เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 207 การสอบระดับเมือง

ตอนที่ 207 การสอบระดับเมือง

ตอนที่ 207 การสอบระดับเมือง


ซ่งเสี่ยวเฉิงจู่ ๆ ก็บอกว่ามีธุระด่วนต้องกลับอำเภอหนิงฮว่า เดิมทีโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงคาดเดาว่าคงเกี่ยวข้องกับเรื่องแต่งงานของเขากับซวี่เหลียน ทว่าเมื่อซักถามอย่างละเอียดแล้ว กลับกลายเป็นว่าแม้แต่ซวี่เหลียนเองก็ยังไม่รู้เลยว่าซ่งเสี่ยวเฉิงกลับไปเพราะเหตุใด

โจวซื่อพึมพำ "ไอ้เด็กคนนี้ หรือว่าจะแอบมีสตรีอื่นอยู่ข้างนอกกัน?"

สีหน้าของซวี่เหลียนแปรเปลี่ยนไปในทันที

ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มปลอบใจ "เสี่ยวเฉิงเป็นคนซื่อสัตย์ ทำงานก็ขยันขันแข็ง วันหน้าข้ายังคิดจะเรียกใช้งานเขาให้ดีเสียหน่อย เขาปล่อยให้เรื่องแต่งงานกับซวี่เหลียนต้องล่าช้ามาจนป่านนี้ หากเขากล้าไม่แต่งล่ะก็ ข้าจะเป็นคนแรกที่ไม่ปล่อยเขาไว้แน่"

ซวี่เหลียนซาบซึ้งใจเป็นล้นพ้น "ขอบพระคุณนายหญิงทั้งสองที่ช่วยออกหน้าให้ข้าเจ้าค่ะ"

เด็กสาวรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก การออกมาตกระกำลำบากอยู่ข้างนอกโดยไร้ที่พึ่งพิง แต่บัดนี้กลับมีเถ้าแก่หญิงทั้งสองอย่างฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อที่คอยเอ็นดูนางประดุจพี่สาวแท้ ๆ นับเป็นวาสนาของนางแล้ว

หลังจากฮุ่ยเหนียงสั่งให้ซิ่วเอ๋อร์เดินไปส่งซวี่เหลียนที่ประตู นางก็อดส่ายหน้าไม่ได้ "บางทีที่บ้านของเสี่ยวเฉิงอาจเกิดเรื่องอันใดขึ้น ไว้กลับมาคงต้องซักถามให้ละเอียดสักหน่อย หากมีสิ่งใดพอจะช่วยได้ก็คงต้องช่วยเหลือกันไป"

ในยามนี้ ฮุ่ยเหนียงยังไม่ได้นึกสงสัยเลยว่าเรื่องทุบตีรุมซ้อมคนจะเกี่ยวข้องกับซ่งเสี่ยวเฉิง

เสิ่นซีแอบฟังอยู่ที่ห้องหลังมาตลอด กระทั่งถึงเวลาตั้งโต๊ะอาหาร เขาจึงเดินออกมาพลางแสร้งทำตัวเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

ฮุ่ยเหนียงเองก็ไม่ได้สงสัยเสิ่นซีเช่นกัน เมื่อคนทั้งสองครอบครัวนั่งล้อมวงกินข้าว ฮุ่ยเหนียงก็คอยคีบเนื้อใส่ชามให้เขาไม่หยุด "เสี่ยวหลาง พรุ่งนี้เจ้าจะเข้าสอบแล้ว พยายามทำใจให้สบายเถิด อายุเจ้ายังน้อย สอบผ่านหรือไม่ก็ไม่เป็นไร หากไม่ไหวจริง ๆ ก็ร่ำเรียนต่ออีกสักหลายปี วันหน้าค่อยสอบใหม่ก็ยังไม่สาย"

เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ท่านน้า ฟังจากคำพูดของท่านแล้ว ข้าคงสอบไม่ผ่านเป็นแน่เลยใช่ไหมขอรับ?"

โจวซื่อด่ากลั้วเสียงหัวเราะ "ไอ้เด็กแสบ ท่านน้าซุนของเจ้าเพียงอยากให้เจ้าไร้ความกดดันต่างหาก แม้แม่และท่านน้าซุนจะคาดหวังให้เจ้าสอบผ่าน แต่เจ้าก็อายุยังน้อยเกินไปจริง ๆ หากเจ้าด่วนได้เป็นท่านซิ่วไฉตั้งแต่เนิ่น ๆ พวกเราก็คงไม่กล้าปล่อยให้เจ้าไปสอบจวี่เหรินหรอก"

ฮุ่ยเหนียงอดไม่ได้ที่จะเม้มปากกลั้นยิ้ม "พี่สาวมักจะบอกไม่ให้ข้าคิดมาก แต่ดูเหมือนพี่สาวจะมองการณ์ไกลยิ่งกว่าข้าเสียอีก การสอบระดับเมืองยังไม่ทันจะผ่าน พี่สาวก็คาดหวังให้เสี่ยวหลางสอบได้เป็นซิ่วไฉเสียแล้ว"

โจวซื่อยิ้มแหยอย่างขัดเขิน

คนเป็นบิดามารดาล้วนแต่หวังให้บุตรชายเป็นมังกร บุตรีเป็นหงส์ แม้ในใจจะรู้ดีว่าเป็นความหวังที่เกินเอื้อม ทว่าก็ยังอดไม่ได้ที่จะวาดฝัน เฝ้ารอคอยว่าหากความฝันนั้นกลายเป็นจริงขึ้นมาจะเป็นเช่นไร

กินข้าวเสร็จ โจวซื่อก็ไล่ให้เสิ่นซีกลับบ้านไปนอนตั้งแต่หัวค่ำ

เนื่องจากรุ่งเช้าต้องตื่นแต่ตรู่เพื่อไปเข้าสอบระดับเมือง เสิ่นซีจึงต้องนอนเร็วตื่นเร็ว คืนนี้เสิ่นหย่งจั๋วก็จะมานอนที่ลานเรือนตระกูลเสิ่นเช่นกัน ครั้นถึงยามสี่ของวันรุ่งขึ้น เสิ่นหมิงจวินก็จะเป็นคนพาสองพี่น้องตระกูลเสิ่นไปส่งที่สนามสอบ

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสี่ (四更) ช่วงเวลาประมาณ 01.00 - 03.00 น. เทียบเท่ายามโฉ่ว)

ในเมื่อมีหลานชายมานอนที่บ้าน โจวซื่อและหลินไต้จึงต้องรั้งค้างคืนที่ร้านขายยาฝั่งนี้แทน

เสิ่นซีนอนในห้องนอนของตนเองเพียงลำพัง เป็นเพราะช่วงบ่ายได้งีบหลับไปแล้วตื่นหนึ่ง ประกอบกับไม่มีหลินไต้มานอนเป็นเพื่อน เขาจึงหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตบางเรื่อง กว่าจะเคลิ้มหลับไปก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว

ยามเช้ามืดที่ด้านนอกยังคงมืดมิด เสิ่นหมิงจวินก็เริ่มมาเคาะประตูเรียกให้เสิ่นซีตื่น เสิ่นซีเดินออกมาล้างหน้าล้างตา เดิมทีเขาคิดว่าโจวซื่อคงไม่แวะมา ทว่ากลับไม่รู้เลยว่ามารดาของตนนั้นใส่ใจยิ่งกว่าผู้ใด

"พวกเจ้ากินข้าวกันก่อนเถิด มีของรองท้องเสียหน่อย เวลาทำข้อสอบถึงจะมีเรี่ยวแรง" โจวซื่อที่อุ้มท้องโย้หิ้วกล่องไม้ใส่อาหารมาจากฝั่งร้านขายยา เพื่อให้เสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีได้กินมื้อเช้าก่อน

เมื่อสองพี่น้องกินเสร็จ โจวซื่อก็ยังจัดแจงยัดเสบียงอาหารใส่ลงไปในตะกร้าสอบอีกมากมาย

แต่ละคนจะได้ไข่ต้มคนละสี่ฟอง พร้อมด้วยน้ำจิ้มที่ปรุงรสมาอย่างดี ในจานใบเล็กมีกับข้าวผัด นอกจากนี้ยังมีแผ่นแป้งย่างและข้าวปั้น ซ้ำยังมีเนื้อรมควันอีกหลายชิ้น

ของกินเหล่านี้อย่าว่าแต่กินมื้อเดียวเลย ต่อให้กินครบสามมื้อก็ยังเหลือเฟือ

สมัยตอนที่สอบระดับอำเภอที่อำเภอหนิงฮว่า ต่อให้ทางบ้านตระกูลเสิ่นจะให้ความสำคัญเพียงใด ตอนเช้าก็ไม่มีผู้ใดลุกขึ้นมาทำกับข้าวให้กินอยู่ดี เต็มที่ก็แค่เตรียมข้าวปั้นไว้ให้ล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อคืน พร้อมกับกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำสักกระบอกก็เท่านั้น

แต่ทว่าสำหรับการสอบระดับเมืองในครั้งนี้ ที่นี่คือถิ่นของเสิ่นซี ไม่ว่าจะเป็นโจวซื่อหรือฮุ่ยเหนียง ต่างก็ดูแลเอาใจใส่เสิ่นซีอย่างทะนุถนอมเป็นที่สุด

พลอยทำให้เสิ่นหย่งจั๋วได้รับอานิสงส์ กินหรูอยู่ดีไปด้วย

ตอนที่กำลังจะก้าวพ้นประตู ฮุ่ยเหนียงก็แวะมาส่งเช่นกัน ก่อนจากลานางได้กล่าวฝากฝังกำชับกำชามากมาย ท้ายที่สุดนางเองก็รู้ดีว่าการสอบรอบแรกของการสอบระดับเมืองนั้นสำคัญที่สุด จะสอบผ่านหรือไม่อันที่จริงก็ตัดสินกันที่รอบนี้นี่แหละ

ระหว่างทางที่เดินไป เสิ่นหย่งจั๋วก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ "น้องเจ็ด ชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าในเมืองนี่ช่างสุขสบายเสียจริง ข้าล่ะอยากจะรั้งอยู่ที่นี่ตลอดไปเลย"

เสิ่นซีเพียงแย้มยิ้มบาง ๆ หลายวันมานี้เสิ่นหย่งจั๋วมาอยู่ที่เมืองถิงโจว ก็ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาเผชิญโลกกว้างแล้ว นี่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเขาในวันข้างหน้าไม่มากก็น้อย

แต่สิ่งที่เสิ่นหย่งจั๋วมองเห็นเป็นเพียงความเจริญรุ่งเรืองของตัวเมือง และชีวิตอันสุขสบายอู้ฟู่ของตระกูลเสิ่นเท่านั้น แท้ที่จริงแล้ว ตระกูลเสิ่นในยามนี้ก็แค่พอหาเงินจากการค้าขายได้บ้าง ประกอบกับมีป้ายชื่อ "หมอเทวดาหญิง" ของฮุ่ยเหนียงคอยคุ้มกะลาหัวอยู่ จึงพอจะหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกขุนนางยื่นมือเข้ามาแทรกแซงได้ มิเช่นนั้น แค่นายอำเภอเล็ก ๆ สักคน ก็เพียงพอจะทำให้ตระกูลเสิ่นถึงคราวบ้านแตกสาแหรกขาดได้แล้ว

ในยุคสมัยนี้ หากต้องการจะโดดเด่นเหนือผู้คนอย่างแท้จริง การพึ่งพาเพียงการค้าขายย่อมเป็นไปไม่ได้ ยังคงต้องพึ่งพาการศึกษาเล่าเรียนเท่านั้น หากไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์คอยหนุนหลัง ต่อให้รุ่งเรืองได้ชั่วครั้งชั่วคราว ท้ายที่สุดก็ต้องมลายหายไปราวควันจางเมฆสลายอยู่ดี

เมื่อเสิ่นหมิงจวินพาสองพี่น้องมาถึงด้านนอกของลานสอบ ที่แห่งนี้ก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมืดฟ้ามัวดิน บรรยากาศคึกคักกว่าตอนสอบระดับอำเภอเป็นไหน ๆ

ท้ายที่สุดแล้วการสอบระดับอำเภอก็มีผู้เข้าสอบเพียงสี่ห้าร้อยคน ซ้ำยังเป็นเพียงการสอบระดับต้นของการสอบเคอจวี่ หลายคนที่เดินทางเข้าตัวเมืองมาจึงมักมาแต่เพียงลำพัง ทว่าการสอบระดับเมืองนั้นต่างออกไป จำนวนผู้สมัครมีมากถึงหลักพันคน ซ้ำความหมายของการสอบนี้ยังสำคัญกว่าระดับอำเภอมากนัก ต่อให้เป็นครอบครัวที่ฐานะไม่สู้ดี ก็ยังต้องหาคนมาส่งเข้าสอบ มีคนจำนวนไม่น้อยที่หอบลูกจูงหลานมาส่งกันถึงหน้าประตูสนามสอบ

"พ่อมาส่งแค่นี้แหละ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้ว"

เสิ่นหมิงจวินมาส่งถึงด้านนอกลานสอบ ยังไม่ทันที่สองพี่น้องจะก้าวผ่านประตูสนามสอบ เขาก็เตรียมตัวจะหันหลังกลับบ้าน ทว่าก่อนจากก็มิวายกำชับเป็นพิเศษ "ท่านซิ่วไฉผู้ค้ำประกันทั้งสองท่านที่พวกเจ้าได้พบหน้าเมื่อสองวันก่อน อย่าลืมเสียล่ะว่าเป็นผู้ใด ยามถูกเรียกขานชื่อก็อย่าได้จำผิดคนเป็นอันขาด"

เมื่อเห็นเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีสองพี่น้องขานรับ เสิ่นหมิงจวินถึงได้จากไปอย่างวางใจ

กระทั่งเวลาล่วงเข้าใกล้ยามห้า เหล่าเจ้าหน้าที่ก็จัดแบ่งพื้นที่ให้ผู้เข้าสอบทุกคน โดยแต่ละพื้นที่จะมีผู้เข้าสอบราวห้าสิบคน

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามห้า (五更天 - อู่เกิงเทียน) คือช่วงเวลาประมาณ 03.00 - 05.00 น. หรือช่วงรุ่งสาง)

ขบวนผู้เข้าสอบนับพันคนถูกแบ่งออกเป็นยี่สิบกลุ่ม ประตูสนามสอบเปิดอยู่ทางทิศใต้ ซ้ำยังแบ่งเป็นประตูตะวันออกและประตูตะวันตก ตอนที่ลงชื่อเข้าสอบ เนื่องจากเสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เพื่อป้องกันการทุจริต พวกเขาจึงถูกจับแยกไปอยู่เพิงสอบคนละแห่ง

การตรวจค้นก่อนเข้าลานสอบไม่ได้เข้มงวดเหมือนตอนสอบระดับอำเภอ อาจเป็นเพราะจำนวนผู้เข้าสอบมีมากเกินไป ตอนที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นหน้าประตู จึงเพียงแค่ลูบคลำตามตัวอย่างลวก ๆ แล้วชะโงกดูของในตะกร้าสอบสักหน่อย ตราบใดที่ไม่มีกระดาษซุกซ่อนโพยอยู่ ก็ล้วนปล่อยผ่านไปหมด

ในการตรวจค้นครั้งนี้เสิ่นซีไม่ได้รับอภิสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เขายังคงถูกตรวจค้นอย่างละเอียดเช่นเดียวกับผู้อื่น เมื่อเข้าไปด้านใน เสิ่นซีที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าเพิงสอบของตนคือหมายเลขติง จึงหาที่ทางพบได้อย่างง่ายดายและเลือกที่นั่งลง ครั้งนี้เขาเข้าลานสอบค่อนข้างเช้า จึงสามารถเลือกที่นั่งตรงกึ่งกลาง เช่นนี้ต่อให้ระหว่างวันจะมีลมพัดหรือฝนสาดก็ไม่อาจส่งผลกระทบต่อเขาได้

"ห้องสุขาทางฝั่งนี้อยู่ทางซ้ายมือ หากต้องการไปปลดทุกข์ ต้องแจ้งให้ทราบก่อน ห้ามลุกจากที่นั่งโดยพลการเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะถือว่าทุจริต!"

หลังจากผู้เข้าสอบเข้ามาประจำที่แล้ว เจ้าหน้าที่ก็เดินมาชี้แจงถึง "สถานการณ์ฉุกเฉิน" ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการสอบ ซึ่งเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือการปลดทุกข์

ในยุคสมัยนี้ การหวังจะใช้กระดาษชำระมาเช็ดก้นนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ผู้เข้าสอบทุกคนยามเข้าสนามสอบจะต้องพกซี่ไม้ไผ่ติดตัวมาด้วยหนึ่งถึงสองอัน เรียกว่า "ไม้ชำระ" หากผู้ใดลืมพกมา ก็สามารถหยิบยืมจากเจ้าหน้าที่ได้ ทว่าเรื่องนี้ก็ดูจะยุ่งยากวุ่นวายไม่น้อย

(เชิงอรรถผู้แปล: ไม้ชำระ (厕筹 - เช่อโฉว) แผ่นไม้หรือซี่ไม้ไผ่ที่คนสมัยโบราณใช้สำหรับปาดทำความสะอาดหลังขับถ่าย)

เนื่องจากการสอบระดับเมืองจัดขึ้นในเดือนสี่ ซึ่งเป็นช่วงที่กลางวันเริ่มยาวนานขึ้นแล้ว ผ่านยามห้าไปได้ไม่ทันไร ท้องฟ้าก็เริ่มสางสว่างขึ้น ซ้ำเวลากลางคืนยังมาเยือนช้ากว่าปกติ เท่ากับว่าเวลาในการทำข้อสอบระดับเมืองนั้นถูกยืดออกไปจากตอนสอบระดับอำเภออีกราวครึ่งชั่วยาม

ขั้นตอนการสอบระดับเมืองโดยพื้นฐานแล้วไม่ต่างจากการสอบระดับอำเภอ เพียงแต่ผู้คุมสอบหลักคือเจ้าเมือง และเจ้าเมืองแห่งเมืองถิงโจวคนปัจจุบันก็คือเกาหมิงเฉิง ปู่ของเกาฉงนั่นเอง

เขาเป็นขุนนางเฒ่าวัยเฉียดหกสิบ เติบโตมาจากเส้นทางอี่เคอ หรือก็คือผู้ที่สอบได้จวี่เหรินแล้วเข้ารับราชการ ทว่าเนื่องจากเขามีเส้นสายเบื้องหลังในราชสำนักอยู่บ้าง จึงได้โยกย้ายไปตามหัวเมืองต่าง ๆ เลื่อนขั้นเรื่อยมาจากจู่ปู้, เซี่ยนเฉิง, นายอำเภอ, รองเจ้าเมือง, จนก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองในปัจจุบัน

(เชิงอรรถผู้แปล: การเลื่อนตำแหน่งนี้เป็นการไต่เต้าจากระดับอำเภอขึ้นสู่ระดับเมือง เริ่มจาก จู่ปู้ (นายทะเบียนอำเภอ) ขึ้นเป็น เซี่ยนเฉิง (รองนายอำเภอ) สู่ตำแหน่ง นายอำเภอ จากนั้นจึงย้ายเข้าสู่ที่ว่าการเมืองในตำแหน่ง รองเจ้าเมือง และขึ้นเป็น เจ้าเมือง ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของเมืองในท้ายที่สุด)

ลำดับถัดมาคือการขานชื่อ

เพื่อเป็นการประหยัดเวลา จึงขานชื่อทีละสองคน ผู้เข้าสอบจะต้องเดินไปรับกระดาษคำตอบที่ด้านหน้า ขณะเดียวกันก็จะมีหลิ่นเซิงผู้ค้ำประกันสองคนคอยตรวจดูหน้าตา เพื่อยืนยันว่าไม่มีการสวมรอยเข้าสอบแทน

เมื่อถึงคราวของเสิ่นซี เขาเดินออกไปด้านนอกห้องโถงหลัก รับกระดาษคำตอบที่เกาหมิงเฉิงส่งให้ บนนั้นมีชื่อและหมายเลขที่นั่งในเพิงสอบของเขาเขียนเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว อันที่จริงหมายเลขที่นั่งก็คือหมายเลขประจำตัวผู้เข้าสอบ ตราบใดที่นั่งถูกเพิงสอบ ก็ไม่มีใครมาสนว่าเจ้าจะนั่งตรงไหน ทว่าหมายเลขนี้มีไว้เพื่อใช้ในการประกาศผลสอบเป็นหลัก

สิ่งที่ต่างจากการสอบระดับอำเภอที่หนิงฮว่าก็คือ การสอบระดับเมืองที่ถิงโจวจำเป็นต้องมีการปิดผนึกชื่อ

เสิ่นซีลอบเหลือบตามองแวบหนึ่ง ก็พบว่าสีหน้าของเกาหมิงเฉิงดูไม่ค่อยสู้ดีนัก บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่หลานชายของเขาถูกรุมซ้อมเมื่อวานนี้

ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเกาหมิงเฉิงเตรียมจะกดดันนายอำเภอแห่งอำเภอฉางถิงอย่างไร แต่คาดเดาได้ว่าในฐานะผู้ปกครองสูงสุดของเมือง เขาคงไม่ยอมเลิกรากับพวกคนของ "พรรคทางบก" ในตัวเมืองง่าย ๆ แน่ ไม่แน่ว่าทางนี้กำลังจัดสอบอยู่ ส่วนอีกทางหนึ่งเขาอาจจะส่งคนไปเอาเรื่องกับพรรคทางบกแล้วก็เป็นได้

เสิ่นซีกลับมาที่โต๊ะของตน เขาบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย ทำท่าเตรียมความพร้อมง่าย ๆ เพราะท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว การสอบกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า

ข้อแตกต่างจากการสอบระดับอำเภอคือ ขอบเขตของการสอบระดับเมืองนั้นกว้างขวางกว่า และมักจะใช้รูปแบบเจี๋ยตาถีมากกว่า โดยทั่วไปแล้วจะมีบทความสี่ตำราหนึ่งบทเป็นข้อสอบบังคับ ทว่าบทความห้าคัมภีร์นั้นจะออกหรือไม่ออกก็ได้ การออกโจทย์บทความสี่ตำรามาสองข้อรวดก็มีความเป็นไปได้สูงมาก ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความกดดันในการออกข้อสอบของผู้คุมสอบไปได้มาก

(เชิงอรรถผู้แปล: เจี๋ยตาถี / การตัดต่อโจทย์ (截搭题) การนำประโยคที่ไม่เกี่ยวข้องกันในคัมภีร์มาปะติดปะต่อกันเป็นโจทย์ เพื่อเพิ่มความยากและป้องกันการเก็งข้อสอบ)

เพราะหากต้องออกสอบบทความห้าคัมภีร์ นั่นหมายความว่าต้องดึงโจทย์จากคัมภีร์ทั้งห้าเล่มมาออกเล่มละหนึ่งข้อ ซึ่งถือเป็นการทดสอบภูมิปัญญาและความสามารถในการตั้งโจทย์ของผู้คุมสอบอย่างแท้จริง

เมื่อมีการประกาศโจทย์ โจทย์สองข้อก็ถูกเปิดเผยออกมาพร้อมกัน เสิ่นซีมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเกาหมิงเฉิงคงมัวแต่พะว้าพะวงหาวิธีลงทัณฑ์พวกคนพาลพรรคทางบกในตัวเมือง การออกข้อสอบจึงทำแบบขอไปทีด้วยการโยนโจทย์บทความสี่ตำรามาให้เขียนทั้งสองข้อ

โจทย์ข้อแรกคือ "คัมภีร์ซือจิงกล่าวว่า: แม้นหลบเร้นซ่อนกาย ทว่ายังคงสว่างไสวแจ่มแจ้ง"

ประโยคนี้มีที่มาจากคัมภีร์จงยง ความหมายคือ แม้จะแฝงตนซ่อนเร้นกายไว้ลึกซึ้งเพียงใด ทว่าก็ยังคงเปิดเผยเป็นที่ประจักษ์ชัด เป็นโจทย์ที่มุ่งให้ถกเถียงในประเด็นการฝึกฝนบ่มเพาะคุณธรรมของวิญญูชน

ส่วนโจทย์ข้อที่สองนั้นเป็นรูปแบบเจี๋ยตาถี (การตัดต่อโจทย์) : "หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ มีวิญญูชนผู้งดงามสง่า!"

ท่อนแรกนั้นเรียบง่ายยิ่ง มาจากคัมภีร์หลุนอวี่ ความหมายคือความรู้ที่เล่าเรียนมาต้องหมั่นนำไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง ส่วนท่อนหลังนั้นมาจากคัมภีร์ต้าเสวีย โดยยกมาเพียงสี่ตัวอักษร "โหย่วเฝยจวินจื่อ" หมายถึงวิญญูชนผู้เปี่ยมด้วยวรรณศิลป์และงดงามสง่า

หากเปรียบเทียบกันแล้ว ในบทความสี่ตำราทั้งสองข้อนี้ ข้อแรกถือว่าแสนจะง่ายดาย การที่วิญญูชนจะบ่มเพาะตนเองอย่างไรให้เป็นผู้ที่งดงามทั้งกายและใจ เป็นเรื่องที่มีถ้อยคำของปราชญ์โบราณกล่าวไว้เกลื่อนกลาด ในการเขียนเรียงความแปดขาซึ่งยึดหลักการกล่าววาจาแทนอริยปราชญ์ เพียงแค่หยิบยกถ้อยคำอันสวยหรูเหล่านี้มาอ้างอิง เติมแต่งประโยคเชื่อมโยงพลิกแพลงให้สละสลวยอีกสักหน่อย ขอเพียงเป็นปัญญาชนผู้รู้หนังสือย่อมสามารถเขียนออกมาได้หลายประโยค

แต่ความยากของโจทย์ข้อแรกนี้ อยู่ตรงที่เป็นการทดสอบความแตกฉานของผู้เข้าสอบที่มีต่อคำสอนของปราชญ์แห่งสำนัก "ขงจื๊อ เมิ่งจื่อ เฉิงจื่อ และจูซี" โดยต้องนำถ้อยคำที่ปราชญ์เหล่านี้กล่าวถึงการฝึกฝนตนของวิญญูชนที่มีอยู่อย่างมหาศาล มาสกัดเอาเพียงแก่นแท้ แล้วร้อยเรียงเป็นบทความความยาวราวสี่ร้อยตัวอักษร นับเป็นการทดสอบทักษะการเรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดของผู้เข้าสอบอย่างแท้จริง

ทว่าโจทย์ข้อที่สอง กลับไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น

เมื่อมองดูโจทย์ข้อที่สองเผิน ๆ หากแปลตามตัวอักษรจะหมายความว่า ขอเพียงหมั่นเล่าเรียนและนำไปปฏิบัติใช้อย่างต่อเนื่อง ผู้นั้นก็คือ "วิญญูชนผู้งดงามสง่า" โจทย์นี้ดูเผิน ๆ คล้ายจะเรียบง่าย ราวกับแค่เขียนวิพากษ์ถึงคุณประโยชน์ของ "การหมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ" ก็เพียงพอแล้ว

แต่ประโยคในคัมภีร์ต้าเสวียท่อนนี้ แท้จริงแล้วหยิบยกมาจากคัมภีร์ซือจิง (หนึ่งในห้าคัมภีร์) ต้นฉบับในคัมภีร์ซือจิงระบุประโยคเต็มไว้ว่า "มีวิญญูชนผู้งดงามสง่า ดุจดั่งการตัดและตะไบ ดุจดั่งการสกัดและขัดเงา" หมายความว่า หากปรารถนาจะเป็นวิญญูชนผู้เปี่ยมด้วยวรรณศิลป์และงดงามสง่า ก็เปรียบประดุจการสลักเสลาหยกชั้นดี เมื่อตัดแบ่งแล้วยังต้องตะไบให้เรียบ เมื่อแกะสลักแล้วยังต้องขัดเกลาให้เงางาม

หากผู้เข้าสอบคนใดศึกษาเพียงสี่คัมภีร์ เขาย่อมเทน้ำหนักไปที่โจทย์ท่อนแรก โดยมุ่งบรรยายถึงความสำคัญของการ 'หมั่นทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ' ทว่าประเด็นก็คือ เพียงแค่เล่าเรียนหมั่นฝึกฝนทบทวนตำรา ก็จะนับเป็นวิญญูชนผู้งดงามสง่าได้แล้วจริงหรือ? เหล่าคนหน้าไหว้หลังหลอกที่มุ่งแต่จะสร้างชื่อเสียงจอมปลอมเหล่านั้น คนพวกนั้นไม่เคยเล่าเรียน ไม่เคยหมั่นฝึกฝนทบทวนตำราเลยหรือ?

(เชิงอรรถผู้แปล: โจทย์ข้อนี้เป็น "เจี๋ยตาถี" หรือการนำข้อความจากคัมภีร์สองเล่มมาต่อกัน ท่อนแรกมาจากหลุนอวี่ที่เน้นเรื่อง 'การศึกษา' ส่วนท่อนหลังมาจากต้าเสวียที่แฝงความหมายถึง 'การขัดเกลาคุณธรรมอย่างหนักหน่วงดั่งการเจียระไนหยก' หากผู้สอบตีความตื้นๆ ว่า 'แค่ตั้งใจเรียนก็เป็นวิญญูชนได้' ย่อมถือว่าตกหลุมพราง เพราะผู้ออกข้อสอบต้องการสื่อว่า การจะเป็นคนดีที่แท้จริงต้องขัดเกลาจิตใจด้วย ไม่ใช่แค่ท่องตำราเก่งเพียงอย่างเดียว มิฉะนั้นก็เป็นได้แค่คนหน้าไหว้หลังหลอก)

จบบทที่ ตอนที่ 207 การสอบระดับเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว