- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 210 สตรีใจเด็ด
ตอนที่ 210 สตรีใจเด็ด
ตอนที่ 210 สตรีใจเด็ด
ซ่งเสี่ยวเฉิงถูกบีบคั้นอย่างหนัก จึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นออกมาจนหมดจดไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย เสียงร้องไห้ของซวี่เหลียนที่อยู่ด้านข้างพลันหยุดลง ส่วนสีหน้าของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
โจวซื่อเดาะลิ้นด้วยความตกตะลึง "มิน่าเล่าเรื่องราวถึงได้บังเอิญปานนี้ ที่แท้ก็เป็นเจ้าลิ่วที่ไปหาคนมาลงมือกระนั้นหรือ เช่นนั้นเหลยอู่ผู้นั้นกลับกลายเป็นแพะรับบาปไปเสียแล้วสิ?"
ซวี่เหลียนปาดน้ำตา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ "แล้วเหตุใดท่านถึงไม่ยอมบอกแต่แรกเล่า?"
ซ่งเสี่ยวเฉิงงัดเอามาดลูกผู้ชายออกมาใช้ ตวาดเสียงเข้ม "นี่มันงานที่ต้องเอาหัวเป็นเดิมพัน จะเอาไปเที่ยวป่าวประกาศให้สตรีอย่างพวกเจ้าฟังได้อย่างไร? นายหญิงใหญ่ ข้ามิได้มีเจตนาล่วงเกินท่านนะขอรับ ข้าเพียงแต่โมโหซวี่เหลียนที่พอได้ยินอันใดก็ตื่นตูมไปเอง หากมิใช่นางไปก่อกวน เพราะข้ากลัวว่านางจะร้องเอะอะโวยวายจนแผนการแตก ป่านนี้ข้าคงจัดการทุกอย่างเรียบร้อยไปแล้ว"
ฮุ่ยเหนียงตีหน้าขรึม "ซวี่เหลียน เรื่องนี้สลักสำคัญนัก เจ้าอย่าเพิ่งไปตำหนิเสี่ยวเฉิงเลย เจ้าจงรออยู่ที่ลานเรือนหลังร้านก่อน พี่สาวกับเสี่ยวเฉิงตามข้าขึ้นไปชั้นบนสักประเดี๋ยว... เสี่ยวหลาง เจ้าก็มาด้วย"
เสิ่นซีถลึงตาใส่ซ่งเสี่ยวเฉิงอย่างดุดัน เรื่องพรรค์นี้ ที่เสิ่นซีไม่ยอมปริปากบอกแต่แรก มิใช่เพราะหวังจะรอรับความดีความชอบในภายหลัง ทว่าเขาไม่อยากให้ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต้องมาคอยกังวลใจ รอบคอบเพียงใดย่อมมีเรื่องตกหล่น ตอนที่เขาให้ซ่งเสี่ยวเฉิงไปติดต่อคนของ "พรรคทางน้ำ" เขากลับลืมกำชับให้อีกฝ่ายเก็บเป็นความลับ เรื่องจึงได้แดงขึ้นมาเช่นนี้
ครั้นขึ้นมาถึงชั้นสอง ฮุ่ยเหนียงเลือกห้องด้านในสุด ปิดประตูหน้าต่างจนมิดชิด นางเชิญให้โจวซื่อนั่งลงก่อน จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองซ่งเสี่ยวเฉิงพลางกล่าว "เรื่องราวเมื่อวันนั้น เจ้าจงเล่ามาให้ละเอียดอีกครั้ง"
ซ่งเสี่ยวเฉิงไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เขายอมเล่าเรื่องราวทั้งหมดซ้ำอีกรอบแต่โดยดี ตั้งแต่แผนการที่เสิ่นซีบอกกล่าว วิธีการที่เขานำคนลอบเข้าเมือง เมื่อลงมือทุบตีซ้อมคนเสร็จแล้วจะสร้างกระแสข่าวลืออย่างไร และจะกระจายกำลังคนหลบหนีออกจากเมืองอย่างไร เขาล้วนเล่ารายละเอียดจนหมดเปลือก
มีรายละเอียดหลายส่วนที่คล้ายคลึงกับตอนที่สั่งสอนพวกอันธพาลที่มาก่อกวนร้านขายยาเมื่อปลายปีก่อน ทว่าหากเทียบกันแล้ว แผนการในครั้งนี้กลับรัดกุมและแยบยลยิ่งกว่านัก
"ดูท่าแล้ว ความลับคงยังไม่รั่วไหลออกไป"
ฮุ่ยเหนียงฟังจบก็ค่อยวางใจลงได้เปลาะหนึ่ง "ทว่าพวกเราก็ไม่อาจประมาทได้ เรื่องหลังจากนี้ก็อย่าทำอีกเลย ในเมื่อเดินมาถึงขั้นนี้ การใส่ร้ายก็บรรลุผลแล้ว หากยังดึงดันจะทำอะไรเพิ่มเติมอีก ก็เกรงว่าจะเป็นการวาดงูเติมขาไปเสียเปล่า ๆ" กล่าวมาถึงตรงนี้ นางก็หันไปมองเสิ่นซี "เสี่ยวหลาง เจ้าเห็นว่าอย่างไร?"
(เชิงอรรถผู้แปล: วาดงูเติมขา (画蛇添足) สำนวนจีนเปรียบเปรยถึงการทำสิ่งใดที่เกินความจำเป็น จนกลับกลายเป็นทำลายผลงานที่ดีอยู่แล้วให้เสียไป)
เสิ่นซีก้มหน้าลง "ท่านน้า ท่านไม่โกรธข้าหรือขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "น้ามิใช่คนที่ไม่รู้จักแยกแยะเหตุผล เจ้ากำลังช่วยน้า ช่วยครอบครัวนี้ ช่วยสมาคมการค้า เพียงแต่วิธีการของเจ้าออกจะสุดโต่งเกินไปสักหน่อย... ในเมื่อตอนนี้บรรลุเป้าหมายแล้ว ก็ควรรีบรามือแต่เนิ่น ๆ มิเช่นนั้นเรื่องราวจะต้องถูกเปิดโปงเข้าสักวันแน่"
ทว่าเสิ่นซีกลับส่ายหน้า "ท่านน้าคิดจริง ๆ หรือขอรับ ว่าหากตอนนี้พวกเรานิ่งเฉยไม่ทำอันใด วันหน้า 'พรรคทางบก' และทางการจะสืบสาวมาไม่ถึงหัวพวกเรา?"
ฮุ่ยเหนียงเงียบงันไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด บนโลกนี้ไม่มีกำแพงใดที่ขวางกั้นลมได้มิดชิด สัจธรรมข้อนี้ผู้ใดก็ย่อมรู้ดี โจวซื่อด่าว่า "ไอ้เด็กเหม็น เจ้ากับเจ้าลิ่วก่อเรื่องใหญ่โตปานนี้ กลับไม่ยอมปรึกษาหารือพวกเราล่วงหน้า หากทางการล่วงรู้ต้นสายปลายเหตุ จะมาสั่งปิดร้านของเรา ซ้ำยังจะจับแม่กับท่านน้าซุนของเจ้าเข้าคุก เจ้าถึงจะพอใจใช่หรือไม่!"
เสิ่นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงองอาจผ่าเผย "ข้ายอมรับว่าการที่ไม่ได้ปรึกษาพวกท่านล่วงหน้านั้นคือความผิดของข้า ทว่าข้าไม่อยากให้พวกท่านต้องมาคอยกังวล คนของ 'พรรคทางบก' มารังแกข่มเหงพวกเราถึงถิ่น ตอนนี้เพียงแค่มาก่อกวนและทำร้ายคน วันหน้าพวกมันย่อมต้องมาทุบทำลายร้านรวงและปล้นชิงโรงเงินของพวกเราเป็นแน่ ถึงตอนนั้นพวกเราจะเอาอันใดไปชดใช้เงินก้อนโตให้แก่ผู้คนที่นำเงินมาฝากไว้ที่โรงเงินของพวกเราเล่าขอรับ?"
"สำหรับข้า ตอนนี้ไม่เพียงแต่จะถอยไม่ได้ ทว่ากลับต้องลงมือให้เด็ดขาดกว่าเดิม อย่างไรเสียปีนี้ท่านเจ้าเมืองเกาก็จะครบวาระแล้ว การเป็นเจ้าเมืองในวาระนี้เกรงว่าคงจะเป็นเส้นทางขุนนางสายสุดท้ายของเขา เขาคงไม่อยากเสียชื่อเสียงในบั้นปลายชีวิตเป็นแน่ พวกเราก็แค่อาศัยจุดนี้ ปลุกปั่นความโกรธแค้นของประชาชน บีบให้ทางการต้องหันปลายหอกไปหา 'พรรคทางบก' เพื่อยืมมือพวกเขาขจัดขั้วอำนาจมืดในเมืองนี้ให้สิ้นซากไปเสียเลย"
ฮุ่ยเหนียงฟังคำพูดของเสิ่นซีแล้วยิ่งตกตะลึง นางคาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นซีจะคิดอ่านได้รอบคอบถึงเพียงนี้ ถึงขนาดยกเอาวาระการดำรงตำแหน่งของเกาหมิงเฉิงมาคาดคำนวณรวมไว้ในแผนการด้วย
เกาหมิงเฉิงอายุจวนจะเข้าสู่วัยฮวาเจี่ยแล้ว หลังจากครบวาระในครั้งนี้ ด้วยภูมิหลังที่มาจากเส้นทางอี่เคอของเขา การจะถูกส่งไปรับตำแหน่งขุนนางท้องถิ่นที่อื่นอีกนั้นย่อมเป็นไปได้ยาก การที่เขาอยากจะทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
(เชิงอรรถผู้แปล: วัยฮวาเจี่ย (花甲) คือคำเรียกผู้ที่มีอายุ 60 ปี มีที่มาจากการนับปีนักษัตรและธาตุของจีนที่จะวนกลับมาบรรจบครบรอบในทุกๆ 60 ปี)
ถอยหลังไปหมื่นก้าว ต่อให้เขามีเส้นสายแข็งแกร่ง สามารถโยกย้ายไปเป็นเจ้าเมืองที่อื่นได้ต่อ เช่นนั้นเขาก็ยิ่งต้องการผลงานมาเป็นเครื่องยืนยันมากยิ่งขึ้นไปอีก
ตอนนี้ที่เกาหมิงเฉิงออกกวาดล้างพวกเหลยอู่ ล้วนเป็นเพราะบันดาลโทสะชั่ววูบที่หลานชายถูกซ้อม รอจนเขาใจเย็นลง เกาหมิงเฉิงย่อมต้องเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก เปลี่ยนเรื่องเล็กให้กลายเป็นไร้เรื่องราวเป็นแน่ หากไม่มีความเคลื่อนไหวใหม่ ๆ ไปกระตุ้น การใส่ร้ายป้ายสีที่ทำไปก่อนหน้านี้ก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ควรจะเป็น
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่นาน เอ่ยด้วยความวิตกกังวลว่า "หากเรื่องราวเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ทางการอาจจะหันกลับมาเล่นงานสมาคมการค้าของพวกเราก็เป็นได้นะ"
เสิ่นซียังคงยืนกราน "ท่านน้า ท่านเคยลองคิดดูหรือไม่ ในสายตาของทางการ ระหว่างขั้วอำนาจมืดชั้นต่ำในเมือง กับความมั่นคงของสมาคมการค้าที่เกี่ยวพันถึงปากท้องของราษฎร สิ่งใดสำคัญกว่ากัน? ในเรื่องที่ถูก 'พรรคทางบก' ข่มเหงรังแก สมาคมการค้าของพวกเราถือเป็นผู้เสียหายรายใหญ่ที่สุด ปกติชาวบ้านถูกกดขี่ขูดรีดก็มิกล้าปริปาก หากแม้แต่พวกเรายังคงนิ่งเงียบ วันหน้าคนของ 'พรรคทางบก' จะยิ่งเหิมเกริมเพียงใดกันขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงฟังจบแล้ว มือของนางก็เริ่มสั่นเทาเล็กน้อย คนของ "พรรคทางบก" ไปทุบทำลายข้าวของที่ท่าเรือ ซ้ำร้ายภายหลังยังโอหังปฏิเสธการไกล่เกลี่ยของสมาคมการค้า ประกาศกร้าวให้สมาคมยุบกิจการเรือและรถม้าไปเสีย มิเช่นนั้นจะต้องรับผลที่ตามมา กระทั่งพวกเกาฉงถูกรุมซ้อม และหลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่เหลยอู่ คนของ "พรรคทางบก" ถึงได้ไม่กล้ากำเริบเสิบสานก่อเรื่องอีก
ทว่าเมื่อคลื่นลมสงบลง คนพวกนี้จะต้องกลับมาเล่นงานหนักข้อขึ้นเป็นแน่ ในหมู่พวกมันมีหลายคนที่เคยเป็นโจรผู้ร้ายมาก่อน เข่นฆ่าปล้นชิงทำเรื่องเลวทรามมาสารพัด วันหน้าหากพวกมันบุกมารังแกถึงที่ ฮุ่ยเหนียงก็ไม่มีความกล้าพอที่จะไปต่อกรกับพวกมันซึ่งหน้าอย่างแน่นอน
"เสี่ยวหลาง เจ้ามีความมั่นใจหรือไม่?" ฮุ่ยเหนียงกำหมัดแน่น ทอดสายตาจ้องมองเสิ่นซีอย่างร้อนรน โจวซื่อเอ่ยด้วยความตกใจ "น้องสาว เจ้าอย่าได้วู่วามไป เรื่องราวล้วนมีทางออกเสมอ พวกเราไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปแลกกับพวกคนพาลเหล่านั้นเลยนะ"
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจแผ่วเบา "พี่สาว บางเรื่องข้าถือว่าคิดตกแล้ว การจะเอาชีวิตรอดในยุคสมัยนี้ หากมัวแต่ยึดมั่นทำตามกฎหมาย ก็มีแต่จะทำให้คนพาลได้ใจและบีบคั้นเราจนตรอก ลองนึกดูสิ ตั้งแต่พวกเราย้ายมาอยู่ที่เมืองถิงโจวนี้ มีคนมาระรานหาเรื่องถึงหน้าประตูบ้านน้อยเสียเมื่อไหร่? ยามนี้ถือเป็นโอกาสอันดี ที่จะถอนรากถอนโคนคนพวกนี้ให้สิ้นซาก ไม่เพียงแต่เพื่อตัวพวกเราเอง แต่ยังเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองด้วย"
เสิ่นซีได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้าง
สตรีที่เดิมทีมีนิสัยขี้ขลาดและกลัวปัญหาอย่างฮุ่ยเหนียง หลังจากได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสมาคมการค้า นางกลับมีความรับผิดชอบที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองไปไกลนัก นางกำลังค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็น "สตรีใจเด็ด" ในแบบที่เขาชื่นชม
"หากพวกเราไม่ทำสิ่งใดเลย ผู้อื่นกลับจะสงสัยว่าพวกเราเป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลัง ทว่าหากพวกเราออกหน้าไปพร้อมกับความโกรธแค้นของประชาชน ทางการก็จะคิดว่า พวกเราเหลืออดแล้วจริง ๆ ถึงได้ลุกขึ้นมาต่อต้าน! ขอเพียงพวกเราวางแผนให้รัดกุม เรื่องนี้จะต้องสำเร็จเป็นแน่"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ ถึงเวลานี้นางตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะต่อกรกับคนของ "พรรคทางบก" ให้ถึงที่สุด
เสิ่นซีนำแผนการที่เคยบอกซ่งเสี่ยวเฉิงไปก่อนหน้านี้ มาอธิบายให้ฮุ่ยเหนียงฟังอย่างละเอียดอีกครั้ง ฮุ่ยเหนียงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไปติดต่อร้านค้าน้อยใหญ่ในสมาคม เพื่อไปกดดันทางการร่วมกัน โดยฮุ่ยเหนียงจะออกโรงด้วยตนเองในฐานะ "ตัวแทนราษฎร" การทำเช่นนี้ย่อมมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ทางการอาจใช้กำลังจับกุมคน แต่ฮุ่ยเหนียงหาได้หวั่นเกรงไม่
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันถึงการพัฒนาระยะยาวของสมาคมการค้า รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินของตนเองด้วย
... …
เมื่อตระเตรียมแผนการเรียบร้อยแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็กลับไปเรียกประชุมหารือกับผู้คนในสมาคมการค้า
นกที่โผล่หัวออกมาย่อมถูกยิงตก ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะทำเรื่องใด สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีคนออกหน้าเป็นแกนนำ และมีคนกล้ายืดอกรับผิดชอบ
(เชิงอรรถผู้แปล: นกที่โผล่หัวออกมาย่อมถูกยิงตก (枪打出头鸟) สำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่ทำตัวโดดเด่นเกินหน้าเกินตา หรือออกรับหน้าเป็นคนแรก ย่อมตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย)
ขอเพียงให้คนในสมาคมรู้สึกว่า เรื่องนี้มีฮุ่ยเหนียงในฐานะผู้นำสมาคมการค้าเป็นแกนนำ ต่อให้ทางการจะสืบสาวเอาความ ก็ต้องไปเล่นงานฮุ่ยเหนียงเพียงผู้เดียว ส่วนพวกเขาในฐานะผู้เสียหายที่ถูก "พรรคทางบก" กดขี่ข่มเหง ก็ย่อมไม่รังเกียจที่จะเข้าร่วมเป็นกองกำลังช่วยโบกธงโห่ร้องสนับสนุน
เมื่อมีซ่งเสี่ยวเฉิงคอยปลุกปั่นยุยงอยู่เบื้องหลัง ผนวกกับการปลุกระดมของสมาคมการค้า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและราษฎรในเมืองก็พากันฮึกเหิมเดือดดาล สมาคมการค้าวางแผนจะไปกดดันทางการในวันที่ยี่สิบสี่เดือนสี่ โดยเตรียมระดมมวลชนทั้งในและนอกเมืองให้ไปร่วมแสดงพลัง
เหตุที่เลือกวันที่ยี่สิบสี่เดือนสี่ ก็เพราะว่าวันนั้นเป็นวันการสอบเจาฟู่ของการสอบระดับเมือง เกาหมิงเฉิงจะต้องคุมสอบอยู่ภายในลานสอบ หากเกิดความวุ่นวายขึ้นในตัวเมืองในเวลานั้น เกาหมิงเฉิงต่อให้ไม่อยากใส่ใจก็คงยากแล้ว
วันที่ยี่สิบสามเดือนสี่ ในขณะที่ฮุ่ยเหนียงกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมตัวนำมวลชนไปประท้วงหน้าที่ว่าการ การประกาศผลสอบรอบแรกของการสอบระดับเมืองก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
เดิมทีหวังซื่อตั้งใจจะไปเป็นเพื่อนเสิ่นหย่งจั๋วเพื่อดูการประกาศผลสอบด้วยตนเอง ทว่าเมื่อนางได้ทราบว่ายามประกาศผลนั้นสถานที่จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมืดฟ้ามัวดิน ท้ายที่สุดนางจึงล้มเลิกความคิดไป อย่างไรเสียสตรีผู้หนึ่งก็คงไม่สะดวกที่จะไปปรากฏตัวท่ามกลางฝูงชนที่หลั่งไหลเบียดเสียดกันปานนั้น
ยังคงเป็นเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีสองพี่น้องที่เดินทางไปร่วมกัน ก่อนจากลา โจวซื่อได้พร่ำกำชับเสิ่นซีอยู่พักใหญ่ ล้วนแต่เป็นถ้อยคำปลอบประโลมใจ ราวกับได้พิพากษาล่วงหน้าไปแล้วว่าเสิ่นซีจะต้องสอบตกอย่างแน่นอน
ครั้นเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีเดินทางมาถึงด้านนอกที่ว่าการเมือง ถนนที่เดิมทีกว้างขวาง บัดนี้กลับเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเบียดเสียดกันตั้งแต่หัวถนนยันท้ายถนน
เสิ่นหย่งจั๋วทอดถอนใจ "คนในเมืองถิงโจวนี่ช่างมากมายนัก"
ผู้เข้าสอบมีจำนวนมาก ผู้ที่มาดูผลสอบย่อมมีมากเป็นเงาตามตัว การประกาศผลสอบยังไม่ทันเริ่ม บริเวณหน้าประตูที่ว่าการก็เบียดเสียดจนแทบจะไม่มีที่ให้ปักเข็มหล่นลงพื้นได้แล้ว
"พี่ใหญ่ พวกเราอย่าเพิ่งรีบเบียดเข้าไปเลย หาที่นั่งพักกันก่อนเถิด รอประเดี๋ยวพอประกาศผลแล้วมีคนทยอยกลับไปบ้าง พวกเราค่อยเข้าไป ท่านว่าดีหรือไม่ขอรับ?"
เสิ่นซีกล่าวพลางทอดสายตาไปยังหอน้ำชาแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่ว่าการเมือง
เดิมทีเสิ่นหย่งจั๋วร้อนใจอยากรู้ผลสอบของตนจะแย่ ทว่าเมื่อเขย่งปลายเท้าชะเง้อมองดูสถานการณ์แล้ว ก็ตระหนักดีว่าการจะเบียดตัวฝ่าเข้าไปด้านหน้านั้นยากเย็นแสนเข็ญ จึงได้แต่พยักหน้ารับคำ
สองพี่น้องเดินเข้าไปในหอน้ำชา กิจการในหอน้ำชาแห่งนี้คึกคักเป็นอย่างยิ่ง ที่นั่งทำเลดีบนชั้นสองถูกจับจองไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงที่นั่งว่างประปรายอยู่ตรงมุมชั้นล่างเท่านั้น
"นี่มิใช่สองพี่น้องตระกูลเสิ่นหรอกหรือ? ฮ่า ๆ ยินดีที่ได้พบ ยินดีที่ได้พบ มา ๆ มานั่งด้วยกันสิ" ผู้ที่เอ่ยปากทักทายคือซูทงที่เคยพบปะพูดคุยกับเสิ่นซีมาก่อนหน้านี้ ในฐานะผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกัน เมื่อได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ความสนิทสนมคุ้นเคยก็เพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน
ทว่าซูทงดูเหมือนจะมีอคติต่อเสิ่นหย่งจั๋วอยู่บ้าง เขารู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ดูอ่อนแอเหยาะแหยะ เกินไป คำพูดคำจาและการกระทำยังดูพึ่งพาได้ไม่เท่าเสิ่นซีที่เป็นเพียงเด็กน้อยเสียด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ สองพี่น้องจึงไปนั่งร่วมโต๊ะกับซูทง กลายเป็นว่ารอบโต๊ะน้ำชาตัวนั้นมีคนนั่งอยู่ด้วยกันถึงหกคน
ซูทงเป็นฝ่ายแนะนำผู้ร่วมโต๊ะให้รู้จักทีละคน ล้วนแต่เป็นผู้เข้าสอบที่มาตั้งตารอดูการประกาศผลทั้งสิ้น ในจำนวนนี้มีสองคนที่เคยไปร่วมงานสังสรรค์เมื่อคราวก่อน จึงนับว่าเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี
"น้องเสิ่น เห็นเจ้ามีท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็นเยี่ยงนี้ คงคิดว่าครานี้จะสอบผ่านฉลุยทั้งระดับอำเภอและระดับเมืองเลยใช่หรือไม่?" ซูทงรินน้ำชาให้เสิ่นซีด้วยตนเอง พลางเอ่ยถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ทันใดนั้นเอง ก็มีน้ำเสียงทุ้มลึกดังมาจากโต๊ะข้าง ๆ "พวกลูกนกเพิ่งหัดบินไม่เจียมกะลาหัว คิดว่าการสอบระดับเมืองมันผ่านได้ง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ? ลองคิดดูสิว่าพวกข้าตรากตรำร่ำเรียนอ่านตำราอยู่หน้าหน้าต่างหนาวเหน็บมานานกว่ายี่สิบปี จนป่านนี้ก็ยังสอบไม่ผ่านเลย"
ผู้พูดเป็นบัณฑิตวัยกลางคนอายุล่วงเลยสามสิบปี หางตามีรอยตีนกาปรากฏให้เห็น ท่าทางดูหยิ่งยโสโอหัง ในความคิดของเสิ่นซี คนผู้นี้น่าจะเป็นพวกปัญญาชนที่หลงตัวเองว่ามีภูมิความรู้เต็มท้องแต่กลับไม่มีผู้ใดเห็นค่า
แท้ที่จริงแล้ว บัณฑิตมักจะมีนิสัยหลงตัวเองอย่างมืดบอดเช่นนี้กันทั้งนั้น และนี่ก็คือแรงผลักดันที่ทำให้พวกเขาสามารถร่ำเรียนจนแก่เฒ่า สอบแล้วสอบเล่าไปจนตาย เพราะในสายตาของบัณฑิต การที่สอบไม่ผ่านในครั้งนี้ มิใช่เพราะภูมิความรู้ของตนไม่ดีพอ ทว่าผู้คุมสอบตาบอดมองไม่เห็นเพชรในตม หรือไม่ก็ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังการยัดไส้ติดสินบนทุจริตซ่อนอยู่แน่ ๆ
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็มีน้ำเสียงกระแนะกระแหนดังแทรกขึ้นมา "โอ๊ะโอ๋ นี่มิใช่ 'จอหงวนน้อย' ที่วันสอบจริง แค่การปล่อยแถวรอบแรกก็ชิงเดินออกมาจากสนามสอบก่อนเพราะทำข้อสอบไม่ได้หรอกหรือ? ทำตัวเช่นนี้ยังคิดจะสอบผ่านระดับเมืองอีกหรือนี่ นอนฝันกลางวันอยู่กระมัง?"
เพียงประโยคเดียว ก็เรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่ดังขึ้นมาอีกระลอก