- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 203 มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
ตอนที่ 203 มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
ตอนที่ 203 มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
หลังจากคนจากไปแล้ว ฮุ่ยเหนียงถึงเพิ่งจะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะเอ่ยปากบ่นพึมพำตำหนิเสิ่นซีไปอีกยกหนึ่ง ทว่าเสิ่นซีกลับทอดสายตามองไปทางประตู ภายในใจรู้สึกกระวนกระวายไม่สงบอยู่นิดๆ
ก่อนหน้านี้สตรีผู้นั้นกล่าวแล้วว่าหมู่บ้านของพวกนางถูกทหารตีแตกจนพินาศ ไร้ซึ่งสถานที่ให้พึ่งพิง ครอบครัวทั้งสี่คนของพวกเขา ต่อให้มีเงินติดตัวอยู่หนึ่งตำลึง ทว่าในยามที่ไร้ซึ่งหนังสือเบิกทาง จะสามารถเดินทางไปได้ไกลสักเพียงใดกัน
ตกกลางคืนเมื่อกลับถึงบ้าน ฮุ่ยเหนียงก็ไม่ได้ปริปากเอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อโจวซื่อ กลับเป็นโจวซื่อเสียเองที่ไปได้ยินเรื่องราวบางอย่างมาจากปากของผู้คนที่มาซื้อยา "...ในเมืองมีคนนำสตรีอนารยชนมาเร่ขายด้วยล่ะ น้องสาว เจ้าว่าแปลกประหลาดหรือไม่ ไม่รู้จริงๆ ว่าสตรีอนารยชนพวกนั้นหน้าตาเป็นเยี่ยงไร หากมีโอกาสก็ต้องไปดูให้เห็นเป็นขวัญตาสักหน่อยแล้ว"
เสิ่นซีกล่าวกลั้วรอยยิ้ม "ท่านแม่ ล้วนเป็นคนเหมือนกัน ไม่ได้มีจมูกหรือดวงตาเพิ่มมาเสียหน่อย มีอันใดให้น่าดูชมกันขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงที่อยู่ด้านข้างไม่ได้เอ่ยปากอันใด ในสายตาของนาง ขอเพียงชาวเหมียวทั้งสี่คนนั้นจากไปก็ดีถมไปแล้ว ต่อให้เบ็ดเสร็จจะต้องสูญเงินไปถึงหกตำลึง แต่อย่างน้อยก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของทั้งสองครอบครัว
ทว่าหลังจากกินมื้อค่ำเสร็จสิ้น ในขณะที่โจวซื่อกำลังจะพาเสิ่นซีและหลินไต้กลับบ้าน จู่ๆ บริเวณประตูหน้าของร้านขายยาก็มีเสียงเคาะประตูดังรัวเร็ว ฮุ่ยเหนียงเดินไปไต่ถาม จึงได้รู้ว่าผู้ที่มาคือลุงกาน ผู้ดูแลหอการค้าของสมาคมการค้า
"ลุงกาน มีเรื่องอันใดถึงได้แตกตื่นตกใจปานนี้" ฮุ่ยเหนียงมองดูลุงกานที่กำลังหอบหายใจกระหืดกระหอบพลางเอ่ยถาม
ลุงกานเหลือบมองโจวซื่อที่ชะเง้อมองมาด้วยความสงสัยใคร่รู้อยู่ภายในห้องแวบหนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้และกระซิบที่ข้างหูของฮุ่ยเหนียงประโยคหนึ่ง สีหน้าของฮุ่ยเหนียงพลันแปรเปลี่ยนเป็นดำทะมึนย่ำแย่ในทันที ท้ายที่สุดนางก็พยักหน้ารับ ให้ลุงกานกลับไปก่อน ส่วนตัวนางก็เดินกลับมาบอกกล่าวกับโจวซื่อสักหน่อย
"ทางฝั่งที่หอการค้าสมาคมมีพ่อค้าวาณิชมาเยือน ข้าจะรีบไปหารือเรื่องการค้าเสียหน่อย... พี่สาวพาเสี่ยวหลางกับไต้เอ๋อร์กลับไปเถิด ไม่มีเรื่องใหญ่โตอันใดหรอก... ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าตามข้ามา หนิงเอ๋อร์ เจ้าอยู่เฝ้าบ้านนะ ดึกๆ ข้าถึงจะกลับมา จำไว้ล่ะว่าอย่าเพิ่งหลับไปเสียก่อน จะได้คอยเปิดประตูให้ข้า"
เมื่อก่อนฮุ่ยเหนียงก็เคยมีประสบการณ์ไปหารือธุระที่สมาคมการค้ากลางดึกเช่นกัน โจวซื่อจึงไม่ได้ระแวงสงสัยอันใด ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้บางทีอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวเหมียวทั้งสี่คนก่อนหน้านี้ก็เป็นได้
รอจนกระทั่งดึกดื่นค่อนคืนผู้คนเงียบสงัด เสิ่นซีก็ลอบย่องมาถึงประตูหลังของร้านขายยาแล้วเคาะประตูเบาๆ ด้านในไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ ฮุ่ยเหนียงถึงเพิ่งจะเดินมาเปิดประตู เมื่อดูจากท่าทีกลัดกลุ้มคิ้วขมวดมุ่นของนาง เสิ่นซีก็รู้ได้ทันทีว่านางเพิ่งจะกลับมา
เมื่อขึ้นมาถึงห้องของฮุ่ยเหนียงบนชั้นสอง ทั้งสองก็นั่งลง ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจอย่างแผ่วเบา "คนต่างเผ่าพันธุ์ไม่กี่คนที่มายังสมาคมการค้าเมื่อตอนกลางวัน ตอนพลบค่ำขณะกำลังจะออกจากเมือง ถูกทหารประจำป้อมยามขวางเอาไว้เพื่อตรวจค้น ผลปรากฏว่าถูกจับได้ว่าบุรุษผู้นั้นเป็นนักโทษหลบหนี ระหว่างที่ถูกมือปราบไล่ล่าจับกุม ร่างกายของเขาก็ถูกเกาทัณฑ์ยิงเข้าดอกหนึ่ง"
เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก เขาคาดไม่ถึงเลยว่าปัญหาจะรุนแรงถึงเพียงนี้ "แล้วสตรีพวกนั้นเล่าขอรับ"
"พวกเขาสลับเท้าเดินตามกันออกไป... พวกผู้หญิงไม่เป็นอันใด ทว่าหลังจากที่บุรุษผู้นั้นเกิดเรื่อง พวกนางก็หมดหนทางจะออกจากเมืองแล้ว ตอนนี้ทั้งสี่คนถูกจัดสรรให้พักอยู่ที่หอการค้าของสมาคมการค้าฝั่งโน้น... เรื่องนี้ลุงกานไม่กล้าแพร่งพรายออกไป พวกเขาไม่ไปขอพึ่งพิงผู้ใด ทว่าดันเลือกบากหน้ามาหาพวกเราถึงที่ ดูท่าแล้วพวกเราคงจะมีปัญหาเสียแล้ว"
เสิ่นซีลอบบ่นอุบอิบในใจ เดิมทีเขาคิดว่าคนพวกนี้จากไปแล้วก็คงจะไม่มีเรื่องอันใดอีก นึกไม่ถึงเลยว่ารอยสักบนใบหน้าของบุรุษผู้นั้นจะโดดเด่นสะดุดตาถึงเพียงนี้ หากมือปราบคิดจะตรวจสอบอย่างละเอียดจริงๆ การจะหาทางตบตาให้รอดพ้นไปได้ก็คงยากเต็มที... ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าก่อนหน้านี้เขาลักลอบปะปนเข้ามาในเมืองได้อย่างไร
ตอนนี้ปัญหามาเยือนแล้ว ดั่งเผือกร้อนลวกมือที่สลัดอย่างไรก็สลัดไม่หลุด หากหันหลังกลับไปมือปราบในเมืองตีฆ้องร้องป่าวค้นหานักโทษหลบหนี แล้วสืบสาวราวเรื่องมาถึงหัวของสมาคมการค้าเข้า ฮุ่ยเหนียงและสมาคมการค้าย่อมต้องรับเคราะห์เป็นแน่
(เชิงอรรถผู้แปล: เผือกร้อนลวกมือ ปรับบริบทมาจาก 山芋烫手 หมายถึง ภาระหรือปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน โยนทิ้งก็ไม่ได้ ถือไว้ก็ลวกมือ)
"ต้องรีบส่งพวกเขาออกนอกเมืองให้เร็วที่สุดขอรับ" เสิ่นซีตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
"พูดน่ะมันง่าย เนื่องจากเรื่องที่พบนักโทษหลบหนี ก่อนหน้านี้แม้แต่ตอนข้าเดินทางกลับมาก็ยังพบเจอมือปราบตั้งด่านตรวจค้นอยู่หลายครั้ง การจะส่งคนออกนอกเมืองจะง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ ตอนนี้มือปราบทำเพียงตั้งด่านขวางตามท้องถนน ยังไม่ได้ค้นหาแบบปูพรมทุกบ้านทุกเรือน ซ้ำร้ายบุรุษผู้นั้นก็ยังได้รับบาดเจ็บอีก เรื่องราวมันยิ่งรับมือยากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว..."
เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางกล่าวว่า "ท่านน้า รับมือยากก็ยิ่งต้องรีบจัดการโดยเร็วถึงจะดี... ตอนนี้ทางฝั่งท่าเรือมิใช่มีเรือของพวกเราอยู่หรอกหรือขอรับ รอให้พ้นช่วงกลางดึกไปมือปราบถอนกำลังแล้ว พวกเราก็ลอบพาคนไปซ่อนตัวบนเรือ ให้พวกเขาปลอมตัวเป็นจับกังคุมเรือ พรุ่งนี้เช้าตอนที่ขบวนเรือออกเดินทาง ก็ส่งพวกเขานอกเมืองไปเลย"
"ทำเช่นนี้... มันจะเสี่ยงอันตรายเกินไปหน่อยหรือไม่"
ภายในใจของฮุ่ยเหนียงหวาดผวาตื่นตระหนกไม่หยุด เดิมทีวิธีที่ดีที่สุดคือการไม่สนใจไยดีคนเหล่านี้ ปล่อยให้เกิดเองดับเอง ต่อให้พวกเขากลับมาก็แค่ไปแจ้งทางการเพื่อปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว ทว่าท้ายที่สุดแล้วฮุ่ยเหนียงก็มีจิตใจเมตตากรุณา นางไม่อยากจะเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยเหลือจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น นางก็กลัวว่าหากเรื่องแดงขึ้นมาท้ายที่สุดแล้วจะไปลากโยงดึงเสิ่นซีเข้ามาพัวพันด้วย
เสิ่นซีกล่าว "เสี่ยงก็ต้องทำขอรับ อย่างไรก็ยังดีกว่าทิ้งคนเอาไว้ที่หอการค้าของสมาคม... ทางฝั่งหอการค้ามีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอยู่ทุกวัน ต่อให้ไม่มีผู้ใดไปฟ้องร้องทางการ นานวันเข้าก็ต้องมีข่าวหลุดลอดออกไปอยู่ดี ทำแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าล่าช้า ทางที่ดีที่สุดคืนนี้ก็ส่งคนไปไว้บนเรือเลย แล้วหยิบยาสมานแผลติดไปสักสองเทียบด้วย ข้าคาดเดาว่าพรุ่งนี้ทางการคงจะต้องส่งคนไปตามร้านขายยาทุกแห่ง เพื่อตรวจสอบการซื้อขายยาสมานแผลอย่างเข้มงวดเป็นแน่"
ฮุ่ยเหนียงไม่ได้ครุ่นคิดไปไกลถึงเพียงนั้น ทว่าเมื่อได้ฟังคำกล่าวของเสิ่นซี นางก็รู้สึกว่ามีเหตุผลมากทีเดียว
ในตอนนั้นฮุ่ยเหนียงรีบจัดเตรียมทุกอย่างเป็นการด่วน อาศัยช่วงเลยยามสามไปแล้วที่ท้องถนนไร้ผู้คน พาเสิ่นซีมุ่งหน้าไปยังหอการค้าของสมาคมการค้า ในเวลานี้ลุงกานกำลังร้อนรนเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตู ท้ายที่สุดแล้วบุรุษผู้นั้นได้รับบาดเจ็บจากเกาทัณฑ์ ส่วนเขาก็เป็นเพียงคนคอยต้อนรับขับสู้ที่มาหาเลี้ยงปากท้องเท่านั้น ย่อมไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงปานนี้
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสาม (三更) คือช่วงเวลา 23.00 - 01.00 น. หรือเทียบเท่ากับยามจื่อ)
เสิ่นซีขึ้นไปบนชั้นสอง พบว่าครอบครัวทั้งสี่คนล้วนอยู่ภายในห้อง แผลเกาทัณฑ์ของบุรุษผู้นั้นอยู่บนแผ่นหลัง ลูกเกาทัณฑ์ถูกดึงออกมานานแล้ว โชคดีที่ไม่ได้ทำลายเส้นเลือดใหญ่ เสิ่นซีทายาให้เขาและพันแผลอย่างลวกๆ จากนั้นก็อธิบายถึงเรื่องที่ประเดี๋ยวจะต้องส่งพวกเขาไปรอที่เรือก่อน รอจนฟ้าสางถึงจะส่งพวกเขาออกนอกเมืองได้
"ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณมากเจ้าค่ะ"
สตรีวัยผู้ใหญ่สองนางรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก พวกนางเข้าตาจนเสียแล้ว หลังจากบุรุษผู้นั้นได้รับบาดเจ็บ เดิมทีพวกนางสามารถอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีออกจากเมืองไปได้ ทว่ายากนักกว่าจะได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง พวกนางจึงไม่อยากแยกจากกันไปไหน ดังนั้นจึงคอยคุ้มกันสลับกันไปมา กว่าจะพาคนสะบัดหลุดจากการไล่ล่าของมือปราบได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ ในสถานที่แปลกตาเช่นนี้ล้วนไร้ซึ่งที่ซ่อนตัว พวกนางจึงทำได้เพียงบากหน้ากลับมาขอความช่วยเหลือที่หอการค้าของสมาคมการค้าอีกครั้ง นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี
เสิ่นซีส่ายหน้าไปมา "การช่วยพวกท่าน ได้นำพาความยุ่งยากใหญ่หลวงมาสู่ข้าและครอบครัวแล้ว ข้าอยากจะขอร้องพวกท่านสักเรื่อง ต่อให้ระหว่างทางถูกทหารทางการจับกุมตัวได้ ก็อย่าได้แพร่งพรายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเรา... สิ่งที่พวกเราพอจะช่วยได้ คงมีเพียงเท่านี้แหละ"
หลังจากสตรีทั้งสองรับปาก ก็ยังคงกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รอจนกระทั่งสตรีทั้งสองประคองบุรุษผู้นั้นเดินลงมาชั้นล่าง ฮุ่ยเหนียงที่รออยู่ด้านล่างก็มีท่าทีร้อนรนใจอยู่บ้าง ในเวลานี้นางได้สั่งให้ลุงกานไปจัดการเตรียมการที่ท่าเรือล่วงหน้าแล้ว
ก่อนที่จะมีข่าวคราวส่งกลับมา ย่อมไม่อาจวู่วามเคลื่อนไหว กระทั่งพวกผู้คุ้มกันในลานเรือนด้านหลังก็ไม่อาจทำให้พวกเขาตื่นตูมได้เช่นกัน
สตรีชาวเหมียวทั้งสองมีท่าทีร้อนรนอยู่บ้าง มีเพียงเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่อย่างเงียบสงบ ลอบสังเกตเสิ่นซีด้วยความอยากรู้อยากเห็น โลกของนางนั้นช่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ในยามนี้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน นับเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขที่สุด ส่วนการระหกระเหินเร่ร่อนในวันข้างหน้า นางไม่อยากจะนำมาขบคิด ปรารถนาเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าทุกวินาทีในปัจจุบันก็เพียงพอแล้ว
เด็กหญิงตัวน้อยทั้งน่ารักและไร้เดียงสา เสิ่นซีหาวหวอดออกมาคราหนึ่ง พอนางเห็นเข้าก็หัวเราะคิกคัก ท่าทางอันไร้เดียงสาบริสุทธิ์และไร้ซึ่งความกังวลนั้น ทำเอาเสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะนึกถึงลู่ซีเอ๋อร์
บางทีเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้อาจจะเหมือนกับลู่ซีเอ๋อร์ ที่วัยเด็กได้รับการทะนุถนอมดูแลมาเป็นอย่างดี กระทั่งในยามที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติ นางก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า วันข้างหน้าจะมีความทุกข์ยากลำบากอีกมากมายเพียงใดรอคอยนางอยู่
"เจ้าชื่ออันใดหรือ" เสิ่นซีรู้สึกเบื่อหน่ายจริงๆ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไปประโยคหนึ่ง
เด็กหญิงตัวน้อยเบิกตากลมโต นางฟังไม่ออกว่าเสิ่นซีพูดหมายความว่ากระไร จึงส่ายหน้าด้วยความสับสนงุนงง ทว่าครู่ต่อมา นางก็ราวกับนึกอันใดขึ้นมาได้ จึงค่อยๆ ล้วงเอาข้าวปั้นก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วยื่นส่งมาที่มือของเสิ่นซี เสิ่นซียิ้มพลางส่ายหน้า ข้าวปั้นก้อนนี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นมื้อค่ำของเด็กหญิงตัวน้อย นางตัดใจกินไม่ลงทว่ากลับอยากจะมอบให้แก่เขา จะเห็นได้ว่านางมีพื้นฐานจิตใจที่ดีงามเพียงใด
เสิ่นซีล้วงเหรียญทองแดงออกมาหนึ่งเหรียญ จู่ๆ ก็โยนมันขึ้นไปในอากาศ หลังจากเหรียญทองแดงหมุนคว้างกลางอากาศ ก็ตกลงมาวางอยู่บนหลังมือของเสิ่นซีอย่างมั่นคง เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มแย้มเบิกบาน คาดว่าคงไม่เคยเห็นการละเล่นที่น่าสนุกเช่นนี้มาก่อนเป็นแน่
"รับไปสิ เอาไว้ซื้อของกินระหว่างทาง" เสิ่นซียัดเหรียญทองแดงใส่มือของเด็กหญิงตัวน้อย
เด็กหญิงไม่ได้เก็บมันใส่กระเป๋าเสื้อ ทว่ากลับเลียนแบบท่าทางโยนขึ้นไปด้านบน แต่มือเล็กๆ ของนางไม่อาจคว้าจับเอาไว้ได้เลย เหรียญทองแดงจึงร่วงหล่นลงพื้นดังแกร๊ง เด็กหญิงดูมีท่าทีหงุดหงิดใจอยู่บ้าง นางเก็บเหรียญทองแดงขึ้นมา แล้วลองโยนดูอีกหลายครั้ง มีเพียงครั้งสุดท้ายที่โยนต่ำหน่อย ถึงพอจะคว้าจับเอาไว้ได้อย่างทุลักทุเล ทว่าบนใบหน้าของนางก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นดีใจเสียแล้ว
เสิ่นซีนั่งเล่นเป็นเพื่อนเด็กหญิงตัวน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองคนสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ราวกับกำลังแสดงละครใบ้เรื่องหนึ่ง... โลกของเด็กน้อยมักจะเชื่อมโยงถึงกันได้เสมอ ต่อให้ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ก็ยังสามารถค้นพบความสนุกสนานจากการละเล่นเล็กๆ น้อยๆ ได้
ล่วงเข้าสู่ยามสี่ ลุงกานก็บังคับรถม้ากลับมา พร้อมกับแจ้งว่าทางฝั่งท่าเรือเตรียมการเรียบร้อยแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสี่ (四更) ช่วงเวลาประมาณ 01.00 - 03.00 น. เทียบเท่ายามโฉ่ว)
หลังจากนั้น ลุงกานก็พาคนทั้งสี่ไปยังลานเรือนและขึ้นรถม้า เด็กหญิงตัวน้อยเอาแต่จ้องมองเสิ่นซี ราวกับยังเล่นไม่หนำใจ ทว่าวาสนาของคนทั้งสองก็คงมีเพียงเท่านี้ จากที่ได้พานพบและรู้จักกัน ใช้เวลาหน้าหลังรวมแล้วยังไม่ถึงหนึ่งวัน กระทั่งชื่อแซ่ของอีกฝ่ายก็ยังไม่รู้ ทว่ากลับต้องแยกจากกันเสียแล้ว นับแต่นี้คงต้องแยกย้ายสุดหล้า มิได้พบหน้ากันอีก
(เชิงอรรถผู้แปล: แยกย้ายสุดหล้า ปรับมาจาก (天涯两别) แยกย้ายจากกันไปคนละทิศคนละแดน ไกลกันสุดขอบฟ้า)
ฮุ่ยเหนียงที่กำลังหวาดผวาอกสั่นขวัญแขวนเดินไปส่งรถม้าออกพ้นประตู ทางฝั่งท่าเรือนั้น ลุงกานจะให้คนของพรรคทางน้ำคอยจัดการดูแลให้เรียบร้อยเอง
ส่งคนจากไปแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ยังคงมีสีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ทว่าเมื่อเรื่องราวบานปลายมาจนถึงขั้นนี้ นางก็ไม่อยากจะตำหนิติติเตียนเสิ่นซีอีกต่อไป
ทั้งสองคนยังไม่ได้กลับไปที่ร้านขายยา เอาแต่รอคอยอยู่เช่นนั้นนานกว่าหนึ่งชั่วยาม จนใกล้จะถึงยามห้า ในที่สุดลุงกานก็กลับมา เขาบอกกล่าวว่าได้นำคนไปซ่อนไว้ใต้ท้องเรือเรียบร้อยแล้ว ด้วยความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างสมาคมการค้าและที่ว่าการทางการในยามปกติ ตามหลักแล้วต่อให้ทหารหลวงจะเข้าตรวจค้น ก็คงไม่ถึงขั้นรื้อค้นสินค้าใต้ท้องเรือออกมาจนหมดสิ้นเป็นแน่
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามห้า (五更天) ช่วงเวลาก่อนฟ้าสาง ประมาณ 03.00 - 05.00 น. เทียบเท่ายามอิ๋น)
"ท่านน้า พวกเรากลับกันเถิดขอรับ หากท่านแม่ของข้ารู้เข้า ในใจนางคงจะกระวนกระวายใจแย่" ท้ายที่สุดเสิ่นซีก็กล่าวด้วยความรู้สึกผิดอยู่บ้าง
หากมิใช่เพราะเขาดึงดันจะใจบุญสุนทานไปซื้อสตรีชาวเหมียวทั้งสามนางกลับมา ก็คงไม่เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายปานนี้
เมื่อกลับมาถึงร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงก็ยังคงเป็นกังวลใจไม่หยุดหย่อน ต้องรอให้เรือแล่นออกจากเขตแดนเมืองถิงโจวไปได้อย่างราบรื่น และส่งคนลงจากเรือไปได้ เรื่องราวถึงจะถือว่าจบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์
"เสี่ยวหลางเอ๋ย เจ้าลองบอกมาสิ เจ้าจะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปยุ่งกับพวกเขาทำไมกัน"
ท้ายที่สุดฮุ่ยเหนียงก็บ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงตัดพ้อตามประสาสตรี "ทำเอาน้าพลอยพะว้าพะวงใจตามไปด้วยเลย หากครอบครัวพวกเขาปลอดภัยก็ดีไป แต่หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา... ในใจน้าคงรู้สึกผิดเป็นแน่ แล้วหากเรื่องนี้ลากโยงมาพัวพันถึงหัวพวกเราล่ะก็ ความทุ่มเทที่พวกเราพยายามทำมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ มิเท่ากับสูญเปล่าหรอกหรือ"
เสิ่นซีกลับส่งยิ้มพลางเอ่ยปลอบโยน "ท่านน้า ข้ารู้ผิดแล้วขอรับ ทว่า หากวันข้างหน้าข้ายังต้องพบเจอกับเรื่องที่ต้องยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นเช่นนี้อีก ข้าคิดว่า... ข้าก็ยังคงไม่อาจนิ่งดูดายได้อยู่ดีขอรับ"