- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 209 คุณธรรมน้ำมิตร
ตอนที่ 209 คุณธรรมน้ำมิตร
ตอนที่ 209 คุณธรรมน้ำมิตร
ผู้เข้าสอบในการสอบระดับเมืองมีมากกว่าการสอบระดับอำเภอหลายร้อยคน ความยากในการตรวจกระดาษคำตอบจึงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ การประกาศผลสอบรอบแรกจึงถูกเลื่อนออกไปอย่างเหมาะสม โดยจะประกาศในเช้าวันที่สี่หลังจากการสอบเสร็จสิ้น หรือก็คือช่วงเช้าของวันที่ยี่สิบสองเดือนสี่
ส่วนกำหนดการสำหรับการสอบเจาฟู่ในรอบที่สองนั้น ถูกกำหนดไว้ในวันที่ยี่สิบสามเดือนสี่
สำหรับการสอบรอบแรกนั้น ท้ายที่สุดแล้วจะรับผู้สอบผ่านกี่คน หรือจะคัดเลือกคนกี่คนให้เข้าร่วมการสอบเจาฟู่ในรอบที่สอง ทางที่ว่าการเมืองไม่ได้ชี้แจงไว้อย่างละเอียด ผู้เข้าสอบทุกคนจึงทำได้เพียงคาดเดาคร่าว ๆ ว่าจากจำนวนคนหนึ่งพันคน หากอิงตามสัดส่วนรับสมัครที่หนึ่งในสิบ ก็ควรจะอยู่ที่ราว ๆ หนึ่งร้อยคน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่สอบผ่านรอบแรกน่าจะมีสักสามสี่สิบคน และมีผู้เข้าร่วมการสอบเจาฟู่อย่างมากที่สุดไม่เกินสองร้อยคน
ยามกินข้าวเย็น โจวซื่อเอาแต่เคี่ยวเข็ญให้เสิ่นซีตั้งใจทบทวนตำราอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่หากสอบรอบแรกไม่ผ่านแล้วต้องไปเข้าร่วมการสอบเจาฟู่ จะได้ไม่สอบตกเพราะเตรียมตัวมาไม่ดีพอ
เพียงแค่คำพร่ำบ่นของมารดา ก็ทำเอาเสิ่นซีรู้สึกว่าหูแทบจะชาจนด้านไปหมดแล้ว
ท้ายที่สุดก็เป็นฮุ่ยเหนียงที่ออกหน้าช่วยพูดแก้ต่างให้เสิ่นซี "พี่สาว ท่านก็อย่าได้กดดันเสี่ยวหลางมากเกินไปนักเลย... อายุเขายังน้อยนัก การสอบระดับเมืองในปีนี้พวกเราก็ไม่เห็นจำเป็นต้องบังคับให้เขาต้องสอบผ่านให้จงได้เสียหน่อย ยากนักที่ตอนนี้จะสอบเสร็จ สมควรให้เขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ หากสอบผ่านรอบแรก พวกเราก็ยินดีปรีดา หากไม่ผ่าน วันหน้าก็ยังมีโอกาสอีกถมไป โบราณว่าวัวไม่ดื่มน้ำ ขืนกดหัวบังคับไปก็ไร้ผลนะเจ้าคะ"
โจวซื่อด่ากลั้วเสียงหัวเราะ "ไอ้เด็กเหม็นนี่ จะเอาไปเทียบกับวัวได้อย่างไร? วัวกินหญ้าก็ยังรู้จักออกแรงทำงาน ส่วนเขาน่ะหรือ วัน ๆ เอาแต่ก่อเรื่องวุ่นวายอยู่ในบ้าน"
ฮุ่ยเหนียงเม้มปากแย้มยิ้ม "หากพี่สาวเห็นว่าเทียบกันไม่ได้ เช่นนั้นเอาเป็นว่าให้น้องไปซื้อวัวกลับมาสักตัว แล้วขอแลกกับเสี่ยวหลางของท่าน พี่สาวเห็นเป็นเช่นไรเล่าเจ้าคะ?"
"เอาไปแลกเลย รีบเอาไปแลกเลย กลัวก็แต่ประเดี๋ยวน้องสาวจะกลับคำน่ะสิ" เดิมทีโจวซื่อจงใจจะปั้นหน้าขรึมเพื่อเคี่ยวเข็ญให้เสิ่นซีอ่านตำรา ทว่าเมื่อถูกฮุ่ยเหนียงหยอกล้อเช่นนี้ ท้ายที่สุดนางก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้
บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยหัวเราะรื่นเริง สาวใช้สองสามคนก็กำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ตรงนั้น พวกนางแอบคาดเดากันลับ ๆ ว่าครานี้เสิ่นซีจะสอบผ่านการสอบระดับเมืองหรือไม่ ทว่าเมื่อดูจากท่าทีของพวกนางแล้ว แม้จะเคารพนบนอบและเอ็นดูเสิ่นซีปานใด แต่ก็ไม่กล้าคาดหวังอะไรมากนัก
เมื่อมีฮุ่ยเหนียงคอยช่วยไกล่เกลี่ยให้ หลายวันหลังจากนั้นเสิ่นซีจึงไม่ต้องไปนั่งอ่านตำราอยู่บนชั้นสองของร้านขายยาอีก เขาสามารถรั้งอยู่ทบทวนความรู้ในลานเรือนของตนเองได้ เนื่องจากช่วงกลางวันเสิ่นหมิงจวินต้องไปทำงานที่โรงพิมพ์ โจวซื่อต้องไปคุมร้านขายยา ส่วนหลินไต้ก็คอยติดตามรับใช้โจวซื่อไม่ห่าง ตอนกลางวันภายในบ้านจึงเหลือเพียงเสิ่นซีอยู่ลำพัง เขาจึงรู้สึกผ่อนคลายและอิสระเสรียิ่งนัก
สำหรับการสอบระดับเมืองในครั้งนี้ แท้จริงแล้วเสิ่นซีก็มีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม ทว่าการสอบเคอจวี่นั้น ปัจจัยหลักคือการดูว่าบทความจะเข้าตาผู้คุมสอบหรือไม่ บทความชิ้นเดียวกัน ในสายตาของผู้คุมสอบคนหนึ่งอาจมองว่าเป็นผลงานชิ้นเอก ทว่าในสายตาของผู้คุมสอบอีกคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระหาที่เปรียบก็เป็นได้
ต่อให้มีความมั่นใจ ก็ใช่ว่าจะรับประกันได้ว่าต้องสอบผ่านอย่างแน่นอน
โชคดีอยู่อย่างหนึ่ง วาระการดำรงตำแหน่งของเจ้าเมืองนั้นมีกำหนดเพียงสามปี ต่อให้เกาหมิงเฉิงจะมีอคติต่อเขา หรือไม่เห็นคุณค่าในบทความของเขา เมื่อถึงคราวเปลี่ยนตัวเจ้าเมืองคนใหม่ เขาก็ยังคงมีโอกาสสอบผ่านอีกครั้งอยู่ดี
เป็นดั่งที่ฮุ่ยเหนียงกล่าวไว้ เสิ่นซียังอายุน้อยนัก การรีบประสบความสำเร็จในการสอบเคอจวี่เร็วเกินไป ก็ใช่ว่าจะเป็นผลดีต่ออนาคตการเติบโตของเขาเสมอไป
วันที่ยี่สิบเดือนสี่ ซึ่งเป็นวันแรกหลังจากการสอบเสร็จสิ้น ขณะที่เสิ่นซีกำลังทบทวนตำราอยู่ภายในบ้าน จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าลานเรือน
ยามที่เสิ่นซีอยู่บ้านเพียงลำพัง เขามักจะลงดาลประตูเรือนไว้อย่างแน่นหนาเสมอ นี่ก็เป็นเพราะฐานะทางบ้านเริ่มดีขึ้น ข้าวของมีค่าในบ้านมีมากขึ้น ต่อให้เป็นกลางวันแสก ๆ ก็ยังเกรงว่าจะมีโจรผู้ร้ายบุกเข้ามาปล้นชิง
เสิ่นซีคิดว่าเป็นโจวซื่อหรือหลินไต้ที่กลับมา เขาเดินไปที่ประตูเรือนแล้วมองลอดผ่านช่องประตูออกไป กลับเห็นว่าเป็นซ่งเสี่ยวเฉิงที่กำลังทำท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ มองซ้ายมองขวาอยู่หน้าประตู
"พี่ลิ่ว ท่านนี่มัน..."
เสิ่นซีเปิดประตูออก พลางกวาดสายตามองซ่งเสี่ยวเฉิงด้วยความประหลาดใจ
"หลงจู๊น้อย รีบเข้าไปข้างในก่อนเถิดขอรับ ข้างนอกนี่ไม่ใช่ที่สำหรับคุยกัน"
ซ่งเสี่ยวเฉิงมีท่าทีหวาดผวาอกสั่นขวัญแขวน ครั้นเดินเข้ามาในลานเรือนพร้อมกับเสิ่นซี เขาก็รีบลงดาลประตูให้แน่นหนาเป็นอันดับแรก จากนั้นถึงค่อยหันมามองเสิ่นซี "หลงจู๊น้อย เรื่องเมื่อวานท่านได้ยินข่าวบ้างหรือไม่ขอรับ?"
เสิ่นซีส่ายหน้าแผ่วเบา เมื่อวานตอนสอบเสร็จกลับมา ฟ้าก็มืดมิดแล้ว ฮุ่ยเหนียงและคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เขาฟัง เขาจึงไม่รู้เรื่องราวภายนอกเลยจริง ๆ
ซ่งเสี่ยวเฉิงทอดถอนใจ "เมื่อวานทางการได้สั่งปิดล้อมกิจการรถม้าของเหลยอู่ไปแล้วขอรับ ซ้ำยังส่งมือปราบออกตามล่าตัวเหลยอู่อย่างขนานใหญ่ทั้งในและนอกเมือง เหลยอู่ต้องกลืนเลือดลงคอ ตอนนี้จึงหลบซ่อนตัวไปแล้ว ทว่าเขาก็ยังให้คนไปปล่อยข่าวลือ ว่าจะต้องสืบหาตัวให้ได้ว่าเป็นไอ้ลูกเต่า... เอ้อ เป็นฝีมือของผู้ใดทำ"
(เชิงอรรถผู้แปล: กลืนเลือดลงคอ (吃哑巴亏) ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน หมายถึงการฝืนทนความคับแค้นโดยไม่อาจปริปากพูดหรือตอบโต้ได้)
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ก็แค่เรื่องนี้เองหรือ? ท่านไม่ได้เผยไต๋ทิ้งร่องรอยเอาไว้เสียหน่อย เหลยอู่จะตามสืบมาถึงตัวพวกเราได้อย่างไร?"
"หลงจู๊น้อย ท่านยังทำใจดีสู้เสืออยู่ได้อีกนะขอรับ เหลยอู่เป็นคนระดับใดกัน ทั้งสายขาวสายดำเขาก็มีเส้นสายอยู่ทั่วไปหมด แม้กระทั่งตอนที่ทางการไปบุกค้นกิจการรถม้าของเขา ก็ยังจงใจปล่อยให้เขาหนีรอดไปได้เลย เมื่อวานซืนเรื่องที่พวกเราไปทุบตีซ้อมคนก็ทำกันอย่างเอิกเกริกปานนั้น เขาจะระแคะระคายไม่ได้เชียวหรือ?"
เสิ่นซีครุ่นคิดในใจ ซ่งเสี่ยวเฉิงอาจจะเพิ่งเคยตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับทางการเป็นครั้งแรก ในใจจึงหวาดผวาไปบ้าง การระแวดระวังตัวนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง ทว่าหากกังวลจนเกินเหตุ จนกลายเป็นหวาดระแวงไปเอง นั่นก็คือการแสดงออกของคนขี้ขลาดตาขาวแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: หวาดระแวงไปเอง (杯弓蛇影) ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน แปลตรงตัวว่า "เงาธนูในถ้วยสุราดุจดั่งงู" หมายถึงการหวาดระแวงไปเองในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง)
"พี่ลิ่ว ท่านควรจะกลับอำเภอหนิงฮว่าไปแล้วมิใช่หรือ... แม้แต่ท่านน้าก็ยังคิดว่าท่านกลับไปแล้ว หากนางมาเห็นท่านเข้า ท่านก็ลองคิดดูให้ดีเถิดว่าจะอธิบายให้นางฟังอย่างไร" เสิ่นซีไม่ได้ตอบคำถามของซ่งเสี่ยวเฉิงโดยตรง
ซ่งเสี่ยวเฉิงทำหน้าหงิกงอ เขาเองก็ถูกเสิ่นซีกวนประสาทจนรู้สึกอึดอัดคับข้องใจไปหมด เห็นอยู่ชัด ๆ ว่ากำลังคุยกันเรื่องเหลยอู่และทางการกำลังตามล่าตัวผู้ลงมือตัวจริง ทว่าเสิ่นซีกลับเปลี่ยนเรื่องไปถามว่าจะอธิบายให้ฮุ่ยเหนียงฟังอย่างไรเสียอย่างนั้น
"หลงจู๊น้อย ความจริงแล้ว..."
"ไม่มีความจริงหรือดูเหมือนอันใดทั้งนั้น" เสิ่นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "เรื่องนี้พวกเราเป็นคนลงมือเอง ในเมื่อทำไปแล้ว ท่านก็จงวางใจลงได้ มัวแต่กังวลไปจะเกิดประโยชน์อันใด? มิสู้เอาเวลาไปขบคิดหาวิธีลงมือให้เด็ดขาดกว่านี้ไม่ดีกว่าหรือ!"
"จริงอยู่ที่กิจการรถม้าของเหลยอู่ถูกสั่งปิดไปแล้ว แต่ 'พรรคทางบก' ไม่ได้มีแค่อิทธิพลของเขาเสียหน่อยมิใช่หรือ? แม้พวกเราโค่นเหลยอู่ลงได้ แต่ขั้วอำนาจอื่นก็จะเข้ามากวาดต้อนคนของเหลยอู่ไปอยู่ดี คนพวกนั้นก็จะยังคงมาระรานที่ท่าเรือเหมือนเดิม การค้าของสมาคมก็ยังคงดำเนินต่อไปไม่ได้ เมื่อถึงตอนนั้น ความทุ่มเทของพวกเรามิเท่ากับสูญเปล่าหรอกหรือ?"
"พี่ลิ่ว ท่านยังไม่กลับอำเภอหนิงฮว่าไปก็ดีแล้ว ลองไปหาคนมาเพิ่มอีกสักหน่อย ออกไปนอกเมืองแล้วแสร้งทำเรื่องก่อเหตุรุนแรงสักเล็กน้อย ปล่อยข่าวลือออกไปว่า ‘พรรคทางบก’ ต้องการจะสั่งสอนทางการให้รู้สำนึก ทางที่ดีต้องปลุกปั่นให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ประชาชน ฉวยจังหวะที่ทางการกำลังปราบปรามเหลยอู่และขั้วอำนาจพรรคทางบกในยามนี้ รวบรวมชาวบ้านไปก่อความวุ่นวายที่หน้าที่ว่าการอำเภอและที่ว่าการเมือง ดูสิว่าคนของทางการยังจะนิ่งดูดายอยู่อีกหรือไม่!"
ซ่งเสี่ยวเฉิงฟังแล้วถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากตาค้าง "หลงจู๊น้อย นี่พวกเรา... จะทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามกันจริง ๆ หรือขอรับ?"
เสิ่นซีส่ายหน้าพลางกล่าว "บางเรื่อง สามารถกระทำได้ แต่ไม่อาจลงมือทำจริง ๆ ท่านต้องรู้จักพลิกแพลงให้เป็น เรื่องนี้ที่สำคัญที่สุดคือการปลุกปั่นความโกรธแค้นของประชาชน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าคนของ 'พรรคทางบก' ตั้งใจบีบคั้นไม่ให้พวกเขามีทางรอด พี่น้องที่ท่าเรือของพวกเรามีมากมายปานนั้น ก็ให้พวกเขากลับไปป่าวประกาศกับญาติมิตรและเพื่อนบ้านว่า 'ถนนข้าง ๆ ถูกคนบุกไปทุบทำลายแล้ว' อะไรทำนองนี้ โดยทั่วไปชาวบ้านย่อมต้องหลงเชื่อเป็นตุเป็นตะ ถึงตอนนั้นท่านก็ค่อยออกหน้าจัดการ รวบรวมคนของพรรคทางน้ำทั้งหมดมาสร้างกระแสเรียกร้อง ทางการย่อมไม่มีทางปล่อยปละละเลยได้แน่"
แม้ซ่งเสี่ยวเฉิงจะคุยโตโอ้อวดมาตลอดว่าตนเองเป็นคนใจกล้าบ้าบิ่น ทว่าเขาก็ไม่เคยมีความคิดที่บ้าระห่ำถึงเพียงนี้มาก่อน การระดมคนไปก่อความวุ่นวายที่หน้าประตูที่ว่าการของทางการ เรื่องนี้แทบจะทำเอาเขาตกใจจนวิญญาณหลุดลอยเลยทีเดียว
"เช่นนั้นข้า... จะลองดูสักตั้ง..."
ความมั่นใจที่เคยมีของซ่งเสี่ยวเฉิงมลายหายไปจนสิ้น เพราะเขาตระหนักได้ว่าความคิดของเสิ่นซีนั้นบ้าระห่ำเกินไป หากทำได้ไม่ดี คนที่ต้องเป็นแพะรับบาปก็มีเพียงเขาเท่านั้น
... …
ในตอนแรกเริ่ม คนของ "พรรคทางน้ำ" มองซ่งเสี่ยวเฉิงเป็นเพียงกระบอกเสียง มีหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างพรรคทางน้ำและสมาคมการค้า ทว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ "พรรคทางบก" ไปลงไม้ลงมือทำร้ายคนถึงท่าเรือ ซ่งเสี่ยวเฉิงก็นำเงินที่ฮุ่ยเหนียงมอบให้ไปแจกจ่ายเป็นเงินชดเชยให้แต่ละครอบครัว วิ่งเต้นจัดการเรื่องราวต่าง ๆ จนวุ่นวายไปหมด มาบัดนี้ บรรดาหัวหน้าของ "พรรคทางน้ำ" ที่ต่างคนต่างอยู่ ต่างก็ให้ความไว้วางใจซ่งเสี่ยวเฉิงเป็นอย่างมาก
ไป ๆ มา ๆ ซ่งเสี่ยวเฉิงจึงค่อย ๆ มีวี่แววว่าจะก้าวขึ้นเป็นลูกพี่ใหญ่ผู้นำของทั้งพรรคทางน้ำและทางบก
บางครั้งเสิ่นซีก็แอบนับถือซ่งเสี่ยวเฉิงอยู่เหมือนกัน แม้ความสามารถของเขาจะไม่ได้โดดเด่นนัก แต่ขอเพียงมีการวางแผนที่ดีแล้วปล่อยให้เขาไปลงมือทำ เขาย่อมทำอย่างสุดกำลังความสามารถ ไม่มีอิดออดชักช้าเลยแม้แต่น้อย
หลังจากตกลงเรื่องราวกันในวันนั้น พอตกดึกซ่งเสี่ยวเฉิงก็ไปหาคนมาลงมือทันที
ในเหตุการณ์ทุบตีรุมซ้อมคนก่อนหน้านี้ ซ่งเสี่ยวเฉิงไม่ได้เผยโฉมหน้าออกมา เดิมทีเขาไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวเลย แต่เพราะเขากินปูนร้อนท้อง ประกอบกับได้ลางานกับทางฝั่งฮุ่ยเหนียงไว้ จึงไม่อยากให้ฮุ่ยเหนียงรู้ว่าเขาโกหกจนต้องสูญเสียงานไป ดังนั้นแม้แต่ตอนที่แวะมาแจ้งข่าวกับเสิ่นซี เขาก็ยังต้องทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ
"...หลงจู๊น้อย ข้าจัดการเตรียมคนไว้พร้อมแล้ว ข่าวลือก็ปล่อยออกไปแล้ว ซ้ำยังหาคนไปจุดไฟเผาป่าไผ่และกองฟางนอกเมืองอีกสองสามแห่ง จากนั้นก็โยนความผิดทั้งหมดไปลงบนหัวคนของ 'พรรคทางบก' ตอนนี้ชาวบ้านต่างพากันเคียดแค้นคนของ 'พรรคทางบก' จนแทบกระอักเลือด ต่างก็พากันหวาดกลัวว่าบ้านเรือนของตนจะถูกคนกลุ่มนั้นเผาวอดวายไปด้วย"
ยามที่ซ่งเสี่ยวเฉิงรายงานเรื่องราวให้เสิ่นซีฟัง เขาจงใจให้เสิ่นซีเดินออกมาคุยกันที่บริเวณปากตรอก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โจวซื่อมาเห็นเข้า ระหว่างที่พูดคุยก็เอาแต่กวาดสายตามองไปรอบด้านอยู่ตลอดเวลา
เสิ่นซีพยักหน้ารับ "สองวันนี้ท่านรีบจัดการให้เรียบร้อย อาศัยจังหวะที่มันกำลังย่ำแย่ ลงมือเด็ดหัวมันเสีย ลมพายุของทางการก็พัดมาเพียงชั่วครู่ชั่วยาม หากพายุลูกนี้ไม่อาจกวาดล้างคนของ 'พรรคทางบก' ให้สิ้นซากไปได้ เมื่อพวกมันตั้งตัวติด พวกมันจะยิ่งเหิมเกริมหนักขึ้นไปอีก พี่ลิ่ว ข้ามองเห็นแววในตัวท่านนะ วันหน้าท่านจะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่หมายเลขหนึ่งในวงการนักเลงแห่งเมืองถิงโจวนี้อย่างแน่นอน แม้แต่ท่านน้าก็ยังต้องประเมินค่าท่านใหม่"
"จะ... จริงหรือขอรับ?"
พอซ่งเสี่ยวเฉิงได้ยินเช่นนั้นก็พลันมีรัศมีความฮึกเหิมขึ้นมาบ้าง เขายืดอกยืดหลังตรง ทว่าเพียงไม่นานความห่อเหี่ยวก็กลับมาเยือนอีกครั้ง "หลงจู๊น้อย ท่าน... ท่านอย่าล้อข้าเล่นเลยขอรับ ข้า... ข้าก็แค่ช่วยท่านทำธุระเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ความดีความชอบทั้งหมดล้วนตกเป็นของท่านหลงจู๊น้อยทั้งสิ้นแหละขอรับ แหะ ๆ"
หลังจากเสิ่นซีกำชับรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ซ่งเสี่ยวเฉิงก็เดินจากไปอย่างกระตือรือร้น
แต่ผลปรากฏว่าผ่านไปเพียงแค่วันเดียว เรื่องที่ซ่งเสี่ยวเฉิงรั้งอยู่แต่ในเมืองถิงโจวกลับถูกเปิดโปงเสียแล้ว
ที่แท้เป็นเพราะตอนที่ซ่งเสี่ยวเฉิงกำลังนัดแนะแผนการกับคนของ "พรรคทางน้ำ" ดันมีสตรีชาวบ้านบ้านเดียวกันมาเห็นเข้า สตรีเหล่านี้ไม่รู้หรอกว่าบุรุษออกไปทำธุระอันใดข้างนอก จึงนำเรื่องนี้ไปบอกเล่าให้ซวี่เหลียนฟัง ซวี่เหลียนนั้นเป็นคนอารมณ์ร้อน นางบุกไปดึงตัวซ่งเสี่ยวเฉิงกลับมาจากนอกเมืองด้วยตัวเอง แล้วลากเขามาร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าฮุ่ยเหนียง กล่าวหาว่าซ่งเสี่ยวเฉิงทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ แอบไปเลี้ยงดูสตรีอื่นอยู่นอกบ้าน
"...หลงจู๊ใหญ่ ข้าไม่ได้ทำเรื่องผิดต่อท่านจริง ๆ นะขอรับ และก็ไม่ได้ทำเรื่องผิดต่อซวี่เหลียนด้วย ข้า... ข้าต้องการพบหลงจู๊น้อย ทุกเรื่องล้วนเป็นเขาที่สั่งให้ข้าทำทั้งสิ้น"
เสิ่นซีที่เพิ่งถูกโจวซื่อเรียกตัวมาที่ร้านขายยา ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาก็ได้ยินประโยคนี้เข้าพอดี ในใจพลันบังเกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที ไอ้เจ้านี่ปกติมักจะโอ้อวดว่าตนเองมีความรับผิดชอบ ที่แท้ก็เป็นคนไม่มีคุณธรรมน้ำมิตรเอาเสียเลย
โจวซื่อเดินเข้าไปในลานเรือนหลังร้าน พลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เจ้าลิ่ว เจ้าจะมาใส่ร้ายไอ้เด็กทึ่มบ้านเราไม่ได้นะ เรื่องที่เจ้าแอบมีหญิงอื่นอยู่ข้างนอก จะมาบอกว่าเป็นเพราะไอ้เด็กทึ่มของข้าบงการได้อย่างไร?"
ฮุ่ยเหนียงฟังออกว่าในคำพูดนั้นมีความหมายแฝง ทว่าซวี่เหลียนที่อยู่ข้าง ๆ ยังคงกอดศีรษะร่ำไห้โฮ ลานเรือนหลังร้านจึงโกลาหลอลหม่านไปหมด
ซ่งเสี่ยวเฉิงไม่ยอมอธิบายสิ่งใด เอาแต่ยืนยันว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเสิ่นซี
ซ่งเสี่ยวเฉิงเอ่ยอย่างร้อนรน "นายหญิง ท่านจะมาปรักปรำข้าไม่ได้นะขอรับ ผู้ใดบอกว่าข้ามีสตรีอื่นอยู่ข้างนอกกัน? ล้วนเป็นซวี่เหลียนที่ไปฟังคำนินทาไร้สาระพวกนั้นมาแล้วเก็บไปเป็นจริงเป็นจังเองทั้งสิ้น..."
ซวี่เหลียนเงยหน้าขึ้น ร้องไห้งดงามดั่งดอกหลีฮวายามต้องหยาดฝนพลางเอ่ย "เช่นนั้นท่านก็บอกมาสิ เหตุใดต้องปิดบังข้าและนายหญิงทั้งสอง ปากบอกว่าจะกลับบ้านเกิด แต่ผลสุดท้ายกลับแอบรั้งอยู่ในตัวเมืองอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ เล่า?"
(เชิงอรรถผู้แปล: งดงามดั่งดอกหลีฮวายามต้องหยาดฝน (梨花带雨) สำนวนเปรียบเปรยถึงสตรีรูปงามที่กำลังร้องไห้อย่างน่าทะนุถนอม)
ซ่งเสี่ยวเฉิงก้มหน้าลง เอ่ยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ "ให้หลงจู๊น้อยเป็นคนอธิบายได้หรือไม่ขอรับ? เรื่องนี้... ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับข้าเท่าใดนัก ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนเป็นหลงจู๊น้อยที่คอยวางแผนอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น"