เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 200 สตรีชาวเหมียว

ตอนที่ 200 สตรีชาวเหมียว

ตอนที่ 200 สตรีชาวเหมียว


พื้นที่ทางตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยน รวมถึงพื้นที่โดยรอบอย่างตอนเหนือของมณฑลกว่างตง ตอนเหนือของมณฑลกว่างซี และตอนใต้ของมณฑลเจียงซี ล้วนเป็นถิ่นฐานที่มีชนเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่รวมกัน ชาวฮั่นในละแวกนั้น หรือก็คือชาวฮากกา มักจะเกิดข้อพิพาทกับชนกลุ่มน้อยอยู่เนืองๆ อันเนื่องมาจากการแย่งชิงที่ดิน แร่ธาตุ และเสบียงอาหาร สาเหตุหลักที่ชาวฮากกาในเขตฝูเจี้ยนตะวันตกและฝูเจี้ยนใต้พากันสร้างถู่โหลวหรือเรือนดินขนาดใหญ่ ก็เพื่อใช้ป้องกันการรุกรานจากชนกลุ่มน้อยทางตอนใต้นั่นเอง

หลังจาก จูหยวนจาง ปฐมจักรพรรดิหมิงไท่จู่ โค่นล้มการปกครองอันโหดร้ายของราชวงศ์หยวนลงได้ พระองค์ก็ทรงผลักดันแนวคิดที่ว่า "เชิดชูจงหยวน กีดกันอนารยชน" ทรงมองว่าชนกลุ่มน้อยเป็นดั่ง "นกและเดรัจฉาน" "สุนัขและแกะ" "สุนัขป่าและหมาใน" โดยทรงเชื่อมั่นว่า "ชนต่างเผ่าพันธุ์ ย่อมมีใจคิดคด"

จากแนวคิด "เชิดชูจงหยวน กีดกันอนารยชน" ปฐมจักรพรรดิหมิงไท่จู่ทรงมองว่าชนกลุ่มน้อยทำได้เพียง "ผู้น้อยยอมศิโรราบต่อผู้ใหญ่" ต้องยอมรับการปกครองจากราชสำนัก โดยทรงมีพระราชดำรัสว่า "แต่โบราณกาลมา จักรพรรดิปกครองใต้หล้า จงหยวนอยู่ภายในเพื่อรับมืออนารยชน อนารยชนอยู่ภายนอกเพื่อศิโรราบต่อจงหยวน" มิเช่นนั้น หากปล่อยให้ชนกลุ่มน้อยเข้ายึดครองจงหยวน ก็จะก่อให้เกิด "เภทภัย" แก่ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี พระองค์ตรัสว่า "ภัยอันตรายจากอนารยชนที่มีต่อจงหยวนนั้น มีมาแต่ช้านานนัก เมื่อพิจารณาจากราชวงศ์ก่อนๆ ล้วนต้องทนทุกข์และอับอายเพราะพวกมัน ช่างน่าอดสูยิ่งนัก"

ต่อมา จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ก็ทรงมีมุมมองเช่นเดียวกัน พระองค์ตรัสว่า "อนารยชนเป็นภัยต่อจงหยวนมาแต่ช้านาน 《คัมภีร์ซ่างซู》กล่าวไว้ว่า 'อนารยชนคุกคามหัวเซี่ย' 《คัมภีร์ซือจิง》ระบุว่า 'ชนเผ่าหรงตี้ต้องถูกกำราบ' นับแต่ราชวงศ์ฮั่นจวบจนราชวงศ์ถัง เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ซ่ง ล้วนได้รับเภทภัยแสนสาหัส" พระองค์ทรงอบรมสั่งสอนลูกหลาน โดยเคยคัดลอก "คำสอนของปราชญ์โบราณ" มารวบรวมเป็นตำรา 《เซิ่งเสวียซินฝ่า》 ภายในตำราได้รวบรวมคำกล่าวของหลู่กงแห่งราชวงศ์ฮั่นที่ว่า "ชนเผ่าหรงตี้ ล้วนเป็นปราณประหลาดจากสี่ทิศ มิได้แตกต่างอันใดกับนกและเดรัจฉาน" และคำกล่าวของโอวหยางซิวแห่งราชวงศ์ซ่งที่ว่า "บูรพกษัตริย์ทรงริเริ่มแบ่งแผ่นดินเป็นเก้าแคว้น กำหนดเขตปกครองห้าชั้น ย่อมต้องให้จูโหวอยู่ภายใน และให้อนารยชนสี่ทิศอยู่ภายนอก" คำกล่าวเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงเห็นพ้องและยึดมั่นในอุดมการณ์ชาตินิยมของชาวฮั่นอย่างเต็มเปี่ยม

(เชิงอรรถผู้แปล: จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ (明成祖) พระนามแต่งตั้งของจักรพรรดิหย่งเล่อ / 《คัมภีร์ซ่างซู》 (尚书) 1 ใน 5 คัมภีร์หลัก ว่าด้วยประวัติศาสตร์ / 《คัมภีร์ซือจิง》 (诗经) 1 ใน 5 คัมภีร์หลัก ว่าด้วยบทกวี / 《เซิ่งเสวียซินฝ่า》 (圣学心法) ตำราที่รวบรวมคำสอนปราชญ์เพื่อใช้อบรมสั่งสอนองค์รัชทายาทในสมัยราชวงศ์หมิง)

ในช่วงต้นราชวงศ์หมิง การปกครองชนกลุ่มน้อยรอบนอก ราชสำนักต้าหมิงได้กำหนดนโยบาย 'เหนือก่อนใต้ทีหลัง' นั่นก็คือเน้นการป้องกันชนเผ่าทางเหนืออย่างเข้มงวดเป็นหลัก ส่วนชนเผ่าทางใต้จะเน้นการปลอบโยนเป็นส่วนใหญ่ ใช้นโยบายทั้งปราบปรามและเกลี้ยกล่อมควบคู่กันไป ทว่าหลังจากรัชศกเทียนซุ่นเรื่อยมาจนถึงรัชศกหงจื้อในปัจจุบัน นโยบายของราชสำนักที่มีต่อชนเผ่าทางใต้ได้เปลี่ยนมาเน้นหนักไปที่การปราบปรามด้วยกำลังทหารแทน

สาเหตุหลักเป็นเพราะหลังจากจักรพรรดิหมิงอิงจงทวงคืนราชบัลลังก์ได้สำเร็จ ก็ยังคงโปรดปรานขันที ทำให้การเมืองค่อนข้างมืดมน ในขณะเดียวกัน เนื่องจากขุนนางส่วนใหญ่ไม่เต็มใจจะไปดำรงตำแหน่งในเขตชนกลุ่มน้อยทางตอนใต้ พวกที่ยอมไปก็ล้วนกะจะไปกอบโกยแล้วหนี ปิดบังราชสำนักขูดรีดภาษีอย่างโหดเหี้ยม ส่งผลให้ความขัดแย้งบริเวณชายแดนรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดการลุกฮือต่อต้านบ่อยครั้ง ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่หูกว่าง กุ้ยโจว และเหลียงกว่าง ก่อกบฏรวมตัวกันต่อต้านขนานใหญ่ขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ทำให้ราชสำนักรับมือแทบไม่ทัน ต้องระดมกองทัพใหญ่ไปปราบปรามกองกำลังกบฏของชนเผ่าต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากการปราบปรามกบฏแล้ว ราชสำนักยังใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามชนกลุ่มน้อยกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ยอมรับการเกลี้ยกล่อมอีกด้วย ในช่วงรัชศกเทียนซุ่น รัชศกเฉิงฮว่า รัชศกจิ่งไท่ ไปจนถึงช่วงต้นรัชศกหงจื้อ พื้นที่รอบนอกของฝูเจี้ยนตะวันตกจึงมีศึกน้อยใหญ่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

(เชิงอรรถผู้แปล: รัชศกเทียนซุ่น รัชศกเฉิงฮว่า รัชศกจิ่งไท่ เป็นชื่อรัชศกของจักรพรรดิหมิงอิงจง(ช่วงที่2) จักรพรรดิหมิงเสี้ยนจง และจักรพรรดิหมิงไต้จง ตามลำดับ)

ศึกสงครามเมื่อเร็วๆ นี้ เกิดขึ้นในเขตตูอวิ๋น มณฑลกุ้ยโจว เมื่อชนเผ่าเหมียวในเขตลั่นถู่เกิดความไม่พอใจราชสำนักจึงได้ก่อกบฏขึ้น ราชสำนักจึงส่งรองผู้ตรวจการแผ่นดิน เติ้งถิงจ้าน และแม่ทัพใหญ่โหวแห่งเจิ้นหย่วน กู้ผู่ ให้นำทัพไปปราบปราม

เมื่อมีสงครามย่อมมีแพ้มีชนะ เมื่อมีแพ้มีชนะย่อมมีสินสงคราม โดยทั่วไปแล้ว บุรุษชนกลุ่มน้อยที่พ่ายแพ้และถูกจับเป็นเชลย มักจะถูกขายไปเป็นแรงงานทาสตามเหมืองแร่ต่างๆ ส่วนสตรี โดยเฉพาะพวกที่ยังสาวและหน้าตาสะสวย จะมีหยาผัวรับหน้าที่ขนส่งไปเร่ขายตามที่ต่างๆ เพื่อนำเงินกลับมาเข้าคลังราชสำนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: หยาผัว (牙婆) หรือแม่สื่อค้าทาส สตรีที่เป็นนายหน้าค้ามนุษย์ จัดหาบ่าวไพร่ หนึ่งในอาชีพสามชียายหกแม่สื่อ)

ทว่าเนื่องจากสตรีเหล่านี้มักจะถูกมองว่าเป็นอนารยชน พูดจากันไม่รู้เรื่อง ต่อให้งดงามเพียงใด บรรดาเศรษฐีก็ไม่กล้าพาเข้าบ้านซี้ซั้ว หากซื้อกลับไปแล้วหนีหายไปก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่หากเกิดเรื่องทำร้ายเจ้านาย หรือฆ่าคน วางเพลิง วางยาพิษขึ้นมา นั่นก็ผิดกับจุดประสงค์เดิมที่ซื้อพวกนางกลับไปตั้งแต่แรกแล้ว

หลังจากถูกซูทงยุยง บรรดาบัณฑิตหนุ่มที่กำลังเลือดร้อนห้าวหาญ ต่างก็อยากจะไปเปิดหูเปิดตาดูสตรีอนารยชนแดนใต้ด้วยกันทั้งสิ้น จึงได้นัดแนะพากันไป

ทว่าเสิ่นหย่งจั๋วกลับลังเลตัดสินใจไม่ได้ เขาพะวงคำสั่งของมารดาที่ว่าออกมาเปิดหูเปิดตาเสร็จแล้วก็ต้องกลับบ้าน ยามนี้คนทั้งกลุ่มกำลังจะไปดูสตรีอนารยชนแดนใต้อะไรนั่น เขาไม่รู้สึกสนใจเลยแม้แต่น้อย

"น้องเจ็ด ถ้าอย่างนั้น... ข้ากลับไปก่อนดีหรือไม่ เจ้าไปดูกับพวกเขาเสร็จแล้วค่อยกลับบ้านเองนะ"

เสิ่นหย่งจั๋วรู้สึกลำบากใจกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้ต่อหน้าคนนอกหวังซื่อมักจะลำเอียงเข้าข้างเข้าข้างบุตรชายตนเอง แต่ลับหลังก็เข้มงวดกับเขาเป็นอย่างมากเช่นกัน หากกลับไปดึกดื่น ไม่แน่ว่าอาจจะโดนกระบองฟาดเอาได้

เสิ่นซีจนปัญญาจริงๆ จึงทำได้เพียงพยักหน้าตกลง หลังจากไต่ถามจนแน่ใจแล้วว่าเสิ่นหย่งจั๋วจำทางกลับบ้านได้ จึงค่อยแยกทางกับเขา

พอเสิ่นหย่งจั๋วจากไป ซูทงก็เดินเข้ามาเย้าแหย่ "น้องเสิ่น ข้าดูพี่ชายของเจ้านะ ช่างเป็นหนอนหนังสือเสียจริงๆ พวกเจ้าสองคนเดินด้วยกัน ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าดูเหมือนพี่ชายเสียมากกว่า"

เสิ่นซีหลุดหัวเราะออกมา แม้คำพูดของซูทงจะฟังดูเหมือนกำลังชมเขาอยู่ แต่ก็เป็นการดูแคลนเสิ่นหย่งจั๋ว ทุบกระดูกแตกก็ยังมีเส้นเอ็นยึดโยง เมื่ออยู่ข้างนอก อย่างไรเสียคนตระกูลเสิ่นก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เขาจึงไม่สะดวกจะเอ่ยปากผสมโรงด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: ทุบกระดูกแตกก็ยังมีเส้นเอ็นยึดโยง (砸断骨头连着筋) สำนวนหมายถึง สายเลือดเดียวกันต่อให้ทะเลาะหรือตัดขาดกันอย่างไร ก็ยังมีความผูกพันเชื่อมโยงกันอยู่เสมอ)

กลุ่มปัญญาชนเดินทอดน่องกันเป็นขบวนใหญ่มาจนถึงตลาดค้าม้าล่อทางทิศใต้ของเมือง ก็เห็นสถานที่โดดเด่นแห่งหนึ่งกลางตลาด มีฝูงชนกำลังมุงดูกันอยู่

ยามปกติการซื้อขายประชากร พวกนายหน้าค้ามนุษย์มักจะทำกันอย่างลับๆ ล่อๆ ท้ายที่สุดแล้วตามความผิดใน 《กฎหมายต้าหมิง หมวดอาญา ลักษณะโจรผู้ร้าย》 ระบุเอาไว้ว่า: "ลู่เหริน" หรือการลักพาตัวผู้คนไปขายเป็นบ่าวไพร่ทาสรับใช้ ไม่แบ่งแยกผู้บงการหรือผู้สมรู้ร่วมคิด ล้วนต้องโทษโบยหนึ่งร้อยไม้ เนรเทศสามพันลี้ หากลักพาตัวไปเป็นภรรยารองหรือบุตรหลาน ต้องโทษโบยหนึ่งร้อยไม้ จำคุกสามปี ซึ่งหมายความว่า เมื่อเทียบกับราชวงศ์ถังและซ่งแล้ว บทลงโทษของการค้ามนุษย์ในกฎหมายราชวงศ์หมิงนั้นเบาบางกว่ามาก มีเพียงผู้ที่ลักพาตัวไปขายแล้วทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บเท่านั้นถึงจะถูกแขวนคอ และหากทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายถึงจะถูกประหารชีวิตด้วยการตัดหัว

ทว่าเนื่องจากความยากจนที่แพร่หลายและช่องว่างทางสังคมที่ถ่างกว้าง ในยุคราชวงศ์หมิงปรากฏการณ์การซื้อขายประชากรจึงกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว บทบัญญัติทางกฎหมายก็เป็นเพียงเสือกระดาษ หลายครั้งที่มีกฎหมายแต่ก็ไม่ปฏิบัติตาม บังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด ทว่าท้ายที่สุดแล้วมันก็ยังคงเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายอยู่ดี ต่อให้ทางการจะไม่เอาความ แต่ก็ไม่สามารถกระทำการอย่างเปิดเผยได้

ทว่าการเร่ขายประชากรชนกลุ่มน้อยกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สตรีเหล่านี้ล้วนเป็น "สินสงคราม" ที่ราชสำนักยึดมาได้ ในเมื่อเป็นสินสงคราม การจะนำออกมาตั้งแสดงก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใด ด้วยเหตุนี้ พวกนางจึงถูกนายหน้าค้ามนุษย์ปฏิบัติราวกับเป็นปศุสัตว์ และลากมาเร่ขายที่ตลาดค้าม้าล่อ

การซื้อขายประชากรท่ามกลางธารกำนัลเช่นนี้ยังถือเป็นเรื่องแปลกใหม่นัก ต่อให้ชาวบ้านตาสีตาสาจะไม่มีเงินซื้อหา แต่เมื่อได้ยินข่าวคราวก็ยังอุตส่าห์วิ่งมามุงดูความครึกครื้น หนึ่งคือมาเปิดหูเปิดตา สองคือรูปแบบความบันเทิงในยุคนี้ช่างจำเจและน่าเบื่อหน่าย เมื่อได้เห็นเป็นขวัญตาก็จะมีเรื่องเอาไว้คุยโม้ สามารถหยิบยกมาเป็นประสบการณ์ไว้อวดอ้างกับผู้อื่นได้

ผู้คนกลุ่มใหญ่พากันมุงดูอย่างเนืองแน่นล้อมวงกันสามชั้นซ้อน บรรยากาศ ณ ที่นั้นเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม

"หลีกทางหน่อยๆ หลีกทางให้พวกเราเข้าไปดูหน่อย" ซูทงตัวยังไม่ทันถึงก็ส่งเสียงร้องเอะอะโวยวายนำมาก่อนแล้ว

เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาเป็นกลุ่มชายหนุ่มที่สวมหมวกสี่เหลี่ยมผิงติ้ง สวมรองเท้าหุ้มข้อสีดำ และสวมชุดจื๋อตั๋วหลากสีสัน ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมากในตลาดค้าม้าล่อ ชาวบ้านธรรมดามีหรือจะกล้าไปตอแยกับกลุ่มบัณฑิตที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าหากไม่ร่ำรวยก็สูงศักดิ์เหล่านี้ได้ จึงพากันเจียมเนื้อเจียมตัวและแหวกทางให้ในทันที

(เชิงอรรถผู้แปล: ชุดจื๋อตั๋ว (直裰) ชุดคลุมยาวบุรุษ คอตรง ทรงหลวม ที่บัณฑิตนิยมสวมใส่)

เสิ่นซีเดินตามหลังซูทง แทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไปจนถึงด้านในสุด ในที่สุดก็ได้ประจักษ์แก่สายตาว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือสตรีสามนางที่มีรูปร่างหน้าตางดงามไม่เบา คนหนึ่งอายุราวๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหกปี อีกคนอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี สองมือของพวกนางล้วนถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน สตรีที่อายุมากกว่านั้นจูงมือเด็กหญิงตัวน้อยที่ดูน่ารักน่าชังราวกับหยกสลักแป้งปั้นผู้หนึ่ง ดูแล้วน่าจะเป็นบุตรีของนาง

(เชิงอรรถผู้แปล: หยกสลักแป้งปั้น (粉雕玉琢) สำนวนเปรียบเปรยถึงเด็กที่ผิวพรรณขาวผุดผ่อง น่ารักน่าเอ็นดู ราวกับถูกปั้นแต่งมาจากแป้งและสลักจากหยก)

สตรีทั้งสามสวมเสื้อตัวสั้นสีขาวแขนแคบ คอเสื้อกว้าง สาบเสื้อผ่าหน้า ส่วนท่อนล่างสวมกระโปรงจีบรอบตัวสั้นแค่เข่า บนศีรษะโพกด้วยผ้า ด้วยความที่เสิ่นซีมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชนเผ่าต่างๆ เป็นอย่างดี มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าพวกนางคือชาวเหมียว ทั้งยังเป็นชาวเหมียวขาวอีกด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: ชาวเหมียว (苗人) หรือชาวม้ง เป็นชนกลุ่มน้อยที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ในยุคโบราณชาวจีนฮั่นมักจะจำแนกกลุ่มชาวเหมียวตามสีสันของเครื่องแต่งกายหรือธรรมเนียมประเพณี เช่น เหมียวขาว (ใส่ชุดสีขาวสว่าง) เหมียวดำ เหมียวแดง และเหมียวลาย เป็นต้น) 

สตรีทั้งสามนางนี้ เสื้อผ้าอาภรณ์ยังนับว่าเรียบร้อยดีอยู่บ้าง สตรีวัยผู้ใหญ่ทั้งสองเนื้อตัวมอมแมม ผิวพรรณที่โผล่พ้นร่มผ้าล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดิน ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไม่อาจบดบังทรวดทรงอันอ้อนแอ้นอรชรและใบหน้าอันงดงามของพวกนางได้เลย ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นอายุเพิ่งจะหกเจ็ดขวบ ดวงตากลมโตดำขลับดั่งน้ำหมึก ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดเกลี้ยงเกลาราวกับงาช้างและหยกขาว หน้าตาสะสวยหมดจด นับว่าเป็นสตรีงามตั้งแต่ยังเยาว์วัยอย่างแท้จริง ทว่านางดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเหตุใดตนจึงต้องตามมารดามายังสถานที่แปลกตานี้ ภายในดวงตากลมโตนอกจากหยาดน้ำตาแล้ว ยังแฝงไปด้วยความหวาดกลัว ความไม่เข้าใจ และความสับสนงุนงง

"...ทุกท่านเร่เข้ามาดูกันเร็วกว่า นี่คือสตรีที่ขนส่งมาจากแดนใต้เชียวนะ... ดูสิ สตรีตัวโตนี่ถึงกับมีบุตรีแล้ว รับรองว่าให้กำเนิดทายาทได้ง่ายดายเป็นแน่ หากผู้ใดหาภรรยาไม่ได้ ก็ซื้อกลับไปเถิด รอให้เด็กน้อยนี่โตขึ้น ก็สามารถเก็บไว้ให้บุตรชายของพวกท่านเป็นสะใภ้เลี้ยงได้"

ทหารสองนายยืนมองดูอยู่ไกลๆ ไม่ได้มีท่าทีจะเข้ามาช่วยเร่ขายแต่อย่างใด ผู้ที่กำลังร้องตะโกนอยู่นั้นเป็นบุรุษเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ผมเผ้ารุงรังราวกับคนเลี้ยงม้า ทั้งยังมีกลิ่นสุราคลุ้งไปทั้งตัว ในมือของเขาถือแส้ม้า พูดไปก็ตวัดแส้ฟาดกำแพงดังขวับไปทีหนึ่ง สตรีวัยผู้ใหญ่ทั้งสองหดตัววูบตามสัญชาตญาณ เห็นได้ชัดว่าตลอดเส้นทางที่ถูกขายมานี้ พวกนางคงถูกทุบตีมาไม่น้อย

ถูกทหารหลวงจับตัวมาเป็นเชลย ซ้ำยังถูกนายหน้าค้าทาสขี้เมาผู้นี้เร่ขายเยี่ยงปศุสัตว์ ชะตากรรมชีวิตช่างน่าเวทนาถึงเพียงนี้เชียวหรือ

เสิ่นซีทอดถอนใจอยู่เงียบๆ โลกใบนี้ช่างเป็นยุคสมัยที่คนกินคนเสียจริงๆ

(เชิงอรรถผู้แปล: คนกินคน (人吃人) สำนวนหมายถึง สังคมที่โหดร้ายป่าเถื่อน การกดขี่ขูดรีดกันเองในสังคม)

ทว่าคนรอบข้างกลับไม่ได้มีจิตเมตตาการุณย์เฉกเช่นเสิ่นซี ไม่ทันไรก็มีคนหัวเราะร่วนขึ้นมา "ซื้อกลับไปแล้วคลอดบุตรชาย จากนั้นก็จับคู่กับบุตรีของนาง... ฮ่าฮ่าฮ่า นี่มันไม่เท่ากับวิปริตผิดทำนองคลองธรรมหรอกหรือ"

นายหน้าค้าทาสสภาพซอมซ่อผู้นั้นหัวเราะร่า "จะไปกลัวอันใดกัน อย่างไรเสียก็เป็นแค่อนารยชน จะผิดศีลธรรมหรือไม่ก็ช่างปะไร ขอเพียงตัวพวกเจ้าไม่เสื่อมเสียก็พอแล้ว เฮอะ นี่พวกเจ้ายังคาดหวังว่าสตรีอนารยชนจะอยู่กินกับพวกเจ้าอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวอีกหรือ"

ฝูงชนพากันระเบิดเสียงหัวเราะครืนใหญ่อีกระลอก

เสิ่นซีรู้สึกทนดูต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงอดไม่ได้ที่จะเบือนหน้าหนี ทว่าจู่ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นบุรุษผู้หนึ่งท่ามกลางฝูงชน คนผู้นี้มีสีหน้าเย็นชาเคร่งขรึมไม่ยิ้มแย้ม ดูแตกต่างจากชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องสนุกสนานอย่างสิ้นเชิง

บุรุษผู้นั้นรูปร่างไม่ค่อยสูงใหญ่นัก ทว่ากลับดูกำยำล่ำสัน บนศีรษะสวมหมวกกุ้ยเล้ย ราวกับจงใจจะปิดบังอำพรางสิ่งใด

(เชิงอรรถผู้แปล: หมวกกุ้ยเล้ย (斗笠) หมวกสานทรงกรวยกว้างสำหรับกันแดดกันฝน)

ด้วยความที่เสิ่นซีรูปร่างเตี้ยเล็ก เขาจึงแสร้งทำเป็นย่อตัวลงจัดชายเสื้ออย่างไม่ตั้งใจ ทำให้พอมองเห็นเลือนรางว่าบนใบหน้าของบุรุษผู้นั้นมีรอยสักอยู่ นั่นบ่งบอกว่าอีกฝ่ายเป็นนักโทษ ทว่าเมื่อดูจากลักษณะท่าทางแล้ว เป็นไปได้มากที่สุดว่าน่าจะเป็นเชลยศึก บุรุษผู้นั้นกำหมัดแน่นราวกับพร้อมจะพุ่งเข้าไปแย่งชิงคนได้ทุกเมื่อ บริเวณเอวก็มีรอยนูนป่องออกมา ดูคล้ายกับเป็นอาวุธ

เสิ่นซีมองดูทหารสองนายที่ยืนอยู่ไกลออกไปโดยไร้ซึ่งการระแวดระวังป้องกัน นึกในใจว่าหากคนผู้นี้พุ่งเข้าไปแย่งชิงตัวคน แล้วเกิดการลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยมขึ้นมาจริงๆ คงได้จบเห่กันพอดี

สตรีทั้งสามนางไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติท่ามกลางฝูงชนเลย สตรีวัยผู้ใหญ่สองนางเอาแต่ก้มหน้า แม้ว่าพวกนางจะเป็นชาวเหมียว แต่ก็ยังคงมีความละอายใจขั้นพื้นฐานอยู่บ้าง เด็กหญิงตัวน้อยกำลังหวาดกลัว ทว่านางก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันศีรษะเล็กๆ ไปมา ลอบสังเกตฝูงชนที่เย็นชาโดยรอบด้วยความอยากรู้อยากเห็น ริมฝีปากเล็กๆ ยื่นออกมาเล็กน้อย เผยให้เห็นถึงความไร้เดียงสาอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็ก

"นี่ ตกลงพวกเจ้าจะซื้อหรือไม่ ราคาถูกแสนถูก ต่อให้ซื้อกลับไปช่วยทำงานจับกังก็ยังคุ้ม จ่ายเงินแค่วันละหนึ่งเหวินซื้อข้าวปั้นสองก้อน ก็สามารถเลี้ยงดูคนได้ถึงสามคน คุ้มค่าเพียงนี้เชียวนะ"

มีคนหัวเราะเยาะ "นี่มันคนเป็นๆ เลยนะ ผู้ใหญ่สองเด็กหนึ่ง วันหนึ่งกินข้าวปั้นรวมกันแค่สองก้อน นั่นมิใช่น้อยยิ่งกว่าปศุสัตว์อีกหรอกหรือ"

ฝูงชนพากันหัวเราะครืนขึ้นมาอีกครั้ง

เสิ่นซีส่ายหน้าไปมา เขามองออกทะลุปรุโปร่งแล้วว่า คนเหล่านี้ล้วนแต่มามุงดูเรื่องสนุกเท่านั้น ต่อให้นายหน้าค้าทาสจะบอกว่าราคาถูกเพียงใด ก็ไม่มีใครเต็มใจจะเสนอราคาซื้อตัวพวกนางกลับไปหรอก

ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยความสัมพันธ์อันตึงเครียดปานหน้าไม้ขึงตึงระหว่างราชสำนักและชนกลุ่มน้อยในปัจจุบัน สตรีต่างเผ่าพันธุ์เช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะกล้าพาเข้าบ้านซี้ซั้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: ตึงเครียดปานหน้าไม้ขึงตึง (剑拔弩张) แปลตรงตัวว่า ชักดาบง้างหน้าไม้ หมายถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างรุนแรง ราวกับพร้อมจะปะทะกันได้ทุกเมื่อ)

จบบทที่ ตอนที่ 200 สตรีชาวเหมียว

คัดลอกลิงก์แล้ว