- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 214 ขอแสดงความยินดี
ตอนที่ 214 ขอแสดงความยินดี
ตอนที่ 214 ขอแสดงความยินดี
สำหรับเรื่องที่ซูทงกล่าวเตือน เสิ่นซีไม่ได้เป็นกังวลเท่าใดนัก หลายวันมานี้เขามักจะขลุกตัวอยู่ที่ร้านขายยา ถึงแม้การสอบระดับเมืองจะสิ้นสุดลงแล้ว เขาก็ยังต้องกลับไปเรียนที่สถานศึกษาเช่นเดิม ผู้เข้าสอบที่กำลังเดือดดาลเหล่านั้นต่อให้ไร้มารยาทเพียงใด ก็คงไม่กล้าไปก่อกวนสถานศึกษาที่ใช้สั่งสอนตำราอริยปราชญ์เป็นแน่
เนื่องจากการประกาศผลการสอบระดับเมืองรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นในอีกสองวันให้หลัง หรือก็คือวันที่สองเดือนห้า เสิ่นซีจึงได้วันหยุดพักผ่อนสั้นๆ มาหนึ่งวัน
ช่วงเวลานี้ เสิ่นซีไม่ต้องไปเรียนที่สถานศึกษา เนื่องจากเขาสอบผ่านการสอบระดับเมืองได้สำเร็จ โจวซื่อจึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง นางถึงกับอนุญาตให้หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์มาอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับเสิ่นซีเป็นกรณีพิเศษ
ที่ลานด้านหลังร้านขายยา เสียงหัวเราะ "คิกคิกคิก..." ของลู่ซีเอ๋อร์ดังเจื้อยแจ้วกังวานใส เมื่อมีเสิ่นซีอยู่ด้วย นางก็ดูเหมือนจะเป็นเด็กน้อยที่ไม่มีวันเติบโตอยู่เสมอ เมื่อเทียบกันแล้ว หลินไต้กลับดูสำรวมและสงบเสงี่ยมกว่ามาก
อาจเป็นเพราะหลินไต้เริ่มจะรู้ความแล้ว สำหรับอนาคตในวันข้างหน้านางมีทางเลือกไม่มากนัก ในฐานะสะใภ้เลี้ยงของตระกูลเสิ่น ขอเพียงเสิ่นซีโตขึ้นอีกหน่อย นางก็จะต้องแต่งเข้าบ้านไปแล้ว ดังนั้นนางจึงเริ่มค้นหาความรู้สึกของการเป็นลูกสะใภ้ตระกูลเสิ่นทีละน้อย ทว่านางกลับรู้สึกอยู่เสมอว่านางมองเสิ่นซีเป็นคนในครอบครัวเสียมากกว่า ด้วยอายุของนางในยามนี้ ยังคงแยกแยะความแตกต่างระหว่างความชอบกับความรักไม่ออก
"นี่ เจ้าสอบผ่านการสอบระดับเมืองแล้ว จะต้องไปเรียนหนังสือที่อื่นหรือเปล่า?" ขณะที่เสิ่นซีกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก เตรียมจะสอนตัวอักษรให้สองเด็กหญิง หลินไต้ก็เงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถามอย่างกะทันหัน
เสิ่นซีถามกลับด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง "สอบผ่านการสอบระดับเมือง ก็ไม่ได้ไปเรียนที่ราชวิทยาลัยเสียหน่อย เหตุใดต้องไปเรียนที่อื่นด้วยเล่า? ถึงแม้ตอนหน้าต้องไปสอบระดับท้องถิ่น ก็แค่จากไปช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ภรรยาตัวน้อย หรือว่าเจ้ากลัวสามีจะจากไปแล้วต้องทนอยู่เงียบเหงาเดียวดายกระนั้นหรือ?"
หลินไต้ขมวดคิ้วมุ่น "ข้ากำลังคุยเรื่องจริงจังกับเจ้าอยู่นะ ข้าฟังมาจากหนิงเอ๋อร์ นางบอกว่าหากการสอบครั้งนี้เจ้าสอบผ่าน ก็จะไม่ได้ไปเรียนที่สถานศึกษาแล้ว แต่ต้องไปเรียนที่สถานศึกษาที่ใหญ่กว่า ทว่าเมืองถิงโจวของเราไม่มีสถานศึกษาที่ใหญ่ขนาดนั้นนี่นา... ข้าก็เลยคิดว่า เจ้าน่าจะต้องเดินทางไปเรียนแดนไกล"
เสิ่นซีครุ่นคิดเล็กน้อย สิ่งที่หนิงเอ๋อร์กล่าวน่าจะหมายถึงสำนักศึกษาประจำอำเภอและสำนักศึกษาประจำเมือง หรือไม่ก็อาจหมายถึงราชวิทยาลัยกั๋วจื่อเจี้ยน ทว่าหนิงเอ๋อร์มิใช่ปัญญาชน นางมีความรู้เรื่องการสอบเคอจวี่เพียงงูๆ ปลาๆ หลายเรื่องล้วนเป็นการคาดเดาเอาเองทั้งสิ้น นึกไม่ถึงว่าหลินไต้จะเก็บคำพูดของหนิงเอ๋อร์มาใส่ใจ จนคิดไปเองว่าเสิ่นซีจะต้องเดินทางไกลเพื่อไปศึกษาเล่าเรียน
"ไม่มีเรื่องเช่นนั้นหรอกน่า" เสิ่นซีกล่าวอย่างหนักแน่นมั่นใจ "รีบเรียนตัวอักษรพวกนี้ให้เป็นเร็วเข้า ช่วงบ่ายข้าจะจัดสอบ หากใครตอบผิด... จะถูกตีก้นลายเป็นดอกไม้"
(เชิงอรรถผู้แปล: ก้นลายเป็นดอกไม้ (屁股打开花) สำนวนเปรียบเปรยถึงการถูกเฆี่ยนที่ก้นอย่างหนักจนเป็นรอยช้ำ)
ลู่ซีเอ๋อร์เบิกตากว้าง "พี่เสิ่นซี หากสอบผ่านแล้ว ข้าก็จะได้ไปสอบเป็นซิ่วไฉ สอบเป็นจอหงวนเหมือนกับท่านได้ใช่หรือไม่?"
เสิ่นซีลูบหัวลู่ซีเอ๋อร์พลางแย้มยิ้ม "เจ้าเป็นซิ่วไฉและจอหงวนไม่ได้หรอก ทว่าพี่เสิ่นซีสามารถมอบตำแหน่งซิ่วไฉและจอหงวนให้เจ้าได้นะ จะทำใบประกาศนียบัตรใบใหญ่ๆ มอบให้เจ้าเลยดีหรือไม่?"
ลู่ซีเอ๋อร์ร้องลั่นด้วยความดีใจ "ดีเจ้าค่ะ ดีเจ้าค่ะ"
หลินไต้มีท่าทีดูแคลนเล็กน้อย "โตป่านนี้แล้ว ยังทำตัวเหมือนตอนเด็กๆ เอาแต่ใจออดอ้อนพี่เสิ่นซีของเจ้า ไม่รู้จักอายบ้างเลย"
ลู่ซีเอ๋อร์เองก็มีความฉลาดเฉลียวอยู่บ้าง นางรู้ดีว่าหลินไต้ไม่พอใจตน จึงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วก้มหน้าก้มตาคัดอักษรพู่กันต่อไป
ลายมือของสองเด็กหญิงมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ลายมือของหลินไต้นั้นงดงามเรียบร้อย ส่วนลู่ซีเอ๋อร์คัดอักษรราวกับไก่เขี่ย เมื่อเขียนถึงตัวอักษรที่ซับซ้อน ลายเส้นล้วนขยุกขยุยรวมกันเป็นกระจุก ดูคล้ายกับรอยหมึกดำทะมึนก้อนหนึ่ง
เสิ่นซีคอยจ้ำจี้จ้ำไชให้ลู่ซีเอ๋อร์หมั่นฝึกคัดอักษรให้มากอยู่บ่อยครั้ง ทว่าลู่ซีเอ๋อร์เรียนหนังสือก็เพื่อความสนุกสนานล้วนๆ และเพื่อหาเรื่องมาพัวพันอยู่ใกล้ๆ เสิ่นซี นางจึงไม่สนใจเลยว่าตัวอักษรจะออกมามีหน้าตาเช่นไร ต่างจากหลินไต้ที่คิดว่าหากคัดอักษรได้ไม่ดี เมื่อโจวซื่อมาเห็นแล้วไม่พอใจ อาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งลูกสะใภ้ในใจของแม่สามีในอนาคตได้
คนหนึ่งมีแรงกดดัน ส่วนอีกคนกลับไร้ซึ่งภาระทางใจใดๆ ทัศนคติต่อการเรียนหนังสือจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในตอนนั้นเอง ฮุ่ยเหนียงก็เดินเข้ามาจากหน้าร้านขายยา
สองวันนี้ฮุ่ยเหนียงต้องคอยปวดหัวกับการจัดระเบียบขุมกำลังบนยุทธภพภายในเมือง
นับตั้งแต่ทางการระดมกำลังกวาดล้างสาขาของพรรคทางบก บรรดาอันธพาลและนักเลงหัวไม้ในเมืองก็สูญเสียที่พึ่งพิง พวกมันเองก็ไม่มีอำนาจอันใด เดิมทีพวกมันคิดจะไปพึ่งพาพรรคทางน้ำ ทว่าคนของพรรคทางน้ำมักไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน อันธพาลเหล่านี้เมื่อไร้คนควบคุม จึงพากันไปก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่ว
เสิ่นซีได้ให้ซ่งเสี่ยวเฉิงรวบรวมกำลังคน เพื่อก่อตั้งพรรคใหม่ขึ้นมานามว่า "สำนักรถม้า" โดยมีจุดประสงค์หลักคือช่วยฮุ่ยเหนียงก่อตั้งกิจการขนส่งรถม้า และรับสมัครบรรดา 'จอมยุทธ์พเนจร' ในเมืองเข้ามาเป็นพวก พร้อมทั้งควบรวมสมาชิกพรรคทางบกเข้าด้วยกัน ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ซ่งเสี่ยวเฉิงก็เริ่มมีผลงานให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอันบ้างแล้ว
ทว่าครั้งนี้ที่ฮุ่ยเหนียงมา หาใช่เพื่อคุยเรื่องสำนักรถม้าไม่
"เสี่ยวหลาง น้าปรึกษากับแม่ของเจ้าแล้ว ปีหน้าเจ้าจะต้องสอบระดับท้องถิ่น เวลาปีกว่านี้ พวกเราจะจ้างอาจารย์มาสอนเจ้าที่บ้านเป็นการส่วนตัวสักสองสามท่าน ต่อไปเจ้าก็ไม่ต้องไปเรียนที่สถานศึกษาแล้ว... ส่วนทางอาจารย์เฝิง พวกเราก็จะเชิญเขามาคอยชี้แนะวิชาความรู้ให้เจ้าบ่อยๆ เจ้าเห็นว่าอย่างไร?"
เสิ่นซีย่อมรู้สึกว่าไม่เข้าทีเอาเสียเลย
การที่เขาไปเรียนที่สถานศึกษา ถือเป็นการไปเรียนตามปกติ มีเวลาพักระหว่างคาบ ในยามปกติมีนักเรียนในห้องเยอะ อาจารย์ดูแลไม่ทั่วถึง เขาจะแอบอู้บ้าง ใจลอยบ้างก็ไม่มีปัญหา ทว่าหากเชิญอาจารย์มาสอนที่บ้าน แถมยังเชิญมาทีเดียวหลายคนคอยจับตาดูเขา เช่นนั้นเขาก็คงไม่มีโอกาสแม้แต่จะแอบอู้แล้ว
เสิ่นซียืนกราน "ท่านน้า ข้าว่าไปเรียนที่สถานศึกษาก็ดีอยู่แล้วขอรับ ข้าชอบฟังอาจารย์เฝิงสอน ดังนั้นผลการเรียนจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว หากให้ผู้อื่นมาสอน ข้าเกรงว่าจะรับไม่ไหวน่ะสิขอรับ"
"ทุกอย่างล้วนต้องมีช่วงปรับตัวนั่นแหละ อาจารย์เฝิงเป็นอาจารย์ที่เก่งกาจ เขาสามารถปั้นลูกศิษย์จนเป็นใต้เท้าจวี่เหรินได้ วันหน้าเจ้าต้องมีอนาคตที่สดใสเป็นแน่ ทว่า... ในสถานศึกษามีนักเรียนมากมายถึงเพียงนั้น จะหวังให้อาจารย์เฝิงมาทุ่มเทสอนเจ้าคนเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้"
ฮุ่ยเหนียงกังวลว่าเสิ่นซีจะไม่ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ส่วนเสิ่นซีกลับกลัวว่าจะถูกควบคุมเข้มงวดจนเกินไป จิตใจของเขาได้ก้าวล่วงเลยเข้าสู่วัยเข้าพิธีสวมกวานไปนานแล้ว การจะให้เขานั่งหลังขดหลังแข็งท่องจำอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่งอยู่แล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: วัยเข้าพิธีสวมกวาน (弱冠之年) อายุ 20 ปีบริบูรณ์ของชายหนุ่ม )
"ข้าอยากไปเรียนที่สถานศึกษาจริงๆ นะขอรับท่านน้า ท่านช่วยไปพูดกับท่านแม่ให้ข้าทีเถิด ถือเสียว่าข้าขอร้องท่านน้าสักครั้งนะขอรับ" เสิ่นซีอ้อนวอน
ฮุ่ยเหนียงยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปยังห้องโถงหลักของร้านขายยา คาดว่าคงจะไปปรึกษาเรื่องนี้กับโจวซื่อ
ตอนรับประทานอาหารมื้อค่ำ โจวซื่อก็หยิบยกหัวข้อนี้ขึ้นมากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง "...ที่เจ้าสอบผ่านการสอบระดับเมือง ใครจะไปรู้ว่าเจ้าบังเอิญดวงดีแบบไหนกัน? สองวันนี้คนที่มาจัดยาต่างพากันนินทาว่า ที่เจ้าสอบผ่านได้ เป็นเพราะใต้เท้าเจ้าเมืองไม่มีกะจิตกะใจจะตรวจกระดาษคำตอบ จึงปล่อยให้คนเบื้องล่างตรวจแบบขอไปที ผลก็คือจับพลัดจับผลูเลือกเจ้าขึ้นมา หาใช่เพราะเจ้ามีความรู้ความสามารถที่แท้จริงไม่"
เสิ่นซีเบ้ปากกล่าว "ท่านแม่ หากแค่พึ่งดวงก็สามารถสอบผ่านทั้งการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองได้ติดๆ กัน โชคของข้าคงจะดีล้นฟ้าแล้วกระมังขอรับ?"
โจวซื่อแค่นเสียงเย็นชา "ไอ้เด็กทึ่ม คนเราล้วนมีวาสนาชะตาฟ้ากำหนดเจ้าไม่รู้หรือ? แม่ฟังคนเขาเล่าว่า มีบางคนก็สอบผ่านทั้งการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองในคราวเดียวเหมือนกับเจ้านี่แหละ ทว่าหลังจากนั้นไม่ว่าจะสอบกี่ครั้ง ต่อให้แก่จนจับพู่กันไม่ไหวก็ยังสอบไม่ติดซิ่วไฉเสียที นั่นก็เป็นเพราะเขาใช้วาสนาจนหมดสิ้นไปแล้ว แม่ก็แค่คิดอยากจะหาอาจารย์มาสอนเจ้าเพิ่มอีกสักสองคน อย่างไรเสียยามนี้ฐานะทางบ้านเราก็ดีขึ้นมากแล้ว จ้างอาจารย์สักสองสามคนก็ยังพอจ่ายไหว"
เสิ่นซีเห็นโจวซื่อดึงดันถึงเพียงนี้ ก็รู้ว่าตนเองพูดไปก็ไร้ประโยชน์ จึงทำได้เพียงหันไปมองฮุ่ยเหนียงเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าครั้งนี้แม้แต่ฮุ่ยเหนียงก็ยังส่ายหน้าอย่างจนใจ ราวกับจะบอกว่า เจ้าเป็นลูกที่แม่เจ้าเบ่งออกมา ย่อมต้องให้แม่เจ้าเป็นคนตัดสินใจ
โจวซื่อกล่าวต่อ "รอให้พรุ่งนี้ประกาศผลการสอบระดับเมืองของเจ้าออกมาก่อน แม่จะให้พ่อของเจ้าไปหาอาจารย์มาให้เจ้า ต้องไปเชิญอาจารย์ที่เก่งที่สุดในเมืองมา เพื่อถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดในท้องของพวกเขาให้แก่เจ้า เช่นนี้แม่ถึงจะมีความหวังกับเขาบ้าง"
เสิ่นซีตีหน้าอมทุกข์ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เมื่อนึกถึงว่าในปีหน้าอาจต้องถูกอาจารย์สองสามคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาถล่มสอน นอกจากการเรียนแล้ว แม้แต่เวลาจะกินข้าวหรือไปปลดทุกข์ก็แทบไม่มี เขาก็รู้สึกว่าชีวิตช่างมืดมนเสียเหลือเกิน
ช่วงเช้าของวันที่สองเดือนห้ามีการประกาศผลสอบฉบับยาวของการสอบระดับเมือง เสิ่นซีติดตามเสิ่นหมิงจวินมาถึงหน้าประตูที่ว่าการเมือง เนื่องจากเวลายังเช้าอยู่ เสิ่นซีจึงให้ท่านพ่อกลับไปก่อน ส่วนเขาก็มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมและหอสุราที่นัดหมายกับซูทงเอาไว้เพื่อนั่งสนทนากัน
"น้องเสิ่น สีหน้าของเจ้าดูไม่ค่อยสู้ดีนักนะ หากเจ้าอายุมากกว่านี้อีกสักไม่กี่ปี พี่ซูคงคิดว่าเจ้าใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาจนทำร้ายสุขภาพเสียแล้ว ทว่าด้วยอายุอานามเพียงเท่านี้ของเจ้า ไม่น่าจะมีเรื่องให้กลัดกลุ้มมากมายถึงเพียงนี้นี่นา?"
ซูทงสังเกตเห็นว่าเสิ่นซีมีท่าทีอ่อนเปลี้ยเพลียแรง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
เสิ่นซีถอนหายใจกล่าว "พี่ซูออกเรือนสร้างครอบครัวแล้ว ใช้ชีวิตอิสระเสรีตามใจปรารถนา ไฉนเลยจะมาล่วงรู้ถึงความทุกข์ระทมของเด็กน้อยเช่นข้า? ทางบ้านหวังให้บุตรชายกลายเป็นมังกร เตรียมจะไปเสาะหาอาจารย์สักสามคนห้าคน ผลัดเปลี่ยนกันมาถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ข้า พี่ซูคิดว่าข้าจะเบิกบานใจขึ้นมาได้หรือขอรับ?"
ซูทงล่วงรู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราว ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่วน "น้องพี่ เจ้าช่างอยู่ท่ามกลางวาสนาทว่าไม่รู้จักเสวยสุข เอาเสียเลย หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะทางบ้านอบรมสั่งสอนอย่างเข้มงวด จึงทำให้น้องพี่มีชื่อเสียงระบือไกลในสนามสอบตั้งแต่ยังเยาว์วัย น้องพี่ควรจะรู้สึกซาบซึ้งใจถึงจะถูกนะ"
เสิ่นซีทอดถอนใจ เหตุผลก็ว่ากันไปตามนั้น ทว่าปัญหาคือเขาไม่ใช่เด็กไม่ประสีประสาที่ต้องให้ทางบ้านมาคอยควบคุมดูแลอีกแล้ว วิธีการสั่งสอนเยี่ยงนี้ไม่เหมาะกับเขาสักนิดเดียว
ซูทงเป็นคนกว้างขวางคบหาสมาคมกับผู้คนมากมาย ต่อให้สหายที่เคยร่วมเดินทางมากับเขาก่อนหน้านี้จะไม่มีผู้ใดสอบผ่านการสอบระดับเมืองเลยสักคน เขาก็ยังสามารถผูกมิตรกับสหายกลุ่มใหม่ได้อย่างรวดเร็ว คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับเมืองในรอบนี้ พวกเขาต่างก็เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน ทว่าพวกเขาปฏิบัติต่อซูทงด้วยความเคารพนบนอบเป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับเสิ่นซีแล้ว พวกเขากลับมีท่าทีรักษาระยะห่าง ต่อให้ซูทงเป็นผู้แนะนำให้รู้จัก คนเหล่านั้นก็เพียงแค่ประสานมือคารวะตามมารยาทเท่านั้น แม้แต่คำทักทายเกรงใจสักประโยคก็ไม่มี
"ได้เวลาพอสมควรแล้ว น่าจะเริ่มประกาศผลสอบฉบับยาวแล้วกระมัง... ทุกท่าน พวกเราเดินทางไปพร้อมกันเลยดีหรือไม่?" ซูทงเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น
บัณฑิตหนุ่มรูปร่างสูงผอมคนหนึ่งในกลุ่มปัญญาชนเหล่านั้นโบกมือปฏิเสธ "ไม่จำเป็นหรอกพี่ซู หลังจากดูประกาศผลสอบเสร็จแล้ว พวกเรานัดหมายกันไปร่ำสุรา คุณชายเสิ่นผู้นี้อายุยังน้อยคงไม่สะดวกนัก หากพี่ซูยอมสละเวลามา พวกเราย่อมยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง"
กล่าวจบ คนกลุ่มนั้นก็เดินจากไปก่อน
ซูทงฝืนยิ้มกล่าว "น้องเสิ่น เจ้าอย่าได้ถือสาไปเลย พวกเขาคงคิดว่าเจ้าไม่อาจร่วมร่ำสุราและหาความสำราญเริงรมย์ ไปกับพวกเขาได้ จึงได้จงใจตีตัวออกห่างน่ะ อัยหยา ดูข้าสิ ไฉนถึงได้มาพูดเรื่องพรรค์นี้กับเจ้าได้ ถือเสียว่าพี่ซูคิดอ่านไม่รอบคอบก็แล้วกัน รอน้องพี่อายุมากขึ้นอีกสักหน่อย เรื่องราวหลายๆ อย่างย่อมเข้าใจได้เองแหละ"
เสิ่นซียิ้มรับ ทว่าในใจกลับลอบคิด นี่ท่านรังแกที่ข้าไม่ประสีประสาเรื่องหาความสำราญเริงรมย์? หรือว่ารังแกที่ข้าไม่เข้าใจเรื่องมารยาทสังคมเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์กันแน่? เขามองออกตั้งนานแล้วว่า ที่คนเหล่านี้ตีตัวออกห่างเขา เป็นเพราะข่าวลือภายนอกที่ป่าวประกาศว่าเสิ่นซีใช้เงินซื้อความสำเร็จในการสอบระดับเมืองต่างหาก หาใช่เพราะไม่อาจร่วม 'ร่ำสุราหาความสำราญเริงรมย์' อันใดไม่
เสิ่นซีเองก็ไม่คิดจะฉีกหน้า ในเมื่อซูทงมองว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่รู้แต่เรื่องเล่าเรียน ทว่าไม่รู้จักดูสีหน้าผู้อื่น เขาก็จะขอสวมบทบาทนี้ให้แนบเนียนเสียหน่อยก็แล้วกัน
ยามที่ซูทงและเขาเดินออกจากโรงเตี๊ยมและหอสุราด้วยกัน ทางฝั่งที่ว่าการเมืองก็ทำการติดป้ายประกาศผลสอบฉบับยาวเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมีผู้สอบผ่านเพียงห้าสิบคนที่จะมาดูป้ายประกาศ อีกทั้งบนป้ายก็ยังระบุชื่อของทุกคนเอาไว้อย่างชัดเจน จึงไม่จำเป็นต้องควานหาให้เหนื่อยยาก บางคนถึงกับดูเสร็จแล้วเดินกลับมาด้วยซ้ำ
"ฮึ"
ผู้เข้าสอบคนหนึ่งเมื่อเห็นซูทงกับเสิ่นซีอยู่ด้วยกัน ก็ถึงกับแค่นเสียงฮึในลำคออย่างเย็นชา เพื่อแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง
ในขณะที่เสิ่นซีกำลังรู้สึกทะแม่งๆ อยู่นั้น ทางฝั่งอู๋เสิ่งอวี๋ก็เดินเข้ามาหาเช่นกัน คุณชายรูปงามผู้นี้กลับดูสุภาพเรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง เขาประสานมือคารวะทักทายก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มเต็มใบหน้า "คุณชายเสิ่น ขอแสดงความยินดีด้วย"