด ส่วนทางด้านเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ทันทีที่ฮุ่ยเหนียงเอ่ยปากว่าให้ออกไปรอด้านนอกได้ นางก็เดินออกไปรอที่ลานบ้านเรียบร้อยแล้ว
แม้โจวซื่อจะร่างกายอ่อนแอจากการคลอดลำบาก แต่ทารกทั้งสองล้วนต้องการดื่มนม ยามนี้ยังหาแม่นมไม่ได้ โจวซื่อจึงต้องเป็นผู้ให้นมด้วยตนเอง
ฮุ่ยเหนียงจูงมือเสิ่นซี พร้อมทั้งบอกให้ลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้ตามนางออกไป ทิ้งทารกทั้งสองไว้กับโจวซื่อ และให้เสิ่นหมิงจวินอยู่เป็นเพื่อนเพียงลำพัง
เมื่อเดินออกมาด้านนอก ฮุ่ยเหนียงก็ยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง "สภาพร่างกายของพี่สาวในยามนี้ ต้องให้นมเด็กถึงสองคนในคราวเดียว เกรงว่าน้ำนมคงจะ... ไม่เพียงพอ ซิ่วเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้บุตรคนแรกของท่านป้าหูที่อยู่ท้ายตรอกฝั่งตะวันออกเพิ่งจะด่วนจากไปไม่ใช่หรือ? ไปเชิญนางมาเป็นแม่นม... ช่างเถิด เดี๋ยวข้าไปเองดีกว่า"
ในยุคสมัยนี้ โรคติดต่อร้ายแรงอย่างไข้ทรพิษกำลังระบาดหนัก ภายใต้สภาวะที่ขาดแคลนทั้งหมอและยา การที่เด็กทารกจะด่วนจากไปก่อนวัยอันควรนั้น ถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป แม้แต่พระโอรสของฮ่องเต้ยังไม่อาจหลีกหนีเคราะห์กรรมนี้ได้ นับประสาอะไรกับบุตรของชาวบ้านธรรมดา
สำหรับสตรีทั่วไป อุตส่าห์อุ้มท้องมาอย่างยากลำบากถึงสิบเดือน เมื่อบุตรคลอดออกมาแล้วด่วนจากไป ทั้งยังไม่อาจตั้งครรภ์บุตรคนที่สองได้ในทันที ในใจย่อมต้องโศกเศร้าปวดร้าวอย่างแสนสาหัส หากมีตระกูลใหญ่โตว่าจ้างให้ไปเป็นแม่นม สำหรับมารดาที่สูญเสียบุตรไปแล้ว ย่อมนับเป็นการปลอบประโลมจิตใจได้ไม่น้อย ไม่เพียงแต่จะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว แต่ยังสามารถมอบความรักความเอาใจใส่ให้แก่ทารกน้อยประหนึ่งบุตรของตนเองได้อีกด้วย
เมื่อฮุ่ยเหนียงไปเจรจา ไม่นานนักนางก็พาคนกลับมาได้สำเร็จ
นางหูฟางซื่อผู้นี้ พอจะมีกลิ่นอายของสตรีจากตระกูลผู้ดีอยู่บ้าง ทั้งยังเป็นคนในเมืองที่รู้หัวนอนปลายเท้าเป็นอย่างดี และเนื่องจากนางไม่ได้รัดเท้าจึงเดินเหินได้อย่างมั่นคง สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ฮุ่ยเหนียงรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรเสียแม่นมก็ต้องคอยอุ้มเด็กเดินไปเดินมา หากเป็นสตรีที่รัดเท้าแล้วเกิดสะดุดหกล้มขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
เมื่อนางหูฟางซื่อเข้าไปด้านในเพื่อรับหน้าที่ให้นมทารกแทนโจวซื่อ เสิ่นหมิงจวินจึงเดินออกมา เขารู้สึกซาบซึ้งใจฮุ่ยเหนียงและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด แม้ว่าความสัมพันธ์ของสองครอบครัวจะแนบแน่น แต่ด้วยความที่ฮุ่ยเหนียงเป็นสตรีหม้าย เขาจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยกับนางมากนัก
"...พี่เขยจะมาขอบคุณอันใดกัน หากจะกล่าวคำขอบคุณ ข้าผู้เป็นน้องสาวต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายเอ่ย ทว่าพี่เขยต้องขอบคุณน้องอวิ้นเอ๋อร์ให้มากๆ นะเจ้าคะ วันนี้นางอยู่ด้านในคอยช่วยเหลือจนพี่สาวคลอดได้อย่างราบรื่นไปตั้งหลายอย่าง"
เสิ่นหมิงจวินจึงหันไปกล่าวขอบคุณเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ทว่าในใจเขามีเรื่องผิดต่อมโนธรรมแอบแฝงอยู่ จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองนาง
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่า ชายฉกรรจ์ที่ดูซื่อบื้อผู้นี้ จะมี 'ความคิดไม่ซื่อตรง' ต่อตนเอง เนื่องจากนางเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน นางจึงเพียงย่อกายลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการตอบรับการคารวะเท่านั้น
ฮุ่ยเหนียงจึงเริ่มจัดการธุระ "พี่สาวยังต้องมีคนคอยดูแลไปอีกสองสามวัน มิสู้ให้นางพักอยู่ที่ร้านขายยานี้ไปก่อน หากพี่เขยเป็นห่วง ก็แวะมาเยี่ยมบ่อยๆ ได้ หรือถ้าพี่เขยรู้สึกว่าไม่สะดวกที่จะพักอยู่ที่นี่ เช่นนั้นช่วงนี้ก็อย่าเพิ่งไปทำงานที่โรงพิมพ์เลย ลางานมาดูแลพี่สาวที่บ้านให้ดีเถิด"
"ไม่ได้ๆ... ข้า... ข้าไปทำงานดีกว่า!"
เสิ่นหมิงจวินมักจะมองว่าฮุ่ยเหนียงคือเถ้าแก่เนี้ยของโรงพิมพ์มาโดยตลอด ยามนี้เขารู้สึกว่าตนเองได้รับบุญคุณจากฮุ่ยเหนียงอย่างล้นเหลือ จึงต้องตอบแทนด้วยการทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทว่าเขากลับหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วเขาทำงานเป็นลูกจ้างให้ภรรยาของตนเองมาโดยตลอด แม้แต่ค่าจ้างรายเดือนของเขา โจวซื่อก็เป็นคนเจียดมาจากส่วนแบ่งกำไรส่วนหนึ่งเพื่อนำมาจ่ายให้เขา
ฮุ่ยเหนียงไม่คิดจะฝืนใจเขา นางเพียงยิ้มรับพลางพยักหน้า
มีบางเรื่องที่โจวซื่อไม่อยากเปิดเผยกับเสิ่นหมิงจวิน นางจึงไม่อาจพูดออกไปตรงๆ ได้
...
…
การที่โจวซื่อคลอดบุตรแฝดชายหญิง ถือเป็นเรื่องมงคลครั้งใหญ่ที่สุดของร้านขายยาในช่วงหลายปีมานี้
ในบรรดาสาวใช้ทั้งห้าคนในบ้าน ยกเว้นเสี่ยวอวี้ที่ไม่ค่อยชอบอุ้มเด็กแล้ว อีกสี่คนที่เหลือมักจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปอุ้มเด็กอยู่เสมอ บรรดาสาวใช้เองก็มีค่านิยมให้ความสำคัญกับบุตรชายมากกว่าบุตรสาว พวกนางจึงชอบอุ้มเด็กผู้ชายเป็นที่สุด
หรือบางทีบรรดาสาวใช้อาจจะคิดว่า ในเมื่อเสิ่นซีเก่งกาจถึงเพียงนี้ น้องชายของเสิ่นซีในภายภาคหน้าย่อมต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นแน่ การผูกมิตรกับคุณชายสิบแห่งตระกูลเสิ่นผู้นี้ตั้งแต่ยังเล็ก ย่อมส่งผลดีต่ออนาคตของพวกนาง
ยามอาหารค่ำ ฮุ่ยเหนียงได้นำอาหารบำรุงหลังคลอดที่เตรียมไว้สำหรับโจวซื่อเป็นพิเศษไปส่งที่ลานหลังบ้าน และให้เสิ่นหมิงจวินเป็นคนป้อนให้โจวซื่อ
ด้วยเหตุนี้ ลานหลังบ้านจึงกลายเป็นเขตหวงห้ามชั่วคราวของร้านขายยา อย่างไรเสียเสิ่นหมิงจวินก็ต้องแวะเวียนมาบ่อยๆ สตรีในบ้านจึงไม่สะดวกนักที่จะใกล้ชิดกับเสิ่นหมิงจวินจนเกินงาม
"พวกเจ้าทั้งห้าคน ช่วงสองสามวันนี้ย้ายขึ้นไปนอนชั้นบนก่อนเถิด ชั้นบนยังมีห้องว่างอยู่อีกห้องหนึ่ง ไปจัดเก็บให้เรียบร้อย แล้วเสริมเตียงเข้าไปอีกสองเตียง" ฮุ่ยเหนียงสั่งการ
ซิ่วเอ๋อร์กล่าวด้วยท่าทีซื่อๆ ไม่คิดมาก "นายหญิงเจ้าขา เสริมเตียงสองเตียงก็ยังไม่พอหรอกเจ้าค่ะ พวกเรามีกันตั้งห้าคนเชียวนะเจ้าคะ"
ฮุ่ยเหนียงตีหน้าขรึม "ก็นอนเตียงละสองคนไงเล่า แล้วก็จัดเวรกันหนึ่งคน กลางคืนไปช่วยแม่นมดูแลเด็ก แล้วก็คอยช่วยยกกระโถนรินน้ำให้ท่านป้าของพวกเจ้าด้วย ช่วงสองสามวันนี้ท่านอาของพวกเจ้าคงไม่ได้ค้างคืนที่เรือนของเรา หากท่านป้าและเด็กๆ หิวน้ำหิวข้าว หรือพวกเจ้าเปลี่ยนผ้าอ้อมชักช้าล่ะก็ อย่าหาว่าข้าหักค่าจ้างก็แล้วกัน"
ซิ่วเอ๋อร์หัวเราะแหะๆ "พวกเราไหนเลยจะกล้าละเลยเล่าเจ้าคะ? เมื่อก่อนข้าก็เคยมีน้องชายกับน้องสาว ตอนนี้จู่ๆ ก็มีเพิ่มมาอีก ข้าดีใจจะตายไปเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองเสิ่นซีที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ "เสี่ยวหลาง เจ้าเป็นคนมีวิชาความรู้ น้องๆ ของเจ้ายังไม่มีชื่อเลย เจ้าช่วยตั้งชื่อให้พวกเขาสักชื่อสิ"
เสิ่นซีเงยหน้าขึ้นมาตอบ "ไม่ดีกระมังขอรับ ท่านพ่อก็บอกแล้วว่าเรื่องพรรค์นี้ต้องไปขออนุญาตท่านย่าก่อนไม่ใช่หรือขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงค้อนขวับใส่เขา "พ่อเจ้าก็บอกแล้วมิใช่หรือ ว่าเมื่อก่อนท่านย่าของเจ้าจะตั้งชื่อใครก็ต้องไปถามลุงใหญ่ของเจ้า ทว่าตอนที่เจ้าเกิด ลุงใหญ่ของเจ้าถูกขังอยู่บนห้องใต้หลังคา จึงไม่มีใครตั้งชื่อให้เจ้า สุดท้ายก็เรียกเจ้าว่าเสี่ยวหลางๆ มาตลอดจนกระทั่งเจ้าอายุได้สองสามขวบถึงได้มีชื่อจริง น้องๆ ของเจ้า เจ้าเป็นคนตั้งชื่อให้ย่อมเหมาะสมที่สุดแล้ว แม้แต่ชื่อของหนิงเอ๋อร์กับคนอื่นๆ เจ้าก็ยังเป็นคนตั้งให้เลยมิใช่หรือ?"
เสิ่นซีเบ้ปาก "เรื่องพรรค์นี้ไปถามท่านพ่อท่านแม่ของข้าเถิดขอรับ ข้าตัดสินใจแทนไม่ได้หรอก" กล่าวจบเขาก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
ฮุ่ยเหนียงถอนหายใจ "เสี่ยวหลาง เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ต่อให้แม่เจ้าจะมีน้องๆ เพิ่มขึ้นมา นางก็ไม่มีทางรักเจ้าน้อยลงหรอก เรื่องมันก็ช่างประจวบเหมาะเสียเหลือเกิน เจ้านึกดูสิ เจ้าเพิ่งจะสอบได้อั้นโส่ว แม่ของเจ้าก็ดันมาคลอดฝาแฝดพอดี ช่างสวรรค์กลั่นแกล้งเสียจริง หากไม่เป็นเช่นนั้น วันนี้ทุกคนในบ้านคงได้รุมล้อมแสดงความยินดีกับเจ้าไปแล้ว"
หนิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยถามขึ้น "นายหญิงเจ้าคะ แล้วคืนนี้พวกเราจะนอนที่ไหนกันดีเจ้าคะ?"
เตียงและเครื่องนอนล้วนมีพร้อมสรรพ ทว่าในบ้านมีแต่สตรีและเด็ก การจะยกเตียงจากลานหลังบ้านขึ้นไปชั้นบนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "ปูที่นอนนอนเบียดกันไปก่อนก็แล้วกัน นี่ไม่ใช่ช่วงเดือนตงเยวี่ยและเดือนล่าเยวี่ยเสียหน่อย นี่ก็เดือนห้าเข้าไปแล้ว ในช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้ ก็กล้ำกลืนฝืนทนไปก่อน พรุ่งนี้ข้าจะให้คนมาช่วยพวกเจ้าจัดเก็บข้าวของ"
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนตงเยวี่ยและเดือนล่าเยวี่ย (冬月和腊月) เดือน 11 และเดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็นที่สุดของปี)
เวลาล่วงเลยไปจนถึงวันรุ่งขึ้น ร้านขายยากลับมาเปิดทำการตามปกติ เพียงแต่โต๊ะบัญชีฝั่งนี้มีเสี่ยวอวี้เป็นผู้ดูแล หากมีเรื่องใดที่ไม่อาจแก้ไขได้จริงๆ ถึงจะให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ออกหน้า
ช่วงเช้าฮุ่ยเหนียงไปที่โรงเงิน เดิมทีบอกว่าจะให้ลูกจ้างสองคนมาช่วยยกของในช่วงบ่าย ทว่ายังไม่ทันถึงเที่ยงวัน ฮุ่ยเหนียงก็รีบร้อนกลับมาด้วยใบหน้าร้อนรน
"เสี่ยวหลาง เจ้าห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาดนะ ขึ้นไปอยู่ชั้นบนเถิด หากมีใครมาหา พวกเจ้าก็ห้ามบอกนะว่าเสี่ยวหลางอยู่บ้าน เข้าใจหรือไม่?" ฮุ่ยเหนียงกำชับด้วยความลุกลี้ลุกลน
เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ท่านน้า เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "มีผู้เข้าสอบบางคนได้ยินว่าเจ้าสอบได้อั้นโส่วแล้วรู้สึกไม่พอใจ ยามนี้กำลังรวมตัวกันอยู่หน้าประตูที่ว่าการเมือง ประกาศกร้าวว่าจะปลดตำแหน่งอั้นโส่วของเจ้าให้จงได้ แถมยังจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดอีกด้วย"