เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 213 มรสุมสินบนการสอบ

ตอนที่ 213 มรสุมสินบนการสอบ

ตอนที่ 213 มรสุมสินบนการสอบ


สอบผ่านการสอบระดับเมืองแล้ว หมายความว่าในภายภาคหน้าเสิ่นซีไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองทั้งสองระดับนี้อีก เพียงแค่รอเข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่นในปีหน้าเพื่อสอบเป็นซิ่วไฉ สำหรับเสิ่นซีแล้ว ภาระการสอบในวันข้างหน้าย่อมเบาบางลงไปมาก

ทว่าการสอบระดับเมืองของเมืองถิงโจวในปีนี้ยังไม่สิ้นสุด เสิ่นซีต้องรอให้การสอบเจาฟู่และการสอบจ้ายฟู่ (การสอบซ่อมรอบแรกและรอบที่สอง) สิ้นสุดลงเสียก่อน จึงจะเข้าร่วมการสอบรอบที่สี่ของการสอบระดับเมืองเพื่อจัดอันดับคะแนนได้

สำหรับเรื่องนี้ เสิ่นซีไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนักแล้ว

การสอบระดับเมืองรอบแรกสิ้นสุดลง ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ล้วนสอบตก นอกเหนือจากความผิดหวังแล้ว คนเหล่านี้ยังมีความขัดเคืองต่อเจ้าเมืองเกาหมิงเฉิงอยู่ไม่น้อย เดิมทีควรมีผู้เข้าสอบถึงสองร้อยคนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบเจาฟู่ (สอบซ่อมรอบแรก) แต่เกาหมิงเฉิงกลับดึงดันจะเก็บไว้เพียงแปดสิบคน ในสายตาของผู้เข้าสอบจำนวนมาก นี่คือการที่ท่านเจ้าเมืองไม่ยอมเปิดทางรอดให้พวกเขา บางคนถึงขั้นลอบติดต่อรวมกลุ่มกันหมายจะไปฟ้องร้องถึงเมืองเอกของมณฑล

ในยุคสมัยนี้ ชาวบ้านร้านตลาดธรรมดาย่อมไม่กล้าเป็นปรปักษ์กับทางการ ทว่าผู้เข้าสอบเหล่านี้อาศัยว่าตนเป็นปัญญาชน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง คิดว่าทางการคงไม่กล้าทำอะไรพวกตน จึงอยากจะงัดข้อกับท่านเจ้าเมืองดูสักตั้ง

ทว่ากลับเป็นเพียงเสียงฟ้าร้องดังแต่ไร้เม็ดฝน ผู้ที่กล้าลงมือกระทำจริงกลับไม่มีเลยสักคน เรื่องราวดูเหมือนจะสงบลง ทว่ากลับมีคลื่นใต้น้ำระลอกหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

ในวันที่มีการสอบเจาฟู่ของการสอบระดับเมือง ภายในเมืองได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่องหนึ่ง

ภายใต้การนำของฮุ่ยเหนียง หลงจู๊และลูกจ้างจากร้านค้าต่างๆ ของสมาคมการค้า ผนวกกับชาวบ้านที่มารวมตัวกันด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เมื่อรวมกันแล้วมีมากถึงสี่ห้าพันคน พวกเขาพากันหลั่งไหลไปชุมนุมที่ด้านนอกที่ว่าการเมือง เพื่อประณามพรรคทางบกที่ใช้อิทธิพลเถื่อนผูกขาดตลาดและข่มเหงรังแกราษฎร พร้อมทั้งวิงวอนขอให้ทางการออกหน้าเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมให้แก่ชาวบ้าน

วันนั้นเกาหมิงเฉิงกำลังคุมสอบอยู่ในสนามสอบ เมื่อได้ยินว่าภายในเมืองเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ปานนี้ เขาก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก

ตามกฎเกณฑ์ของการสอบระดับเมือง เมื่อผู้เข้าสอบและผู้คุมสอบก้าวเข้าสู่สนามสอบแล้ว ประตูสนามสอบจะต้องถูกลั่นดาน หากยังไม่ถึงเวลาปล่อยแถว ก็ไม่อาจเปิดประตูได้

ทว่ายามนี้ภายในเมืองเกิดเรื่องขึ้น เกาหมิงเฉิงจำต้องรีบรุดกลับไปยังที่ว่าการเมืองเพื่อจัดการปัญหา ท้ายที่สุดเขาจึงทำได้เพียงละทิ้งการสอบระดับเมืองไว้ชั่วคราว สั่งให้คนเปิดประตูสนามสอบแล้วเร่งรีบจากไป

ผู้เข้าสอบทั้งแปดสิบคนภายในสนามสอบต่างประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง การสอบนี้ยังดำเนินไปไม่ถึงครึ่งทาง หัวหน้าผู้คุมสอบกลับจากไปเสียแล้ว นี่เตรียมจะปล่อยปละละเลยไม่สนใจพวกเขากระนั้นหรือ?

เป็นดั่งที่เสิ่นซีเคยกล่าวไว้ เกาหมิงเฉิงใส่ใจในผลงานการปกครองของตนเป็นอย่างมาก ในสถานการณ์ที่เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในเมือง เขาเกรงว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบจนหมวกขุนนางอาจหลุดกระเด็นได้ เกาหมิงเฉิงไม่ได้ไปเจรจากับกลุ่มผู้ประท้วง ทว่ากลับระดมกำลังมือปราบจากที่ว่าการเมืองถิงโจวและที่ว่าการอำเภอฉางถิง และยังประสานกำลังคนจากสำนักตระเวน เพื่อขับไล่ฝูงชนที่มาก่อความวุ่นวาย

เดิมทีฮุ่ยเหนียงตัดสินใจสู้ยิบตาแล้ว เตรียมจะขอเข้าพบเกาหมิงเฉิงเพื่อแสดงข้อเรียกร้อง ทว่าเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี เพื่อป้องกันมิให้มือปราบและทหารจับกุมผู้คนไปจองจำในคุก นางจึงทำได้เพียงจัดกำลังคน ช่วยกันอพยพผู้คนในสมาคมการค้าและชาวบ้านให้แยกย้ายกันไปอย่างเร่งด่วน

จวบจนกระทั่งผู้คนที่ด้านนอกที่ว่าการเมืองสลายตัวไปจนหมดสิ้น ฮุ่ยเหนียงจึงเดินทางกลับร้านขายยาด้วยความวิตกกังวลหนักอึ้ง

เนื่องจากด้านนอกมีแต่ความโกลาหลวุ่นวาย เสิ่นซีจึงไม่ได้ไปยังฝั่งที่ว่าการเมือง เขาเองก็เพิ่งล่วงรู้รายละเอียดจากปากของฮุ่ยเหนียงในภายหลังเช่นกัน

"...การรวมตัวเรียกร้องใช่ว่าจะไร้ผลเสียทีเดียว อย่างน้อยทั้งระดับเมืองและระดับอำเภอต่างก็รับรู้แล้วว่ากระแสความโกรธแค้นของราษฎรกำลังเดือดดาล หากทางการยังคงเพิกเฉยไม่ทำอันใดอีก แล้วถูกผู้ตรวจการแผ่นดินและขุนนางฝ่ายตรวจสอบที่มาประเมินผลงานพบเห็นเข้า ใต้เท้าเกาคงต้องเสียชื่อเสียงในบั้นปลายชีวิตเป็นแน่"

ฮุ่ยเหนียงอกสั่นขวัญแขวน บนใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ทว่าเสิ่นซีกลับมีความมั่นใจในเรื่องนี้เต็มเปี่ยม "ในยามปกติราษฎรต่างก็ถูกคนของพรรคทางบกข่มเหงรังแกมาอย่างแสนสาหัส คดีลอบวางเพลิงในช่วงสองวันแรกนั่น ยิ่งทำให้ชาวบ้านเหลืออดเหลือทน ยามนี้พวกเราควรไปยุยงส่งเสริมให้มากหน่อย ต่อให้ไม่ต้องไปก่อความวุ่นวายที่ที่ว่าการทางการอีก ก็ต้องจุดประกายเพลิงโทสะของราษฎรระลอกนี้ให้ลุกโชนขึ้นมาให้ได้"

ฮุ่ยเหนียงรู้สึกว่าเรื่องราวมันบ้าระห่ำเกินไปแล้ว แต่ง้างธนูแล้วย่อมไม่อาจหวนคืน เรื่องนี้จำต้องดำเนินต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ที่ว่าการทั้งสองระดับอย่างที่ว่าการเมืองและที่ว่าการอำเภอจะสั่งห้ามราษฎรก่อความวุ่นวายอย่างเด็ดขาด แต่แท้จริงแล้วราษฎรยังสามารถจัดการประท้วงกันเองในหมู่ชาวบ้านได้ โดยพุ่งเป้าไปที่กิจการของพรรคทางบก ตลอดจนสถานที่ที่พวกมันมักไปเยือนเป็นประจำ อาทิเช่น บ่อนพนันและหอคณิกาภายในเมือง เป็นต้น

วันแรก เนื่องจากพึ่งมีการสอบระดับเมือง เจ้าเมืองถิงโจวเกาหมิงเฉิงจึงต้องพะวักพะวนดูแลทั้งสองด้านจนหัวปั่น พอถึงวันที่สอง เกาหมิงเฉิงได้รับรู้ต้นสายปลายเหตุ ว่าเป็นเพราะพรรคทางบกกระทำเรื่องเลวทรามในยามปกติไว้มากจนจุดชนวนความโกรธแค้นของราษฎร เขาจึงจำต้องเด็ดขาดรวดเร็วดั่งดาบคมตัดป่านยุ่ง เร่งยุติสถานการณ์ให้สงบลงก่อนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินและขุนนางฝ่ายตรวจสอบจะไหวตัวทัน

(เชิงอรรถผู้แปล: เด็ดขาดรวดเร็วดั่งดาบคมตัดป่านยุ่ง (快刀斩乱麻) สำนวนเปรียบเปรยถึงการจัดการกับปัญหาที่ยุ่งยากและซับซ้อนอย่างเด็ดเดี่ยวและรวดเร็ว)

ไม่นานนัก โดยมีที่ว่าการเมืองเป็นแกนนำ ทั่วทุกหนแห่งในเมืองต่างติดป้ายประกาศ ระบุว่าทางการจะดำเนินมาตรการปราบปรามพฤติกรรมข่มเหงรังแกคนดีภายในเมืองอย่างเฉียบขาด พร้อมทั้งระดมกำลังทหารจากสำนักตระเวน ประสานงานกับมือปราบเพื่อนำกำลังเข้าบุกค้นปิดผนึกสาขาและกิจการของพรรคทางบกหลายแห่ง อันธพาลกลุ่มใหญ่ล้วนถูกจองจำเข้าคุก

ราษฎรต่างวิ่งเต้นบอกกล่าวกันไปทั่ว ข่าวดีนี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งอาณาเขตเมืองถิงโจวอย่างรวดเร็ว

แม้เรื่องราวจะสงบลงแล้ว ทว่าสมาคมการค้าที่มีฮุ่ยเหนียงเป็นผู้นำ กลับไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับทางการอีกครั้ง สิ่งนี้ทำให้ทั้งฮุ่ยเหนียงและสมาคมการค้าเบื้องหลังนางล้วนถูกทางการขึ้นบัญชีดำ ในภายภาคหน้าสมาคมการค้าอย่าว่าแต่จะได้รับการสนับสนุนนโยบายจากทางการเลย เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าอาจถึงขั้นถูกสั่งยุบสมาคม

เป็นเพราะบัดนี้ทางการนับว่ามองออกแล้ว หากร้านค้าต่างคนต่างอยู่ย่อมปกครองดูแลได้ง่ายยิ่งนัก ทว่าหากปล่อยให้เหล่าพ่อค้าวาณิชชนชั้นต่ำเหล่านี้มารวมตัวกัน ก็ย่อมมีความกล้าหาญมากพอที่จะท้าทายอำนาจของทางการ

หากมิใช่เพราะ 'แพทย์หญิงเทวดา' ลู่ซุนซื่อ ซึ่งฮ่องเต้หงจื้อเคยรับสั่งเอาไว้ว่าให้ช่วยดูแล ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสมาคมการค้าเมืองถิงโจว คาดว่าหลังจากจัดการกับพรรคทางบกแล้ว สมาคมการค้าก็คงต้องประสบกับเคราะห์กรรมถูกสั่งยุบเป็นแน่

ทว่าไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร การประท้วงในครั้งนี้ ท้ายที่สุดทางการก็เลือกที่จะยืนอยู่เคียงข้างเจตนารมณ์ของราษฎร

เมื่อทางการเปิดฉากกวาดล้างสาขาทุกแห่งของพรรคทางบกภายในเมือง บรรดาสมาชิกพรรคทางบกที่เคยยโสโอหังเหล่านั้น ต่างก็หนีตายแตกฉานซ่านเซ็น แกนนำที่ก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้มากส่วนหนึ่งถูกจับกุมเข้าคุกเพื่อไต่สวนความผิด ส่วนตัวการผู้เริ่มเรื่องอย่างเหลยอู่ กลับหายสาบสูญไร้ร่องรอยมาตลอด ทางการได้ติดป้ายประกาศจับจำนวนมากพร้อมทั้งส่งมือปราบออกค้นหาไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าน่าเสียดายที่ยังคงจับตัวไม่พ้น

...

วันที่ยี่สิบแปดเดือนสี่ ในห้วงเวลาที่เมืองถิงโจวกำลังวุ่นวายจนไก่สุนัขไม่เป็นสุขเนื่องจากการกวาดล้างสมาชิกพรรคทางบกของทางการ การประกาศผลสอบของการสอบเจาฟู่และการสอบจ้ายฟู่ ก็ได้ดำเนินไปตามกำหนดการ

ดั่งที่เสิ่นซีได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ การสอบระดับเมืองในครั้งนี้รับคัดเลือกเพียงห้าสิบคนจริงๆ ซึ่งในการสอบระดับเมืองของเมืองถิงโจวตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นการสอบรุ่นที่มีจำนวนผู้ผ่านการคัดเลือกน้อยที่สุด

ก่อนหน้านี้สองวัน ภายใต้การจัดการของท่านอาเล็กเสิ่นหมิงจวิน เสิ่นหย่งจั๋วได้ติดตามมารดาหวังซื่อเดินทางกลับอำเภอหนิงฮว่าไปแล้ว ส่วนเรื่องการจัดการงานแต่งงานระหว่างเขากับคุณหนูตระกูลหลวี่นั้น คงต้องรอให้กลับถึงอำเภอหนิงฮว่าแล้วทั้งสองตระกูลจึงค่อยหารือกันอีกครั้ง

ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เสิ่นซีพร้อมด้วยผู้เข้าสอบที่สอบผ่านทั้งหมดยังได้เดินทางไปยังสำนักศึกษาประจำเมืองถิงโจวเพื่อ "คารวะอาจารย์" นอกจากการผูกมิตรที่จำเป็นระหว่างผู้เข้าสอบแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าสอบได้พบปะกับเกาหมิงเฉิง หัวหน้าผู้คุมสอบในครั้งนี้ด้วย

ยามที่เสิ่นซีเดินทางมาถึงสำนักศึกษาประจำเมือง เขาก็บังเอิญพบซูทงที่กำลังยืนรอเขาอยู่บริเวณหน้าประตู

ในบรรดาผู้สอบผ่านทั้งห้าสิบคน เสิ่นซีรู้จักเพียงสองคนเท่านั้น คนหนึ่งคือซูทง อีกคนคืออู๋เสิ่งอวี๋ ทั้งสามคนล้วนสอบผ่านการสอบระดับเมืองตั้งแต่รอบแรก

สำหรับผู้เข้าสอบคนอื่นๆ การที่ซูทงสอบผ่านการสอบระดับเมืองย่อมไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอันใด ทว่าเมื่อพวกเขาได้ยินว่าผู้เข้าสอบที่อายุน้อยที่สุดสองคนในการสอบครั้งนี้ นั่นคือเสิ่นซีวัยสิบขวบปีและอู๋เสิ่งอวี๋วัยสิบสี่ปี ต่างก็สอบผ่านการสอบระดับเมืองตั้งแต่รอบแรก นอกจากความประหลาดใจแล้ว บนใบหน้าของพวกเขายังแฝงไว้ด้วยสีหน้าซับซ้อนยากจะคาดเดา

ภายนอกมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว ว่าการสอบระดับเมืองในครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากลแอบแฝงอยู่ ข่าวลือกล่าวว่านี่เป็นการดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองวาระสุดท้ายของเกาหมิงเฉิงแล้ว เขาจึงต้องการกอบโกยเงินก้อนใหญ่จากการสอบระดับเมืองก่อนที่จะลาออกจากราชการ ผู้เข้าสอบไม่ว่าจะทำข้อสอบได้ดีเลวเพียงใด ขอเพียงยอมทุ่มเงินตราก็สามารถสอบผ่านได้ทั้งสิ้น... ข่าวลือเหล่านี้ถูกเล่าขานเป็นตุเป็นตะ ถึงขั้นมีการแจกแจงราคาค่างวดอย่างชัดเจน อีกทั้งยังอธิบายเสริมด้วยว่า สาเหตุที่รับคัดเลือกเพียงห้าสิบคนในครั้งนี้ เป็นเพราะเกาหมิงเฉิงต้องการโก่งราคา ยิ่งรับคนน้อย เงินที่เรียกเก็บได้ก็ยิ่งทวีคูณ

คำครหาทั้งหมดล้วนสืบเนื่องมาจากท้ายที่สุดการสอบระดับเมืองรับเพียงห้าสิบคนเท่านั้น หากเกาหมิงเฉิงรับสักแปดสิบถึงร้อยคนดั่งเช่นปีก่อนๆ เบื้องล่างก็คงไม่มีข่าวลือแพร่สะพัดมากมายถึงเพียงนี้

สำหรับผู้เข้าสอบห้าสิบคนที่สอบผ่านในครั้งนี้ เดิมทีพวกเขาย่อมไม่ปักใจเชื่อข่าวลือพรรค์นี้ อย่างไรเสียพวกเขาก็มิได้ใช้เงินซื้อความสำเร็จดั่งที่ข่าวลือกล่าวอ้าง ทว่าเมื่อเห็นเสิ่นซีและอู๋เสิ่งอวี๋ ซึ่งมีฐานะร่ำรวยแต่อายุยังน้อยต่างสอบผ่านการสอบระดับเมืองด้วยกันทั้งคู่ พวกเขาจึงเริ่มคลางแคลงใจว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริงหรือไม่

ทว่าในเมื่อต่างก็เป็นผู้ที่สอบผ่านเหมือนกัน อีกทั้งยังมาเข้าพบเจ้าเมืองด้วยกัน แน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดกล้าตั้งข้อกังขาใดๆ

หลายวันมานี้ เกาหมิงเฉิงกำลังหัวปั่นกับการกวาดล้างกลุ่มโจรพรรคทางบกภายในเมือง การแวะมายังสำนักศึกษาเพื่อพบปะผู้ที่สอบผ่านจึงดูเป็นการทำส่งเดชขอไปทีเป็นอย่างยิ่ง เขาเพียงมาแจ้งข่าวการจัดสอบระดับเมืองรอบที่สี่ในวันรุ่งขึ้น ก่อนจะเร่งรีบจากไป

ทว่าในสายตาของคนบางกลุ่ม นี่เป็นพฤติกรรม "วัวสันหลังหวะ" ของเกาหมิงเฉิงอย่างชัดเจน

อย่างไรเสียผู้เข้าสอบที่อยู่ที่นี่ก็สมดั่งใจปรารถนาสอบผ่านการสอบระดับเมืองแล้ว หลังจากการทักทายคารวะกันพอหอมปากหอมคอ แต่ละคนก็ขอตัวกลับไปเตรียมตัวสำหรับการสอบรอบสุดท้ายของการสอบระดับเมือง แม้จะเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับคะแนนสอบระดับเมือง ซึ่งหากทำคะแนนได้ดีก็อาจส่งผลดีต่อการสอบระดับท้องถิ่นอยู่บ้าง ทว่าตำแหน่งอั้นโส่วของการสอบระดับเมืองก็มิได้มีสิทธิพิเศษส่งตรงไปเป็นซิ่วไฉแต่อย่างใด ดังนั้นการสอบระดับเมืองรอบสุดท้ายนี้จึงดูมีความสำคัญน้อยกว่าการสอบระดับอำเภอมากนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: อั้นโส่ว (案首) ผู้สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบแต่ละระดับ)

รอจนกระทั่งค่ำคืนนั้นเมื่อฮุ่ยเหนียงกลับมา เสิ่นซีจึงได้ล่วงรู้ว่าข่าวลือเรื่องมีผู้ติดสินบนเจ้าเมืองเกาหมิงเฉิงในการสอบกำลังแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมือง และเป้าหมายที่ถูกพุ่งชน นอกจากเสิ่นซีและอู๋เสิ่งอวี๋แล้ว ยังรวมถึงบัณฑิตที่มีฐานะทางบ้านค่อนข้างดีอีกหลายคนที่สอบผ่านการสอบระดับเมืองในครั้งนี้ด้วย

"...เสี่ยวหลาง อย่าได้ปล่อยให้เรื่องพวกนี้มารบกวนจิตใจ พรุ่งนี้ตั้งใจสอบให้ดี ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงอย่างงดงาม" ฮุ่ยเหนียงกล่าวปลอบโยน

เสิ่นซียึดมั่นในหลักการ 'คนบริสุทธิ์ย่อมบริสุทธิ์อยู่วันยังค่ำ' อย่างไรเสียเขาก็มิได้ติดสินบนผู้ใด ส่วนผู้อื่นจะทำหรือไม่ ก็ล้วนไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับเขา บางทีอาจเป็นเพราะเส้นสายของฮุ่ยเหนียง ผู้อื่นจึงได้เคลือบแคลงสงสัยในตัวเขา ทว่าข่าวลือย่อมยุติที่วิญญูชน เรื่องพรรค์นี้ผู้อื่นก็หามีหลักฐานอันใดไม่ เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะย่อมสงบลงไปเอง

วันที่ยี่สิบเก้าเดือนสี่ เสิ่นซีตื่นนอนแต่เช้าตรู่เพื่อไปเข้าร่วมการสอบระดับเมืองรอบที่สี่

นี่คือการสอบรอบสุดท้ายของการสอบระดับเมือง เมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบรอบก่อนหน้า ก็จะมีการประเมินผลเพื่อจัดอันดับ

ในการสอบระดับเมืองรอบสุดท้าย ยังมีการประเมินความสามารถแบบองค์รวมรวมอยู่ด้วย นั่นก็คือ "ข้อสอบเสริม" บางทีอาจเป็นเพราะยามปกติเกาหมิงเฉิงชื่นชอบการแต่งบทกวี ข้อสอบเสริมที่เขาออกจึงล้วนเกี่ยวข้องกับ กวีนิพนธ์และกวีพรรณนา (ซือและฟู่) ทั้งสิ้น ส่วนข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ที่เคยปรากฏในการสอบระดับอำเภอนั้น กลับไม่ปรากฏในการสอบระดับเมืองเลย

เสิ่นซีคิดในใจ เกาหมิงเฉิงแก่ชราเรี่ยวแรงถดถอยไร้ซึ่งกำลังวังชาจริงดังคาด เยี่ยหมิงซู่ยังอุตส่าห์ไปพลิกหาโจทย์เดิมจากตำราคณิตศาสตร์เก้าบทมาใช้เอาตัวรอด ทว่าเกาหมิงเฉิงกลับข้ามขั้นตอนนั้นไปเสียดื้อๆ

การสอบรอบที่สี่ ประกอบด้วยเรียงความสี่ตำราหนึ่งบทที่เป็นข้อบังคับ เรียงความห้าคัมภีร์หนึ่งบทที่ให้เลือกทำ และปิดท้ายด้วยข้อสอบเสริมสองสามข้อที่ผู้เข้าสอบจะทำหรือไม่ทำก็ได้ โดยรวมแล้ว การสอบระดับเมืองก็คล้ายคลึงกับการสอบระดับอำเภอ คือเน้นทดสอบความเข้าใจของตัวผู้เข้าสอบที่มีต่อสี่ตำราห้าคัมภีร์เป็นหลัก ส่วนข้อสอบเสริมอย่างกวีนิพนธ์และกวีพรรณนา รวมถึงนโยบายและบทวิจารณ์ (เช่อและลวิ่น) นั้น ต่อให้ทำข้อสอบลงไปก็ไม่ถูกนำไปนับรวมเป็นคะแนนรวมแต่อย่างใด

สำหรับข้อสอบรอบสุดท้าย เสิ่นซีมีท่าทีทำส่งเดชขอไปทีอยู่บ้าง ขอเพียงใช้ถ้อยคำสละสลวยลื่นไหล ไม่ละเมิดข้อห้ามใดก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

การสอบดำเนินต่อเนื่องไปตลอดทั้งวัน จวบจนช่วงบ่ายจึงมีการปล่อยแถวเพียงครั้งเดียว

เนื่องจากครั้งนี้เกาหมิงเฉิงไม่ได้ดึงดันออกข้อสอบจากคัมภีร์ซือจิงอีก ข้อสอบเรียงความสี่ตำราและเรียงความห้าคัมภีร์จึงค่อนข้างง่าย ประกอบกับการสอบรอบนี้ไม่ส่งผลต่อการสอบผ่านหรือไม่ผ่าน ผู้เข้าสอบที่ทำข้อสอบเสร็จแล้วจึงล้วนมีท่าทีผ่อนคลายเป็นอย่างมาก

ผู้เข้าสอบทั้งห้าสิบคนส่งกระดาษคำตอบแล้วเดินออกมา ล้วนพูดคุยหัวเราะกันอย่างเบิกบาน

เดิมทีเสิ่นซีคิดจะกลับไปที่ร้านขายยา ทว่าซูทงกลับเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเขา แล้วกระซิบเตือนด้วยเสียงแผ่วเบา "น้องเสิ่น สองสามวันนี้เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้มากหน่อย"

เสิ่นซีลังเลไปชั่วครู่ คนที่ไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาคงคิดว่าซูทงกำลังข่มขู่เขาเป็นแน่ ทว่าเขากลับล่วงรู้ดีว่าคำพูดประโยคนี้ต้องมีที่มาที่ไปอย่างแน่นอน จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม "นี่เพราะเหตุใดกัน?"

ซูทงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง "การสอบระดับเมืองครั้งนี้รับคนน้อย มีผู้เข้าสอบที่สอบตกจำนวนมากได้ยินว่านายน้อยแห่งสมาคมการค้า... ก็คือน้องเสิ่นนั่นแหละ ผ่านการสอบระดับเมืองไปได้ ต่างก็รู้สึกว่าการสอบระดับเมืองครั้งนี้ต้องมีการแอบมอบผลประโยชน์ให้กันอย่างลับๆ พวกเขาเดือดดาลด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เกรงว่าคงจะเป็นภัยต่อน้องเสิ่นเข้าแล้ว"

จบบทที่ ตอนที่ 213 มรสุมสินบนการสอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว