เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 212 ผู้มีความดีความชอบตัวน้อย

ตอนที่ 212 ผู้มีความดีความชอบตัวน้อย

ตอนที่ 212 ผู้มีความดีความชอบตัวน้อย


ความหมายของซูทงก็คือ ตัวเขาเองก็อยู่ในรายชื่อผู้ที่สอบผ่านตั้งแต่รอบแรกเช่นกัน เสิ่นซีจึงอดไม่ได้ที่จะประสานมือกล่าวแสดงความยินดีไปสองสามประโยค ทว่าซูทงกลับสงวนท่าทีเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีทีท่าโอ้อวดเลยแม้แต่น้อย

การที่เสิ่นซีสอบผ่านรอบแรกได้นั้น อาจนับว่าเป็นม้ามืดตัวเล็ก ๆ ทว่าซูทงนั้นเป็นตัวเต็งตำแหน่งอั้นโส่วอยู่แล้ว เขาขึ้นชื่อเรื่องภูมิความรู้ที่โดดเด่นในหมู่คนรุ่นราวคราวเดียวกันมาแต่ไหนแต่ไร การสอบผ่านการสอบระดับเมืองรอบแรกในเวลานี้ จึงมิใช่เรื่องที่น่าหยิบยกมาโอ้อวดอันใด

เดิมทีเสิ่นซีคิดว่า ผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับเมืองครานี้ หากไม่ถึงร้อยก็ต้องมีสักแปดสิบคน ใครจะรู้เล่าว่าเมื่อสอบรอบแรกจบลง จากผู้เข้าสอบพันกว่าคนกลับเหลือเพียงร้อยคน ซ้ำในร้อยคนนี้ยังมีถึงแปดสิบคนที่ต้องไปสอบการสอบเจาฟู่และการสอบจ้ายฟู่ เสิ่นซีลอบคิดในใจ ท่านเจ้าเมืองเกาผู้นี้ช่างรักความมักง่ายถึงขีดสุดจริง ๆ

ดูจากรูปการณ์แล้ว เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจำนวนบัณฑิตที่สอบผ่านการสอบระดับเมืองในท้ายที่สุด จะมีเพียงห้าสิบคนเทียบเท่ากับการสอบระดับอำเภอเป็นแน่

ระหว่างทางที่ซูทงและเสิ่นซีเดินกลับ มีผู้เข้าสอบจำนวนไม่น้อยกำลังสบถด่าทอ ส่วนใหญ่ล้วนต่อว่าท่านเจ้าเมืองคนปัจจุบันว่าไม่เห็นใจปัญญาชน ไม่ยอมรับคนให้มากกว่านี้ อะไรทำนองนั้น

"ข้อสอบก็เหมือนกัน โอกาสก็ย่อมเท่าเทียมกัน ต่อให้สอบผ่านรอบนี้ได้แล้วจะอย่างไรเล่า หากมีชื่อรั้งท้ายประกาศ ก็มีแต่จะเสียเงินเสียทองเดินทางไปสอบเปล่า ๆ ท้ายที่สุดก็ไม่มีปัญญาสอบเป็นซิ่วไฉได้อยู่ดี การที่ใต้เท้าเกาทำเช่นนี้แท้จริงแล้ว ล้วนเป็นความหวังดีต่อพวกเขาต่างหาก"

แม้ซูทงจะมีมารยาทต่อเสิ่นซี ทว่าเขากลับดูแคลนเหล่าปัญญาชนที่สอบตกพวกนี้ ทว่าเสิ่นซีกลับไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ "ต่อให้สอบระดับเมืองไม่ผ่าน พวกเขาก็ยังคงดื้อรั้นเดินทางกลับมาสอบทุกปีอยู่ดีมิใช่หรือขอรับ"

ซูทงแค่นเสียงเย็นทางจมูกและไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก ดูเหมือนเขาจะไม่ใส่ใจคำพูดของเสิ่นซีเท่าใดนัก เดิมทีเสิ่นซีกับซูทงก็ไม่ได้คุ้นเคยกัน นับจนถึงวันนี้ก็เพิ่งเคยพบหน้ากันเพียงสองครั้ง เขาจึงไม่คิดจะเป็นฝ่ายชวนคุยก่อนเช่นกัน

ยามที่กำลังจะแยกจากกัน จู่ ๆ ซูทงก็เอ่ยถามขึ้นมา "น้องเสิ่น เมื่อหลายวันก่อนเจ้าซื้อสตรีชาวหนานหมานมาสองสามคนมิใช่หรือ ตอนนี้คนยังอยู่หรือไม่?"

เสิ่นซีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ "ข้าเป็นคนพาพวกนางกลับบ้านก็จริง ทว่าเรื่องที่จะจัดการกับพวกนางอย่างไรนั้น ข้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจหรอกขอรับ"

ซูทงยิ้มพยักหน้า "นั่นก็จริง เดิมทียังคิดจะขอยืมตัวพวกนางมาเชยชมเสียหน่อย"

เสิ่นซีไม่ได้คิดอะไรมาก จึงประสานมืออำลาซูทง ทว่าระหว่างทางกลับบ้านก็เริ่มบ่นพึมพำในใจ ที่ว่า 'ขอยืมตัวมาเชยชมเสียหน่อย' หมายความว่าอย่างไร? อย่างไรเสียก็เป็นเพียงหญิงชาวเหมียวสามคน ซ้ำหนึ่งในนั้นยังเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อย หรือว่าคนแซ่ซูผู้นี้จะมีรสนิยมวิปริต?

เมื่อลองคิดดูอีกที ก็เป็นไปได้มากทีเดียว

เสิ่นซีรู้สึกสะอิดสะเอียนวูบขึ้นมาในใจ หากจะบอกว่าซูทงผู้นี้แต่งงานมีครอบครัวแล้ว การจะมีตัณหาความชั่วร้ายอยู่บ้างก็พอเข้าใจได้ ทว่าการมายุ่งวุ่นวายถึงหัวเขานั้นออกจะไม่สมควรอยู่บ้าง ดูท่าแล้ววันหน้าทางที่ดีควรจะหลีกให้ห่างเข้าไว้ สู้ไม่ได้ก็หลบหลีกไปดีกว่า

เมื่อกลับมาถึงร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่างก็รอจนร้อนรนไปหมดแล้ว

เพิ่งจะล่วงเลยยามเที่ยงมา ร้านขายยาจึงยังไม่มีลูกค้า ทันทีที่เสิ่นซีก้าวเท้าเข้าไปก็ถูกโจวซื่อดึงตัวไปด้านข้าง "ไอ้เด็กเหม็น ออกไปเที่ยวเล่นจนเคยตัวแล้วใช่ไหม พี่ใหญ่ของเจ้ากลับมาตั้งนานสองนานแล้ว เหตุใดเจ้าถึงเพิ่งกลับมาป่านนี้ฮึ?"

"ข้า..." เสิ่นซีถูกถามจนอับจนถ้อยคำ เขามัวแต่ดื่มด่ำกับน้ำชาจนลืมไปเสียสนิทว่าที่บ้านยังมีผู้คนอีกเป็นโขยงกำลังรอฟังข่าวคราวด้วยความร้อนรน

ฮุ่ยเหนียงช่วยไกล่เกลี่ย "พี่สาวอย่าเพิ่งตำหนิเขาเลย เสี่ยวหลาง การสอบรอบแรกนี้ เจ้า..."

เสิ่นซีทอดถอนใจ แสร้งปั้นหน้าจนใจแล้วส่ายหน้าแผ่วเบา สีหน้าของฮุ่ยเหนียงพลันหม่นหมองลง นางรีบฝืนยิ้มแล้วเอ่ยปลอบใจ "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร สอบไม่ผ่านก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ได้ยินมาว่าปีนี้การสอบระดับเมืองถิงโจวของพวกเรามีผู้สอบผ่านน้อยนัก ปีหน้าเจ้าอาจจะสอบผ่านก็ได้"

เสิ่นซีแย้มยิ้มบาง ๆ "ข้าเพียงแต่รู้สึกสงสารผู้เข้าสอบของเมืองถิงโจวเท่านั้น ท่านว่ารอบแรกรับเพียงยี่สิบคน แต่ดันมีข้าไปแย่งที่นั่งเสียหนึ่งที่ เช่นนี้จะไม่ค่อยยุติธรรมต่อพวกเขาไปหน่อยหรือขอรับ?"

โจวซื่อขบคิดคำพูดของเสิ่นซีอย่างละเอียด ฟังแล้วก็ยังงุนงง "ไอ้เด็กเหม็น พูดให้มันกระจ่างชัดหน่อย"

กลับเป็นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่เบิกเนตรสว่างไสว นางเม้มปากยิ้มพลางกล่าว "คนในย่อมมืดบอด พี่สาวทั้งสองยังฟังไม่ออกอีกหรือเจ้าคะ? เสี่ยวหลางบอกว่าเขาสอบผ่านตั้งแต่รอบแรกแล้วอย่างไรเล่า"

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อสบตากัน บนใบหน้าต่างปรากฏความตื่นเต้นระคนยินดีจนยากจะพรรณนา ฮุ่ยเหนียงรีบก้มหน้าลง ดึงแขนเสื้อเสิ่นซีด้วยความตื่นเต้นพลางถาม "เสี่ยวหลาง จริงหรือ?"

"เรื่องเช่นนี้มีอันใดให้น่าหลอกลวงกันเล่า ข้าเห็นหมายเลขที่นั่งของข้าจริง ๆ นะขอรับ เว้นเสียแต่ว่าทางที่ว่าการจะลงหมายเลขผิด ถ้าเป็นเช่นนั้นก็โทษข้าไม่ได้แล้ว" เสิ่นซียักไหล่กางมือออก

โจวซื่อใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเสิ่นซีดังฉาด "ไอ้เด็กทึ่ม เจ้ามันตัวกรรมตัวเวรของข้าจริง ๆ นี่คงจะสั่งสมบุญพาวาสนาส่งมาหลายภพหลายชาติกระมัง เหตุใดเจ้าถึงสอบผ่านได้เล่า? หรือว่าท่านบรรพชนตระกูลเสิ่นจะสำแดงฤทธิ์เดชปกปักรักษาจากบนสวรรค์?"

โจวซื่อตื่นเต้นจนเกินไปแล้ว นางยื่นมือไปหยิกแขนตัวเองอย่างแรง รู้สึกราวกับว่านี่เป็นเพียงความฝัน และคงถึงเวลาที่ควรจะตื่นได้แล้ว ฮุ่ยเหนียงกลับกล่าวด้วยความเบิกบานใจ "พี่สาว ก่อนหน้านี้พี่เขยเคยบอกไว้มิใช่หรือ ว่าหากทางเสี่ยวหลางมีข่าวคราวอันใด ให้รีบส่งคนไปแจ้งเขาทันที... ข่าวดีปานนี้ยังไม่รีบหาคนไปแจ้งพี่เขยอีกหรือเจ้าคะ?"

"ดี ๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ... โอ๊ย ลืมไปว่าในท้องยังมีอีกคน เจ้านี่ก็คงจะดีใจด้วยกระมัง ถึงได้ถีบแม่ของมันเช่นนี้"

พอโจวซื่อตื่นเต้นดีใจจนเกินไป ก็พลันกระเทือนถึงครรภ์ทันที สตรีสองสามคนรีบประคองให้นางนั่งลง แต่นางกลับดูเหมือนจะไม่สนตัวเองเลยแม้แต่น้อย "ซิ่วเอ๋อร์ รีบไปแจ้งท่านอาของเจ้า บอกว่าไอ้เด็กทึ่มสอบติดแล้ว... โอ๊ย เจ็บจะตายอยู่แล้วเนี่ย"

เสิ่นซีรีบแก้คำ "ท่านแม่ การสอบระดับเมืองเรียกว่าสอบผ่าน ไม่ใช่สอบติด นี่มิใช่สอบติดซิ่วไฉเสียหน่อย"

"ถุย! อายุแค่สิบขวบปีก็ผ่านการสอบระดับเมืองแล้ว หากเจ้าอายุไม่ถึงยี่สิบแต่ยังสอบไม่ติดซิ่วไฉล่ะก็ คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร... ซิ่วเอ๋อร์ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไมรีบไปสิ!"

โจวซื่อตื่นเต้นเกินไปแล้ว พอตื่นเต้นขึ้นมาก็ชักจะแย่ ท้องของนางจู่ ๆ ก็ปวดเกร็งขึ้นมาอย่างหนัก ทว่าที่นี่คือร้านขายยา ซ้ำด้านข้างยังมีหมอชื่อดังจากเมืองหลวงอยู่ด้วย ย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดเหตุผิดพลาดอันใด เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั่งลง จับชีพจรให้โจวซื่ออย่างละเอียด แล้วแย้มยิ้ม "พี่สาวไม่ได้เป็นอันใดมากเจ้าค่ะ เพียงแค่ทำใจให้สงบลงสักหน่อยก็พอ อีกกว่าครึ่งเดือนถึงจะครบกำหนดคลอด"

โจวซื่อทั้งฉิวทั้งขำ "มีเรื่องน่ายินดีปานนี้ ข้าจะทำใจให้สงบลงได้อย่างไรเล่า?"

ฮุ่ยเหนียงเม้มปากยิ้ม ก่อนจะเดินไปเรียกหนิงเอ๋อร์และเสี่ยวอวี้มาประคองโจวซื่อเข้าไปพักผ่อนที่ห้องหลัง เสิ่นซีเดินตามไปเบื้องหลังด้วยสีหน้าหงิกงอ "พูดเช่นนี้ ก็โทษข้ากระนั้นหรือ?"

ฮุ่ยเหนียงด่ากลั้วเสียงหัวเราะ "ไอ้เด็กเหม็น ไม่โทษเจ้าแล้วจะให้โทษผู้ใดเล่า? ดูสิว่าเจ้าทำแม่ของเจ้าดีใจจนเป็นเช่นไรแล้ว หากน้องชายของเจ้าเป็นอันใดขึ้นมา เจ้าต้องรับผิดชอบนะ"

เสิ่นซีเบ้ปาก "ไม่แน่อาจจะเป็นน้องสาวก็ได้..."

โจวซื่อได้ยินดังนั้น ก็คว้าผ้าขี้ริ้วบนโต๊ะปาใส่หัวเสิ่นซีทันที "หากยังร้องโวยวายอีก จะไม่ให้เจ้ากินข้าวแล้ว!"

เสิ่นซียื่นมือรับผ้าขี้ริ้วไว้ได้อย่างแม่นยำ แล้วโยนทิ้งไปด้านข้างด้วยท่าทีไม่ยี่หระ มื้อเที่ยงเสิ่นซียังไม่ได้กินข้าว ในครัวจึงเก็บกับข้าวไว้ให้เขา ฮุ่ยเหนียงเกรงว่าอาหารจะเย็นชืด จึงลงมือผัดผักสดให้เสิ่นซีด้วยตัวเองอีกหนึ่งจาน เสิ่นซีได้รับการปรนนิบัติราวกับเป็นฮ่องเต้ คนทั้งบ้านต่างพากันมาห้อมล้อมเอาอกเอาใจเขา

เมื่อฮุ่ยเหนียงผัดผักเสร็จ นางที่ยังสวมผ้ากันเปื้อนก็ยกจานออกมาวางบนโต๊ะตัวเล็ก "ค่อย ๆ กินนะ รู้ว่าหิวแล้วเหตุใดถึงไม่รีบกลับมาให้ไวกว่านี้เล่า? แต่ก็โชคดีที่เจ้ายังไม่กลับมา หากรู้ข่าวดีนี้ก่อน น้ากับแม่ของเจ้าก็คงตื่นเต้นจนกินข้าวมื้อเที่ยงไม่ลงเป็นแน่"

ระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน เสิ่นหมิงจวินก็เดินตามซิ่วเอ๋อร์กลับมา พอถึงหน้าประตูเรือนหลังก็อ้าปากร้องเรียกทันที "น้องหญิง"

โจวซื่อกำลังเบิกบานใจ นางรีบยื่นมือไปหาเสี่ยวอวี้ "เร็วเข้า ประคองข้าหน่อยสิ... ไอหยา น้องสาวทั้งสอง ข้าคงอยู่เป็นเพื่อนต่อไม่ได้แล้วล่ะ ข้าจะกลับไปคุยกับสามีเสียหน่อย"

ฮุ่ยเหนียงและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ต่างเข้ามาช่วยประคอง เดิมทีเสิ่นซีก็จะกลับไปด้วย ทว่าเขายังกินข้าวไม่เสร็จ จึงรั้งอยู่ต่อ พลางบ่นพึมพำเสียงเบา "คนที่สอบผ่านการสอบระดับเมืองเหมือนจะเป็นข้ามิใช่หรือ เหตุใดข้าถึงไม่ต้องกลับบ้านด้วยเล่า?"

หลินไต้เอามือเท้าคาง นั่งมองเสิ่นซีกินข้าว พลางเอ่ยตอบว่า "ท่านพ่อกับท่านแม่คงจะปิดประตูทำเรื่องพวกนั้นกันอีกกระมัง?"

คำพูดนี้ช่างดูไร้เดียงสาบริสุทธิ์เกินไปหน่อย แม้แต่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา ฮุ่ยเหนียงหน้าดำคร่ำเครียด เอ่ยดุว่า "เป็นเด็กเป็นเล็ก จะไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องพวกนั้นทำไมกัน?"

เสิ่นซีถอนหายใจ "ท่านแม่ใกล้จะคลอดอยู่รอมร่อ ต่อให้อยากทำก็คงทำไม่ได้หรอกขอรับ"

คราวนี้ฮุ่ยเหนียงถึงกับส่งเสียง "จิ๊" ในลำคอด้วยความอ่อนใจ นางเอื้อมมือไปตบศีรษะเสิ่นซีเบา ๆ "เจ้าเด็กตัวเล็กแต่ความคิดโต!"

... …

เป็นเพราะเสิ่นซีผ่านการสอบระดับเมืองมาได้อย่างราบรื่น คนทั้งสองครอบครัวจึงดีใจกันจนแทบคลุ้มคลั่ง เดิมทีฮุ่ยเหนียงตั้งใจว่าจะจัดงานเลี้ยงไหลซุยที่ลานเรือนหลังบ้าน เพื่อเชิญเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงมาร่วมฉลองและแบ่งปันข่าวดีนี้ ทว่าเนื่องจากเสิ่นหย่งจั๋วสอบตก สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินจึงไม่อยากทำตัวเอิกเกริกจนเกินไป ด้วยเกรงว่าจะทำให้สองแม่ลูกหวังซื่อต้องอับอายขายหน้า

(เชิงอรรถผู้แปล: งานเลี้ยงไหลซุย (流水席) งานเลี้ยงแบบตั้งโต๊ะ ยกอาหารขึ้นโต๊ะต่อเนื่องเป็นรอบ ๆ แขกไปใครมาก็สามารถนั่งกินได้ตลอด)

หลังจากได้รับการเตือนสติจากโจวซื่อ ฮุ่ยเหนียงจึงเลื่อนเวลาจัดงานเลี้ยงไหลซุยออกไปเป็นช่วงหลังประกาศผลสอบฉบับยาว ท้ายที่สุดแล้วยามนี้เสิ่นซีเพิ่งจะผ่านเพียงรอบแรก ยังไม่ได้จัดอันดับอย่างเป็นทางการ เท่ากับว่าการสอบระดับเมืองครั้งนี้ยังไม่จบสิ้นลง แต่เหตุผลหลักจริง ๆ ก็คือ เมื่อคำนึงถึงเรื่องที่เสิ่นหย่งจั๋วสอบไม่ติด และกำลังจะต้องตามหวังซื่อกลับอำเภอหนิงฮว่าในไม่ช้า รอให้พวกเขากลับไปก่อน ถึงตอนนั้นคนในบ้านจะจัดงานฉลองอย่างไรก็ย่อมไม่น่าเกลียด

งานเลี้ยงเชิญแขกเหรื่อภายนอกอาจละเว้นไปก่อนได้ แต่งานเลี้ยงฉลองกันเองภายในบ้านย่อมต้องจัดให้ครึกครื้นสักมื้อ ซ้ำยังต้องกินของดี ๆ ด้วย

เย็นวันนั้น ฮุ่ยเหนียงไม่ได้ให้สาวใช้ลงมือทำกับข้าว แต่สั่งให้ซิ่วเอ๋อร์และหนิงเอ๋อร์ไปสั่งอาหารชุดใหญ่รสเลิศจากหอสุราในเมือง ให้พ่อครัวปรุงเสร็จสรรพจัดใส่จาน แล้วใส่กล่องไม้หิ้วกลับมา มีทั้งไก่ เป็ด ปลา และเนื้อสัตว์ครบครัน เพียงแค่อาหารโต๊ะนี้โต๊ะเดียว ก็ต้องสูญเงินหนึ่งตำลึงห้าเฉียน

พอโจวซื่อรู้เข้าก็อดไม่ได้ที่จะปวดใจเสียดายเงิน "น้องสาว เจ้าจะทำเช่นนี้ไปทำไม ซื้อวัตถุดิบมาทำเองราคาถูกกว่าตั้งเยอะ"

ฮุ่ยเหนียงหัวเราะร่วน "ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ทั้งชีวิตเสี่ยวหลางก็มีโอกาสเช่นนี้แค่ครั้งเดียว ต่อจากนี้ไป เขาไม่ต้องไปสอบทั้งการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองอีกแล้ว รอแค่สอบให้ได้เป็นซิ่วไฉก็พอ! นี่คือเทพเหวินชวี่ซิงน้อย ๆ ของพวกเรา เป็นผู้มีความดีความชอบตัวน้อยประจำบ้าน จะให้ลำบากผู้ใดก็ต้องไม่ให้เขาลำบากเป็นอันขาด"

(เชิงอรรถผู้แปล: เทพเหวินชวี่ซิง (文曲星) เทพแห่งสติปัญญาและความรู้ ชาวจีนเชื่อว่าคนเรียนเก่งคือเทพองค์นี้จุติมาเกิด)

ลู่ซีเอ๋อร์วิ่งเข้ามากอดออดอ้อนฮุ่ยเหนียง "เช่นนั้นมีแต่พี่เสิ่นซีที่กินได้ พวกเรากินไม่ได้หรือเจ้าคะ?"

ฮุ่ยเหนียงหัวเราะพลางเช็ดคราบมอมแมมบนใบหน้าบุตรี "ไม่รู้จักรักความสะอาดเอาเสียเลย ไปล้างมือซะ ประเดี๋ยวก็มานั่งร่วมโต๊ะได้แล้ว แต่ที่เจ้าได้กินของอร่อยก็เพราะได้รับอานิสงส์จากพี่เสิ่นซีนะ เข้าใจหรือไม่?"

"เจ้าค่ะ"

เด็กหญิงตัวน้อยกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ รีบวิ่งไปล้างมือที่ลานเรือนหลังบ้าน ทว่าหลินไต้กลับรู้ความล่วงหน้า นางล้างมือเสร็จและมานั่งรอที่โต๊ะก่อนแล้ว ซ้ำยังช่วยรินน้ำชาและจัดวางถ้วยชามตะเกียบอีกด้วย

เมื่อนั่งลงเรียบร้อย ฮุ่ยเหนียงก็หันไปมองโจวซื่อ "พี่สาว จะให้เรียกพี่เขยมากินด้วยกันหรือไม่เจ้าคะ?"

โจวซื่อโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้อง ๆ ทางฝั่งเรามีแต่สตรีและเด็ก เขามาคงไม่ค่อยสะดวกนัก อีกอย่าง... น้องสาวเซี่ยก็อยู่ด้วย"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ ไม่ได้คะยั้นคะยอต่อ ทว่าก่อนลงมือกินข้าวนางก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ "แม่สื่อในเมืองหลายคนแวะเวียนมาทาบทามเรื่องแต่งงานให้เจ้า มีหลายคนที่เข้าทีทีเดียว ข้าดูแล้วก็ไม่เลวเลย น้องสาวอยากจะลองพิจารณาดูหน่อยหรือไม่?"

สีหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พลันหม่นหมองลง นางส่ายหน้าพลางกล่าว "เรื่องนี้ขอพักไว้ก่อนเถิดเจ้าค่ะ ท่านปู่และท่านพ่อของข้ายังคงถูกคุมขังอยู่ในคุก เรื่องสำคัญตลอดชีวิตเช่นนี้ ย่อมต้องให้พวกเขาเป็นผู้ตัดสินใจ"

ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจแผ่วเบา นางเข้าใจความรู้สึกของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ดี ยามนี้นางมุ่งมั่นตั้งใจหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวเพียงอย่างเดียว จะกล้าแบ่งใจไปคิดเรื่องหาบ้านสามีได้อย่างไร?

ก่อนหน้านี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้รับเงินปันผลจากร้านขายยาเพียงหนึ่งส่วน รวมกับเบี้ยหวัดประจำเดือนแล้วก็ตกราวสิบตำลึงเท่านั้น ต่อมาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้นำสูตรลับประจำตระกูลเซี่ยบางส่วนไปปรุงยาสำเร็จรูปที่โรงต้มยา ฮุ่ยเหนียงจึงแบ่งเงินปันผลจากรายได้ของโรงต้มยาให้อีกหนึ่งส่วนด้วย

เดิมทีรายได้ส่วนหนึ่งของร้านขายยาก็มาจากโรงต้มยาอยู่แล้ว ซ้ำโรงต้มยายังขายยาสำเร็จรูปให้แก่ร้านขายยาอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งขายให้พวกพ่อค้าเร่ที่เดินทางสัญจรไปมาเหนือใต้ ผลกำไรที่ได้จากส่วนนี้ไม่ได้น้อยไปกว่าร้านขายยาเลย

เมื่อเป็นเช่นนี้ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงมีรายได้ตกเดือนละเกือบยี่สิบตำลึง ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูง แม้แต่เบี้ยหวัดของเจ้าเมืองก็ยังเทียบเท่านางไม่ได้

จบบทที่ ตอนที่ 212 ผู้มีความดีความชอบตัวน้อย

คัดลอกลิงก์แล้ว