- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 211 สอบผ่านระดับเมือง
ตอนที่ 211 สอบผ่านระดับเมือง
ตอนที่ 211 สอบผ่านระดับเมือง
เสิ่นซีในวัยเพียงสิบขวบปีก็เข้าร่วมการสอบระดับเมืองแล้ว นับเป็นเรื่องราวประหลาดที่สุดในการสอบเคอจวี่ของเมืองถิงโจวในปีนี้ ยามที่เหล่าผู้เข้าสอบรวมตัวพบปะสังสรรค์กันก็มักจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาสนทนาอยู่เสมอ
ผู้อื่นอาจจะไม่รู้ว่าอั้นโส่วของแต่ละอำเภอในเมืองถิงโจวประจำปีนี้เป็นผู้ใด ทว่าหากเอ่ยถึงนามของเสิ่นซี กลับไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก ซ้ำร้ายเสิ่นซียังทำเรื่องแหกคอกยิ่งกว่านั้น ในการสอบรอบแรกของการสอบระดับเมือง การปล่อยแถวรอบแรกมีเพียงเขาผู้เดียวที่เดินออกมาจากลานสอบ เรื่องนี้ยิ่งกลายเป็นขี้ปากให้เหล่าผู้เข้าสอบนำไปพูดคุยขบขันกันอย่างสนุกปาก
แน่นอนว่าผู้อื่นย่อมไม่คิดว่าเสิ่นซีมีสติปัญญาเป็นเลิศจนสามารถทำข้อสอบเสร็จก่อนเวลา ทว่าต่างพากันคิดว่าเขาคงมีวาสนาโชคหล่นทับอย่างไม่น่าเชื่อถึงได้สอบผ่านการสอบระดับอำเภอมาได้ ทว่าพอมาถึงการสอบระดับเมืองความจริงก็ถูกเปิดโปงให้เห็นถึงธาตุแท้ว่า แท้จริงแล้วเขาหาได้มีความรู้ความสามารถอันใดไม่ ดังนั้นพอถึงเวลาปล่อยแถวรอบแรกจึงได้รีบเดินคอตกออกจากลานสอบไปอย่างน่าสมเพช
เสิ่นซีถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะ ทว่าก็หาได้รู้สึกอับอายหรือโกรธเคืองไม่ เขาคุ้นชินกับการถูกผู้อื่นมองข้ามและดูแคลนมานานแล้ว ซูทงยิ้มพลางเอ่ยปลอบใจ "น้องเสิ่นอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย คนพวกนั้นล้วนสอบระดับเมืองตกมาแล้วเจ็ดแปดครั้ง จิตใจจึงมืดบอดริษยาไปหมดแล้ว"
เสิ่นซีเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ "เช่นนั้นคุณชายซูคิดว่าผู้น้อยจะสามารถสอบผ่านการสอบระดับเมืองในครานี้ได้หรือไม่ขอรับ?"
ซูทงถูกถามจนชะงักไปเล็กน้อย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า "หากน้องเสิ่นสอบผ่านในครานี้จริง ข้าก็มีแต่จะรู้สึกยินดีและโล่งใจไปกับท่านด้วย"
เสิ่นซีเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าในคำพูดนั้นมีความจริงใจอยู่กี่ส่วน ทว่าเวลานี้ก็ไม่อนุญาตให้เขาได้คิดทบทวนให้ถี่ถ้วนนัก เพราะทางฝั่งนั้นมีคนเตรียมจะเดินมา "คารวะน้ำชา" ให้เขาแล้ว
"จอหงวนน้อย วันหน้าหากท่านมีชื่อบนป้ายทองคำ ก็อย่าได้ลืมเลือนพวกเราเสียล่ะ พวกเราล้วนเป็นผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกัน หากได้เป็นขุนนางแล้วก็ต้องคอยดูแลช่วยเหลือกันให้มากหน่อย มิใช่หรือ?"
เสิ่นซีมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ปากบอกว่ามาคารวะน้ำชา แต่แท้จริงแล้วตั้งใจมาหยอกล้อดูแคลนเขาต่างหาก
คนผู้นี้คงจะเป็นดั่งที่ซูทงกล่าวไว้จริง ๆ เพราะสอบระดับเมืองไม่ผ่านอยู่หลายครา จิตใจจึงบิดเบี้ยววิปริต ราวกับว่าการได้เหยียบย่ำกดขี่ผู้อื่นจะช่วยยกฐานะของตนเองให้สูงขึ้นได้อย่างไรอย่างนั้น
มีคนมาคารวะน้ำชา เสิ่นซีย่อมต้องมี "การแสดงท่าที" ตอบรับเสียหน่อย เขายื่นมือออกไปรับจอกน้ำชาที่อีกฝ่ายส่งมาให้ แล้วแหงนหน้าดื่มรวดเดียวจนหมด
"ชาดียิ่ง" เสิ่นซียกมือขึ้นเช็ดปาก "ถ้อยคำของคุณชายท่านนี้ ผู้น้อยจดจำไว้ในใจแล้ว ทว่ามิทราบว่าคุณชายมีนามอันสูงส่งว่ากระไรหรือ?"
คนผู้นั้นคาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นซีจะหน้าหนาดื่มน้ำชาที่เขาคารวะให้อย่างไม่สะทกสะท้าน เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะแค่นหัวเราะเสียงเย็น "นามของข้า ไม่สะดวกจะบอกกล่าว วันหน้าท่านย่อมมีโอกาสได้ล่วงรู้เป็นแน่"
คำพูดนี้ช่างฟังดูโอหังยิ่งนัก นามของข้ายามนี้ไม่บอกให้เจ้ารู้ วันหน้าที่ข้ามีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วใต้หล้า เจ้าก็ย่อมต้องรู้เอง เสิ่นซีพยักหน้ารับพลางเอ่ย "เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าผู้น้อยจะสามารถมีชีวิตอยู่รอจนถึงวันนั้นได้หรือไม่นะขอรับ"
คนผู้นั้นเดินมาคารวะน้ำชา ช่างทำทีเป็นมีมารยาทที่ยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร ซ้ำยังมาตีสนิทราวกับว่าวันหน้าจะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันจริง ๆ ทว่าผู้มีสายตาแหลมคมมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาดี เขาจงใจมาดูความน่าสมเพชของเสิ่นซีต่างหาก
คนรอบข้างต่างรอคอยที่จะได้เห็นท่าทีอับอายขายหน้าของเสิ่นซี ทว่าใครจะรู้เล่าว่าการตอบโต้กลับของเสิ่นซีนั้นช่างแยบยลยิ่งนัก
เจ้าโอหังประกาศกร้าวว่าจะต้องมีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วใต้หล้า ข้าก็เลยตอบกลับไปว่าไม่รู้จะอยู่รอจนถึงวันนั้นได้หรือไม่
ตอบโต้กันตาต่อตาฟันต่อฟัน ทว่ากลับไร้ร่องรอยให้จับผิด
"เจ้า!" สีหน้าของคนผู้นั้นแปรเปลี่ยนไปทันควัน
ทว่าเสิ่นซีกลับปั้นหน้าซื่อตาใส ราวกับว่าถ้อยคำที่ตนเอ่ยออกไปนั้นเป็นเพียงการพลั้งปากโดยไม่ตั้งใจเท่านั้น
เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ใดเหนือกว่าผู้ใด!
"ฮ่าฮ่าฮ่า..." เสียงระเบิดหัวเราะจากคนรอบข้างดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าครานี้ผู้ที่ถูกหัวเราะเยาะกลับมิใช่เสิ่นซี แต่เป็นเจ้าคนโชคร้ายที่แกว่งเท้าหาเสี้ยนเดินมาคารวะน้ำชาผู้นั้นต่างหาก
คนผู้นั้นแค่นหัวเราะเสียงเย็น "ฝากไว้ก่อนเถิด"
กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป เสี่ยวเอ้อร์ประจำร้านเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตามไปทันที "นายท่าน ท่านยังไม่ได้จ่ายเงินเลยนะขอรับ..."
เมื่อเป็นเช่นนี้ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ยิ่งดังกระหึ่มขึ้นไปอีก
ไล่ตะเพิดไปได้หนึ่งคน เสิ่นซีก็ทรุดตัวลงนั่ง ทว่าด้านข้างกลับมีคนเดินมาประสานมือคารวะอีก "คุณชายเสิ่น หวังว่าพวกเราจะสอบผ่านตั้งแต่รอบแรก บนประกาศผลสอบฉบับยาวจะได้มีชื่อของพวกเราทั้งสองทิ้งไว้"
(เชิงอรรถผู้แปล: ประกาศผลสอบฉบับยาว (长案) ป้ายประกาศผลรวมคะแนนสอบ ระบุชื่อจริงและจัดอันดับผู้เข้าสอบอย่างเป็นทางการ)
คนผู้นี้มีน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเยาว์วัยทว่าหยิ่งยโสเย็นชา เสิ่นซีหันไปมอง ก็พบว่าเป็นอู๋เสิ่งอวี๋ เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีที่เคยพบหน้ากันมาก่อนหน้านี้นั่นเอง
หากจะบอกว่าคนเมื่อครู่เดินมาเพื่อเหน็บแนม การมาของอู๋เสิ่งอวี๋ก็ถือว่ามาเพื่อทักทายคารวะอย่างบริสุทธิ์ใจ เสิ่นซีจึงไม่กล้าเสียมารยาท เขารีบลุกขึ้นประสานมือคารวะตอบ พลางทอดสายตามองอู๋เสิ่งอวี๋เดินออกจากร้านไปโดยมีบ่าวรับใช้คอยนำทาง
"ช่างวางมาดใหญ่โตเสียจริง มาดูการประกาศผลสอบยังต้องหอบหิ้วบ่าวไพร่มาด้วย นี่กะจะโอ้อวดว่าตระกูลอู๋ของเขาสูงส่งไม่เหมือนผู้ใดกระนั้นหรือ?" ผู้ร่วมโต๊ะคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
เสิ่นซีเอ่ยถาม "คนผู้นี้คือใครหรือขอรับ?"
ผู้ร่วมโต๊ะคนนั้นเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เจ้าไม่รู้หรือ? ปู่ของเขาเคยดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองแห่งเมืองถิงโจว ยามนี้ก็ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลแห่งซานซี คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่มีหน้ามีตานักหรือไร แท้จริงแล้วก็เป็นแค่บุตรอนุภรรยาเท่านั้นแหละ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ผู้ว่าการมณฑล (布政使) คือตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ฝ่ายพลเรือน (ขุนนางระดับสอง) มีอำนาจสูงสุดในการดูแลการปกครองและการคลังของทั้งมณฑล ถือเป็นตำแหน่งที่ใหญ่และมีอำนาจมากกว่าเจ้าเมือง หลายเท่านัก)
พอเสิ่นซีได้ยินว่าปู่ของคนผู้นี้เคยเป็นถึงเจ้าเมืองถิงโจว ซ้ำยังแซ่อู๋ เมื่อลองครุ่นคิดดูให้ดี เขาก็รู้ทันทีว่ากำลังกล่าวถึงผู้ใด ในชาติก่อนเสิ่นซีเคยพลิกอ่านบันทึกประวัติศาสตร์อำเภอฉางถิง จึงล่วงรู้ว่าคนผู้นี้ก็คือ อู๋เหวินตู้ ผู้ซึ่งในต้นรัชศกเจิ้งเต๋อมีความเห็นขัดแย้งทางการเมืองกับหลิวจิ่น และตัดสินใจลาออกจากราชการเพราะถูกหลิวจิ่นรีดไถสินบนนั่นเอง
(เชิงอรรถผู้แปล: หลิวจิ่น (刘瑾) มหาขันทีจอมเผด็จการในรัชสมัยเจิ้งเต๋อ ผู้ผูกขาดอำนาจราชสำนักและเรียกรับสินบนอย่างหนัก ขุนนางตงฉินจำนวนมากต่างถูกกลั่นแกล้งจนต้องลาออกหรือถูกประหาร)
อู๋เหวินตู้เป็นจิ้นซื่อในรัชศกเฉิงฮว่า เป็นชาวเมืองเฉวียนโจว มณฑลฝูเจี้ยน ต่อมาได้ย้ายถิ่นฐานตามบิดาไปยังเมืองเจียงหนิง เสิ่นซีคาดเดาว่า คงเป็นช่วงที่อู๋เหวินตู้ออกไปรับราชการตามหัวเมือง ครอบครัวจึงได้ย้ายตามไปด้วย ตอนที่อู๋เหวินตู้มาเป็นเจ้าเมืองที่ถิงโจว ที่แห่งนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากเมืองเฉวียนโจวอันเป็นบ้านเกิดนัก สายเลือดตระกูลอู๋บางส่วนจึงได้ลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองถิงโจวแห่งนี้
"ต่อให้เป็นบุตรอนุภรรยา เขาก็ยังเป็นถึงลูกหลานตระกูลขุนนาง ย่อมไม่เหมือนกับพวกเราหรอกขอรับ" เสิ่นซีเอ่ยกลั้วหัวเราะ
ซูทงถอนหายใจแผ่วเบา พลางกล่าว "ลูกหลานตระกูลอู๋มีมากมายนัก เขาที่เป็นเพียงบุตรอนุภรรยา เกรงว่าคงมิอาจพึ่งพาบารมีของใต้เท้าอู๋ผู้เฒ่าได้หรอก มิเช่นนั้นเขาจะมาเสียเวลาสอบระดับเมืองทำไมกัน สู้เดินสายตรงเข้ากั๋วจื่อเจี้ยนไปเลยไม่ดีกว่าหรือ"
(เชิงอรรถผู้แปล: กั๋วจื่อเจี้ยน (国子监) ราชวิทยาลัยสูงสุด หรือสถานศึกษาชั้นสูงสุดของราชสำนักจีนโบราณ เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ซึ่งทางการเปิดให้บริจาคเงินเพื่อซื้อสถานะเข้าไปเรียน สำหรับใช้เป็นทางลัดในการรับสิทธิ์สอบระดับมณฑล ทว่าผู้ที่ใช้เงินซื้อตำแหน่งมาเช่นนี้ มักถูกบัณฑิตทั่วไปดูแคลนและมีเกียรติยศศักดิ์ศรีต่ำกว่าผู้ที่สอบผ่านตามระบบปกติ)
เดิมทีกำลังสนทนากันเรื่องของเสิ่นซี ทว่าเมื่ออู๋เสิ่งอวี๋ปรากฏตัว หัวข้อสนทนาก็พลันเปลี่ยนไปอยู่ที่ตัวอู๋เสิ่งอวี๋แทน
ทันทีที่เสียงประทัดดังสนั่นมาจากด้านนอก ภายในหอน้ำชาก็พลันมีเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ขึ้นมาในบัดดล นั่นแสดงว่าทางที่ว่าการเมืองเริ่มประกาศผลสอบแล้ว
เสิ่นหย่งจั๋วลุกขึ้นยืนหมายจะออกไปดูผลสอบ ซูทงยิ้มพลางเอ่ยเตือน "คุณชายเสิ่น ด้านหน้าที่ว่าการเมืองยามนี้ผู้คนเนืองแน่นเกินไปนัก สู้รอให้คนซาลงสักหน่อยแล้วค่อยไปเถิด ผลจะเป็นเช่นไรก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้นเถิด หากพรุ่งนี้ต้องไปการสอบเจาฟู่ วันนี้ได้ออกมารื่นเริงพักผ่อนบ้างก็ดีมิใช่หรือ เหตุใดต้องรีบร้อนกลับไปอ่านตำราด้วยเล่า?"
กล่าวจบ เขาก็ปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง "ยังคงเป็นน้องเสิ่นที่มีท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็นและมีความหนักแน่นเพียงพอ"
เสิ่นซีฉีกยิ้มกว้างพลางกล่าว "ข้ารู้อยู่แล้วว่าตนเองสอบไม่ผ่าน จึงไม่เห็นต้องร้อนใจอันใดขอรับ"
ผู้ร่วมโต๊ะต่างพากันส่งเสียงหัวเราะครืน ต่อให้มีบางคนที่รู้สึกว่าโอกาสสอบผ่านของตนช่างริบหรี่เพียงใด ทว่าในใจย่อมมีความคาดหวังหลงเหลืออยู่บ้าง นี่คือเรื่องปกติของมนุษย์ ผู้ที่อยู่ในสถานที่นี้แล้วมีสีหน้าไม่แยแสต่อสิ่งใดเลยนอกจากซูทงแล้วก็คือเสิ่นซีนี่แหละ
แม้แต่ซูทงเองก็ยังลอบคิดในใจ "ทว่าไม่รู้เหตุใดเขาถึงไม่ร้อนใจ หรือว่าเขา..."
รออยู่ครึ่งค่อนชั่วยาม ผู้คนในหอน้ำชาก็ค่อย ๆ ทยอยจากไปจนหมดสิ้น แม้แต่คนที่เดิมทีนั่งนิ่งสงบไม่ไหวติง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเข้าร่วมทัพผู้คนที่เบียดเสียดกันไปดูป้ายประกาศ
ซูทงถอนหายใจแผ่วเบา "นี่ก็มิใช่ประกาศผลสอบฉบับยาวเสียหน่อย แม้แต่ชื่อก็ยังไม่มี พวกที่สอบไม่ติดอย่างไรก็คงไม่ยอมตัดใจเป็นแน่ ย่อมต้องยืนจ้องกระดาษประกาศผลนั่นสักสามรอบห้ารอบ หรือเจ็ดรอบให้จงได้ หากยังไม่พ้นยามเที่ยง เกรงว่าพวกเราคงเบียดแทรกเข้าไปไม่ไหวหรอก"
เป็นจริงดั่งที่ซูทงกล่าวไว้ หลังจากประกาศผลสอบรอบแรกไปแล้วกว่าหนึ่งชั่วยาม ผู้คนหน้าประตูที่ว่าการก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย ผู้เข้าสอบนับพันคนต่างรุมล้อมกระดาษประกาศผลเพียงสองสามแผ่นนั้น หากผู้ใดหาหมายเลขที่นั่งของตนพบก็แล้วไป ทว่าหากผู้ใดหาไม่พบก็ย่อมไม่ยอมตัดใจ ต่อให้จะเพ่งมองไปแล้วถึงห้าหกรอบจนท้อแท้สิ้นหวังและเดินห่างออกมาสองสามก้าว ก็ยังต้องวกกลับไปดูซ้ำอีกสองสามรอบ เพื่อให้แน่ใจจริง ๆ ว่าหมายเลขของตนไม่ได้แขวนอยู่บนนั้น
ล่วงเข้ายามเที่ยง เสิ่นหย่งจั๋วทนรอต่อไปไม่ไหวจริง ๆ จึงเอ่ยกับเสิ่นซี "น้องเจ็ด เจ้ารอได้แต่ข้ารอไม่ได้แล้ว พี่ใหญ่ขอตัวไปดูก่อนล่ะ ส่วนทางฝั่งท่านแม่ของข้า..."
เสิ่นซีพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ การที่เสิ่นหย่งจั๋วมีมารดาใจร้อนดั่งไฟเช่นหวังซื่อ ตัวเขาเองย่อมยากที่จะอดกลั้นรักษาสถานการณ์ไว้ได้ เสิ่นซีกล่าวว่า "หากพี่ใหญ่ร้อนใจก็ล่วงหน้าไปดูก่อนเถิด ข้าไม่เป็นไรขอรับ"
เสิ่นหย่งจั๋วรีบพุ่งพรวดออกจากประตูมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการเมือง ทันทีที่ก้าวพ้นประตูก็กลืนหายเข้าไปในฝูงชนที่ขวักไขว่เนืองแน่น
คล้อยหลังเสิ่นหย่งจั๋วไปได้ไม่นาน ผู้ร่วมโต๊ะคนอื่น ๆ เห็นว่าบัณฑิตที่มุงดูป้ายประกาศด้านนอกเบาบางลงบ้างแล้ว ต่างก็ทยอยลุกจากไป เหลือเพียงซูทงที่นั่งเป็นเพื่อนเสิ่นซีอยู่
"น้องเสิ่น เจ้าคิดว่าโจทย์สอบทั้งสองข้อในครานี้ ยากง่ายระดับใดหรือ?" เดิมทีก็แค่สนทนาสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย ทว่าเมื่อผู้ร่วมโต๊ะจากไปจนหมด ซูทงก็พลันปั้นหน้าขรึมแล้วเอ่ยถามเสิ่นซี
เสิ่นซีครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปอย่างเป็นธรรมชาติ "ก็ถือว่ายากเอาการอยู่กระมัง แม้จะเป็นบทความสี่ตำรา ทว่ากลับเป็นโจทย์จากคัมภีร์ซือจิงทั้งสิ้น แม้คัมภีร์หลักของข้าจะยังไม่กำหนดแน่ชัด แต่ข้าก็ร่ำเรียนคัมภีร์ชุนชิวกับท่านอาจารย์เสียเป็นส่วนใหญ่"
(เชิงอรรถผู้แปล:
ซือจิง (诗经): คัมภีร์กวีนิพนธ์ รวบรวมบทกวีและเพลงพื้นบ้านโบราณ
ชุนชิว (春秋): พงศาวดารชุนชิว บันทึกเหตุการณ์ของรัฐหลู่ เรียบเรียงโดยขงจื่อ เป็นต้นแบบของการเขียนประวัติศาสตร์เชิงวิจารณ์)
"โอ้?" ซูทงขมวดคิ้วเล็กน้อย "เช่นนั้นโจทย์ข้อที่สองที่ว่า 'หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ มีวิญญูชนผู้งดงามสง่า!' น้องเสิ่นวิพากษ์วิจารณ์ไปในทิศทางใดหรือ?"
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "นี่คุณชายซูกำลังทดสอบข้าอยู่หรือขอรับ?"
ซูทงโบกมือปฏิเสธพัลวัน "มิกล้า มิกล้า ข้าเพียงอยากจะปรึกษาหารือสักเล็กน้อยเท่านั้น ว่ากันตามตรง คัมภีร์หลักของข้าก็คือคัมภีร์ซือจิงพอดี จึงถือว่าเข้าทางข้าอยู่บ้าง เมื่อได้พบผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกัน ย่อมอดไม่ได้ที่จะขอคำชี้แนะสักหน่อย"
เสิ่นซีลอบประเมินท่าทีของซูทง เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายคงไม่เอ่ยปากถามไร้ต้นสายปลายเหตุเป็นแน่
เท่าที่เสิ่นซีรู้ ซูทงผู้นี้เป็นถึงลูกหลานขุนนาง ซ้ำตัวเขาเองยังเป็นตัวเต็งอั้นโส่วในการสอบระดับเมืองครานี้อีกด้วย ฮุ่ยเหนียงยังเคยเอ่ยถึงว่า ซูทงมีญาติทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในที่ว่าการเมือง
เสิ่นซีคิดในใจ หรือว่าซูทงจะระแคะระคายข่าวคราวอันใดมาก่อนที่จะประกาศผลสอบ?
สำหรับการตรวจกระดาษคำตอบของการสอบระดับเมืองนั้น หากหวังจะพึ่งพาให้ท่านเจ้าเมืองเพียงผู้เดียวตรวจทานกระดาษคำตอบกว่าพันฉบับ และอ่านบทความกว่าสองพันบทให้เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงสองวัน อย่าว่าแต่จะคัดเลือกข้อดีข้อด้อยเลย แค่จะอ่านให้จบทั้งหมดได้หรือไม่ก็ยังเป็นปัญหา
ดังนั้น โดยปกติแล้วการตรวจกระดาษคำตอบจึงต้องอาศัยซือเหยียและขุนนางผู้น้อยในที่ว่าการ รวมถึงเจี้ยวอวี้, ซวิ่นเต่า และจู่ทัวของสำนักศึกษาประจำเมืองมาช่วยกันตรวจสอบคัดกรอง พวกเขาจะคัดแยกบทความที่ตอบไม่ตรงคำถามออกไปเสียก่อน จากนั้นค่อยคัดเลือกกระดาษคำตอบที่ยอดเยี่ยมส่งต่อไปถึงมือท่านเจ้าเมือง หากท่านเจ้าเมืองเป็นคนมีความรับผิดชอบ ก็อาจจะอ่านกระดาษคำตอบส่วนนี้จนจบ แต่หากไร้ความรับผิดชอบ ก็อาจจะเชื่อตามที่ซือเหยียใต้บังคับบัญชาบอกว่าบทความไหนดี ก็เลือกบทความนั้นไปเลย
(เชิงอรรถผู้แปล: ซือเหยีย คือที่ปรึกษาส่วนตัวของเจ้าเมือง, ส่วน เจี้ยวอวี้ และ ซวิ่นเต่า คือหัวหน้าอาจารย์ (อาจารย์ใหญ่) และอาจารย์หรือผู้ช่วยอาจารย์ประจำสำนักศึกษา จู่ทัว คือคล้ายๆ ครูพี่เลี้ยง, ครูผู้ช่วย แต่บริบทนี้ถูกเรียกตัวมาเพื่อช่วยประเมินผลสอบแบบเฉพาะกิจ)
เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยตอบ "ข้าทำข้อสอบได้ไม่ดีนัก จึงขอไม่นำมาแสดงความขายหน้าต่อหน้าคุณชายซูดีกว่าขอรับ"
เดิมทีเสิ่นซีตั้งใจจะรอให้เสิ่นหย่งจั๋วกลับมาเสียก่อนแล้วค่อยไปดูป้ายประกาศผลด้วยกัน ทว่าเสิ่นหย่งจั๋วคงคิดว่าต่อให้เขากลับมาเสิ่นซีก็คงกลับบ้านไปแล้ว ดังนั้นต่อให้ผู้คนหน้าประตูที่ว่าการจะสลายตัวไปเกือบหมดแล้ว ก็ยังไร้วี่แววของเสิ่นหย่งจั๋วอยู่ดี
ซูทงลุกขึ้นยืนพลางเอ่ย "น้องเสิ่น ไปดูด้วยกันหรือไม่?"
"ตกลงขอรับ"
เสิ่นซีและซูทงเดินออกจากหอน้ำชาไปพร้อมกัน ยามนี้เวลาล่วงเลยผ่านไปราวชั่วยามครึ่งนับแต่เริ่มประกาศผลสอบ เสิ่นซีเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าตนจะสามารถนั่งสนทนากับซูทงได้ยาวนานถึงสามชั่วโมงเต็มในความคิดของคนยุคใหม่
เมื่อผู้คนเบาบางลง การเดินเหินก็สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านไปไม่นานเสิ่นซีและซูทงก็มาถึงเบื้องหน้าป้ายกระดาษที่ติดประกาศผลสอบ
"อา! ดูเหมือนผู้ที่สอบผ่านจะมีน้อยนัก" จู่ ๆ เสิ่นซีก็โพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่ง
เดิมทีเสิ่นซีคาดคะเนไว้ว่า การสอบระดับเมืองครานี้น่าจะรับผู้สอบผ่านราวหนึ่งร้อยคน เช่นนั้นเมื่อรวมประกาศผลสอบตัวจริงและประกาศผลสอบตัวสำรองเข้าด้วยกันแล้ว ก็น่าจะมีชื่อสักสองร้อยกว่าคน ทว่าเมื่อมองดู กลับมีกระดาษประกาศผลเพียงสองแผ่น บนนั้นมีรายชื่อตีเป็นวงกลมอยู่สองวง รวมแล้วมีเพียงร้อยคนพอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกิน นับว่ามีจำนวนรับน้อยกว่าตอนประกาศผลสอบระดับอำเภอที่หนิงฮว่าเสียอีก
ซูทงมีท่าทีราวกับล่วงรู้เรื่องนี้มาแต่แรกแล้ว "ได้ยินมาว่าปีนี้มีผู้ผ่านการสอบระดับเมืองน้อยยิ่งนัก"
เสิ่นซีพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเริ่มตั้งใจกวาดตามองหา เพียงไม่นาน เขาก็พบ "หมายเลขติงสิบห้า" ปรากฏอยู่ในวงกลมชั้นในของยี่สิบที่นั่งบนประกาศผลสอบตัวจริง นั่นคือหมายเลขที่นั่งของเขาพอดิบพอดี นี่หมายความว่าเขาผ่านฉลุยตั้งแต่รอบแรกเหมือนตอนสอบระดับอำเภอไม่มีผิดเพี้ยน
เสิ่นซีกล่าวด้วยความดีใจประหลาดใจ "คุณชายซู ข้าหาของตัวเองพบแล้วขอรับ"
"ยินดีด้วย น้องเสิ่น ดูท่าการสอบระดับท้องถิ่นในปีหน้า เจ้าและข้าคงต้องลงสอบสนามเดียวกันอีกกระมัง ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะมีชื่อติดประกาศและได้เลื่อนขั้นเป็นซิ่วไฉพร้อมกันเลยก็เป็นได้นะ?" ซูทงกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เมื่อครู่เสิ่นซีจงใจไม่บอกว่าตนเองเห็นหมายเลขที่นั่งในวงกลมชั้นในหรือชั้นนอกของประกาศผลสอบตัวจริง ทว่าซูทงกลับแน่ใจยิ่งนักว่าเขาผ่านการสอบระดับเมืองมาได้แล้ว นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าซูทงได้รับทราบข่าวคราวเป็นการล่วงหน้า
หากดูเพียงหมายเลขที่นั่งของการสอบระดับเมือง ย่อมไม่อาจแยกแยะได้เลยว่าผู้ใดเป็นผู้ใด ทว่าซูทงกลับล่วงรู้ได้อย่างกระจ่างแจ้ง นี่แสดงให้เห็นว่าซูทงช่างมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวางเสียจริง
(เชิงอรรถผู้แปล: อิทธิฤทธิ์กว้างขวาง (神通广大) สำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่มีความสามารถ มีเครือข่ายเส้นสาย และสามารถจัดการแก้ปัญหาได้ครอบคลุมทุกเรื่อง)