- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 205 แข่งกันว่าผู้ใดอายุน้อยกว่า
ตอนที่ 205 แข่งกันว่าผู้ใดอายุน้อยกว่า
ตอนที่ 205 แข่งกันว่าผู้ใดอายุน้อยกว่า
บุคคลที่เสิ่นซีคิดจะใส่ร้ายป้ายสี ก็คือตัวร้ายที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่กระฉ่อนไปทั่วเมืองถิงโจว นามว่าเหลยอู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหน้าพรรคของ "พรรคทางบก"
เหลยอู่ผู้นี้มีกิจการรถม้าอยู่ในมือ เลี้ยงดูลูกน้องนับร้อยคน ซ้ำร้ายภายใต้ลูกน้องเหล่านี้ยังมีอันธพาลอันธพาลอีกหลายร้อยคน คอยต้มตุ๋นหลอกลวง และรีดไถค่าคุ้มครองจากพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยทางฝั่งทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง เป็นเจ้าถิ่นที่วางก้ามใหญ่โต
ว่ากันว่าเหลยอู่ผู้นี้กระทำเรื่องชั่วช้าสามานย์มานับไม่ถ้วน ทั้งฆ่าคนวางเพลิง ล้วนแต่เคยทำมาหมดสิ้น เพียงแต่ขุมกำลังลูกน้องใต้บังคับบัญชานั้นแข็งแกร่งนัก สามารถระดมคนหลายร้อยคนได้ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ บรรดาเจ้าเมืองเมืองถิงโจวและนายอำเภอฉางถิงที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดำรงตำแหน่ง ต่างก็ไม่อยากจะทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โตจนส่งผลกระทบต่อการประเมินผลงานของตน ผนวกกับอีกฝ่ายก็ไม่ได้มาก่อกวนถึงบนหัว จึงเลือกที่จะหลับตาข้างลืมตาข้าง ปล่อยให้มันกำเริบเสิบสานต่อไป
เหลยอู่เป็นคนหยาบกระด้าง ทว่ากลับชอบทำตัวเป็นปัญญาชน สถานที่ที่ชอบไปเยือนมากที่สุดก็คือเจี้ยวฟางซือ เพื่อไปอวดอ้างฝีมือทางกวีให้แก่บรรดาคณิกาที่เชี่ยวชาญทั้งพิณ หมากรุก ลายมือ และภาพวาดได้ชื่นชม ในช่วงกลางและปลายราชวงศ์หมิง เจี้ยวฟางซือไม่ได้เปิดต้อนรับเพียงแค่ปัญญาชนผู้มีบรรดาศักดิ์ ขุนนาง และผู้ดีมีตระกูลอีกต่อไป คนอย่างเหลยอู่ขอเพียงมีเงินตำลึงจ่าย ก็สามารถเข้าไปหาความสำราญได้เช่นกัน
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวฟางซือ (教坊司) สำนักสังคีตหลวง เป็นหน่วยงานดูแลการแสดงดนตรีและร่ายรำของราชสำนัก แต่มักถูกใช้เป็นสถานที่ลงทัณฑ์ โดยกักขังและบังคับให้สตรีจากครอบครัวขุนนางต้องโทษตกเป็นคณิกาหลวง)
ช่างบังเอิญนัก เมื่อเดือนก่อนตอนที่เหลยอู่กำลังตามตื๊อคณิกาหลวงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังนางหนึ่งในเจี้ยวฟางซือ ก็บังเอิญไปพบเจอกับเกาฉงและพรรคพวกเข้าพอดี ในเวลานั้นเกาฉงกำลังทุ่มเงินหว่านเสน่ห์เพื่อตามจีบคณิกาผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความสามารถนางนั้นอยู่ ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการปะทะกันขึ้น
ท้ายที่สุด เมื่อเหลยอู่ล่วงรู้ถึงภูมิหลังของอีกฝ่าย ก็ยอมกลืนเลือดลงคอถอยร่นกลับไป แน่นอนว่าเกาฉงและพรรคพวกย่อมลำพองใจยิ่งนัก พบเจอผู้ใดก็เอาแต่ป่าวประกาศว่าเหลยอู่เป็นไอ้เต่าหดหัว เป็นไอ้หน้าโง่ที่ยอมให้เมียสวมเขา
สิ่งที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ เมื่อช่วงกลางเดือนก่อน ขณะที่ภรรยารองของเหลยอู่นั่งเกี้ยวกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด เกี้ยวอันวิจิตรตระการตากลับไปพบเข้ากับกลุ่มของเกาฉงโดยบังเอิญ ผลปรากฏว่าคนกลุ่มนั้นได้ดักสกัดเกี้ยวเอาไว้ แล้วทำการล่วงเกินแทะโลมภรรยารองของเหลยอู่ ว่ากันว่าถึงขั้นลงไม้ลงมือลวนลามกันเลยทีเดียว เป็นการตอกย้ำข่าวลือเรื่องที่เหลยอู่เป็นไอ้หน้าโง่ที่ยอมให้เมียสวมเขาให้เป็นความจริง
เหลยอู่ผูกใจเจ็บเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทว่าเขาก็ไม่กล้าผลีผลามลงมือแก้แค้น ทำได้เพียงระบายโทสะใส่คนในครอบครัวและลูกน้องใต้บังคับบัญชา ภรรยารองผู้โชคร้ายนางนั้นเกือบจะถูกเขาย่ำยีจนถึงแก่ความตาย
คนของพรรคทางบกไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มของเหลยอู่กลุ่มเดียว ทว่าเหลยอู่กลับเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในบรรดาพรรคทางบกทั้งหมด หากพรรคทางบกมีความเคลื่อนไหวอันใด ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่เหลยอู่จะไม่ล่วงรู้เรื่องราว
หลังจากเสิ่นซีจัดแจงเรื่องราวทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อร่ำเรียนหนังสือ
คาดเดาเอาไว้ว่าซ่งเสี่ยวเฉิงต้องไปตามหาคน ผนวกกับต้องไปสืบเสาะเส้นทางที่พวกของเกาฉงมักจะไปเคลื่อนไหว กว่าจะกลับมาปรึกษาหารือวางแผนลอบโจมตีอย่างละเอียดกับเขาก็คงต้องใช้เวลาสักสองถึงสามวัน
ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าซ่งเสี่ยวเฉิงเพิ่งจะออกไปเมื่อช่วงเช้า พอตกเย็นก็รีบรุดกลับมาแล้ว... เขาไปตามหาผู้ช่วยมาได้สิบกว่าคน ล้วนเป็นคนบ้านเดียวกันจากอำเภอหนิงฮว่าทั้งสิ้น พวกเขายินดีที่จะ "ร่วมวางแผนการใหญ่" กับซ่งเสี่ยวเฉิง
"...หลงจู๊น้อยโปรดวางใจเถิด ข้าบอกคนพวกนั้นไปว่า แท้จริงแล้วเป็นเหลยอู่ที่ไม่พอใจคุณชายแซ่เกาผู้นั้น แต่ตัวเขาเองไม่สะดวกจะลงมือ จึงได้มาว่าจ้างพวกเราให้ออกโรงแทน"
ซ่งเสี่ยวเฉิงมีแผนการเจ้าเล่ห์แพรวพราวนัก เสิ่นซีกล่าวด้วยความพึงพอใจว่า "เช่นนี้ก็ดี ถึงเวลาลงมือ พวกท่านจงพูดจาให้ฉลาดสักหน่อย อย่าได้เผยพิรุธออกมาอย่างตั้งใจเป็นอันขาด ทางที่ดีให้เอ่ยถ้อยคำมีเงื่อนงำคลุมเครือทำนองว่า 'ดูสิว่าวันหน้าพวกเจ้ายังจะกล้ายโสโอหังอยู่ในเมืองอีกหรือไม่ ไม่ลองไปสืบดูเสียบ้างล่ะว่าในเมืองนี้ผู้ใดเป็นใหญ่' ขอเพียงคุณชายแซ่เกาลองนำไปไตร่ตรองดูสักหน่อย ก็ย่อมจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้เองว่าเหลยอู่เป็นผู้จ้างวานคนมาลงมือ"
หันมาดูทางฝั่งสมาคมการค้ากันบ้าง หลังจากท่าเรือถูกก่อกวน สินค้าถูกผลักตกแม่น้ำ ฮุ่ยเหนียงได้หารือกับบรรดาผู้อาวุโสแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะ "ยอมถอย" ไปก่อนชั่วคราว
นอกจากการกลืนเลือดลงคอแล้ว ยังต้องหาคนไปเป็นตัวกลางเจรจาประนีประนอมกับพรรคทางบกอีกด้วย การที่ถูกเอาเปรียบแล้วยังต้องยอมเป็นฝ่ายลดตัวลงไปขอโทษขอโพย ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางสังคมอันต่ำต้อยของพ่อค้าวาณิชในยุคสมัยนี้ได้เป็นอย่างดี
น่าเสียดายที่ฮุ่ยเหนียงยึดถือคติที่ว่า 'ยอมถอยสักก้าว ทะเลกว้างฟ้าสดใส' ทว่านางกลับไม่ได้ตระหนักเลยว่า การที่สมาคมการค้าเปิดกองเรือและกิจการรถม้า แท้จริงแล้วก็คือการแย่งชิงผลประโยชน์ทางอ้อมกับพรรคทางบกอยู่แล้ว อีกฝ่ายจะยอมรามือไปง่ายๆ ได้อย่างไรกัน
คนที่ฮุ่ยเหนียงส่งออกไปได้เดินทางไปคารวะตามสาขาต่างๆ ของพรรคทางบก พร้อมทั้งมอบของกำนัลให้ ทว่าคนเหล่านั้นกลับไม่ยอมไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเหลยอู่ ที่อาศัยจังหวะว่าตนเองมีลูกน้องใจเหี้ยมโหดอยู่มาก และมีกำลังพลแข็งแกร่ง จึงไม่เห็นสมาคมการค้าอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวว่าทางที่ดีที่สุดคือให้สมาคมการค้ายุบกองเรือและกิจการรถม้าทิ้งไปเสีย มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงกว่านี้อีกเป็นแน่
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าภัยพิบัติกำลังจะมาเยือนพวกเขาแล้ว!
"...หากคนพวกนั้นไม่ยอมรับการเจรจา พวกเราก็คงทำได้เพียงหยุดกิจการที่ท่าเรือเอาไว้ชั่วคราว เพื่อหลบเลี่ยงกระแสลมพายุลูกนี้ไปก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่" ตอนที่ฮุ่ยเหนียงหารือเรื่องนี้กับโจวซื่อ นางได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน สู้ไม่ได้ก็ต้องหลบ สตรีและเด็กในตระกูลลู่และตระกูลเสิ่นมีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับกลุ่มคนอันธพาลอย่างพรรคทางบกให้มากที่สุด
เสิ่นซีส่ายหน้าด้วยความจนปัญญา เขาไม่รู้ว่าวิธีการจัดการอันดุดันเกรี้ยวกราดของตนนั้นถูกต้องหรือไม่ ทว่าหากต้องการจะขจัดภัยคุกคามจากพรรคทางบกให้สิ้นซาก การใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดก็ถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
วันที่สิบเจ็ดเดือนสี่ สองวันก่อนที่การสอบระดับเมืองจะเริ่มต้นขึ้น ซ่งเสี่ยวเฉิงได้สืบเสาะจนล่วงรู้ถึงสถานที่ที่เกาฉงมักจะไปเยือนเป็นประจำในยามปกติแล้ว เนื่องจากเวลาที่เกาฉงออกไปไหนมาไหน เขามักจะมีบริวารและผู้คุ้มกันห้อมล้อมอยู่เสมอ จะมีก็เพียงตอนที่ออกไปเที่ยวเตร่หาความสำราญในหอคณิกาเท่านั้น ที่เขาจะไม่ทำตัวเอิกเกริกจนเกินงาม
เสิ่นซีวิเคราะห์สถานการณ์ ความบาดหมางระหว่างเหลยอู่และเกาฉงนั้นเริ่มต้นขึ้นเพราะสตรี หากเกาฉงถูกดักทำร้ายที่หน้าประตูเจี้ยวฟางซือ กระทั่งไม่ต้องปล่อยข่าวลืออันใดออกมา เกาฉงก็คงจะตระหนักได้ในทันทีว่าเป็นฝีมือการจ้างวานของเหลยอู่เป็นแน่
เสิ่นซีได้วางแผนการอย่างละเอียดรัดกุม ซึ่งรวมไปถึงขั้นตอนการเข้าเมือง การนัดหมายรวมพล จุดดักซุ่มโจมตี เส้นทางหลบหนีหลังจากลงมือสำเร็จ วิธีการทำลายเศษผ้าปิดหน้าทิ้ง และการกระจายกำลังหลบหนีออกนอกเมืองตามประตูต่างๆ…
เสิ่นซีรู้สึกว่าตนเองไม่ได้กำลังวางแผนดักตีคน แต่ราวกับกำลังวางแผนปล้นโรงเงินเสียมากกว่า ซ่งเสี่ยวเฉิงเมื่อได้ฟังจนจบก็เอ่ยชมเปาะ "หลงจู๊น้อย เมื่อชาติก่อนท่านคงจะยึดอาชีพนี้เป็นแน่เลยใช่หรือไม่ขอรับ วางแผนได้รัดกุมรอบคอบละเอียดลออถึงเพียงนี้ ข้าเกรงว่าพอเอาไปเล่าให้ ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนพวกนั้นฟัง พวกมันจะจำกันไม่ได้น่ะสิขอรับ..."
"หากจำไม่ได้ก็คอยย้ำเตือนให้บ่อยหน่อยก็แล้วกัน ขอเพียงให้ทุกคนจดจำให้ขึ้นใจว่าตนเองต้องเข้าเมืองทางประตูใด และออกทางประตูใดก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสนใจเรื่องของผู้อื่น ทุบตีคนเสร็จแล้ว ก็จงกำชับให้พวกเขากลับไปกบดานที่บ้านเกิดสักระยะหนึ่ง รอจนกว่าเรื่องราวจะซาลงค่อยกลับมา พี่ลิ่ว หลังจากเรื่องนี้เสร็จสิ้น ท่านก็ต้องออกไปหลบหน้าสักสองสามวันเช่นกัน ไปลาหยุดกับหลงจู๊ใหญ่เสีย อ้างว่าที่บ้านในอำเภอหนิงฮว่ามีธุระด่วน ต้องกลับไปสะสาง"
ซ่งเสี่ยวเฉิงรับคำสั่งเป็นข้อๆ ก่อนจะจากไป เขายังคงทอดทอนใจไม่หยุดหย่อน ตอนนี้เสิ่นซีได้วางแผนเตรียมการไว้ให้เขาจนครบถ้วนทุกกระเบียดนิ้วแล้ว หากการปฏิบัติงานเกิดข้อผิดพลาดหรือเกิดเรื่องอันใดขึ้น ก็คงต้องโทษที่เขาทำงานไม่ได้เรื่องเอง
แม้ว่ายามปกติซ่งเสี่ยวเฉิงมักจะยิ้มแฉ่งทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย ทว่าเวลาทำงานกลับมีความละเอียดรอบคอบเป็นอย่างมาก เพราะเขาเกรงว่าความประมาทเลินเล่อของตนเองจะนำพาความเดือดร้อนมาให้ ตอนที่เดินออกจากประตูไป เขายังคงพึมพำทบทวนสิ่งที่เสิ่นซีได้สั่งความเอาไว้ในปากอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวว่าพอกลับไปแล้วจะหลงลืมไปเสียสิ้น
...
…
วันที่สิบแปดเดือนสี่ วันสุดท้ายก่อนการสอบระดับเมือง วันนี้เสิ่นซีมีธุระที่ต้องทำอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
เป้าหมายหลักก็เพื่อการเตรียมสอบ
อันดับแรกต้องเดินทางไปที่สนามสอบเพื่อทำความคุ้นเคยกับสถานที่เสียก่อน ขั้นตอนก็เหมือนกับการสอบระดับอำเภอ คือต้องไปรับป้ายหมายเลขประจำตัวที่ที่ว่าการเมืองเสียก่อน จากนั้นจึงไปที่สนามสอบเพื่อชะโงกหน้ามองลอดประตูสนามสอบเข้าไป เพื่อให้พอรู้ตำแหน่งคร่าวๆ ของเพิงสอบที่ตนเองจะต้องนั่งสอบ
เนื่องจากเพิงสอบของการสอบระดับเมืองก็คือสถานที่เดียวกับที่ใช้จัดการสอบระดับอำเภอฉางถิงในก่อนหน้านี้ สิ่งนี้จึงพอจะทำให้ผู้เข้าสอบท้องถิ่นของอำเภอฉางถิงมีความได้เปรียบอยู่บ้าง ทว่าในการสอบที่แท้จริง สิ่งที่ใช้วัดผลกันก็คือความรู้ความสามารถ การแสดงฝีมือในห้องสอบขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของผู้เข้าสอบ มิใช่ว่าผู้เข้าสอบท้องถิ่นจะทำคะแนนได้ดีเสมอไป
หลังจากดูสนามสอบเสร็จสิ้น สองพี่น้องเสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วก็ต้องไปพบปะกับผู้เข้าสอบที่ทำหู้เจี๋ยร่วมกันอีกด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: หู้เจี๋ย (互结) การผูกพันรับรองซึ่งกันและกันของผู้เข้าสอบ หากมีผู้ใดทุจริต ผู้ที่ร่วมรับรองจะต้องรับโทษเกี่ยวโยงไปด้วย)
ผู้เข้าสอบที่ทำหู้เจี๋ยร่วมกันในคราวนี้ ส่วนใหญ่ล้วนมีอายุราวๆ ยี่สิบปี
การที่เสิ่นหย่งจั๋วเข้าสอบระดับเมืองด้วยวัยสิบแปดปีก็นับว่าอายุน้อยแล้ว ทว่าคนที่เข้าสอบด้วยวัยเพียงสิบขวบปีอย่างเสิ่นซี นับตั้งแต่สถาปนาราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา ในอาณาเขตเมืองถิงโจวนี้ก็เพิ่งจะเคยมีเขาเป็นคนแรกนี่แหละ
"ไอหยา นี่มิใช่เด็กอัจฉริยะน้อยที่เลื่องลือกันไปทั่วทั้งเมืองถิงโจวหรอกหรือ มองแต่ภายนอกไม่ได้จริงๆ แฮะ!"
"บางทีเขาอาจจะมีความรู้ความสามารถจริงๆ ถึงขั้นสอบผ่านการสอบระดับเมืองในครานี้รวดเดียวไปเลยก็ได้นะ "
"ผู้มีปณิธานไม่จำเป็นต้องอายุมาก ไม่แน่ว่าปีหน้าเด็กอัจฉริยะอาจจะอยากจะสอบผ่านการสอบระดับท้องถิ่น เพื่อก้าวขึ้นเป็นซิ่วไฉที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองถิงโจวเลยก็ได้นะ! ฮ่าฮ่า..."
(เชิงอรรถผู้แปล: ผู้มีปณิธานไม่จำเป็นต้องอายุมาก (有志不在年高) สำนวนหมายถึง ความตั้งใจหรือความสามารถของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ)
คนกลุ่มหนึ่งพากันส่งเสียงโห่ร้องเฮฮา เนื่องจากต่างก็เป็นผู้เข้าสอบด้วยกัน จึงไม่กลัวว่าจะล่วงเกินผู้ใด พากันเอ่ยปากหยอกล้อเหน็บแนมอย่างตามใจชอบ
เสิ่นซีลอบคิดในใจ "แต่ละคนแม้แต่บรรดาศักดิ์ขุนนางอย่างเป็นทางการก็ยังไม่มี กลับเรียนรู้ธรรมเนียมปัญญาชนมักดูแคลนกันเองมาเสียแล้ว ข้าอายุน้อยแล้วมันไปขัดหูขัดตาพวกเจ้าตรงที่ใดกัน"
(เชิงอรรถผู้แปล: ปัญญาชนมักดูแคลนกันเอง (文人相轻) บัณฑิตมักมีอคติ ถือดีในความรู้ของตน และดูถูกปัญญาชนด้วยกัน)
เดิมทีที่มาหอน้ำชาก็เพื่อทำความรู้จักกับผู้เข้าสอบที่ทำหู้เจี๋ยร่วมกัน และแลกเปลี่ยนความรู้กัน ทว่าท้ายที่สุดกลับกลายเป็นการพูดจากระแนะกระแหนเยาะเย้ยเสิ่นซีเสียอย่างนั้น กระทั่งเสิ่นหย่งจั๋วก็ยังทนดูต่อไปไม่ไหว ดึงแขนเสิ่นซีเบาๆ "น้องเจ็ด พวกเรากลับกันให้เร็วหน่อยดีหรือไม่"
ทว่าเสิ่นซีกลับไม่ใส่ใจ "พี่ใหญ่ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก นานๆ ทีจะได้ออกมาสูดอากาศ พวกเราอยู่หอน้ำชาต่ออีกสักหน่อยเถิด พรุ่งนี้ก็จะสอบแล้ว สิ่งใดที่ควรเรียนควรจำล้วนอยู่ในหัวหมดแล้ว การผ่อนคลายร่างกายและจิตใจย่อมส่งผลดีต่อการแสดงฝีมือในห้องสอบ ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนออกจากบ้านป้าสะใภ้ใหญ่ก็อนุญาตให้ท่านไม่ต้องรีบกลับแล้วมิใช่หรือ..."
เมื่อได้ยินเสิ่นซีเอ่ยถึงมารดา เสิ่นหย่งจั๋วก็ก้มหน้าลงด้วยความหดหู่ "ข้าเพียงแต่กลัวว่าการสอบระดับเมืองคราวนี้ ข้าจะสอบไม่ผ่าน"
เสิ่นซีเอ่ยให้กำลังใจไปสองสามประโยค คนในตระกูลเสิ่นล้วนกดดันเสิ่นหย่งจั๋วอย่างต่อเนื่อง พี่ชายลูกพี่ลูกน้องผู้นี้เดิมทีก็มีพรสวรรค์ด้านการร่ำเรียนเพียงระดับธรรมดาสามัญ การที่สอบผ่านระดับอำเภอมาได้ ก็ถือว่าโชคช่วยอยู่ไม่น้อยแล้ว
ความจริงด้วยสติปัญญาของเสิ่นหย่งจั๋ว การสอบผ่านระดับอำเภอได้ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายก่อนอายุยี่สิบปีแล้ว แต่เผอิญว่าทางฝั่งตระกูลหลวี่ดันขอเลื่อนงานแต่งงานออกไป บีบบังคับให้เขาต้องทุ่มเทสุดกำลังเพื่อเตรียมตัวสอบระดับเมือง ทว่าความสามารถของคนเรานั้นมีขีดจำกัด โอกาสที่เสิ่นหย่งจั๋วจะสามารถโดดเด่นเหนือผู้คนจึงริบหรี่ยิ่งนัก
"พี่ใหญ่ หากสอบไม่ติดก็ยังมีปีหน้า แม้แต่ลุงใหญ่เองก็ยังไม่ได้สอบติดซิ่วไฉในคราวเดียวเลย ตอนนี้ลุงใหญ่เป็นถึงหลิ่นเซิงของอำเภอ ท่านดูสิว่ายามเขาเดินออกไปข้างนอก มีผู้ใดบ้างที่ไม่เคารพยำเกรง กระทั่งตอนพบหน้านายอำเภอก็ยังไม่ต้องคุกเข่าทำความเคารพ..."
เสิ่นหย่งจั๋วพยักหน้ารับ ยอมรับในคำกล่าวของเสิ่นซี
ทั้งสองคนยังคงนั่งชมทิวทัศน์อยู่บนหอน้ำชาต่อไป
เนื่องจากหอน้ำชาแห่งนี้อยู่ไม่ห่างจากสนามสอบนัก ในวันนี้บรรดาผู้เข้าสอบที่เดินทางมาดูสนามสอบ ส่วนใหญ่มักจะหาสถานที่แวะพักเหนื่อย หอน้ำชาจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
ยามเข้าสอบระดับอำเภอ ผู้เข้าสอบมักจะเดินทางมากับคนหมู่บ้านเดียวกันหรือตำบลเดียวกัน ส่วนการสอบระดับเมือง โดยพื้นฐานแล้วก็มักจะจับกลุ่มเดินทางมากับคนอำเภอเดียวกัน
ผู้คนที่มายังหอน้ำชาล้วนมากันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ทว่าต่อให้เป็นผู้ที่เดินทางมาด้วยกัน ก็ยังคงมีเสียงซุบซิบนินทาแปลกๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน
ในการสอบระดับเมืองครานี้ เสิ่นซีอายุสิบขวบปีนับว่าอายุน้อยที่สุด ส่วนคนที่อายุมากกว่าเขาขึ้นมาหน่อย เป็นผู้เข้าสอบวัยสิบสี่ปีที่เดินทางมาจากอำเภอชิงหลิว นามว่าอู๋เสิ่งอวี๋
อู๋เสิ่งอวี๋แทบจะได้รับการต้อนรับเฉกเช่นเดียวกับเสิ่นซี ชายหนุ่มเพิ่งจะเดินตามคนบ้านเดียวกันเข้ามาในหอน้ำชา ก็มีคนอ้างชื่อว่ามา "ขอคำชี้แนะวิชาความรู้" เดินเข้าไปทักทายทันที ภายในคำพูดเต็มไปด้วยการเหน็บแนมประชดประชัน หลักๆ ก็เอาแต่พูดว่าอู๋เสิ่งอวี๋นั้นช่าง "หนุ่มแน่นอนาคตไกล" เป็นต้น ฟังดูราวกับคำยกย่องชื่นชม ทว่าเมื่อหลุดออกมาจากปากคนเหล่านี้ ก็ดูกลับกลายเป็นการเยาะเย้ยถากถางไปเสียอย่างนั้น
ท้ายที่สุดกลุ่มของอู๋เสิ่งอวี๋ก็เดินขึ้นมาบนชั้นสอง กวาดสายตามองไปรอบๆ คราหนึ่ง ก่อนจะมานั่งลงที่โต๊ะข้างๆ เสิ่นซี
อู๋เสิ่งอวี๋แม้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ทว่ากลับมีริมฝีปากแดงฟันขาว หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ทั้งยังเป็นคนมีมารยาท ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง เขาตั้งใจประสานมือคารวะเสิ่นซีเป็นพิเศษ ราวกับรู้สึกชื่นชมในความสามารถของคนที่มีชะตากรรมคล้ายคลึงกัน
หอน้ำชาทั้งชั้นบนและชั้นล่างล้วนถูกจับจองจนเต็มแน่น ผู้ที่เบิกบานใจที่สุดย่อมหนีไม่พ้นหลงจู๊หอน้ำชาและบรรดาลูกจ้าง เสี่ยวเอ้อร์วิ่งขึ้นวิ่งลงหัวหมุน น้ำชาถูกยกเข้ามากาแล้วกาเล่า หอน้ำชายังมีผลไม้แห้งและขนมหวานให้บริการด้วย อย่างไรเสียผู้ที่มาแวะพักเหนื่อยก็มักจะลงขันจ่ายเงินกันทั้งโต๊ะ แต่ละคนต่างกลัวว่าหากตนเองกินน้อยไปจะเสียเปรียบ พานทำให้ยอดขายของว่างในหอน้ำชาพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย
เสิ่นซีทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้เพิ่งจะเลยยามอู่มาได้ไม่นาน ซ่งเสี่ยวเฉิงจะลงมือในยามเซิน ยังต้องรออีกราวๆ หนึ่งชั่วยามกว่าๆ เสิ่นซีเฝ้ารอคอยให้งิ้วฉากเด็ดเปิดฉากขึ้นในใจ ทางที่ดีที่สุดคือได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง หากเกิดเหตุไม่คาดฝันอันใดขึ้น ก็จะได้หาทางรับมือได้ทันท่วงที
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามอู่ (午时) ช่วงเวลา 11.00 - 13.00 น. / ยามเซิน (申时) ช่วงเวลา 15.00 - 17.00 น.)
"พี่ใหญ่ พวกเรานั่งต่อกันอีกสักหน่อยเถิด กลับดึกหน่อยก็ไม่เป็นไร" เสิ่นหย่งจั๋วพยักหน้ารับ ท่าทีดูใจลอยอยู่บ้าง
เสิ่นซีจงใจสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ยกผลไม้กวนมาเพิ่มอีกสองจาน ยามปกติเวลาอยู่ในอำเภอ เสิ่นหย่งจั๋วไม่มีโอกาสได้กินของอร่อยเช่นนี้หรอก เขาจึงถือโอกาสทำตัวเป็นเจ้ามือเลี้ยงเสียเลย เพื่อให้เสิ่นหย่งจั๋วได้กินของเรียกน้ำย่อย หวังจะช่วยคลายความกดดันจากการสอบลงได้บ้าง ทว่าความกังวลใจของเสิ่นหย่งจั๋วไม่ได้เพิ่งสะสมมาแค่วันสองวัน ไม่ว่าเสิ่นซีจะพูดอย่างไร เขาก็ยังคงมีสีหน้าอมทุกข์ไม่เบิกบานใจอยู่ดี
ในขณะนั้นเอง อู๋เสิ่งอวี๋ที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ก็เดินเข้ามาหา เขาประสานมือคารวะทักทายก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนจะกล่าวอย่างถ่อมตนว่า "ข้าน้อยอู๋เสิ่งอวี๋ ขอคารวะทั้งสองท่าน ไม่ทราบว่าข้าจะขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่ขอรับ"
เสิ่นซีพินิจพิเคราะห์อีกฝ่ายอย่างละเอียด เด็กหนุ่มตรงหน้ามีรูปงามดั่งพานอันกลับชาติมาเกิด ให้ความรู้สึกอบอุ่นละมุนละไมราวกับสายลมหอบวสันตฤดูพัดผ่าน ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นี้ยังวางตัวได้อย่างสง่างามเหมาะสม ในขณะที่คนอื่นๆ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะนั่งร่วมโต๊ะกับเสิ่นซี เพื่อไม่ให้ถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะว่าอยากจะ "ประจบสอพลอ" เด็กอัจฉริยะน้อย ทว่าเขากลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย บางทีอาจเป็นเพราะตัวเขาเองก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มเช่นเดียวกันกระมัง
(เชิงอรรถผู้แปล: พานอันกลับชาติมาเกิด (潘安再世) เปรียบเปรยชายที่มีรูปงามมาก พานอันเป็นชายงามในประวัติศาสตร์)
"เชิญนั่งขอรับ" เสิ่นซีลุกขึ้นประสานมือคารวะตอบ
เมื่อเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีแจ้งชื่อแซ่ของตนเอง อู๋เสิ่งอวี๋ก็แย้มยิ้ม "ข้าน้อยเคยได้ยินชื่อเสียงอันเลื่องลือของคุณชายตระกูลเสิ่นทั้งสองมานานแล้ว สองพี่น้องเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอเป็นครั้งแรกก็สอบผ่านด้วยกันทั้งคู่ ซ้ำคุณชายน้อยตระกูลเสิ่นยังมีอายุเพียงสิบปี ช่างน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก"
หากเป็นผู้อื่นมากล่าวคำว่า "น่าเลื่อมใส" ย่อมต้องมีเจตนาเยาะเย้ยถากถางเป็นแน่ ทว่าคำกล่าวนี้เมื่อหลุดออกมาจากปากของอู๋เสิ่งอวี๋ กลับทำให้คนฟังสัมผัสไม่ได้ถึงเจตนาประชดประชันเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าคนผู้นี้จะพูดจาหรือกระทำสิ่งใด ล้วนมีกลิ่นอายความสง่างาม คาดเดาได้ว่าคงเกี่ยวข้องกับการอบรมสั่งสอนของครอบครัวเขาเป็นแน่
เสิ่นซีครุ่นคิดทบทวนอย่างละเอียด ทว่าเขากลับจำไม่ได้เลยว่าในยุคราชวงศ์หมิงมีบัณฑิตหรือขุนนางผู้มีชื่อเสียงที่ชื่ออู๋เสิ่งอวี๋ด้วย
การสอบระดับอำเภอและการสอบระดับเมืองนั้นไม่อาจใช้ตัดสินความสามารถและภูมิปัญญาที่แท้จริงได้ ต่อให้มีวาทศิลป์เป็นเลิศเพียงใด ท้ายที่สุดก็อาจจะถูกกลืนหายไปในกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์อยู่ดี
"คุณชายอู๋กล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ ความจริงที่ข้าน้อยเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอและระดับเมืองในครานี้ ก็เพียงเพื่อมาเป็นเพื่อนพี่ใหญ่ของข้า ทั้งยังถือโอกาสมาดูว่าพอจะสอบผ่านตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อจะได้ทำตามปณิธานของตนเองได้หรือไม่ก็เท่านั้น"
อู๋เสิ่งอวี๋ยิ้มบางๆ เขาพูดจาด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ทว่าคำตอบของเสิ่นซีกลับแฝงความหยิ่งยโสอยู่บ้าง อู๋เสิ่งอวี๋ลอบคิดในใจ "แม้จะเป็นเด็กหนุ่มอัจฉริยะ ทว่าท้ายที่สุดก็ยังคงเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง"
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็นั่งดื่มชากันไปสองสามถ้วย อู๋เสิ่งอวี๋ก็ลุกขึ้นประสานมือขอตัวลากลับ
ยามที่อู๋เสิ่งอวี๋เดินลงมาชั้นล่าง ก็มีเกี้ยวมารอรับ
ผู้เข้าสอบจากอำเภอชิงหลิวผู้หนึ่ง กลับสามารถใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบายถึงเพียงนี้ในเมืองถิงโจวได้ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าอู๋เสิ่งอวี๋ไม่เพียงแต่มีฐานะทางบ้านที่ร่ำรวย ทว่าครอบครัวของเขายังให้ความสำคัญกับการสอบระดับเมืองของเขาในครานี้เป็นอย่างมากอีกด้วย
รอจนเกี้ยวถูกหามลับสายตาไป เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคอ อู๋เสิ่งอวี๋ผู้นี้เห็นได้ชัดว่าจงใจมาโอ้อวดบารมีต่อหน้าบรรดาผู้เข้าสอบทั้งหลาย หากจะกล่าวถึงความหยิ่งยโสโอหัง แท้จริงแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้มีมากกว่าผู้อื่นเสียอีก
บางทีการที่อู๋เสิ่งอวี๋เข้ามาทักทาย อาจเป็นเพราะถูกเสิ่นซีแย่งความโดดเด่นไปจนหมดสิ้น ภายในใจจึงรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจก็เป็นได้