- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 201 ช่วยคน
ตอนที่ 201 ช่วยคน
ตอนที่ 201 ช่วยคน
"เท่าไรหรือ"
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องเอะอะของบรรดาฝูงชนที่มุงดู จู่ๆ เสิ่นซีก็ตะโกนถามขึ้นมาเสียงดังลั่น ชั่วขณะนั้นสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว
"สหายตัวน้อยผู้นี้ถามได้ดี... ทุกท่าน ลองดูสตรีทั้งสามนางนี้เถิด ซื้อกลับไปนอกจากจะใช้ให้ทำงานจับกังได้แล้ว ยังเอาไว้ทำเมียได้อีกด้วย คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม รอนแรมระหกระเหินมาตลอดทาง เดิมทีข้าตั้งใจจะพาพวกนางไปขายที่เมืองหางโจว ทว่าหนทางยาวไกลข้ามภูเขาข้ามแม่น้ำ พอมาถึงถิ่นของพวกท่าน ข้าก็คร้านจะเดินทางต่อแล้ว เอาเป็นว่ายอมขายให้ในราคาถูกก็แล้วกัน สิบตำลึงเหมาไปให้หมดเลย"
เมื่อนายหน้าค้าทาสเอ่ยคำว่า "สิบตำลึง" ออกมา ท่ามกลางฝูงชนก็บังเกิดเสียงทอดถอนใจดังระงม สำหรับบรรดาพ่อค้าหาบเร่และผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่มายืนมุงดูอยู่นั้น ราคานี้มันแพงหูฉี่จนเกินไปจริงๆ
ครอบครัวชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ตรากตรำทำงานหนักทั้งปีเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว กว่าจะเก็บหอมรอมริบได้สักหลายร้อยเหวินก็ยังมิใช่เรื่องง่าย ผู้ใดจะยอมควักเงินก้อนโตถึงสิบตำลึงเพื่อซื้อสตรีต่างเผ่าพันธุ์สามนางกลับไปกันเล่า
เสิ่นซีเบ้ปากด้วยความดูแคลน "เดี๋ยวนี้ซื้อสาวใช้จากครอบครัวสุจริตชนสักคนก็ราคาไม่เกินสิบตำลึงหรอกนะ คนของท่านล้วนได้มาแบบจับเสือมือเปล่า ซ้ำยังมีความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวงหากซื้อกลับไป จะขายตั้งสิบตำลึงไม่แพงไปหน่อยหรือ"
พอเสิ่นซีกล่าวเช่นนี้ นายหน้าค้าทาสผู้นั้นก็ประหลาดใจอยู่บ้าง พลางกล่าวว่า "สหายตัวน้อย อายุยังน้อยแท้ๆ ทว่ากลับรู้เรื่องรู้ราวไม่เบา... เป็นอย่างไร เจ้าสนใจจะซื้อหรือ"
เสิ่นซีลูบคลำเงินห้าตำลึงที่ฮุ่ยเหนียงให้มาซึ่งซุกซ่อนอยู่บนอกเสื้อ ภายในใจก็รู้สึกมีความมั่นใจขึ้นมาอยู่บ้าง
เขาไม่ได้อยากจะทำตัวโดดเด่นเป็นผู้ไถ่บาปมาโปรดสัตว์อันใดหรอก เพียงแต่ในชาติก่อนเขาได้รับการหล่อหลอมเรื่องความเสมอภาคทางชาติพันธุ์มาอย่างยาวนาน ในบรรดาลูกศิษย์ที่เขาเคยสั่งสอนก็มีชาวเหมียวอยู่ไม่น้อย เมื่อต้องมาเห็นโศกนาฏกรรมบนโลกมนุษย์เช่นนี้ หากพอจะยื่นมือเข้าช่วยได้ก็ย่อมต้องช่วย ยิ่งไปกว่านั้น ด้านข้างยังมีบุรุษรอยสักที่จ้องเขม็งราวกับพยัคฆ์ร้าย ซึ่งพร้อมจะลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยมได้ทุกเมื่อ
การซื้อตัวพวกนางไว้ ไม่เพียงแต่จะได้ช่วยคนให้พ้นจากห้วงวิกฤต แต่ยังสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะจนนองเลือดได้อีกด้วย เรื่องดีงามปานนี้เหตุใดจะไม่ทำเล่า
"สองตำลึง สามคน ท่านจะขายหรือไม่ขาย" เสิ่นซีตะโกนต่อราคาเสียงดังฟังชัด
นายหน้าค้าทาสถ่มน้ำลายลงพื้น พลางโบกไม้โบกมือ "เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าอย่ามาก่อเรื่องวุ่นวาย... เอาอย่างนี้ หากผู้ใดเต็มใจจะซื้อ ก็ถือเสียว่าข้ายอมขาดทุน ขายให้คนละสามตำลึง พวกท่านก็แยกกันซื้อกลับไป จะได้ไม่ต้องกลัวว่าพวกนางจะรวมหัวกันก่อเรื่องเมื่อพากลับไปแล้ว"
เสิ่นซีกะจะงัดข้อกับเขาให้ถึงที่สุด จึงก้าวอาดยาวๆ ออกไปเบื้องหน้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน "ผู้ใหญ่คนละสองตำลึง เด็กหนึ่งตำลึง ท่านดูแม่หนูน้อยคนนี้สิ แขนขาก็ลีบเล็กปานนี้ ท่านจะให้นางราคาเท่ากับผู้ใหญ่ได้อย่างไร"
นายหน้าค้าทาสเดาะลิ้น "สหายตัวน้อย เจ้าเอาแต่ต่อปากต่อคำไม่หยุดหย่อน หรือว่าเจ้าตั้งใจจะซื้อจริงๆ"
ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงระคนประหลาดใจของฝูงชน เสิ่นซีล้วงเอาเงินก้อนออกมาจากอกเสื้อ แล้วโยนเดาะขึ้นลงในมือ "ท่านว่าข้ามาก่อเรื่องวุ่นวายหรือไม่เล่า"
นายหน้าค้าทาสผู้นั้นเป็นพวกเห็นสุราดีกว่าชีวิต เมื่อได้เห็นเงินก้อนขาวๆ ดวงตาก็เบิกโพลงกว้าง ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างสุดจะหักห้ามใจ เขาครุ่นคิดอย่างละเอียดรอบคอบ ท้ายที่สุดก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น "ก็ดี ถูกหน่อยก็ถูกหน่อยเถอะ อย่างไรเสียข้าก็จะได้เบาตัว! ตอนนี้พวกนางตกเป็นของเจ้าแล้ว เจ้าพาคนกลับไปได้ทุกเมื่อ" กล่าวจบเขาก็ยื่นมือออกไปหมายจะแย่งชิงก้อนเงินในมือของเสิ่นซี
เสิ่นซีชักมือกลับ "เฮอะ ท่านลุงผู้นี้ ท่านรังแกที่ข้าเป็นเด็กไม่ประสีประสาอย่างนั้นหรือ ในเมื่อคนพวกนี้ท่านรับซื้อมาจากกองทัพเพื่อนำมาขายต่อ อย่างไรเสียก็ต้องมีหลักฐานยืนยันกระมัง มิเช่นนั้นหากข้าพาคนกลับไปแล้ว ท่านถือสัญญาซื้อขายไปฟ้องร้องกับทางการ คนพวกนี้ก็จะต้องกลับไปเป็นของท่านอีกไม่ใช่หรือ"
"แหะๆ เจ้าหนูนี่ รู้ความไปเสียทุกเรื่องจริงๆ" ในที่สุดนายหน้าค้าทาสก็ล้วงเอาสัญญาซื้อขายคนออกมาจากอกเสื้อด้วยความไม่เต็มใจนัก สัญญาซื้อขายคนถือเป็นเอกสารกระดาษที่ทำขึ้นยามที่มีการซื้อขายประชากร เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมไปถึงเอกสารยืนยันการโอนย้ายความสัมพันธ์แห่งสิทธิความเป็นเจ้าของด้วย
นายหน้าค้าทาสมอบสัญญาซื้อขายคนพร้อมกับกุญแจไขโซ่ตรวนให้แก่เสิ่นซี "โซ่ตรวนเหล็กนี่ข้าแถมให้เจ้าก็แล้วกัน สตรีสามนางนี้ดุร้ายป่าเถื่อนนัก เจ้าดูสิว่าพวกนางกัดข้าจนเป็นแผล..." กล่าวพลางเลิกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากรอยฟันกัดลงไป "คนมอบให้เจ้าแล้ว เป็นตายร้ายดีล้วนฟังตามลิขิตฟ้า อย่าได้หวังว่าจะนำมาคืนเชียวล่ะ"
เสิ่นซีไม่มีอารมณ์จะซื้อคนแล้วนำกลับมาคืนให้เขาอยู่แล้ว ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าเจ้าบุรุษที่มีรอยสักบนใบหน้าท่ามกลางฝูงชนผู้นั้นมีความสัมพันธ์อันใดกับสตรีสามนางนี้ ทว่าคาดเดาเอาว่าน่าจะจงใจมาเพื่อช่วยเหลือพวกนางโดยเฉพาะ ถึงเวลาเขาก็แค่ยัดสัญญาซื้อขายใส่มือของสตรีทั้งสาม แล้วปล่อยให้เกิดเองดับเอง บุรุษผู้นั้นก็คงจะปรากฏตัวออกมาพาพวกนางไปโดยปริยาย ภายภาคหน้าก็ไม่มีเรื่องอันใดมาเกี่ยวพันกับเขาอีกต่อไป
(เชิงอรรถผู้แปล: ปล่อยให้เกิดเองดับเอง (自生自灭) ปล่อยให้มีชีวิตอยู่หรือตายไปตามยถากรรมโดยไม่เหลียวแล)
"ได้ ท่านใจกว้างข้าก็ใจกว้าง ยื่นหมูยื่นแมวกันตรงนี้เลย"
ท้ายที่สุดเสิ่นซีก็โยนก้อนเงินไปให้ นายหน้าค้าทาสสมกับที่เป็นคนค้าขายมาจนชิน เขาไม่ต้องงัดเอาตาชั่งคันโยกจิ๋วออกมาตวงวัดเลยด้วยซ้ำ อาศัยเพียงใช้มือเดาะขึ้นลงประเมินน้ำหนักดูสองสามที ก็ล่วงรู้ถึงความบริสุทธิ์ของเนื้อเงินและน้ำหนักได้อย่างแม่นยำ
การซื้อขายประชากร จะมีเพียงสัญญาซื้อขายอย่างเดียวย่อมไม่ได้ ยังต้องทำสัญญาอย่างเป็นทางการกับทางการอีกด้วย
นายหน้าค้าทาสไปตามตัวกวนหยาประจำตลาดค้าม้าล่อมาเป็นคนกลาง ผู้ซื้อและผู้ขายต่างลงนามประทับรอยนิ้วมือ ในตอนนี้สัญญาซื้อขายของสตรีทั้งสามตกอยู่ในมือของเสิ่นซีแล้ว หลังจากลงนามในสัญญาโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้น คนก็ตกเป็นของเขาอย่างเป็นทางการ
เชิงอรรถผู้แปล: กวนหยา (官牙) นายหน้าหรือพ่อค้าคนกลางที่ได้รับการแต่งตั้งและรับรองจากทางการให้เป็นพยานในการซื้อขาย)
สองมือของสตรีวัยผู้ใหญ่ทั้งสองนางถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน โซ่ตรวนนั้นถูกคล้องติดกันไว้ แล้วผูกด้วยเชือกป่านเส้นหนึ่ง นายหน้าค้าทาสส่งปลายเชือกป่านด้านหนึ่งให้แก่เสิ่นซี เสิ่นซีก็สามารถจูงพวกนางทั้งสามกลับบ้านได้เฉกเช่นจูงปศุสัตว์ ชาวเหมียวที่ถูกขายออกมาโดยกึ่งทางการเช่นนี้ มีสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อยติดดินเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้ผู้เป็นนายจะทุบตีจนบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตาย ก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
เสิ่นซีจูงสตรีทั้งสามมุ่งหน้าไปยังประตูตลาดค้าม้าล่อ เมื่อชาวบ้านเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว ชั่วพริบตาก็พากันสลายตัวไปคนละทิศละทาง ทว่าก็ยังมีบางคนที่เดินตามหลังมา คอยชี้ไม้ชี้มือซุบซิบนินทาไปตลอดทาง
สตรีวัยผู้ใหญ่ทั้งสองมีความหวาดกลัวต่อเสิ่นซีอยู่หลายส่วน โดยเฉพาะสตรีที่อายุมากกว่า นางทำได้เพียงจับมือของบุตรีเอาไว้แน่น... นางไม่ได้กังวลต่อสวัสดิภาพของตนเอง ทว่ากำลังนึกหวั่นใจต่อโชคชะตาในวันข้างหน้าของบุตรีต่างหาก
เดิมทีการที่ซูทงส่งเสียงป่าวร้องเรียกผู้คนมาก็เพียงเพื่อจะมาดูของแปลก นึกไม่ถึงเลยว่าเสิ่นซีที่เดินทางมาด้วยกันจะยื่นมือเข้าไปซื้อสาวชาวเหมียวทั้งสามนางมาเสียได้ ในตอนนี้เขาจึงเดินยิ้มร่าตามหลังมา พลางเอ่ยถามขึ้นว่า "น้องเสิ่น เจ้าช่างกระเป๋าหนักใจป้ำเสียจริง ยอมควักเงินห้าตำลึงเพื่อซื้อสตรีอนารยชนสามนางกลับไป จะเอาไปทำกระไรหรือ"
ในยามนี้ก้าวพ้นประตูออกมายังด้านนอกตลาดค้าม้าล่อแล้ว เสิ่นซีหันขวับกลับไปมองแวบหนึ่ง แต่กลับไม่เห็นบุรุษลึกลับผู้นั้นสะกดรอยตามมาเลย ภายในใจจึงลอบคิด หรือว่าตนเองจะคาดเดาผิดไป บุรุษผู้นั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันกับพวกนางหรอกหรือ
"ที่บ้านข้าขาดแคลนแรงงาน ซื้อกลับไปใช้งานเยี่ยงปศุสัตว์ไม่ได้หรือไร" เสิ่นซีเอ่ยตอบส่งเดชไปประโยคหนึ่ง
ซูทงหัวเราะหึๆ บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย "ย่อมได้อยู่แล้ว ไม่เพียงแต่ใช้ให้ทำงานได้ ยังเอาไว้อุ่นเตียงได้อีก ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเชียวนะ ทว่าเจ้าต้องระวังตัวให้ดี สตรีอนารยชนพวกนี้ควบคุมดูแลยากนัก อย่าให้ถึงตอนกลางคืนฉวยโอกาสตอนที่คนในครอบครัวเจ้าหลับใหล จุดไฟเผาบ้านขึ้นมา ถึงเวลานั้นต่อให้ร้องไห้ก็คงไม่ทันเสียแล้ว... อ้อ จริงสิ การพบปะชุมนุมในวันนี้ยังจะดำเนินต่อไปหรือไม่"
"ท่านก็เห็นแล้วนี่นา มีคนคอยตามติดอยู่ข้างกายย่อมไม่สะดวก เอาไว้วันหน้าค่อยมาพบปะกันใหม่เถิดขอรับ!"
เสิ่นซีมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เขาต้องรีบจัดการไล่สตรีทั้งสามนางนี้ไปให้พ้นตัวโดยเร็ว หากขืนพากลับบ้านไปเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ร้านขายยาก็มีพื้นที่อยู่แค่นั้น จะจัดสรรที่ทางให้สตรีสามนางนี้พักอาศัยได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่อยากให้โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงล่วงรู้ว่าเขาใช้จ่ายเงินทองส่งเดชอยู่ข้างนอก
เสิ่นซีประสานมือคารวะ "พี่ซู ลากันตรงนี้เถิดขอรับ"
ซูทงยิ้มพลางคารวะตอบ ปากก็เอ่ยถามว่าต้องการให้เขาช่วยพาสาวชาวเหมียวกลับไปส่งที่บ้านตระกูลเสิ่นหรือไม่ ทว่าเสิ่นซีมีหรือจะกล้าตอบรับ เขาตั้งใจจะไล่ตะเพิดสตรีทั้งสามนางไปให้พ้นทางระหว่างที่เดินกลับอยู่แล้ว จึงเอ่ยขอบคุณอีกครั้งและปฏิเสธว่าไม่เป็นไร
หลังจากบอกลาซูทงและกลุ่มบัณฑิตแล้ว เสิ่นซีก็จูงสตรีทั้งสามนางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกของเมือง เขาจงใจเลือกเดินแต่ถนนสายหลัก ไม่กล้าเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกซอกซอยเล็กๆ สาเหตุหลักก็เพื่อป้องกันไม่ให้บุรุษลึกลับผู้นั้นพุ่งพรวดพราดออกมา หากแค่แย่งชิงตัวคนไปก็แล้วไปเถิด แต่หากทำให้ตนเองต้องบาดเจ็บไปด้วย นั่นคงกลายเป็นเจตนาดีแต่กลับได้ผลร้ายเป็นแน่
สตรีวัยผู้ใหญ่สองนางที่พาเด็กหญิงตัวน้อยมาด้วยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี คาดว่าพวกนางคงจะรู้สึกว่า การติดตามเด็กน้อยวัยสิบขวบปีผู้หนึ่ง อย่างไรเสียก็ย่อมดีกว่าตกอยู่ในเงื้อมมือของนายหน้าค้าทาสขี้เมาผู้นั้นเป็นไหนๆ
เมืองถิงโจวแห่งนี้นับได้ว่าเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอันดับต้นๆ ในละแวกหลิ่งหนาน สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านจอแจ พวกนางรู้สึกประหม่าหวาดกลัวคนแปลกหน้าอยู่บ้าง จึงทำได้เพียงปล่อยให้เสิ่นซีจูงพวกนางเดินไปมาราวกับจูงปศุสัตว์
การที่เสิ่นซีจูงสตรีในชุดแต่งกายต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสามนาง ดูไม่เข้ากันอย่างประหลาด ตลอดเส้นทางจึงมีชาวบ้านมามุงดู บางคนถึงขั้นเข้ามาหยอกล้อด้วยถ้อยคำล้อเล่นทำนองว่า "ขายหรือไม่ขาย"
เสิ่นซีไม่สนใจสายตาแปลกประหลาดของผู้คนสัญจรไปมา เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินดุ่มๆ ไปเบื้องหน้า จนกระทั่งใกล้จะถึงหน้าประตูบ้าน เขาถึงเพิ่งจะเริ่มลุกลี้ลุกลนขึ้นมา หันขวับกลับไปมองรอบทิศทาง น่าเสียดายที่มองไม่เห็นแม้แต่เงาของบุรุษผู้นั้นเลย
เสิ่นซีขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่อยากพาสตรีทั้งสามนางกลับไปที่บ้าน ถึงเวลานั้นไม่แน่ว่าอาจจะโดนท่านแม่ด่าทอฉาดใหญ่ เงินห้าตำลึงหากเป็นเมื่อก่อนนับได้ว่าเป็นรายได้เกือบทั้งปีของครอบครัวเลยทีเดียว จู่ๆ ก็ต้องมาเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นนี้ เปลี่ยนเป็นผู้ใดย่อมต้องปวดใจด้วยกันทั้งสิ้น ทว่าหากบุรุษผู้นั้นไม่ปรากฏตัว เขาก็ไม่รู้ว่าจะจัดสรรที่ทางให้พวกนางอย่างไรดี
"พวกเจ้า..."
เสิ่นซีชะงักฝีเท้า เพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะเอ่ยคำ ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ในชาติก่อนชาวเหมียวโดยพื้นฐานแล้วล้วนพูดกวนฮว่าได้ การพูดคุยสื่อสารจึงไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ โชคดีที่เขาเคยไปท่องเที่ยวที่หมู่บ้านชาวเหมียวขาวในมณฑลกุ้ยโจวมาก่อน บรรดาลูกศิษย์ชาวเหมียวในชั้นเรียนก็มักจะเอ่ยภาษาถิ่นออกมาสองสามประโยคอยู่เป็นบางครั้ง แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยแตกฉานในภาษาของชาวเหมียวมากนัก แต่ก็พอจะพูดประโยคที่ใช้ในชีวิตประจำวันง่ายๆ ได้บ้าง "พวกเจ้าเป็นคนเมืองไหนหรือ"
(เชิงอรรถผู้แปล: กวนฮว่า (普通话/官话) ในต้นฉบับคือ 普通话 (ภาษาจีนกลางปัจจุบัน) แต่เสิ่นซีปรับบริบทในหัวให้สอดคล้องกับยุคโบราณจึงตีความหมายถึง 官话 (ภาษาราชการ) ของราชวงศ์หมิง)
เสิ่นซีคาดเดาในใจว่า อย่างไรเสียชาวเหมียวก็สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน หลังจากนี้ไปอีกหลายร้อยปีก็ยังคงใช้ภาษาของตนเองอยู่ ในยุคสมัยนี้ก็คงจะไม่ได้แตกต่างกันมากนักกระมัง
พอสตรีวัยผู้ใหญ่ทั้งสองนางได้ยิน สีหน้าก็ฉายแววตื่นตะลึง สตรีที่อายุมากกว่ามีท่าทีตื่นเต้นอยู่บ้าง พร่ำพูดรัวเร็วเป็นชุดออกมาตั้งมากมาย ซึ่งเสิ่นซีฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดสตรีนางนั้นก็เอ่ยถามด้วยภาษาฮั่นที่สำเนียงไม่ค่อยชัดเจนนัก "เจ้า... พูดภาษาของพวกเรา... เป็นด้วยหรือ"
"เป็นแค่นิดหน่อยเท่านั้น"
เดิมทีเสิ่นซีคิดว่าสตรีทั้งสามนางจะฟังภาษาฮั่นไม่ออก เมื่อครู่นี้ยังพูดจาส่งเดชกับซูทงไปว่าซื้อกลับไปใช้งานเยี่ยงปศุสัตว์ พอมาตอนนี้ใบหน้าก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ยกมือเกาหลังคอด้วยความขวยเขิน "ในเมื่อเจ้าพูดภาษาฮั่นได้ เช่นนั้นก็จัดการได้ง่ายขึ้นแล้ว ข้าแค่เห็นว่าพวกเจ้าน่าเวทนา ไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝง หากข้าปล่อยพวกเจ้าไป พวกเจ้ามีหนทางจะเดินทางออกจากที่นี่หรือไม่"
สตรีวัยผู้ใหญ่สองนางสบตากัน นึกไม่ถึงเลยว่าโชคชะตาของพวกนางจะเกิดการพลิกผันอย่างปาฏิหาริย์เช่นนี้ ท้ายที่สุดสตรีที่อายุมากกว่าก็ส่ายหน้าด้วยความหดหู่สิ้นหวัง
เสิ่นซีกวาดสายตามองไปรอบๆ พยายามเสาะหาร่องรอยของบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นต่อไป ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังคงไร้วี่แววเช่นเคย ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงทอดถอนใจด้วยความจนปัญญา "ถ้าอย่างนั้นเรื่องก็ชักจะจัดการยากแล้วล่ะ หากพาพวกเจ้ากลับไป ข้าก็ไม่มีปัญญาจะเลี้ยงดูพวกเจ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ายังเป็นชาวเหมียวอีก..."
สตรีที่อายุมากกว่ารีบเอ่ยแย้งเสียงหลง "พวกเราชาวเหมียวรู้จักรู้คุณคนและรู้จักตอบแทนเป็นที่สุด เจ้าช่วยเหลือพวกเรา... พวกเราจะไม่มีวันคิดร้ายต่อเจ้า พวกเราทำงานได้ ขอแค่มีข้าวตกถึงท้องก็พอแล้ว ขอร้องเจ้า... โปรดเมตตาบุตรีของข้าด้วย"
พอหญิงสาวร้อนรนขึ้นมา ภาษาฮั่นที่พูดก็ยิ่งรัวเร็วและไม่ชัดเจน เสิ่นซีต้องตั้งใจฟังอย่างละเอียดจึงพอจะจับใจความได้ว่านางหมายถึงสิ่งใด
"เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้"
เสิ่นซีครุ่นคิดดูแล้ว การพาพวกนางไปที่ร้านขายยาย่อมเป็นไปไม่ได้ ทว่าหากพาไปที่โรงเงินและหอการค้าของสมาคมการค้าร้านขายยาเพื่อบอกเล่าเรื่องนี้แก่ฮุ่ยเหนียงก็พอจะเป็นไปได้อยู่
ให้ฮุ่ยเหนียงช่วยจัดสรรที่อยู่ให้พวกนางสักหน่อย หาเสื้อผ้าของชาวฮั่นให้พวกนางสวมใส่ แล้วให้ไปเป็นคนงานหญิงที่โรงผลิตยาและโรงพิมพ์ ในยุคหลังสาวชาวเหมียวนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเฉลียวฉลาดและมีฝีมือประณีตเป็นเลิศ หากสอนให้พวกนางทำสิ่งใด ก็คงจะเรียนรู้ได้ในพริบตาเดียว