- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 206 คนโฉดย่อมถูกคนโฉดกำราบ
ตอนที่ 206 คนโฉดย่อมถูกคนโฉดกำราบ
ตอนที่ 206 คนโฉดย่อมถูกคนโฉดกำราบ
สองพี่น้องตระกูลเสิ่นนั่งอยู่บนหอน้ำชาตลอดทั้งช่วงบ่าย ครั้นเวลาล่วงเลย เสิ่นหย่งจั๋วก็ชักจะร้อนใจอยากกลับบ้าน ด้วยเกรงว่าหากออกมานานเกินไปจะถูกมารดาดุเอาได้
แต่เสิ่นซีกลับเอาแต่รั้งไว้พลางบอกว่าให้รออีกประเดี๋ยว
กระทั่งถึงยามเซินสองเค่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงคนตะโกนดังลั่นถนน "ถนนข้าง ๆ มีคนถูกรุมซ้อม!"
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเซินสองเค่อ (申时二刻) ยามเซินคือช่วงเวลา 15.00 - 17.00 น. ส่วน 1 เค่อเท่ากับ 15 นาที ยามเซินสองเค่อจึงหมายถึงเวลาประมาณ 15.30 น.)
สิ้นเสียงนั้น ผู้คนทั้งใกล้ไกลต่างพากันแตกตื่นโกลาหล
รอยยิ้มรู้ทันผุดขึ้นบนใบหน้าของเสิ่นซี เสียงตะโกนเมื่อครู่นี้เป็นเสียงของซ่งเสี่ยวเฉิงอย่างไม่ต้องสงสัย และนี่ก็คือส่วนหนึ่งในแผนการของเขา เมื่อลงมือทุบตีซ้อมคนเสร็จ ก็ฉวยจังหวะชุลมุนส่งเสียงป่าวร้อง อาศัยนิสัยชอบมุงดูเรื่องสนุกของชาวบ้านดึงดูดผู้คนให้แห่แหนกันไปล้อมวงดู นอกจากจะทำให้พวกเกาฉงต้องอับอายขายหน้าแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ "คนร้าย" อาศัยความวุ่นวายหลบหนีไปได้อีกด้วย
เหล่าผู้เข้าสอบที่อยู่บนหอน้ำชาพอได้ยินข่าวก็อดรนทนไม่ไหว พากันส่งเสียงเซ็งแซ่แล้วแห่กรูไปออกันที่หน้าต่าง หวังจะชะเง้อมองให้ชัดเจนว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นที่ถนนสายถัดไปกันแน่
ทว่าด้วยระยะทางที่ห่างไกล จึงมองเห็นเพียงฝูงชนที่กำลังหลั่งไหลไปรวมตัวกันตรงปากซอยอย่างสับสนวุ่นวาย มองไม่ออกเลยว่าสถานการณ์เป็นตายร้ายดีอย่างไร
"ไป พวกเราไปดูหน่อยเถอะ"
พอผู้เข้าสอบคนหนึ่งเอ่ยปากชักชวน หลายคนก็ถูกความอยากรู้อยากเห็นครอบงำ รีบเดินตามกันออกไปทันที
เสิ่นซีหันไปมองเสิ่นหย่งจั๋ว "พี่ใหญ่ พวกเราก็ไปดูกันบ้างเถอะขอรับ ทางนั้นเป็นทางผ่านกลับบ้านพอดี"
เสิ่นหย่งจั๋วที่เดิมทีก็หมดความอดทนจะนั่งต่ออยู่แล้ว พอได้ยินเช่นนั้นก็รีบพยักหน้ารับ ทว่าสองพี่น้องเพิ่งจะลุกขึ้นยืน เสี่ยวเอ้อร์ประจำร้านก็ปราดเข้ามาหาทันที ด้วยสีหน้าระแวดระวัง เกรงว่าหากสะเพร่าเลินเล่อปล่อยให้โต๊ะไหนลุกหนีไปโดยไม่ได้จ่ายเงิน ตัวเองจะต้องเดือดร้อน
เสิ่นซีล้วงเงินสิบเหวินออกมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะพากันเดินลงบันไดไปกับเสิ่นหย่งจั๋ว แล้วเดินตามฝูงชนมุ่งหน้าไปยังถนนเส้นข้าง ๆ
เนื่องจากเหตุการณ์รุมซ้อมเกิดขึ้นอย่างปุบปับกะทันหัน บนถนนจึงเต็มไปด้วยความแออัดและโกลาหล ทว่ายังไม่ทันที่เสิ่นซีจะเดินไปถึงจุดเกิดเหตุ มือปราบกลุ่มใหญ่ก็รีบรุดมาถึงอย่างรวดเร็ว
ตามปกติแล้ว หากมีเหตุทะเลาะวิวาทชกต่อยกันในตัวเมือง มือปราบเหล่านี้มักจะคร้านจะใส่ใจ ทว่าครั้งนี้ผู้ที่ถูกซ้อมกลับเป็นบรรดาลูกหลานขุนนางผู้มีชื่อเสียง พวกเขาจึงไม่อาจไม่กระตือรือร้นได้
ในที่สุดเมื่อมาถึงปากซอยถนนข้าง ๆ ก็เห็นเกาฉง คุณชายเหอ และพรรคพวก มีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มใบหน้า กำลังพยุงกันนั่งแหมะอยู่ริมขอบถนน เดิมทีพวกเขาสวมเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราตั้งใจมาเกี้ยวพาราสีสตรีที่เจี้ยวฟาง แต่ผลสุดท้ายนอกจากจะถูกอัดจนสะบักสะบอมแล้ว บนชุดหรูหราเหล่านั้นยังเต็มไปด้วยรอยเท้าและคราบโคลนมอมแมมไปหมด
มีคุณชายคนหนึ่งยกมือขึ้นกุมแก้มที่บวมปูด พลางสบถด้วยความเคียดแค้น "อย่าให้บิดารู้นะว่าเป็นฝีมือไอ้ลูกเต่าตัวไหน!"
สำเนียงการพูดของเขาเจือแววคนเหนือ ดูท่าคงเพิ่งจะเคยมาเหยียบถิ่นเมืองถิงโจวเป็นครั้งแรก
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันชี้ไม้ชี้มือ กระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ คนอย่างเกาฉงเป็นพวกรักหน้าตายิ่งชีพ ตอนนี้ถูกซ้อมจนหน้าตาเขียวปูด นับเป็นช่วงเวลาที่ขายหน้าที่สุดในชีวิต ดังนั้นทันทีที่มือปราบแหวกฝูงชนเข้ามา สิ่งแรกที่เกาฉงออกคำสั่งให้ทำกลับไม่ใช่การไล่ล่าหาตัวคนร้าย แต่เป็นการสั่งให้ไล่ตะเพิดฝูงชนรอบ ๆ ออกไปก่อน
"...มองอะไรกัน? เจ้าหน้าที่ทางการกำลังทำงาน หลีกไป ๆ! หากยังไม่ไปอีก จะจับโยนไปที่ว่าการให้หมด!"
ในตอนแรกเหล่ามือปราบต่างวางอำนาจบาตรใหญ่ หวังจะใช้ความน่าเกรงขามของทางการ ข่มขวัญให้ชาวบ้านสลายตัวไปเอง ทว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกลางย่านชุมชนที่มีทั้งร้านรวงและแผงลอยเรียงรายหนาแน่น การจะไล่คนไปง่าย ๆ จึงไม่ได้ผลนัก ชาวบ้านอย่างมากก็แค่ยอมถอยร่นออกไป ทำให้วงล้อมขยายกว้างขึ้น และยิ่งทำให้มีคนมองเห็นสภาพอันน่าสมเพชของพวกเกาฉงมากขึ้นไปอีก
เกาฉงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขาชักดาบที่เอวของมือปราบคนหนึ่งออกมา แล้วแกว่งไกวชี้หน้าขู่ชาวบ้านที่มามุงดู "พวกแกยังไม่ยอมไสหัวไปอีกใช่ไหม บิดาจะฟันให้ตายให้หมด!"
คงเพราะวางอำนาจจนเคยตัว เขาจึงคิดว่าไม้นี้จะใช้ข่มขวัญคนได้ผล ทว่าชาวบ้านต่างรู้ดีถึงหลักการที่ว่า 'กฎหมายมิอาจเอาผิดคนหมู่มาก' ท่ามกลางแสงแดดจ้าแสก ๆ เช่นนี้ พวกเขาก็แค่วิ่งไปซื้อซีอิ๊วแล้วแวะมามุงดู ไม่ได้ทำผิดกฎหมายข้อใด พวกเขาไม่เชื่อหรอกว่าคุณชายเกาผู้แสนจะโอหังผู้นี้จะกล้าลงดาบจริง ๆ
(เชิงอรรถผู้แปล: วิ่งไปซื้อซีอิ๊ว (打酱油) เปรียบเปรยถึงคนที่บังเอิญผ่านมามุงดูเหตุการณ์โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์ใด ๆ)
ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนสวนมาจากในฝูงชน "มีน้ำยาก็ฟันเลยสิ!"
"ใช่ มีน้ำยาก็ฟันเลย!"
เสียงโห่ร้องดังลั่น ผู้คนมากมายต่างจ้องมองด้วยสายตาเหยียดหยาม
คราวนี้เหล่ามือปราบชักจะร้อนรนขึ้นมาจริง ๆ บางคนเริ่มหันไปตวาดใส่ฝูงชน "เมื่อกี้ใครตะโกน แน่จริงก็โผล่หัวออกมาดูสิ ข้าจะจับแกใส่ขื่อคาลากเข้าที่ว่าการไปโบยให้หลังลาย!"
กลุ่มชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ส่งเสียงหัวเราะครืนออกมาอีกระลอก
นี่คงเป็นเพราะตามปกติแล้วพวกเกาฉงมักจะสร้างความเดือดร้อนในตัวเมืองจนเป็นที่เกลียดชัง พอตอนนี้คนกลุ่มนี้ถูกรุมซ้อม ชาวบ้านจึงพากันปรบมือโห่ร้องด้วยความสะใจ ไม่ว่าเมื่อก่อนจะเคยถูกคนพวกนี้รังแกหรือไม่ ต่างก็แห่กันมามุงดูและส่งเสียงเฮกันอย่างถ้วนหน้า
ด้วยจำนวนคนที่แห่กันมามากขึ้นเรื่อย ๆ ถนนหลายสายจึงถูกเบียดเสียดจนแทบไม่มีที่ว่างให้สัญจร เหล่ามือปราบหมดหนทางที่จะไล่ตามจับตัวคนร้ายที่หนีไปได้ ในท้ายที่สุดเกาฉงที่ทนแบกรับความอับอายไม่ไหว ก็เลิกส่งเสียงด่าทอข่มขู่ แล้วพยุงร่างอันทุลักทุเลของตนร่วมกับกลุ่มสหาย เดินโซเซหนีเข้าไปในเจี้ยวฟาง
เมื่อบานประตูสีชาดปิดลง ชาวบ้านที่มามุงดูก็พากันสลายตัวกลับไปพร้อมรอยยิ้มเบิกบานใจ
เสิ่นหย่งจั๋วมองดูตึกสีชาดเบื้องหน้า คล้ายจะนึกถึงเงาร่างอันงดงามที่เคยพบเจอเมื่อวันก่อน เขาถอนหายใจแผ่วเบาแล้วเอ่ยถาม "น้องเจ็ด คนพวกนั้นเป็นใครกันหรือ?"
เสิ่นซีครุ่นคิดหาถ้อยคำที่เหมาะสม "ถือเสียว่าเป็นคนเลวก็แล้วกันขอรับ คนพวกนี้วัน ๆ เอาแต่รังแกชาวบ้านย่ำยีสตรี วางอำนาจบาตรใหญ่เพราะมีครอบครัวคอยหนุนหลัง อาละวาดไปทั่วเมือง... คงเพราะไปล่วงเกินคนไว้มากเกินไป เลยถูกเวรกรรมตามสนองกระมัง"
เสิ่นหย่งจั๋วพยักหน้ารับ เดินตามเสิ่นซีมุ่งหน้ากลับไปทางร้านขายยา ทว่ายังมิวายเหลียวหลังกลับไปมองอีกครั้ง "ที่แท้พวกลูกหลานขุนนางก็เลวทรามเช่นนี้เองหรือนี่"
ครั้นเสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วกลับมาถึงร้านขายยา กลับเห็นหวังซื่อนั่งรออยู่ข้างในก่อนแล้ว หวังซื่อรอบุตรชายอยู่ที่บ้านไม่ไหวจึงแล่นมาทวงถามเอาคนจากโจวซื่อถึงที่ร้าน โวยวายเสียงดังอยู่นานครึ่งค่อนวัน
ทันทีที่หวังซื่อเห็นหน้าเสิ่นหย่งจั๋ว นางก็ตวาดแหว "ต้าหลาง ทั้งบ่ายนี้เจ้ามัวแต่ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมาฮึ!"
เสิ่นซีรีบพูดแทรกขึ้นมา "ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือขอรับ ว่าพี่ใหญ่ไม่จำเป็นต้องรีบกลับบ้านเร็ว?"
หวังซื่อหันขวับมาพุ่งเป้าใส่เสิ่นซีทันควัน "ก็เป็นเพราะไอ้เด็กอย่างเจ้านี่แหละที่พาต้าหลางของข้าไปเสียคน หากการสอบของต้าหลางในวันพรุ่งนี้มีอันใดผิดพลาดขึ้นมา คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!"
โจวซื่อได้ยินดังนั้นก็ประท้วงด้วยความไม่พอใจ "พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านกล่าวเช่นนี้เห็นทีจะไม่ถูกต้องนัก เหตุใดไม่พูดบ้างเล่าว่าเป็นต้าหลางที่พาไอ้เด็กทึ่มของข้าออกไปเถลไถลไม่ยอมกลับบ้าน?"
หวังซื่อแค่นหัวเราะเสียงเย็น "ต้าหลางของข้าเป็นเด็กช่างรู้ความ คิดว่าจะชอบเที่ยวเตร่ซุกซนไปทั่วเหมือนเสี่ยวชีบ้านเจ้าอย่างนั้นหรือ?"
ต่อหน้าลูกค้าที่มาซื้อยามากมาย หวังซื่อกล่าววาจาโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย การกระทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการแฉความขัดแย้งภายในตระกูลเสิ่นให้คนนอกรับรู้ชัดๆ
โจวซื่อฟังแล้วถึงกับอับจนถ้อยคำด้วยความโมโห ทว่าตอนนี้นางเหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะถึงกำหนดคลอด จึงได้แต่ยกมือขึ้นลูบหน้าอก พยายามสงบจิตสงบใจ และอดกลั้นไม่ต่อล้อต่อเถียงกับหวังซื่อให้มากความ
อย่างไรเสีย เมื่อการสอบระดับเมืองสิ้นสุดลง หวังซื่อก็ต้องพาบุตรชายกลับบ้านเกิด ส่วนนางยังต้องรั้งอยู่ค้าขายในเมืองนี้ต่อไป หากขืนด่าทอกันต่อไป ผู้ที่ได้ไม่คุ้มเสียก็คือนางเอง
หวังซื่อกระชากคอเสื้อเสิ่นหย่งจั๋ว แล้วเชิดหน้าเดินกรีดกรายออกไปทางประตูใหญ่ของร้านขายยาอย่างวางอำนาจ
คล้อยหลังคนทั้งสอง ลูกค้าประจำท่านหนึ่งก็เอ่ยกลั้วหัวเราะ "ฮูหยินเสิ่น พี่สะใภ้ใหญ่ของท่านดูจะไม่ค่อยรับฟังเหตุผลสักเท่าไรเลยนะ!"
ถึงยามนี้โจวซื่อกลับเผยให้เห็นมาดกุลสตรีผู้โอบอ้อมอารี นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ทุกครอบครัวย่อมมีเรื่องยากจะเอ่ย พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าก็เป็นเพราะสามีไม่อยู่ข้างกาย นางคาดหวังกับการเรียนของบุตรชายมากเกินไป อารมณ์จึงเกรี้ยวกราดไปบ้าง ความจริงแล้ว ปกติพี่สะใภ้ใหญ่ของข้าก็รักใคร่ทะนุถนอมพวกลูกหลานมากทีเดียวเจ้าค่ะ"
ลูกค้าในร้านที่เห็นหวังซื่อด่ากราดเมื่อครู่ต่างรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการกระทำนั้น ทว่าเมื่อได้เห็นโจวซื่อรู้จักรู้สถานการณ์รู้กาลเทศะ พวกเขากลับเอ่ยปากชื่นชมนางกันยกใหญ่
เมื่อได้ยินเสียงชื่นชมจากคนรอบข้าง โจวซื่อก็แย้มยิ้มอย่างถ่อมตน เสิ่นซีเห็นท่าทีของมารดาก็ลอบคิดในใจว่า หากถูกลูกค้าชมอีกสักสองสามประโยค ท่านแม่คงได้ลอยละล่องไปไกลเป็นแน่
"ท่านแม่ ข้าขอตัวขึ้นไปทบทวนตำราที่ชั้นบนก่อนนะขอรับ"
เนื่องจากบันไดทางขึ้นชั้นสองของร้านขายยาตั้งอยู่ที่ห้องหลัง เสิ่นซีกล่าวจบก็เดินมุดผ่านม่านกั้นห้องโถงหน้าไป ทว่าเพิ่งก้าวออกไปได้เพียงสองก้าว จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงสายลมแรงวูบหนึ่งพัดตามหลังมา ติดตามด้วยใบหูที่ถูกโจวซื่อบิดหมุนอย่างแรง!
"ไอ้เด็กเหม็น! ทั้งบ่ายมัวแต่มุดหัวไปอยู่ที่ใดมาฮึ! ปล่อยให้แม่ของเจ้าถูกป้าสะใภ้ใหญ่ด่าทอต่อหน้าคนนอก เจ้าเห็นแล้วคงบันเทิงใจมากใช่หรือไม่!"
โจวซื่อที่อัดอั้นตันใจมาพักใหญ่ เมื่อสบโอกาสก็หวังจะระบายโทสะทั้งหมดลงที่ตัวบุตรชาย
"เป็นพี่ใหญ่ที่ไม่ยอมกลับมาเองนี่ขอรับ" ถึงยามนี้ เสิ่นซีจำต้องโยนเผือกร้อนไปให้เสิ่นหย่งจั๋วรับเคราะห์แทน
โจวซื่อตวาดแหว "พี่ใหญ่ของเจ้าเพิ่งเข้าเมืองมาได้กี่วัน ซ้ำยังไม่รู้ทาง หากเจ้าดึงดันจะกลับ มีหรือที่เขาจะไม่ตามมา? ไอ้ลูกเต่า! เสียแรงที่ข้ารักและเอ็นดูเจ้า ไม่รู้จักเห็นใจมารดาบ้างเลย เมื่อครู่นี้ข้าถูกยั่วโมโหจน... เฮ้อ! อยากจะด่ากราดป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าให้สะใจไปเลยจริงๆ!"
เสิ่นซีสูดปากร้องโอดโอย "ท่านแม่ เบามือหน่อยขอรับ บิดหูข้าขาดแล้ว พรุ่งนี้เข้าสอบข้าจะไม่ได้ยินเสียงเอา หากสอบตกขึ้นมาอย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน!"
"คิดว่าข้าหลอกง่ายนักหรืออย่างไร เวลาทำข้อสอบเจ้าใช้หูจับพู่กันเขียนหรือฮึ!" โจวซื่อสบถด่าอีกประโยค ทว่าก็ยอมคลายมือออก "ขึ้นไปชั้นบนได้แล้ว! และห้ามลงมาก่อนเวลาอาหารเย็นเด็ดขาด!"
เสิ่นซีลอบแลบลิ้นปลิ้นตา ก่อนจะแสร้งทำคอตกเดินขึ้นบันไดไป
กระทั่งตะวันคล้อยต่ำ เสิ่นซีจึงเดินหาวหวอดลงบันไดมา เมื่อครู่เขาได้งีบหลับพักผ่อนอยู่ชั้นบนจนเต็มอิ่ม
ฮุ่ยเหนียงกลับมาถึงร้านได้พักใหญ่แล้ว เวลานี้นางกำลังจับเข่าคุยปรึกษาหารืออยู่กับโจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์
ฮุ่ยเหนียงได้ยินเรื่องที่พวกเกาฉงถูกรุมซ้อมมาแล้วเช่นกัน ข่าวลือภายนอกแพร่สะพัดไปทั่ว บ้างก็ว่าเป็นฝีมือของคนจาก "พรรคทางบก" ทว่าจะเป็นใครแน่ชัดนั้นต่างก็วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
โจวซื่อกล่าวสบถ "พวกลูกหลานขุนนางเสเพลพวกนั้น ปีก่อนยังมาก่อกวนร้านขายยาของพวกเราอยู่เลย สมควรถูกเวรกรรมตามสนองแล้ว!"
ฮุ่ยเหนียงกลับขมวดคิ้วมุ่น "เรื่องนี้ดูมีเงื่อนงำไม่ชอบมาพากลนัก คนของพรรคทางบกต่อให้โอหังเพียงใด ก็คงไม่กล้าท้าทายอำนาจทางการอย่างโจ่งแจ้ง ยิ่งผู้ที่ถูกซ้อมในครั้งนี้คือคุณชายของท่านเจ้าเมืองเกาและนายอำเภอเหอด้วยแล้ว"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ดวงตาเป็นประกาย นางแย้มยิ้มพลางเอ่ย "เถ้าแก่ นี่นับเป็นเรื่องดีมิใช่หรือเจ้าคะ? คนพวกนั้นบังอาจเหิมเกริมกล้าต่อกรกับคนของทางการ ในเมื่อตอนนี้มีทางการออกหน้าจัดการลงทัณฑ์พวกมัน ก็เท่ากับช่วยประหยัดแรงพวกเราพอดี"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ "มันก็จริงอย่างที่เจ้าว่า แต่ว่า..."
ทว่าภายในใจของนางกลับยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
เหตุการณ์นี้ประจวบเหมาะเกินไปหน่อย คนของพรรคทางบกเพิ่งจะมีข้อพิพาทกับสมาคมการค้า คล้อยหลังไม่ทันไร หลานชายของเจ้าเมืองเกาและบุตรชายของนายอำเภอเหอกลับถูกทุบตีรุมซ้อม ซ้ำหลักฐานทั้งหมดยังชี้เป้าไปที่พรรคทางบกอีก ต่อให้คิดเสียว่าเป็นสวรรค์ดลบันดาล ก็ออกจะเข้าข้างพวกนางถูกจังหวะเวลาเกินไปสักหน่อย
โจวซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบิกบานใจ "โบราณว่าไว้ไม่มีผิด คนโฉดย่อมถูกคนโฉดกำราบ สองกลุ่มนั่นล้วนแต่เป็นพวกชั่วช้าสารเลว ตอนนี้หมากัดหมา กัดกันให้ขนร่วงจมเขี้ยวไปเลยนั่นแหละดีที่สุด ประเดี๋ยวให้ซ่งลิ่วไปส่งข่าวที่ท่าเรือสักหน่อย กิจการเดินเรือของพวกเราจะได้ดำเนินต่อไปตามปกติ เช่นนี้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าแรงให้พวกลูกหาบไปสูญเปล่าแล้ว"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้า ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ "เมื่อวานเสี่ยวเฉิงมาบอกกล่าวข้าอย่างรีบร้อนว่าที่บ้านมีธุระ ป่านนี้เขาน่าจะอยู่บนเส้นทางกลับอำเภอหนิงฮว่าแล้วล่ะ"
"ส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นเรื่องวิวาห์ของเขากับซวี่เหลียนนั่นแหละ... ข้ามองปราดเดียวก็รู้ว่าบุรุษสตรีคู่นี้มีวาสนาด้ายแดงผูกพันกัน ทว่าขืนปล่อยให้อยู่ร่วมกันโดยไร้ซึ่งสถานะที่ถูกต้องตามประเพณีเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ คงไม่งามแน่ หากนานวันเข้าท้องของซวี่เหลียนเกิดมีวี่แววอันใดขึ้นมา เรื่องมงคลจะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวเอาได้... ที่รีบร้อนกลับไปครานี้ หรือว่าจะป่องขึ้นมาจริงๆ หนอ?"
ยามนี้โจวซื่อกำลังอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงสลัดเรื่องขุ่นข้องหมองใจที่ถูกหวังซื่อมาก่อกวนทิ้งไปจนสิ้น "น้องสาว ในฐานะที่เจ้าเป็นหลงจู๊ใหญ่ วันหน้าก็ควรยื่นมือเข้าช่วยสนับสนุนพวกเขาสักหน่อย ถือเสียว่าช่วยสานฝันให้คนหนุ่มสาวคู่นี้ได้สมหวังเถิด"
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มพยักหน้ารับ ทว่าบนใบหน้ากลับยังคงทิ้งร่องรอยแห่งความฉงนสงสัยอยู่ไม่คลาย
อาศัยช่วงที่ฟ้ายังไม่มืดมิด ฮุ่ยเหนียงจึงสั่งให้ซิ่วเอ๋อร์ไปเรียกตัวซวี่เหลียนจากฝั่งโรงต้มยามาพบ
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อจะถามไถ่ตรงไปตรงมาก็กระไรอยู่ จึงได้แต่หยั่งเชิงเลียบเคียงอยู่นานครึ่งค่อนวัน ซวี่เหลียนถึงค่อยจับใจความได้ว่าพวกนายหญิงกำลังหมายถึงเรื่องใด พวงแก้มของเด็กสาวแดงปลั่งราวกับลูกตำลึงสุกในพริบตา
โจวซื่อเอ่ยกระเซ้า "อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ยังจะมาม้วนต้วนขวยเขินอยู่อีกทำไมเล่า? ไหนบอกมาสิว่ามีหรือยัง"
ซวี่เหลียนหน้าแดงลามไปถึงใบหู นางรีบปฏิเสธพัลวัน "นายหญิงทั้งสอง มีเรื่องเช่นนั้นที่ไหนกันเจ้าคะ พี่ลิ่วเขาเพียงเอ่ยปากว่าหากหาเงินได้เมื่อใดก็จะมาสู่ขอข้า... เมื่อปีก่อนที่บ้านบีบบังคับให้ข้าออกเรือนหนักหนา เขาถึงพาข้าหนีมาตั้งหลักที่เมืองถิงโจวแห่งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเราต่างก็ถือหลักคุณธรรมรักษามารยาท ไม่เคยล่วงเกินกันเลยนะเจ้าคะ..."