เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 204 สาดโคลนยัดข้อหา

ตอนที่ 204 สาดโคลนยัดข้อหา

ตอนที่ 204 สาดโคลนยัดข้อหา


นักโทษหลบหนีขัดขืนการจับกุมจนได้รับบาดเจ็บ และหลบซ่อนตัวอยู่ในเมือง เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของราษฎรในเมืองและผลการประเมินผลงานของขุนนางท้องถิ่น ผลสุดท้ายทางการจึงไม่ได้ตีฆ้องร้องป่าวแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป

พอถึงวันที่สอง ภายในเมืองนอกจากการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นบริเวณประตูเมืองและประตูด่านทางน้ำแล้ว ก็ไม่ได้มีการปูพรมค้นหาขนานใหญ่ทั่วทั้งเมืองแต่อย่างใด

ในที่สุดครอบครัวชาวเหมียวทั้งสี่คนก็เดินทางออกจากเมืองได้อย่างราบรื่น และหาจุดลงจากเรือที่อำเภอซ่างหางทางตอนใต้ของแม่น้ำถิงเจียง ก่อนจะเร้นกายหายไปในเทือกเขา

เมื่อล่วงรู้ข่าวนี้ ฮุ่ยเหนียงก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ตั้งแต่ต้นจนจบ นางไม่เคยปริปากเล่าเรื่องนี้ให้โจวซื่อฟังเลย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินต้องพลอยหวาดวิตกไปด้วย

หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ในช่วงปลายเดือนสาม เสิ่นซีก็ถูกฮุ่ยเหนียงออกคำสั่งเด็ดขาดให้กักตัวอยู่แต่บนชั้นสองของร้านขายยาเพื่อร่ำเรียนหนังสือ นางสั่งให้คนปรับปรุงห้องของลู่ซีเอ๋อร์ให้กลายเป็นห้องหนังสือ บนชั้นหนังสือหลายตู้ล้วนอัดแน่นไปด้วยตำราเตรียมสอบสารพัดชนิด ช่วงกลางวันเสิ่นซีต้องอยู่แต่บนชั้นสองเพื่ออ่านตำรา ห้ามก้าวล่วงออกไปแม้แต่ก้าวเดียว เพื่อให้สะดวกต่อการจับตาดูของโจวซื่อ

ลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้ทำได้เพียงเล่นกันอยู่ในลานเรือนด้านหลังของร้านขายยา หรือไม่ก็ที่บ้านตระกูลเสิ่นในตรอกด้านหลัง ห้ามขึ้นไปรบกวนเสิ่นซีบนชั้นสองโดยเด็ดขาด

เสิ่นซีรู้ดีว่า ก่อนจะถึงกำหนดการสอบในวันที่สิบเก้าเดือนสี่ เขาคงไม่มีโอกาสได้ออกไปสูดอากาศข้างนอกอีกแล้ว นี่ถือเป็นราคาที่เขาต้องจ่ายให้กับการเห็นความไม่เป็นธรรมแล้วยื่นมือเข้าช่วย การช่วยเหลือครอบครัวชาวเหมียวขาวให้ได้อยู่พร้อมหน้ากัน แลกมากับการต้องถูกกักบริเวณไปครึ่งเดือน

(เชิงอรรถผู้แปล: เห็นความไม่เป็นธรรมแล้วยื่นมือเข้าช่วย ปรับบริบทมาจากสำนวน 路见不平,拔刀相助  แปลตรงตัวว่า เห็นเรื่องไม่เป็นธรรมกลางถนน ชักดาบเข้าช่วยเหลือ หมายถึงการผดุงความยุติธรรม)

โชคดีที่พื้นที่บนชั้นสองนั้นกว้างขวาง ช่วงเวลานี้ก็ไม่ได้ต่างจากตอนที่เขาเตรียมตัวการสอบระดับอำเภอที่อำเภอหนิงฮว่ามากนัก ยามว่างก็หยิบตำราอรรถาธิบายสี่ตำราตลอดจนชุมนุมบทความหายากของราชวงศ์ก่อนๆ ขึ้นมาอ่าน เหนื่อยก็เขียนๆ วาดๆ กระทั่งล้มตัวลงนอนพักผ่อนบนเตียงก็ยังได้ ช่างอิสระเสรีตามใจปรารถนา ไม่จำเป็นต้องเอาแต่อุดอู้ซุกหัวอยู่แต่ในตำรา

เพียงแต่หากท่านอาจารย์เฝิงฮว่าฉีมาเยือน เสิ่นซีก็คงไม่สบายตัวปานนั้นแล้ว เฝิงฮว่าฉีมักจะตั้งโจทย์ให้เขาทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดสอบความสามารถในการพั่วถี (ตีโจทย์) ในขณะเดียวกันก็เอาสิ่งพิมพ์ที่เขาหาซื้อมาอย่าง 《จิงฮว่ารื่อเชา》, 《หยวนหลิวจื้อลวิ่น》, 《จู่อี้》 และ 《ถีกัง》 มอบให้เสิ่นซี เพื่อให้เขาท่องจำบทความสือเหวินชั้นเลิศที่ปรากฏอยู่ในนั้นจนขึ้นใจ และจะสุ่มตรวจทานอย่างไม่กำหนดเวลา

สิ่งพิมพ์อย่าง 《จิงฮว่ารื่อเชา》 นั้นมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา ริเริ่มขึ้นโดยทงพ่านแห่งเมืองหางโจวนามว่าเสิ่นเฉิง เป็นการรวบรวมบทความสือเหวินชั้นยอดที่ปรากฏในการสอบระดับท้องถิ่นของแต่ละมณฑล ตลอดจนการสอบระดับเมืองหลวงที่เมืองหลวงแห่งราชวงศ์หมิง พร้อมทั้งวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุของความสำเร็จและล้มเหลว

(เชิงอรรถผู้แปล: ทงพ่าน (通判) ขุนนางผู้ช่วยผู้ว่าการเมือง รับผิดชอบงานตุลาการ ตรวจสอบ และงานราชการบางส่วน)

สิ่งพิมพ์อย่าง 《หยวนหลิวจื้อลวิ่น》, 《จู่อี้》 และ 《ถีกัง》 ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ขยายขอบเขตครอบคลุมไปถึงเรียงความแปดขาชั้นเยี่ยมที่ปรากฏในการสอบระดับอำเภอ และการสอบระดับเมืองตามอำเภอและเมืองต่างๆ ทั่วทั้งราชอาณาจักรต้าหมิง

ในเดือนอ้าย ปีหงจื้อที่สี่ เซี่ยตั๋วซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งจี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจี้ยนประจำนครหนานจิง ได้ถวายฎีกาต่อจักรพรรดิหงจื้อ โดยมีใจความว่า: “การสอบเคอจวี่ในปัจจุบัน แม้จะสามารถคัดเลือกปัญญาชนผู้มีความสามารถโดดเด่นไม่ธรรมดามาได้ ทว่าธรรมเนียมปฏิบัติอันจอมปลอมและแก่งแย่งชิงดีกันกลับมีมากจนเกินงาม บัณฑิตในยามนี้หากไม่อ่าน 《จิงฮว่ารื่อเชา》 ก็อ่าน 《จู่อี้》 หากไม่อ่าน 《หยวนหลิวจื้อลวิ่น》 ก็อ่าน 《ถีกัง》 กระทั่งไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าคัมภีร์และพงศาวดารคือตำราอันใด... ขอพระองค์ทรงมีพระราชโองการสั่งห้ามสิ่งพิมพ์เหล่านี้ให้เด็ดขาดเถิดพ่ะย่ะค่ะ...”

(เชิงอรรถผู้แปล: จี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจี้ยน (国子监祭酒) ตำแหน่งอธิการบดีแห่งราชวิทยาลัยสูงสุด เป็นขุนนางสายวิชาการชั้นผู้ใหญ่)

ทว่า ข้อเสนอของเซี่ยตั๋วกลับไม่ได้รับการตอบสนองและถูกบังคับใช้จริงจังนัก สิ่งพิมพ์รวบรวมบทความสือเหวินชั้นยอดเหล่านี้ เพียงแค่ย้ายจากการขายบนดินไปหลบซ่อนอยู่ใต้ดินแทน แต่ยังคงแพร่หลายอยู่ในหมู่ปัญญาชน และเห็นได้ชัดว่าเฝิงฮว่าฉีก็คือหนึ่งในผู้ที่คลั่งไคล้ตำราเหล่านี้

ในบรรดาเรียงความแปดขาเหล่านี้ มีเพียงส่วนน้อยที่เสิ่นซีเคยผ่านหูผ่านตามาจากตำรา 《ชุมนุมเรียงความแปดขา》 ในชาติก่อน ทว่าส่วนใหญ่นั้นเขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก นี่กลับกระตุ้นความสนใจของเขาได้เป็นอย่างดี ด้วยทัศนคติของการค้นคว้าวิชาความรู้ เสิ่นซีจึงอ่านอย่างละเอียดลออ เจาะลึกถึงโครงสร้างของบทความ เมื่อถึงคราวที่เฝิงฮว่าฉีทดสอบ เขาก็สามารถตอบคำถามได้อย่างมีหลักมีเกณฑ์เป็นฉากๆ จนเฝิงฮว่าฉีต้องร้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ

วันที่สิบห้าเดือนสี่ เหลือเวลาอีกเพียงสี่วันก็จะถึงวันแห่งการสอบระดับเมือง

เช้าวันนั้น เสิ่นซีเดินทางจากบ้านมาถึงร้านขายยา ขณะที่ยังหาวหวอดๆ อยู่ ซ่งเสี่ยวเฉิงก็วิ่งกระหืดกระหอบพรวดพราดเข้ามาจากประตูหลังลานเรือน เสิ่นซีรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เพราะยามปกติซ่งเสี่ยวเฉิงไม่เคยแสดงท่าทีวู่วามเช่นนี้มาก่อน

"หลงจู๊น้อย หลงจู๊ใหญ่เล่าขอรับ" ซ่งเสี่ยวเฉิงเพิ่งมาถึงก็เอ่ยถามด้วยท่าทีร้อนรนดั่งไฟลน

"โรงผลิตยามีเรื่องอันใดหรือ"

ซ่งเสี่ยวเฉิงทำงานอยู่ในโรงผลิตยามาโดยตลอด ความจริงแล้วด้วยสถานะและตำแหน่งของซ่งเสี่ยวเฉิง งานใช้แรงงานอย่างการผสมยาไม่จำเป็นต้องถึงมือเขาแล้ว เขาเพียงแค่รับผิดชอบดูแลคนงาน หรือเป็นตัวแทนออกหน้ายามที่ต้องขนส่งสมุนไพรและยาสำเร็จรูปเท่านั้น ในโรงผลิตยาเขานับได้ว่าเป็นผู้มีอำนาจลำดับที่สาม มีเพียงฮุ่ยเหนียงและหานอู่เหยียเท่านั้นที่สามารถสั่งการเขาได้

"โรงผลิตยาไม่มีเรื่องอันใดหรอกขอรับ แต่เป็นทางฝั่งท่าเรือต่างหากที่เกิดเรื่อง เช้าตรู่วันนี้ ฟ้ายังไม่ทันสาง จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามา ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ลงมือทุบตีคนของพวกเรา ซ้ำยังผลักสินค้าชุดหนึ่งที่เตรียมจะขนขึ้นเรือตกลงไปในแม่น้ำจนหมด... หลงจู๊น้อย ท่านว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไรดีขอรับ"

ซ่งเสี่ยวเฉิงร้อนรนใจเป็นอย่างมาก แม้เรื่องนี้จะไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของเขา แต่ทุกครั้งที่สมาคมการค้าต้องติดต่อเจรจากับ "พรรคทางน้ำ" ฮุ่ยเหนียงมักจะให้เขาเป็นผู้ออกหน้าเสมอ ผู้คนทางฝั่งท่าเรือล้วนเป็นบุรุษร่างใหญ่บึกบึนหยาบกระด้าง ย่อมไม่สะดวกนักที่จะติดต่อกับฮุ่ยเหนียงโดยตรง ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่อง พวกเขาจึงตามหาตัวซ่งเสี่ยวเฉิงเป็นคนแรก เพื่อให้เขามารายงานต่อฮุ่ยเหนียง

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหน้านี้ตอนที่ฮุ่ยเหนียงก่อตั้งกองเรือและกิจการรถม้า นางใช้วิธีแบ่งแยกแล้วทำลาย "พรรคทางน้ำ" จนสามารถดึงเอาผู้คนกว่าเก้าส่วนบนผืนน้ำมาอยู่ภายใต้ชื่อของสมาคมการค้าได้สำเร็จ ต่อให้เป็นคนที่ยังไม่ได้เข้าร่วมกับสมาคมชั่วคราว พวกเขาก็ล้วนรับจ้างทำงานจิปาถะอยู่ที่ท่าเรือ ย่อมไม่กล้าแตกหักกับสมาคมการค้าอย่างง่ายดาย

คนที่มาก่อกวนในครานี้ เป็นไปได้มากที่สุดว่าจะเป็นคนจาก "พรรคทางบก"

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เสิ่นซีก็เอ่ยตำหนิด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง "คนเขายกพวกมาตีถึงที่ ก็เอาแต่นิ่งรอให้เขาตี ไม่รู้จักรวมพลังต่อต้านหรือไร ตกลงแล้วคนของพวกเรามีมากกว่า หรือคนที่มาบุกรุกมีมากกว่ากันแน่"

ซ่งเสี่ยวเฉิงร้องขอความเป็นธรรม "หลงจู๊น้อย ท่านอย่าเพิ่งตวาดข้าสิขอรับ ตอนที่เกิดเรื่องข้าก็ไม่ได้อยู่ที่ท่าเรือเสียหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น แม้คนที่มาจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่ในมือพวกเขามีอาวุธนะขอรับ บางคนถึงกับชักของมีคมออกมาด้วย หากเกิดเรื่องเหตุไม่คาดฝันอันตรายถึงชีวิตขึ้นมา..."

เสิ่นซีกล่าว "คนอื่นเขามารังแกข่มเหงถึงบนหัวแล้ว พวกเจ้ายังไม่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกอีก ก้าวต่อไปพวกเขาคงได้ขี้รดบนหัวพวกเจ้าเป็นแน่ มีอาวุธแล้วอย่างไรเล่า คนของพวกเราก็คว้าอาวุธมาสู้ได้เหมือนกัน เขามีของมีคมคนเดียว พวกเราดาหน้าเข้าไปสักสี่ห้าคน ต่อให้มือเปล่าก็ยังเอาชนะได้ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คือคนพวกนั้นที่ท่าเรือขี้ขลาดตาขาวเกินไปน่ะสิ เวลาทะเลาะกันเองล่ะเก่งกาจนัก คนเดียวสู้ได้ถึงสอง แต่พอต้องรับศึกนอก กลับขาดความกล้าหาญและความรับผิดชอบ"

ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฮุ่ยเหนียงก็เดินออกมาจากห้อง เมื่อเห็นเสิ่นซีกำลังยืนพูดจาฉะฉานเป็นคุ้งเป็นแควกับซ่งเสี่ยวเฉิง นางก็รู้สึกงุนงงสับสนไม่เข้าใจเรื่องราว

เมื่อซักถามสถานการณ์จนกระจ่างแจ้ง ฮุ่ยเหนียงเองก็ร้อนรนใจขึ้นมาเช่นกัน

แม้นางจะรู้มาตั้งแต่ต้นว่า การรวบรวมพรรคพวกและกลุ่มอิทธิพลในยุทธภพภายในเมืองให้เป็นปึกแผ่น ย่อมต้องถูกตอบโต้อย่างแน่นอน ทว่านางก็นึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องราวจะเกิดขึ้นรวดเร็วปานนี้ โชคดีที่เป้าหมายของคนพวกนั้นคือท่าเรือ มิใช่ร้านขายยา

"บาดเจ็บกันไปเท่าไร มีผู้ใดเป็นอันตรายสาหัสหรือไม่"

ฮุ่ยเหนียงไม่ได้เก็บเรื่องสินค้าที่สูญเสียไปที่ท่าเรือมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่นางห่วงใยก็คือผู้คนต่างหาก

ก่อนหน้านี้ตอนที่สมาคมการค้ารวบรวม "พรรคทางน้ำ" เคยมีคำมั่นสัญญากันไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ขอเพียงติดตามสมาคมการค้า วันข้างหน้าไม่ว่าจะเกิด แก่ เจ็บ หรือตาย ล้วนจะได้รับการดูแลเลี้ยงดูอย่างดี

ซ่งเสี่ยวเฉิงกล่าวด้วยความลำบากใจ "บาดเจ็บกันไปสองสามคนขอรับ แต่ไม่ได้สาหัสอันใด บรรดาผู้ดูแลที่อยู่ข้างล่างล้วนเดือดดาลกันอยู่บ้าง ทว่าเมื่อไม่มีคำสั่งจากหลงจู๊ใหญ่ พวกเขาก็ย่อมไม่กล้าผลีผลามวู่วาม หลงจู๊ใหญ่ ท่านจะลองแวะไปดูสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ"

เมื่อนึกถึงว่าจะต้องไปเยือนสถานที่ที่มีทั้งคนดีคนชั่วปะปนกันอย่างท่าเรือ ฮุ่ยเหนียงก็รู้สึกลำบากใจขึ้นมา ท่าเรือล้วนเต็มไปด้วยบุรุษเพศ ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ล่วงเข้าสู่เดือนสี่แล้ว พออากาศเริ่มอบอุ่น บรรดาบุรุษที่แบกหามขนถ่ายสินค้าลงจากเรือก็พากันสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นลง ยามแบกหามสินค้าก็มักจะสวมเพียงเสื้อแขนสั้น เปลือยท่อนแขนออกมาย่อมดูไม่งามนัก นางที่เป็นเพียงสตรี การจะเดินทางไปที่นั่นย่อมไม่สะดวกนัก

"ท่านน้า เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ขอรับ ข้าจะไปดูให้เอง ไปประเดี๋ยวเดียวจะรีบกลับมา"

ฮุ่ยเหนียงค้อนปะหลับปะเหลือกใส่เสิ่นซีไปหนึ่งครา "อีกไม่กี่วันเจ้าก็จะต้องเข้าร่วมการสอบระดับเมืองแล้ว ไม่ว่าอย่างไรน้าก็ไม่มีทางปล่อยให้เจ้าไปเด็ดขาด ประเดี๋ยวแม่ของเจ้าก็มาแล้ว หากนางรู้ว่าเจ้าคิดจะหนีออกไปเที่ยวเล่น คอยดูเถิดว่านางจะฟาดเจ้าหรือไม่"

เสิ่นซีเบ้ปาก บ่นอุบอิบ "ท่านแม่ไม่ได้ตีข้ามาตั้งนานแล้วนะขอรับ"

การเกิดเรื่องที่ท่าเรือ นับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสมาคมการค้า ฮุ่ยเหนียงไม่อาจตัดสินใจโดยพลการได้ ทำได้เพียงไปที่หอการค้าสมาคมก่อน เพื่อเรียกประชุมผู้คนหารือรับมือ

รอจนกระทั่งฮุ่ยเหนียงจากไปแล้ว เสิ่นซีถึงได้เอ่ยกับซ่งเสี่ยวเฉิงว่า "พี่ลิ่ว จำได้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ข้าเคยถามท่าน ว่าท่านอยากจะเป็นพี่ใหญ่ในยุทธภพแห่งเมืองถิงโจวของพวกเราหรือไม่ ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านครุ่นคิดพิจารณาดูแล้วเป็นเช่นไรบ้าง"

เมื่อก่อนซ่งเสี่ยวเฉิงไม่เข้าใจว่าคำว่า "พี่ใหญ่" นี่หมายความว่ากระไร ภายหลังเขาจึงไปแอบซักถามเสิ่นซีโดยเฉพาะ เมื่อได้ล่วงรู้ว่ามันคือตำแหน่งหลงจู๊ใหญ่ที่คุมกำลังพลทั้งหมดของ "พรรคทางน้ำ" และ "พรรคทางบก" แห่งเมืองถิงโจว เขาก็กระจ่างแจ้งทันทีว่านั่นเป็นตำแหน่งที่สลักสำคัญเพียงใด

"ไม่ได้หรอก ไม่ได้หรอก หลงจู๊น้อย ท่านก็ยกย่องข้าเกินไปแล้ว หากข้าเป็นได้ถึงเพียงนั้น ก็คงไม่ต้องมาเป็นลูกจ้างให้ผู้อื่นแล้วล่ะขอรับ" ซ่งเสี่ยวเฉิงก็ถือว่าเป็นผู้ที่รู้จักประมาณตนอยู่บ้าง

เสิ่นซียิ้มพลางกล่าวว่า "พี่ลิ่ว ท่านไม่ต้องถ่อมตนไปหรอก เมื่อปีก่อนตอนที่ร้านขายยาของพวกเรามีคนมาก่อกวน ท่านออกไปรวบรวมคนกลับมาขับไล่คนพวกนั้นไปได้ การกระทำของท่านดูมีสง่าราศีของลูกพี่ใหญ่ในยุทธภพไม่เบาเลยนะขอรับ มาตอนนี้สมาคมการค้ากำลังเผชิญกับความยากลำบาก ทางฝั่งท่านน้าซุนเองก็มีปัญหา ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านเต็มใจจะยืดอกออกหน้ารับหรือไม่แล้วล่ะขอรับ"

ซ่งเสี่ยวเฉิงตบหน้าอกฉาดใหญ่ "หลงจู๊น้อย เรื่องอื่นข้าไม่กล้ารับประกัน แต่กับหลงจู๊ใหญ่ของพวกเราล่ะก็ ข้านั้นย่อมต้อง... คำพูดนั้นมันว่าอย่างไรนะ บุกน้ำลุยไฟก็ไม่ขอปฏิเสธขอรับ"

"ดี ต้องการเพียงคำพูดประโยคนี้ของท่านนี่แหละ... ตอนนี้ท่านจงฟังให้ดี ข้าได้วางแผนเอาไว้บ้างแล้ว ท่านเพียงแค่ทำตามนี้ ก็ถือว่าได้ช่วยเหลือท่านน้าซุนและสมาคมการค้าอย่างใหญ่หลวงแล้ว"

เสิ่นซีขยับเข้าไปใกล้ซ่งเสี่ยวเฉิง พร่ำสอนกระซิบสั่งความอยู่พักหนึ่ง แรกเริ่มซ่งเสี่ยวเฉิงก็เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ พอฟังจนจบ เขาก็ยังคงอ้าปากตาค้าง เอ่ยถามขึ้นว่า "หลงจู๊น้อย นี่มัน... หากเรื่องนี้มีข่าวหลุดลอดออกไป เกรงว่า... เกรงว่าจะจัดการได้ยากนะขอรับ"

เสิ่นซีส่ายหน้าไปมาพลางกล่าวว่า "ก็แค่การวิวาทต่อยตีเท่านั้น ขอเพียงก่อนลงมือตระเตรียมการให้รัดกุม เลือกช่วงเวลาให้เหมาะสม หลังจากลงมือก็ล่าถอยให้ทันท่วงที ผู้ใดจะล่วงรู้เล่าว่าเป็นฝีมือของพวกเรา ถึงเวลานั้น ไอ้อันธพาลพรรคทางบกพวกนั้น ก็เตรียมตัวคราวเคราะห์มาเยือนได้เลย... ท่านลองคิดดูสิ หากเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมา ทางการจะปล่อยพวกมันไปหรือ"

ซ่งเสี่ยวเฉิงกลืนน้ำลายเอื๊อก สิ่งที่เสิ่นซีให้เขาไปทำนั้นมิใช่แค่การไปทุบตีคนธรรมดาๆ แน่นอน เพราะเป้าหมายของการคิดบัญชีในครานี้ กลับเป็นเกาฉง และคุณชายเหอ กลุ่มลูกหลานขุนนางที่เคยมาก่อกวนที่ร้านขายยา จนซ้อมหงจั๋ว อดีตคู่หมั้นของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จนสะบักสะบอมบาดเจ็บสาหัสไปทั้งตัวนั่นเอง

คนพวกนี้ยามปกติมักจะอาศัยอำนาจบารมีของครอบครัวขุนนาง กระทำเรื่องชั่วช้าสามานย์อยู่ในเมืองจนมีชื่อเสียงฉาวโฉ่เลื่องลือไปไกล

"หลงจู๊น้อย ในเมื่อท่านกล่าวว่าทำเช่นนี้แล้วจะสามารถช่วยเหลือหลงจู๊ใหญ่ได้ เช่นนั้นข้าก็จะลองเสี่ยงดูสักตั้ง อย่างไรเสียชีวิตชั้นต่ำของข้าก็ไม่ได้มีค่าอันใด อย่างมากก็แค่ตาย ท่านลองคิดดูสิว่าท่านปู่งักฮุยเพื่อบ้านเมืองและราชบัลลังก์ยังยอมอาบเลือดในสนามรบ ท้ายที่สุดแม้ตายอย่างอยุติธรรมก็ไม่กล้าขัดราชโองการ ความจงรักภักดีนั้นเจิดจรัสสว่างไสวปานตะวันจันทรา แล้วข้ามีสิทธิ์อันใดที่จะไม่ช่วยเหลือหลงจู๊ใหญ่ของพวกเราเล่าขอรับ"

อาจเป็นเพราะนิทานเรื่องเล่าอย่าง 《ซัวงักฉวนจ้วน》 และ 《ถงหลินจ้วน》 เหล่านี้แพร่หลายไปทั่วอาณาเขตเมืองถิงโจว บรรดาคนหนุ่มสาวต่างก็คลั่งไคล้และเทิดทูนความรักชาติบ้านเมืองและลัทธิวีรบุรุษส่วนบุคคลที่ปรากฏอยู่ในนั้นเป็นอย่างมาก ถึงขั้นทำให้ซ่งเสี่ยวเฉิงยกระดับการพาคนออกไปต่อยตีวิวาท ขึ้นไปสู่ระดับเดียวกับการทำเพื่อ "บ้านเมืองและราชบัลลังก์" เสียได้

ในยามนี้เสิ่นซีไม่ได้ปฏิเสธ "อุดมการณ์อันสูงส่ง" ของซ่งเสี่ยวเฉิง เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับลูกพี่ใหญ่ในยุทธภพว่า "จำคำพูดของข้าเอาไว้ให้ดี ตีคนเสร็จแล้ว จงทำตัวให้ดูยโสโอหังเข้าไว้สักหน่อย ตอนที่ป่าวประกาศชื่อแซ่ออกไป อย่าทำให้คนพวกนั้นสงสัยได้ว่าพวกเรากำลังพูดปด ขอเพียงจัดการธุระเสร็จสิ้น ก็จงแยกย้ายผู้คนกลับบ้านเกิดไปในทันที... ตราบใดที่ไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นของอำเภอฉางถิง ต่อให้ทางการคิดจะสืบสาวราวเรื่อง ก็สืบหาพวกเราไม่พบหรอก"

ซ่งเสี่ยวเฉิงเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน กล่าวด้วยความฮึกเหิมลำพองใจ "หลงจู๊น้อย ท่านคอยดูผลงานของข้าเถิดขอรับ"

กล่าวจบก็รีบเร่งจากไป

จบบทที่ ตอนที่ 204 สาดโคลนยัดข้อหา

คัดลอกลิงก์แล้ว