เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 208 การสอบมิได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น

ตอนที่ 208 การสอบมิได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น

ตอนที่ 208 การสอบมิได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น


เสิ่นซีขบคิดดูครู่หนึ่ง โจทย์ทั้งสองข้อนี้ดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่ยาก ทว่าแท้จริงแล้วกลับไม่ง่ายดายเลย

ในขณะที่เสิ่นซีกำลังใคร่ครวญว่าควรจะวางน้ำหนักของบทวิจารณ์ไว้ที่ "หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ" หรือ "วิญญูชนผู้งดงามสง่า" ดี ผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ กลับยังคงโอดครวญอยู่เลยว่า มารดามันเถอะ นี่มันโจทย์บ้าบออันใดกัน

โจทย์ข้อสอบบทความสี่ตำราสองข้อ ทว่าสามในสี่กลับมาจากคัมภีร์ซือจิง สำหรับผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ในที่นี้แล้ว นี่ช่างเป็นโจทย์ที่กลั่นแกล้งกันจนแทบกระอักเลือด

เป็นที่รู้กันดีว่า ตอนที่เกาหมิงเฉิงสอบเคอจวี่ คัมภีร์หลักในหมวดห้าคัมภีร์ของเขาคือคัมภีร์ซือจิง ดังนั้นยามที่เขาออกข้อสอบจึงได้ลำเอียงโปรดปรานคัมภีร์ซือจิงถึงเพียงนี้

แต่ทว่าคัมภีร์ซือจิงถูกจัดอยู่ในหมวดห้าคัมภีร์ และห้าคัมภีร์ก็เป็นเพียงวิชาเลือกของการสอบระดับเมือง ต่อให้หลายปีมานี้เกาหมิงเฉิงจะออกข้อสอบหมวดคัมภีร์ซือจิงได้อย่างยอดเยี่ยมเพียงใด ก็ไม่เคยทำเหมือนปีนี้ ที่นำเนื้อหาจากหมวดห้าคัมภีร์มาอ้างอิงเป็นโจทย์ในบทความสี่ตำราซึ่งเป็นข้อสอบบังคับทั้งสองข้อ

ปากบอกว่าเป็นบทความสี่ตำรา มิสู้เรียกว่าเป็นบทความห้าคัมภีร์เสียยังจะดีกว่า

เสิ่นซีไม่ได้จรดพู่กันลงมือเขียนทันทีเหมือนตอนการสอบระดับอำเภอ แต่เขาเลือกที่จะจัดระเบียบความรู้ในหัวเสียก่อน ต่อให้โจทย์ข้อแรกจะง่ายดายกว่า ทว่าก็ยังจำเป็นต้องค้นหาเนื้อหาที่ตรงประเด็นจากถ้อยคำของปราชญ์เมธีอันมากมายมหาศาลเหล่านั้นอยู่ดี

ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เสิ่นซีก็จัดระเบียบโครงเรื่องในหัวจนกระจ่างแจ้ง จากนั้นจึงตวัดพู่กันเขียนลงบนกระดาษร่างอย่างรวดเร็ว รังสรรค์เป็นบทความ และเมื่อขัดเกลาแก้ไขอีกเล็กน้อย บทความชิ้นแรกก็ถือเป็นอันเสร็จสมบูรณ์

เสิ่นซีเน้นตรวจสอบเรื่องการหลีกเลี่ยงอักษรต้องห้ามเป็นสำคัญ เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่ได้ละเมิดข้อห้ามใด เขาจึงเริ่มคัดลอกบทความลงบนกระดาษคำตอบ ลายมือของเขาเพียงแค่อ่านง่ายเป็นระเบียบ ไม่ได้จงใจแสดงฝีมือคัดอักษรอันยอดเยี่ยมลงไปบนข้อสอบ ท้ายที่สุดแล้วผู้คุมสอบอย่างเกาหมิงเฉิงก็มาจากเส้นทางอี่เคอ (จวี่เหริน) หากเขียนอักษรได้งดงามโดดเด่นเกินไป ก็อาจกระตุ้นความริษยาของอีกฝ่ายได้ง่าย สู้ทำตัวเดินสายกลางเข้าไว้จะดีกว่า

หลังจากเสิ่นซีเขียนบทความแรกเสร็จ เขาก็ลอบสังเกตผู้เข้าสอบรอบกายเล็กน้อย พลันตระหนักได้ว่าสถานการณ์ดูเหมือนจะไม่ค่อยปกติเสียแล้ว ผู้เข้าสอบเท่าที่สายตาเขามองเห็น กลับไม่มีผู้ใดจรดพู่กันเลยแม้แต่คนเดียว ทุกคนล้วนขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิดอย่างหนัก

เสิ่นซีคิดในใจ "หรือว่าโจทย์จะง่ายเกินไป จนพวกเขาทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มลงมือเขียนอย่างไร?" คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็อดส่ายหน้าไม่ได้ ก่อนจะดึงสมาธิกลับมา แล้วทุ่มเทความสนใจไปที่โจทย์ข้อที่สองซึ่งเขาคิดว่ายากกว่า

โจทย์ข้อนี้ แท้จริงแล้วไม่ว่าจะวิจารณ์จากมุมของ "หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ" หรือ "วิญญูชนผู้งดงามสง่า" ก็ล้วนทำได้ทั้งสิ้น ความแตกต่างอยู่ที่ว่ากุญแจสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่ใดกันแน่ ซึ่งนี่เกี่ยวพันไปถึงสภาพจิตใจของผู้ออกข้อสอบ

หากผู้ออกข้อสอบเห็นว่า การจะเป็นวิญญูชนผู้เปี่ยมวรรณศิลป์นั้น สิ่งแรกอย่าง "หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ" สำคัญกว่าสิ่งหลังอย่าง "ดุจดั่งการตัดและตะไบ ดุจดั่งการสกัดและขัดเงา" แล้วเจ้าไปเทน้ำหนักให้สิ่งหลัง นั่นก็เท่ากับตีโจทย์ผิด ในการสอบที่คัดเลือกเพียงหนึ่งในสิบ นั่นย่อมเท่ากับสอบตกแล้ว ในทำนองเดียวกัน หากผู้ออกข้อสอบมองว่าสิ่งหลังสำคัญกว่าสิ่งแรก แล้วเจ้าไปให้น้ำหนักกับสิ่งแรก เจ้าก็ย่อมถูกคัดออกดุจเดียวกัน

เมื่อมองจากตัวอักษร ย่อมง่ายที่จะคิดไปว่า ในเมื่อผู้ออกข้อสอบระบุว่า "หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ มีวิญญูชนผู้งดงามสง่า" เช่นนั้นย่อมต้องเป็น "หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ" ที่สำคัญกว่าอย่างแน่นอน

ทว่าเสิ่นซีกลับต้องพิจารณาจากมุมมองของผู้ออกข้อสอบอย่างเกาหมิงเฉิง ว่าท้ายที่สุดแล้วอีกฝ่ายคิดว่าจุดใดสำคัญกว่ากันแน่?

ก่อนที่จะเข้าสอบระดับเมือง เสิ่นซีได้สืบเสาะทำความเข้าใจรสนิยมความโปรดปรานของผู้คุมสอบเป็นพิเศษ เหมือนกับตอนที่เขาเคยศึกษาข้อมูลของนายอำเภอเยี่ยอย่างไรอย่างนั้น

เกาหมิงเฉิงผู้นี้ ในวัยหนุ่มจัดอยู่ในกลุ่มบัณฑิตตกอับ กระทั่งอายุสามสิบปีถึงจะสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ และสอบผ่านจวี่เหรินได้อย่างต่อเนื่อง จนได้รับความชื่นชมจากผู้คุมสอบ จึงได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง

เรื่องราวเก่าก่อน เสิ่นซีไม่อาจสืบสาวหาความจริงได้กระจ่างนัก แต่เมื่อเขาลองพิจารณาดูอย่างละเอียด เกาหมิงเฉิงผู้นี้มิใช่คนประเภท "หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้เสมอ" เลยแม้แต่น้อย เพราะก่อนที่เขาจะได้เป็นขุนนาง เขาไม่มีโอกาสให้ "เล่าเรียนหมั่นฝึกฝนทบทวนตำรา" เลยด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน เกาหมิงเฉิงมักจะเล่าความลำบากในวัยเยาว์ให้ผู้คนฟังอยู่บ่อยครั้ง ว่าเขาต้องรับจ้างเขียนจดหมายและเขียนชุนเหลียนเพื่อหาเลี้ยงภรรยาและลูกอย่างไร

(เชิงอรรถผู้แปล: ชุนเหลียน (春联) แผ่นป้ายคำอวยพรแบบกลอนคู่ที่เขียนบนกระดาษสีแดง นิยมนำมาติดหน้าประตูบ้านในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคล)

หรือบางทีอาจเป็นเพราะประสบการณ์อันแสนรันทดนี้เอง ที่ทำให้เขายอมทำทุกวิถีทางเพื่อประจบสอพลอผู้มีอำนาจ จนได้รับโอกาสเลื่อนขั้นอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้น บัณฑิตจวี่เหรินผู้หนึ่งจะอาศัยสิ่งใดมาก้าวขึ้นเป็นถึงเจ้าเมืองระดับสี่ได้เล่า?

เมื่อเสิ่นซีคิดประเด็นนี้ตก ความคิดก็พลันปลอดโปร่งขึ้นมาทันที

เรื่องนี้ก็เปรียบดั่งฟ่านจิ้นสอบได้จวี่เหริน หากเจ้าไปถามเขาว่าระหว่างการเรียนรู้แล้วหมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้สำคัญกว่า หรือการยืนหยัดผ่านการขัดเกลาจากความยากลำบากในชีวิตสำคัญกว่า เขาจะต้องเลือกอย่างหลังเป็นแน่แท้

(เชิงอรรถผู้แปล: ฟ่านจิ้นสอบได้จวี่เหริน (范进中举) บทที่โด่งดังในวรรณกรรม "หรูหลินไว่สื่อ" ว่าด้วยบัณฑิตยากจนที่สอบติดจนดีใจเสียสติ เสิ่นซีเปรียบเปรยถึงคนที่ผ่านความยากลำบากมาก่อนจะประสบความสำเร็จ)

เมื่อเสิ่นซีจับประเด็นหลักได้แล้ว เขาก็ลงมือร่างบทความทันที ในเมื่อโจทย์มีคำว่า 'หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ' ย่อมไม่อาจละเว้นที่จะกล่าวถึง ทว่าก็ไม่อาจใช้เป็นจุดเน้นของเรื่องได้เช่นกัน ในบทความจึงเขียนถึงเพียงประโยคเดียวว่า การได้มาซึ่งความรู้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ทว่าสิ่งสำคัญคือต้องผ่านการเคี่ยวกรำจากชีวิต และอดทนต่อความทุกข์ยากได้ จึงจะนับเป็นวิญญูชนอย่างแท้จริง

การที่เสิ่นซีเขียนเช่นนี้ เท่ากับเป็นการประจบประแจงเกาหมิงเฉิงทางอ้อมนั่นเอง

บทความความยาวราวสี่ร้อยตัวอักษร แม้ต้องเขียนด้วยรูปแบบเรียงความแปดขา แต่สำหรับเสิ่นซีที่ชาติก่อนเขียนวิทยานิพนธ์ทีละหลายหมื่นคำเป็นว่าเล่นแล้ว นี่นับว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดายเสียยิ่งกว่ากระไร

หลังจากเขียนเสร็จ เสิ่นซีก็ตรวจสอบกระดาษร่างอย่างละเอียด ก่อนจะเริ่มคัดลอกลงบนกระดาษคำตอบจริง

ในระหว่างที่คัดลอกอยู่นั้น จู่ ๆ เขาก็นึกถึงบทกวีวรรคหนึ่งขึ้นมาได้ ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นหลักของโจทย์ข้อนี้อย่างยิ่ง

"ความคมกริบของกระบี่วิเศษ ล้วนเกิดจากการขัดฝน กลิ่นหอมของดอกเหมย ล้วนผลิบานผ่านความหนาวเหน็บ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ความคมกริบของกระบี่วิเศษ ล้วนเกิดจากการขัดฝน กลิ่นหอมของดอกเหมย ล้วนผลิบานผ่านความหนาวเหน็บ (宝剑锋从磨砺出,梅花香自苦寒来) ประโยคเปรียบเปรยอันโด่งดัง สื่อถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ล้วนต้องแลกมาด้วยความอดทนและความยากลำบาก)

บทกวีวรรคนี้ในประวัติศาสตร์ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง มีที่มาจากตำรา "จิ่งสื่อเสียนเหวิน" ถือได้ว่าเป็นคำพังเพยประโยคหนึ่ง

ตำรา "จิ่งสื่อเสียนเหวิน" ปรากฏขึ้นครั้งแรกในรัชศกวั่นลี่ (ว่านลี่) แห่งราชวงศ์หมิง ภายหลังได้รับการแต่งเติมเพิ่มเติมจากผู้คนในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง จนกลายเป็นตำรา "เจิงกวั่งเสียนเหวิน" ซึ่งเป็นหนึ่งในตำราเบิกปัญญาสำหรับเด็กในยุคหลัง

การที่เสิ่นซีนำบทกวีวรรคนี้มาใช้ปิดท้าย ก็เพื่อหวังให้สอดคล้องกับประเด็นหลักของบทความนั่นเอง

ในที่สุดเขาเขียนบทความเสร็จสิ้น รู้สึกโล่งอกไปเปราะใหญ่ การสอบคัดเลือกขุนนางด้วยเรียงความแปดขานั้นมีกฎเกณฑ์ซับซ้อน ทว่าความยากที่แท้จริงกลับอยู่ที่การเรียบเรียงเนื้อหา สำหรับผู้เข้าสอบแล้ว ขอเพียงมีพื้นฐานที่แน่นหนา ท่องจำ 'สี่คัมภีร์ห้าตำรา' ได้ขึ้นใจ รู้จักหยิบยกถ้อยคำของปราชญ์มาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม เสริมแนวคิดขยายความตามรสนิยมของผู้คุมสอบ แล้วเขียนออกมาโดยยึดตามรูปแบบของเรียงความแปดขาอย่างเคร่งครัด... ต่อให้ฝีมือจะแย่เพียงใด ผลลัพธ์ก็คงไม่ออกมาเลวร้ายจนเกินไปนัก

เสิ่นซีรู้สึกว่า หากกล่าวถึงเฉพาะกระบวนการสอบแล้ว เมื่อเทียบกับการสอบเกาเข่า (การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบัน) ของชาติก่อนแล้ว ยังถือว่าสบายกว่ากันเยอะ

ใช้เวลาไปทั้งสิ้นสองชั่วยาม บทความทั้งสองของเสิ่นซีก็เสร็จสมบูรณ์ ยามนี้เพิ่งจะตะวันสายโด่ง หากจะต้องรอการปล่อยแถว อย่างน้อยก็ต้องรออีกตั้งสองชั่วยาม

ด้วยความเบื่อหน่ายไร้สิ่งใดให้ทำ เสิ่นซีจึงได้แต่อ่านทบทวนบทความที่ตนเองเขียนเสร็จแล้วอีกครั้ง จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าตนเองดูจะด่วนใจร้อนหวังผลเร็วเกินไปสักหน่อย ควรจะเน้นความมั่นคงให้มากกว่านี้ อย่างน้อยก็ควรอ่านทบทวนบทความสักแปดร้อยพันรอบก่อนค่อยคัดลอกลงกระดาษคำตอบ การเขียนเสร็จเร็วเกินไปเช่นนี้ไม่มีข้อดีอันใดเลย

ทางฝั่งเสิ่นซีนั้นแสนจะผ่อนคลาย ทว่าผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ กลับปวดเศียรเวียนเกล้ากันไปตาม ๆ กัน

อย่าว่าแต่จะคัดลงกระดาษคำตอบจริงเลย แม้แต่คนที่จรดพู่กันลงบนกระดาษร่างก็ยังมีไม่ถึงหยิบมือ

ช่วงเวลาที่ต้องรอคอยให้การสอบสิ้นสุดและเก็บกระดาษคำตอบนั้นช่างทรมานใจยิ่งนัก

ล่วงเข้ายามเที่ยง เสิ่นซีกินของว่างไปเล็กน้อยก็เริ่มรู้สึกง่วงงุน ทว่าที่นี่คือสนามสอบการสอบระดับเมือง หากขืนหลับไปก็อาจเกิดเรื่องวุ่นวายได้ง่าย ๆ ต่อให้ผู้คุมสอบไม่ได้เพ่งเล็งเจ้า แต่หากผู้อื่นเกิดความริษยาแล้วไปเรียกเจ้าหน้าที่มายึดกระดาษคำตอบของเจ้าไป ตื่นมาอีกทีเจ้าก็จะสูญสิ้นทุกสิ่ง

ดังนั้นเสิ่นซีจึงฝืนถ่างตาประคองสติ แล้วนั่งรอคอยต่อไป

ล่วงเข้าสู่ปลายยามเว่ยซึ่งเป็นเวลาของการปล่อยแถวรอบแรก ในที่สุดเสิ่นซีก็สามารถส่งกระดาษคำตอบและก้าวออกจากลานสอบได้เสียที

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเว่ย (未时) ช่วงเวลา 13.00 - 15.00 น.)

ในการสอบระดับอำเภอที่มีผู้เข้าสอบราวห้าร้อยคน ยามปล่อยแถวรอบแรกยังมีคนเดินออกจากลานสอบตั้งหลายสิบคน ทว่าพอมาถึงการสอบระดับเมือง การปล่อยแถวรอบแรกกลับมีเสิ่นซีส่งกระดาษคำตอบเพียงผู้เดียว เรื่องนี้แม้แต่ตัวเสิ่นซีเองก็ยังคาดไม่ถึง

"นี่ ท่านจอหงวนน้อย ท่านจะใจร้อนเกินไปหรือไม่ หากทำไม่ได้ก็รอดูไปก่อนเถิด ไม่แน่ว่าประเดี๋ยวอาจจะนึกออกขึ้นมาก็ได้นะ?" เจ้าหน้าที่นำกระดาษคำตอบของเสิ่นซีไปเก็บไว้ในกล่องไม้ที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ สำหรับนำไปปิดผนึกชื่อและเก็บรักษาในภายหลัง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากหยอกล้อออกมาประโยคหนึ่ง

เสิ่นซีค่อนขอดในใจ "ท่านคิดว่าเป็นข้อสอบเที่ยจิงหรืออย่างไร หากตอนนี้ทำไม่ได้ ประเดี๋ยวครุ่นคิดสักหน่อยก็จะทำได้งั้นหรือ?" ทว่าภายนอกเขากลับไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงลุกขึ้นแล้วก้าวเดินออกจากลานสอบไป

(เชิงอรรถผู้แปล: เที่ยจิง (贴经) รูปแบบข้อสอบในยุคโบราณ เป็นการนำคัมภีร์มาปิดทับบางตัวอักษรเพื่อให้ผู้เข้าสอบเติมคำ คล้ายกับข้อสอบเติมคำ)

ครั้นก้าวพ้นประตูสนามสอบ ลานกว้างขวางเบื้องหน้ากลับมีเพียงเขายืนหยัดอยู่ผู้เดียว ชั่วขณะนั้นเสิ่นซีรู้สึกลังเลว่าจะกลับบ้านเลยดี หรือรั้งอยู่รอเสิ่นหย่งจั๋วต่อไปดี แต่เมื่อลองไตร่ตรองดู หากกลับไปตอนนี้ย่อมต้องถูกโจวซื่อดุด่าเป็นแน่ สู้รั้งอยู่หน้าลานสอบ เพื่อรอเดินกลับพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่จะดีกว่า

ดังนั้นเขาจึงยืนรอต่อไป ทางการจะปล่อยแถวทุกครึ่งชั่วยาม รวมแล้วมีการปล่อยแถวถึงสามครั้ง ทว่าผู้ที่เดินออกมาในการปล่อยแถวรอบที่สองก็ยังคงมีจำนวนน้อยนิดอยู่ดี กระทั่งถึงการปล่อยแถวรอบที่สาม แม้จะมีผู้เข้าสอบบางส่วนรั้งท้ายโอ้เอ้ แต่ฝูงชนจำนวนมากก็พากันหลั่งไหลออกมา เสิ่นซีรีบกวาดสายตามองหาเงาร่างของเสิ่นหย่งจั๋วท่ามกลางฝูงชนอย่างเร่งรีบ

ในที่สุดเขาก็เห็นเสิ่นหย่งจั๋วเดินห่อเหี่ยวหน้ามุ่ยออกมา เสิ่นซีมองเพียงปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายทำข้อสอบได้ไม่สู้ดีนัก

"พี่ใหญ่ พวกเรากลับกันเถิดขอรับ" เสิ่นซีเดินเข้าไปทักทาย

เสิ่นหย่งจั๋วคอตกหมดอาลัยตายอยาก ระหว่างทางเขาปิดปากเงียบไม่ยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใด กระทั่งใกล้จะถึงหน้าร้านขายยา จู่ ๆ เขาก็หันมามองเสิ่นซีแล้วเอ่ยถาม "หากสอบรอบแรกไม่ผ่าน รอบหลังยังจะมีโอกาสอีกหรือไม่?"

เสิ่นหย่งจั๋วไม่มีความมั่นใจในการสอบรอบแรกเลยแม้แต่น้อย จึงเริ่มหันไปคาดหวังกับการสอบรอบหลังแทน

เสิ่นซีส่ายหน้าแผ่วเบาพลางเอ่ย "การสอบระดับเมืองก็คล้ายคลึงกับการสอบระดับอำเภอ ทว่าคาดเดาจากสถานการณ์แล้ว ผู้ที่จะสอบผ่านเข้าสู่การสอบเจาฟู่ (สอบซ่อม) ได้ น่าจะมีไม่ถึงสองร้อยคนด้วยซ้ำขอรับ"

เสิ่นหย่งจั๋วรู้ตัวดีว่าภูมิความรู้ของตนนั้นไม่เอาไหน เดิมทีเขาฝากความหวังไว้กับการเก็งข้อสอบ ทว่าครานี้เกาหมิงเฉิงกลับออกข้อสอบได้ลำเอียงเอนเอียงยิ่งนัก ทำให้ความหวังอันริบหรี่สุดท้ายของเขาต้องพังทลายลง ยามนี้เขาไม่หลงเหลือความคาดหวังใด ๆ ต่อการสอบรอบแรกอีกต่อไป ซึ่งนั่นก็หมายความว่า โดยพื้นฐานแล้วเขาสามารถเก็บข้าวของเตรียมตัวตามมารดากลับไปอำเภอหนิงฮว่าได้เลย

ยามเดินผ่านหน้าร้านขายยา เสิ่นหย่งจั๋วไม่ได้แวะเข้าไปด้านใน เขาต้องรีบกลับไปรายงานสถานการณ์ให้หวังซื่อฟังเสียก่อน

"เสี่ยวหลาง ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที" ทันทีที่เสิ่นซีก้าวเท้าผ่านประตูเข้ามา เหล่าสตรีที่อยู่เต็มห้องก็พากันกรูกันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่ว่าจะเป็นอาวุโสหรือเยาว์วัย รวมถึงเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และฮุ่ยเหนียง ต่างก็มารวมตัวกันเพื่อรอฟังข่าวคราว

เสิ่นซีถูกผู้คนห้อมล้อมอย่างกะทันหันจึงรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินนัก เดิมทีเขาตั้งใจจะนำตะกร้าสอบเข้าไปเก็บด้านในเสียก่อนแล้วค่อยออกมาร่วมวงสนทนา ทว่าผลคือไม่ต้องลำบากเขาลงมือเอง ก็มีสาวใช้ปราดเข้ามารับช่วงต่อไปถือไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

โจวซื่อรีบเอ่ยถามเสียงหลง "รีบเล่ามาเร็วเข้า สอบเป็นอย่างไรบ้าง? รอบแรกนี้พอจะผ่านหรือไม่?"

เสิ่นซีเผชิญหน้ากับแววตาเปี่ยมความคาดหวังนับสิบคู่ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม "เรื่องนี้พูดยากนัก ข้าคิดว่า... ก็ทำได้พอใช้ขอรับ ข้าดึงเอาภูมิความรู้ที่เล่าเรียนมาใช้จนสุดกำลังแล้ว ส่วนจะสอบผ่านหรือไม่นั้น ย่อมต้องให้ท่านเจ้าเมืองเป็นผู้ตัดสินใจ"

ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มพลางกล่าว "แสดงฝีมือออกมาได้ก็ดีแล้ว เสี่ยวหลางของเราอายุยังน้อย วันหน้ายังมีโอกาสอีกถมไป"

โจวซื่อขมวดคิ้วมุ่น "สอบแค่ปีเดียวก็ทำเอาคนเป็นแม่อย่างข้าตื่นเต้นจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว วันหน้าต้องสอบทุกปี ข้ามิต้องมาคอยพะว้าพะวงอกสั่นขวัญแขวนให้เขาทุกปีหรอกหรือ?"

เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ท่านแม่ เช่นนั้นก็รอให้ข้าสอบได้จอหงวนเถิดขอรับ ถึงตอนนั้นก็ถือว่าสิ้นสุดการสอบอย่างสมบูรณ์เสียที มิเช่นนั้นท่านก็คงเหมือนท่านย่า ต่อให้ข้าผ่านการสอบระดับท้องถิ่น ท่านก็ยังต้องมาคอยกังวลกับการสอบระดับมณฑล พอข้าสอบได้จวี่เหริน ท่านก็คงเฝ้าหวังให้ข้าสอบได้เป็นจิ้นซื่อและคว้าตำแหน่งจอหงวนมาให้ได้อยู่ดี"

"ไอ้เด็กเหม็น! จะไม่รู้จักพูดจาให้มันระรื่นหูบ้างเลยหรือฮึ? ขึ้นไปทบทวนตำราเดี๋ยวนี้! หากสอบรอบแรกนี้ไม่ผ่าน บางทีอาจจะมีโอกาสให้สอบรอบที่สอง เจ้าอย่าได้เกียจคร้านเชียวล่ะ"

เสิ่นซีร้องโอดครวญอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม "ท่านแม่ ข้าเพิ่งจะสอบเสร็จกลับมาแท้ ๆ จะให้ข้าอ่านตำราอีกแล้วหรือขอรับ? ให้ข้าพักผ่อนหย่อนใจสักนิดไม่ได้เชียวหรือ?"

"อยากพักผ่อนนัก ก็รอให้เจ้าสอบได้จอหงวนกลับมาเสียก่อนเถิด!" โจวซื่อไล่ตะเพิดเสิ่นซีขึ้นไปชั้นบน ทว่าแท้จริงแล้วนี่เป็นเพียงวิธีแสดงออกเพื่อเคี่ยวเข็ญให้บุตรชายขยันขันแข็งต่อไปเท่านั้น เพราะเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ฮุ่ยเหนียงก็เดินขึ้นบันไดไปเรียกเสิ่นซีลงมากินข้าวเย็นแล้ว

ภายในห้องพักของลู่ซีเอ๋อร์ ซึ่งยามนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นห้องหนังสือของเสิ่นซี ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "เสี่ยวหลาง เจ้าคิดว่าตนเองมีความมั่นใจสักกี่ส่วนว่าจะสอบผ่าน?"

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าแผ่วเบา

ฮุ่ยเหนียงลูบศีรษะเสิ่นซีอย่างเอ็นดู "สอบไม่ผ่านก็ไม่เห็นเป็นไรเลย เช่นนี้เจ้าจะได้ไม่ต้องแบกรับความกดดันมากเกินไป มิเช่นนั้นปีหน้าเจ้าก็ต้องเหน็ดเหนื่อยไปสอบระดับท้องถิ่นอีก สมองน้อย ๆ ของเจ้าจะรับไม่ไหวเอาได้นะ"

เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ท่านน้า ที่แท้ท่านก็อยากให้ข้าสอบไม่ติด เพื่อจะได้รั้งตัวข้าไว้ข้างกาย คอยช่วยท่านวางแผนการออกความเห็นใช่หรือไม่ขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงถลึงตาค้อนขวับใส่เสิ่นซี "ไอ้เด็กเหม็น เจ้าจงใจจะปรักปรำน้าใช่หรือไม่? หลายวันมานี้น้าเอาแต่เฝ้าสวดมนต์ไหว้พระขอพรให้เจ้าสอบผ่าน หากครานี้เจ้าสอบผ่านจริง ๆ น้าจะต้องไปจุดธูปแก้บนที่วัดให้จงได้"

"ท่านน้า เรื่องแก้บนอะไรนั่นละเว้นไปเถิดขอรับ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ พวกเรามาทำข้อตกลงกัน หากครานี้ข้าสอบผ่าน ท่านต้องรับปากเงื่อนไขของข้าสักข้อ ท่านเห็นเป็นเช่นไรขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง "เมื่อก่อนเจ้าก็เคยฝากไว้ที่น้าข้อหนึ่งแล้วมิใช่หรือ..."

"เช่นนั้นก็ทบยอดสะสมเอาไว้ก่อนสิขอรับ รอจนสะสมครบสามข้อเมื่อใด ข้าค่อยเอ่ยปากขอกับท่าน ท่านน้าเคยลั่นวาจาไว้ว่าตราบใดที่ยังอยู่ในวิสัยที่ทำได้ ย่อมต้องช่วยข้าทำจนสำเร็จเป็นแน่ ถึงเวลาครานั้น ท่านห้ามกลับคำเด็ดขาดนะขอรับ"

รอยยิ้มละมุนละไมประดับอยู่บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียง ท้ายที่สุดนางก็พยักหน้ารับ ถือเป็นการตกลงรับคำท้า

จบบทที่ ตอนที่ 208 การสอบมิได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว