เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 202 ปล่อยคน

ตอนที่ 202 ปล่อยคน

ตอนที่ 202 ปล่อยคน


เสิ่นซีจึงทำได้เพียงหมุนตัวหันหลังกลับ เปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังหอการค้าของสมาคมการค้าฝั่งโน้น

เมื่อไปถึงที่หมาย ผู้ดูแลก็เหลือบไปเห็นเข้า จึงรีบเดินกุลีกุจอออกมาต้อนรับพลางเอ่ยถามว่า "ไอหยา หลงจู๊น้อย ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือขอรับ นายหญิงมิได้บอกให้ท่านไปที่หอน้ำชาเพื่อแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับคุณชายซูหรอกหรือขอรับ เรื่องนี้ข้าผู้เฒ่าเป็นคนจัดการเองกับมือ แล้วเหตุใดท่านถึงได้พาสตรีกลับมาด้วยเล่าขอรับ"

เสิ่นซีส่ายหน้าพร้อมกับทอดถอนใจ "ท่านลุงกาน เรื่องบางเรื่องก็อธิบายได้ยากยิ่งนัก... ท่านน้าอยู่ด้านในหรือไม่ขอรับ"

"ท่านรอประเดี๋ยว ข้าจะไปที่โรงเงินฝั่งโน้นตามนายหญิงมาให้ขอรับ"

โรงเงินและหอการค้าของสมาคมการค้านั้นตั้งอยู่ใกล้กันมาก ลุงกานรีบสาวเท้าเดินไปทางโรงเงินอย่างเร่งรีบ เสิ่นซีจูงสตรีทั้งสามนางเข้าไปด้านใน ก่อนจะหยิบกุญแจออกมาไขปลดโซ่ตรวนให้แก่สตรีวัยผู้ใหญ่สองนางเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ช่วยแก้มัดเชือกที่ผูกรั้งแขนของเด็กหญิงตัวน้อยออก พลางโบกไม้โบกมือ "ที่นี่คือถิ่นของพวกเราเอง ไม่ต้องเกร็งไปหรอก นั่งลงตามสบายเถิด"

เสิ่นซีทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างไม่ถือสาหาความ หากจะกล่าวถึงหอการค้าของสมาคมการค้าแห่งนี้ เขาเคยมาเยือนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านในหรือด้านนอกก็ล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดี จึงทำตัวตามสบายจนชินแล้ว

ทว่าสตรีชาวเหมียววัยผู้ใหญ่ทั้งสองนางกลับมีท่าทีประหม่าเกร็งอยู่บ้าง เมื่อพวกนางมาถึงสถานที่แปลกตาและไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ก็พาลคิดไปว่าเสิ่นซีกำลังจะนำพวกนางไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ตอนนี้แม้สองมือสองเท้าจะได้รับอิสระแล้ว ทว่ากลับไม่กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปไหน สตรีที่อายุมากกว่ากอดบุตรีเอาไว้ในอ้อมอก หดตัวคุดคู้หลบอยู่ตรงมุมกำแพง พลางทอดสายตามองดูทุกสิ่งตรงหน้าด้วยความสับสนงุนงง

ผ่านไปไม่นาน ฮุ่ยเหนียงก็รีบรุดกระหืดกระหอบมาถึง เมื่อนางได้ยินว่าเสิ่นซีพาสตรีต่างเผ่าพันธุ์สามนางมาด้วย ภายในใจก็เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ พอก้าวเข้ามาแล้วไต่ถามจนรู้ซึ้งถึงต้นสายปลายเหตุ นางก็พินิจพิเคราะห์สตรีทั้งสามนางอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วงามดุจใบหลิวขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย

"เสี่ยวหลาง ดูสิว่าเจ้าก่อเรื่องอันใดลงไป... ต่อให้เจ้าอยากจะซื้อสาวใช้ ก็ไม่อาจไปซื้อจากหยาผัวที่มีส่วนพัวพันกับทางการได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคนต่างเผ่าพันธุ์อีก ซื้อคนกลับมาเช่นนี้... จัดการได้ยากยิ่งนัก"

ฮุ่ยเหนียงเองก็เข้าใจว่าสตรีชาวเหมียวทั้งสามนางฟังภาษาฮั่นไม่ออก ผู้ใดจะไปรู้ว่าพอนางกล่าวจบ สตรีที่อายุมากกว่าก็พลันคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะพลางกล่าวว่า "นายหญิงท่านนี้ พวกเราทำงานได้เจ้าค่ะ"

ฮุ่ยเหนียงตกตะลึงประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะโดยปกติแล้วชนกลุ่มน้อยมักจะอาศัยอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรที่ลึกซึ้ง ตัดขาดจากโลกภายนอก หากมีผู้ใดในหมู่พวกเขาสามารถพูดภาษาฮั่นได้ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นี้มีสถานะในชนเผ่าที่สูงส่งยิ่งนัก

เสิ่นซีขยับเข้าไปใกล้ กระซิบกระซาบกับฮุ่ยเหนียงสองสามประโยค บอกเล่าเรื่องราวที่เขาบังเอิญไปเห็นบุรุษลึกลับมีรอยสักผู้นั้นให้นางฟังอย่างกระจ่างแจ้ง

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าไปมา "เช่นนั้นก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่ หากมีคนบุกมาตามหาถึงหน้าประตูบ้าน คงไม่แคล้วต้องพัวพันคดีความถึงโรงถึงศาลเป็นแน่... เสี่ยวหลาง เมื่อก่อนไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใดน้าล้วนเข้าข้างเจ้าเสมอ ทว่าเรื่องในครานี้เจ้าขาดการไตร่ตรองเกินไปจริงๆ ทั้งยังทำเรื่องเลยเถิดเกินไปนัก เจ้ามีใจเมตตาได้ แต่จะช่วยเหลือผู้คนอย่างคนไร้หลักการเช่นนี้ไม่ได้... เจ้าลองคิดดูสิ ต่อให้เป็นในเขตเมืองถิงโจวของพวกเรา ในแต่ละปีมีเรื่องวุ่นวายที่เกิดจากคนต่างเผ่าพันธุ์น้อยเสียเมื่อไรกัน"

"แต่อย่างไรเสียก็ต้องจัดสรรที่ทางให้พวกนางสักหน่อยนะขอรับ!"

เสิ่นซียิ้มขื่นพลางกล่าวว่า "เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ขอรับ ท่านน้า ให้พวกนางเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าของชาวฮั่น แล้วท่านก็มอบเศษเงินก้อนให้พวกนางสักเล็กน้อย ปล่อยพวกนางไป ปล่อยให้เกิดเองดับเอง ท่านเห็นว่าอย่างไรขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น นางไม่ได้อยากจะจัดสรรที่อยู่ให้สตรีทั้งสามนางนี้ ทว่าหากจะให้ไล่ตะเพิดคนออกไปตรงๆ นางก็ใจร้ายไม่ลงเช่นกัน

ฮุ่ยเหนียงก้าวไปเบื้องหน้าสตรีทั้งสามนางโดยไม่ได้ยื่นมือเข้าประคอง นางกล่าวด้วยสีหน้าน่าเกรงขาม "เสี่ยวหลางบ้านพวกเรามีจิตใจดีงาม เห็นว่าพวกเจ้าน่าสงสารจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่สถานที่แห่งนี้ของพวกเราไม่อาจให้ที่พักพิงได้จริงๆ ประเดี๋ยวเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านใน ข้าจะมอบเงินให้พวกเจ้าอีกเล็กน้อย พวกเจ้าจะไปได้ไกลเพียงใด หรือวันข้างหน้าจะใช้ชีวิตอยู่รอดอย่างไร ก็สุดแท้แต่วาสนาของพวกเจ้าแล้ว"

"นายหญิง หมู่บ้านของพวกเราถูกทหารเผาทำลายจนวอดวายไร้ที่พึ่งพิงแล้ว..." สตรีนางนั้นยังคงโขกศีรษะต่อไป

"เช่นนั้นข้าก็หมดหนทางช่วยแล้ว ท้ายที่สุดแล้วพวกเราก็ไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดียวกัน ดังคำกล่าวที่ว่าอุดมการณ์ต่างกันมิอาจร่วมทาง หากดึงดันจะผูกมัดให้อยู่ร่วมกันย่อมต้องเกิดปัญหาเป็นแน่ ลุงกาน ท่านพาพวกนางขึ้นไปที่ห้องพักแขกบนชั้นสอง หาเสื้อผ้าสะอาดๆ ให้พวกนางเปลี่ยนสักสองสามชุด แล้วเบิกเงินจากบัญชีมอบให้พวกนางไปสักหนึ่งตำลึงเถิด..."

(เชิงอรรถผู้แปล: อุดมการณ์ต่างกันมิอาจร่วมทาง (道不同不相为谋) วลีจากคัมภีร์หลุนอวี่ ผู้ที่มีแนวคิดหรือเป้าหมายต่างกัน ย่อมไม่อาจร่วมวางแผนหรือทำงานร่วมกันได้)

ลุงกานค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม เอ่ยรับคำ "รับทราบขอรับ นายหญิง"

ลุงกานเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต เขาเดินนำหน้า นำทางสตรีทั้งสามนางขึ้นไปยังชั้นบน

เนื่องจากหอการค้าของสมาคมการค้ามักจะใช้ต้อนรับขับสู้บรรดาพ่อค้าวานิชที่เดินทางสัญจรไปมาอยู่บ่อยครั้ง บนชั้นสองจึงมีห้องพักแขกเหลืออยู่สองสามห้อง ภายในนั้นมักจะตระเตรียมเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนเอาไว้เสมอ ทว่าล้วนเป็นเสื้อและกางเกงของบุรุษทั้งสิ้น

ทว่าเมื่อพิจารณาจากการที่สตรีสองนางต้องพกพาเด็กหญิงตัวน้อยเดินทางไกลซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบาก การผลัดเปลี่ยนไปสวมชุดบุรุษอาจจะปลอดภัยรัดกุมกว่าก็เป็นได้

"เสี่ยวหลาง วันหน้าหากมีเรื่องเช่นนี้อีก เจ้าจะต้องไตร่ตรองให้รอบคอบรัดกุม..."

ชั้นล่าง ฮุ่ยเหนียงเริ่มบ่นพร่ำขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ใดจะไปรู้ว่าเพิ่งจะเอ่ยไปได้เพียงครึ่งประโยค จู่ๆ บริเวณประตูฝั่งโน้นก็ปรากฏเงาดำทะมึนสายหนึ่ง บุกรุกพรวดพราดเข้ามาด้านในอย่างอุกอาจ เดิมทีมีลูกจ้างของโรงเงินคนหนึ่งพยายามจะเข้าไปขวางทางเอาไว้ แต่กลับถูกคนผู้นั้นผลักกระเด็นออกไปในรวดเดียว

ชายผู้นั้นบุกรุกพรวดพราดเข้ามา กวาดสายตามองไปรอบด้าน ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกดุดัน "คนอยู่ที่ใด!"

เสิ่นซีมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่า บุรุษผู้นี้ก็คือคนที่มีรอยสักบนใบหน้าที่เขาเคยพบในตลาดค้าม้าล่อก่อนหน้านี้นี่เอง เขารีบกางแขนออกปกป้องฮุ่ยเหนียงไว้เบื้องหลัง พลางตะโกนเสียงดัง "อย่าเพิ่งวู่วาม คนอยู่บนชั้นสอง!"

บุรุษผู้นั้นปลดถุงผ้าที่ป่องนูนตรงเอวออก ทว่าของที่อยู่ด้านในกลับมิใช่อาวุธร้ายแรงอย่างที่เสิ่นซีคาดคิด แต่เป็นเพียงสิ่งของที่ดูคล้ายท่อนไม้เก่าๆ สองชิ้น มีลักษณะเหมือนกระสวยทอผ้าขนาดใหญ่ เพียงแต่ด้านนอกถูกเคลือบด้วยสีเอาไว้ชั้นหนึ่งเท่านั้น

หอการค้าของสมาคมการค้าแห่งนี้ นอกจากจะเป็นสถานที่สำหรับจัดการประชุมของสมาคมและต้อนรับขับสู้พ่อค้าวาณิชแล้ว ยังเป็นสถานที่กักเก็บเงินทองของโรงเงินอีกด้วย บริเวณลานเรือนด้านหลังจึงมียอดฝีมือคอยคุ้มกันดูแลอยู่อย่างหนาแน่น

เมื่อเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นที่ห้องโถงด้านหน้า กลุ่มผู้คุ้มกันจำนวนหนึ่งจึงถือพลองไม้พุ่งพรวดเข้ามาในทันที

เมื่อมีคนเหล่านี้คอยเฝ้าระวังอยู่ ภายในใจของเสิ่นซีก็สงบเยือกเย็นลง เขาคิดในใจว่า ต่อให้บุรุษต่างเผ่าพันธุ์ผู้นี้จะเก่งกล้าสามารถสักเพียงใด แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ จะเอาชนะคนหมู่มากได้อย่างไรกัน

"อย่าทำร้ายครอบครัวของข้า ข้าจะใช้ของสิ่งนี้แลกเปลี่ยนกับพวกเจ้า!"

บุรุษผู้นั้นทำตัวไม่ถูก เบื้องหน้ามียอดฝีมือคุ้มกันมากมายปานนี้ ส่วนเบื้องหลังก็เป็นท้องถนนที่คนมากตาหลากหลาย ต่อให้เขาหนีรอดออกไปได้ ก็ไม่อาจหลบหนีออกนอกเมืองได้อยู่ดี

เสิ่นซีทอดสายตามองดูกระสวยไม้ทั้งสองชิ้นนั้นแต่ไกล พลางลอบบ่นพึมพำในใจ นั่นมันก็แค่ท่อนไม้ชัดๆ มีอันใดให้น่าประหลาดใจกัน หากทำจากโลหะ ก็ยังพอจะอ้างได้ว่าเป็นเครื่องเงิน หรืออาจจะเป็นป้ายเหล็กนิล ป้ายอัคคีนิล อะไรทำนองนั้นในนิยายกำลังภายใน แต่นี่มอบท่อนไม้ให้ มันหมายความว่าอย่างไรกัน

ในยามนี้ สตรีทั้งสามนางบนชั้นสองได้ผลัดเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าของชาวฮั่นและเดินลงมาแล้ว ยังไม่ทันที่สตรีวัยผู้ใหญ่ทั้งสองนางจะได้แสดงท่าทีอันใด เด็กหญิงตัวน้อยก็กระโจนเข้าไปหาด้วยความปีติยินดีเสียก่อน พลางร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงออดอ้อน "อาซือ... อาซือ..."

เสิ่นซีรู้ดีว่าในภาษาของชาวเหมียว คำว่า "อาซือ" มีความหมายว่า บิดา เมื่อสตรีวัยผู้ใหญ่ทั้งสองเห็นบุรุษมีรอยสัก หลังจากตกตะลึงแล้วก็พากันหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้มยินดี ทว่าไม่นานพวกนางก็เริ่มกังวลต่อสถานการณ์ของบุรุษผู้นี้ ในเวลานี้ ภายในหอการค้าของสมาคมการค้ามีผู้คุ้มกันไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน ซ้ำร้ายข้างกายบุรุษผู้นี้ยังไร้ซึ่งอาวุธใดๆ พวกนางจึงไม่กล้าก้าวเข้าไปแสดงตัวยอมรับ

บุรุษผู้นั้นเอ่ยกับเด็กหญิงตัวน้อยไปประโยคหนึ่ง ความหมายประมาณว่าให้นางหลบไปอยู่ด้านข้าง ทว่าเมื่อเด็กหญิงได้พบหน้าบิดาแล้วก็มีแต่ความเบิกบานใจ นางดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้โดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ ในใจของเด็กหญิง นางไม่เข้าใจหรอกว่าสงครามและความแค้นระหว่างชนชาติคือสิ่งใด นางรู้เพียงว่า เมื่อได้พบหน้าบิดาอีกครั้ง วันข้างหน้านางก็จะได้รับความรักความทะนุถนอมจากบิดา และจะไม่มีผู้ใดมารังแกสองแม่ลูกของพวกนางได้อีก

ฮุ่ยเหนียงกล่าวขึ้น "ท่านผู้กล้า พวกเรามิได้มีเจตนาร้าย หากท่านสามารถพาพวกนางจากไปได้ก็ย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด หากชักช้าไปกว่านี้ รอจนคนของทางการมาถึง พวกท่านก็คงจะไปไหนไม่รอดแล้ว"

เมื่อฮุ่ยเหนียงโบกมือ บรรดาผู้คุ้มกันก็พากันถอยร่นไปด้านหลัง เปิดทางให้สตรีวัยผู้ใหญ่ทั้งสองนางเดินผ่านไป สตรีที่อายุมากกว่าเดินเข้าไปสวมกอดกับบุรุษผู้นั้นด้วยความตื่นเต้นตื้นตันใจ เห็นได้ชัดเจนว่าคนทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน

เสิ่นซีให้คนนำสัญญาขายตัวและสัญญาซื้อขายก่อนหน้านี้ส่งไปให้ บุรุษผู้นั้นรับมาถือไว้ในมือ พอเกิดบันดาลโทสะก็หมายจะฉีกมันทิ้ง เสิ่นซีจึงเอ่ยเตือน "หากพวกท่านไม่มีของสิ่งนี้ ก็ไม่อาจเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมได้หรอกนะ"

บุรุษผู้นั้นจึงได้ระงับความวู่วามลง

สตรีที่อายุมากกว่าหันกายกลับมา คุกเข่าลงกับพื้นและโขกศีรษะให้แก่ฮุ่ยเหนียงและเสิ่นซีอีกครั้ง "นายหญิง ท่านผู้มีพระคุณตัวน้อย ขอบคุณพวกท่านมากเจ้าค่ะ"

คราวนี้แม้แต่บุรุษผู้นั้นก็ยังคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อทำความเคารพ จากนั้นครอบครัวทั้งสี่คนก็พากันเดินจากหอการค้าของสมาคมการค้าไปอย่างเร่งรีบ... ล่วงเลยมาจนถึงบัดนี้ เสิ่นซีก็ยังคงไม่รู้เลยว่า สตรีที่อายุน้อยกว่านางนั้น แท้จริงแล้วมีความสัมพันธ์อันใดกับบุรุษผู้นี้กันแน่

ภรรยารอง? น้องสาว? หรือว่าเป็นเพียงแค่คนในชนเผ่าเดียวกัน?

แม้กระทั่งเรื่องที่บุรุษผู้นั้นสะกดรอยตามมาจนถึงเมืองถิงโจวได้อย่างไร เสิ่นซีก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน

ทว่าโชคดีที่เสิ่นซียังคอยปลอบโยนตนเองอยู่ในใจ เพราะเขารู้สึกว่าตนเองได้ทำเรื่องดีงามลงไปเรื่องหนึ่งแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่รู้เลยก็ตามว่าแท้จริงแล้วครอบครัวนี้มีภูมิหลังเป็นมาอย่างไร

สงครามและความแค้นระหว่างชนชาติ เดิมทีก็ไม่สมควรจะดึงสตรีและเด็กที่บริสุทธิ์เข้ามาพัวพันด้วยอยู่แล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 202 ปล่อยคน

คัดลอกลิงก์แล้ว